|
พระสูตร
ทิฏฐิกถา (หน้า๑ )
[๒๙๔] ที่ตั้งแห่งทิฏฐิเท่าไร
ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิเท่าไร
ทิฏฐิเท่าไร
ความถือผิดแห่งทิฏฐิเท่าไร
ความถอนที่ตั้งแห่งทิฏฐิเป็นไฉน
ทิฏฐิ
คือความลูบคลำด้วยความถือผิดเท่าไร
[๒๙๕] ถามว่า ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดเท่าไร ตอบว่า ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา [๒๙๖] ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่ง จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัสว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักษุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนาว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา [๒๙๗] ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพะสัญญา ธรรมสัญญาว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพะสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนาว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพะตัณหา ธรรมตัณหาว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพะวิตก ธรรมวิตกว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพะวิจาร ธรรมวิจารว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา [๒๙๘] ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ อากาสกสิณ วิญญาณกสิณว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา [๒๙๙] ๒๙๙ ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม ห้วใจ ตับ พังผืด ไต ฯลฯ น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร สมอง ศีรษะว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา [๓๐๐] ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักขายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธรรมายตนะ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา [๓๐๑] ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่ง จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา [๓๐๒] ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่ง กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ รูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เมตตาเจโตวิมุติ กรุณาเจโตวิมุติ มุทิตาเจโตวิมุติ อุเปกขาเจโตวิมุติ อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา [๓๐๓] ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชราและมรณะว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฏฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดอย่างนี้ [๓๐๔]
ที่ตั้งแห่งทิฏฐิ ๘ เป็นไฉน
แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ
แม้อวิชชา ผัสสะ สัญญา วิตก
อโยนิโสมนสิการ มิตรชั่ว
เสียงแต่ที่อื่นทุกอย่าง
เป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิ [๓๐๕] ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิ ๑๘ เป็นไฉน ทิฏฐิ คือ ทิฏฐิที่ไป ทิฏฐิรกชัฏ ทิฏฐิกันดาร ทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนาม ทิฏฐิวิบัติ ทิฏฐิเป็นสังโยชน์ ทิฏฐิเป็นลูกศร ทิฏฐิเป็นสมภพ ทิฏฐิเป็นเครื่องกังวล ทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพัน ทิฏฐิเป็นเหว ทิฏฐิเป็นอนุสัย ทิฏฐิเป็นเหตุให้เดือดร้อน ทิฏฐิเป็นเหตุให้เร่าร้อน ทิฏฐิเป็นเครื่องร้อยกรอง ทิฏฐิเป็นเครื่องยึดมั่น ทิฏฐิเป็นเหตุให้ถือผิด ทิฏฐิเป็นเหตุให้ลูบคลำ ความกลุ้มรุมแห่งทิฏฐิ ๑๘ เหล่านี้ [๓๐๖] ทิฏฐิ ๑๖ เป็นไฉน คือ อัสสาททิฏฐิ ๑ อัตตานุทิฏฐิ ๑ มิจฉาทิฏฐิ ๑ สักกายทิฏฐิ ๑ สัสสตทิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ๑ อุจเฉททิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ๑ อันตคาหิกทิฏฐิ ๑ ปุพพันตานุทิฏฐิ ๑ อปรันตานุทิฏฐิ ๑ สังโยชนิกาทิฏฐิ ๑ ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเรา ๑ ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา ๑ ทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยอัตตวาทะ ๑ ทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะ ๑ ภวทิฏฐิ ๑ วิภวทิฏฐิ ๑ ทิฏฐิ ๑๖ เหล่านี้ [๓๐๗] อัสสาททิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการเท่าไร อัตตานุทิฏฐิ... มิจฉาทิฏฐิ... สักกายทิฏฐิ... สัสสตทิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ... อุจเฉททิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ... อันตคาหิกทิฏฐิ... ปุพพันตานุทิฏฐิ... อปรันตานุทิฏฐิ... สังโยชนิกาทิฏฐิ... ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเรา... ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา... ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยอัตตวาทะ... ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยโลกวาทะ... ภวทิฏฐิ... วิภวทิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการเท่าไร [๓๐๘] อัสสาททิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ อัตตานุทิฏฐิ...๒๐ มิจฉาทิฏฐิ...๑๐ สักกายทิฏฐิ...๒๐ สัสสตทิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ...๑๕ อุจเฉททิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ...๑๕ อันตคาหิกทิฏฐิ...๕๐ ปุพพันตานุทิฏฐิ...๑๘ อปรันตานุทิฏฐิ...๔๔ สังโยชนิกาทิฏฐิ...๑๘ ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเรา...๑๘ ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา...๑๘ ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยอัตตวาทะ...๒๐ ทิฏฐิอันปฏิสังยุตด้วยโลกวาทะ...๘ ภวทิฏฐิ...๑๙ วิภวทิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๙ [๓๐๙]
อัสสาททิฏฐิ
มีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕
เป็นไฉน ทิฏฐิ คือ
ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า
สุขโสมนัส อาศัยรูปใดเกิดขึ้น
นี้เป็นอัสสาทะ(ความยินดี)แห่งรูป
[๓๑๐] ทิฏฐิ คือ
ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า
สุขโสมนัส อาศัยเวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณ จักษุ หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
ธรรมารมณ์ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ
ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ
มโนวิญญาณ จักษุสัมผัส โสตสัมผัส
ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส
มโนสัมผัส จักษุสัมผัสสชาเวทนา
โสตสัมผัสสชาเวทนา
ฆานสัมผัสสชาเวทนา
ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา
กายสัมผัสสชาเวทนา
มโนสัมผัสสชาเวทนาใดเกิดขึ้น
นี้เป็นอัสสาทะแห่งมโนสัมผัสสชาเวทนา
[๓๑๑] สังโยชน์และทิฏฐิมีอยู่ สังโยชน์แต่มิใช่ทิฏฐิมีอยู่ สังโยชน์และทิฏฐิเป็นไฉน ความลูบคลำด้วยสักกายทิฏฐิ สักกายทิฏฐิและสีลัพพตปรามาสเหล่านี้เป็นสังโยชน์และทิฏฐิ สังโยชน์แต่มิใช่ทิฏฐิเป็นไฉน กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ มานสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ ภวราคสังโยชน์ อิสสาสังโยชน์ มัจฉริยสังโยชน์ อนุสัยสังโยชน์ อวิชชาสังโยชน์ เหล่านี้ เป็นสังโยชน์แต่มิใช่ทิฏฐิ อัสสาททิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เหล่านี้ [๓๑๒] อัตตานุทิฏฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้าง ย่อมเห็๋นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง
[๓๑๓] ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นตน
คือ
ย่อมเห็นปฐวีกสิณและตนไม่เป็นสองว่า
ปฐวีกสิณอันใด เราก็อันนั้น
เราอันใด ปฐวีกสิณก็อันนั้น
เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่
บุคคลเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า
เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้น
แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น
ฉันใด
บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ย่อมเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นตน
คือ
ย่อมเห็นปฐวีกสิณและตนไม่เป็นสองว่า
ปฐวีกสิณอันใด เราก็อันนั้น
เราอันใด ปฐวีกสิณก็อันนั้น
[๓๑๔] ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างไร
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ โดยความเป็นตน
เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า
นี้แลเป็นตัวตนของเรา
แต่ตัวตนของเรานี้นั้น
มีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้
ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีรูป
เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา
บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า
นี้ต้นไม้ นี้เงา
ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่ง
เงาเป็นอย่างหนึ่ง
แต่ต้นไม้นี้นั้นแลมีเงาด้วยเงานี้
ดังนี้
ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้ว่า มีเงา
ฉันใด
บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ โดยความเป็นตน
เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า
นี้แลเป็นตัวตนของเรา
แต่ตัวตนของเรานี้นั้น
มีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้
ชื่อว่าย่อมเห็๋นตนว่ามีรูป |