|
พระสูตร
ทิฏฐิสูตร [๙๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี ออกจากพระมหานครสาวัตถีแต่ยังวัน เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ลำดับนั้น ท่านได้มีความคิดเช่นนี้ว่า มิใช่เวลาเพื่อจะเฝ้าพระผู้มีพระภาคก่อน เพราะพระผู้มีพระภาคยังทรงหลีกเร้นอยู่ มิใช่กาลเพื่อจะเยี่ยมภิกษุทั้งหลายผู้ยังใจให้เจริญ เพระพวกภิกษุผู้ยังใจให้เจริญยังหลีกเร้นอยู่ อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด ลำดับนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีจึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ก็สมัยนี้แล พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังร่วมประชุมกัน บันลือเสียงเอ็ดอึง นั่งพูดกันถึงดิรัจฉานกถาหลายอย่าง พอได้เห็นท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วจึงยังกันและกันให้หยุดด้วยกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงเบาเสียงอย่าได้เปล่งเสียง อนาถบิณฑิกคฤหบดีคนนี้เป็นสาวกของพระสมณโคดม กำลังเดินมา อนาถบิณฑิกคฤหบดีนี้เป็นสาวกคนหนึ่ง บรรดาคฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มผ้าขาว ซึ่งเป็นสาวกของพระสมณโคดม อาศัยอยู่ในพระนครสาวัตถี ก็ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ใคร่ในเสียงเบา ได้รับแนะนำในทางเสียงเบา กล่าวสรรเสริญเสียงเบา แม้ไฉนเขาทราบบริษัทผู้เสียงเบา พึงสำคัญที่จะเข้ามาหา ลำดับนั้นปริพาชกเหล่านั้นได้นิ่งอยู่ ท่านอนากถบิณฑิกคฤหบดีเข้าไปหาปริพาชกเหล่านั้นถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยกับพวกอัญญเดีนรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้ว
อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า
ดูกรคฤหบดี ขอท่านจงบอก
พระสมณโคดมมีทิฎฐิอย่างไร เมื่อท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว ปริพาชกคนหนึ่งได้กล่าว กะท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า ดูกรคฤหบดี เรามีทิฎฐิอย่างนี้ว่า โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ปริพาชกอีกคนหนึ่งกล่าวกะอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า ดูกรคฤหบดี เรามีทิฎฐิอย่างนี้ว่า โลกไม่เที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า แม้ปริพาชกอีกคนหนึ่งได้กล่าวกะอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า โลกมีที่สุด... อีกคนหนึ่งพูดว่าโลกไม่มีที่สุด... อีกคนหนึ่งพูดว่า ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น... อีกคนหนึ่งพูดว่า ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง... อีกคนหนึ่งพูดว่า สัตว์เมื่อตายแล้วย่อมเป็นอีก... อีกคนหนึ่งพูดว่า สัตว์เมื่อตายแล้ว ย่อมไม่เป็นอีก... อีกคนหนึ่งพูดว่า สัตว์เมื่อตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มี ไม่เป็นอีกก็มี... อีกคนหนึ่งพูดว่า ดูกรคฤหบดี เรามีทิฎฐิอย่างนี้ว่า สัตว์เมื่อตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า
เมื่อพวกปริพาชกกล่าวอย่างนี้แล้ว
ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีได้กล่าวกะปริพาขกเหล่านั้นว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย
ท่านผู้มีอายุได้กล่าวอย่างนี้ว่า
ดูกรคฤหบดี
เรามีทิฎฐิอย่างนี้ว่า
โลกเที่ยง สิ่งนี้เท่านั้นจริง
สิ่งอื่นเปล่า
ทิฎฐิของท่านผู้มีอายุนี้
เกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งการกระทำไว้ในใจไม่แยบคายของตน
หรือเพราะโฆษณาของผู้อื่นเป็นปัจจัย
ก็ทิฎฐินั้น เกิดขึ้นแล้ว
อันปัจจัยปรุงแต่งแลัว
อันปัจจัยก่อขึ้นแล้ว
เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย
ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
อันปัจจัยปรุงแต่งแลัว
อันปัจจัยก่อขึ้นแล้ว
เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัย
สิ่งนั้นไม่เที่ยง
สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นเป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์
ท่านผู้มีอายุนั้นเป็นผู้ติดสิ่งนั้นแหละ
ท่านผู้มีอายุนั้นเข้าถึงสิ่งนั้นแหละ
เมื่อท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีกล่าวอย่างนี้แล้ว
ปริพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า
ดูกรคฤหบดี
พวกเราทั้งหมดบอกทิฎฐิของตนแล้ว
ขอท่านจงบอก ท่านมีทิฎฐิอย่างไร
ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีทราบปริพาชกเหล่านั้นเป็นผู้นั่งนิ่ง
เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา
โต้ตอบไม่ได้
แล้วลุกจากอาสนะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแลัวได้กราบทูลถึงเรื่องที่สนทนากับอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นทั้งหมด
แด่พระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบทุกประการ
|