เล่มที่ ๑ ชื่อมหาวิภังค์
(เป็นวินัยปิฎก)
ได้กล่าวไว้แล้วในภาค ๑
ว่าด้วยความรู้เรื่องพระไตรปิฎก
ว่าวินัยปิฎกนั้น
ว่าด้วยวินัยหรือศีลของภิกษุและภิกษุณี.
เมื่อจะกล่าวโดยเรียงลำดับเล่ม
วินัยปิฎก ๘ เล่มนั้น เล่ม ๑ เล่ม ๒
มีชื่อว่ามหาวิภังค์
หรือภิกขุวิภังค์ ว่าด้วยศีล ๒๒๗
ของภิกษุ เล่ม ๓
มีชื่อว่าภิกขุนีวิภังค์
ว่าด้วยศีล ๓๑๑ ของนางภิกษุณี
เล่ม ๔ เล่ม ๕ มีชื่อว่ามหาวัคค์
แปลว่า วรรคใหญ่ หรือพวกใหญ่
คือว่าด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับสงฆ์
ที่เป็นเรื่องสำคัญ ๆ
และต้องทำเสมอ เช่น เรื่องจีวร,
เรื่องอุโบสถ, ปวารณา, การจำพรรษา.
เล่ม ๖ เล่ม ๗ มีชื่อว่า จุลลวัคค์
แปลว่า วรรคเล็ก หรือพวกเล็ก
คือว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับสงฆ์ที่มีความสำคัญรองลงมา
จนถึงเรื่องเบ็ดเตล็ด เช่น
เรื่องข้อวัตรต่าง ๆ
เรื่องที่อยู่อาศัย เป็นต้น
ส่วนเล่มสุดท้าย คือเล่มที่ ๘
มีชื่อว่าปริวาร
เป็นการรวบรวมความรู้ในวินัยปิฎกทั้งเจ็ดเล่มข้างต้น
จัดเป็นหมวดหมู่ให้เข้าใจง่าย.
สมาคมบาลีปกรณ์ประเทศอังกฤษ
เรียกมหาวิภังค์
และภิกขุนีวิภังค์ รวมกันว่า
สุตตวิภังค์.
เฉพาะเล่ม ๑
มีการแบ่งเป็นหมวดใหญ่ ๆ
ให้ชื่อว่ากัณฑ์ รวมทั้งสิ้น ๗
กัณฑ์ คือ
๑. เวรัญชกัณฑ์
เล่าเรื่องพระพุทธเจ้าประทับอยู่
ณ เมืองเวรัญชา
จนถึงเรื่องพระสาริบุตรของให้ทรงบัญญัติพระวินัย
เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระพุทธศาสนา
จนถึงเสด็จออกจากเมืองเวรัญชา
ไปยังกรุงพาราณสี
(ราชธานีแห่งแคว้นกาสี)
และเสด็จถึงกรุงเวสาลี
(ราชธานีแห่งแคว้นวัชชี)
ในที่สุด.
๒. ปฐมปาราชิกกัณฑ์
ว่าด้วยเหตุการณ์ที่ทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่
๑
คือสิกขาบทที่ห้ามภิกษุเสพเมถุน
พร้อมทั้งเรื่องราวที่ทรงแก้ไขเพิ่มเติม
วินิจฉัย ไต่สวน
และตัดสินเป็นราย ๆ ไป.
๓. ทุติยปาราชิกกัณฑ์
ว่าด้วยเหตุการณ์ที่ทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่
๒
คือสิกขาบทที่ห้ามมิให้ภิกษุถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้
งแต่ราคา ๕ มาสกขึ้นไป
พร้อมทั้งเรื่องราวที่ทรงแก้ไขเพิ่มเติม
วินิจฉัย ไต่สวน
และติดสินเป็นราย ๆ ไป.
๔. ตติยปาราชิกกัณฑ์
ว่าด้วยเหตุการณ์ที่ทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่
๓
คือสิกขาบทที่ห้ามมิให้ภิกษุฆ่ามนุษย์
พร้อมทั้งเรื่องราวที่ทรงแก้ไขเพิ่มเติม
วินิจฉัย ไต่สวน
และตัดสินเป็นราย ๆ ไป.
๕. จตุตถปาราชิกกัณฑ์
ว่าด้วยเหตุการณ์ที่ทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่
๔
ห้ามมิให้ภิกษุอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน
พร้อมทั้งเรื่องราวที่ทรงวินิจฉัย
ไต่สวน และตัดสินเป็นราย ๆ ไป.
๖. เตรสกัณฑ์ แปลว่า
กัณฑ์อันว่าด้วยอาบัติสังฆาทิเสส
๑๓ ข้อ อาบัติสังฆาทิเสส
เป็นอาบัติหนักรองลงมาจากอาบัติปาราชิก
เมื่อต้องเข้าแล้ว
ต้องอยู่ปริวาสเท่าวันที่ปกปิดไว้
แล้วอยู่มานัตต์อีก ๖ ราตรี
เสร็จแล้วจึงประชุมสงฆ์
ไม่น้อยกว่า ๒๐ รูป
ทำพิธีสวดถอนจากอาบัติสังฆาทิเสส.
ทั้งสิบสามข้อนี้
ได้มีการบรรยายความเป็นมา
ที่เป็นเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบท
ทรงแก้ไขเพิ่มเติม วินิจฉัย
ไต่สวน และตัดสินเป็นราย ๆ ไป.
๗. อนิยตกัณฑ์ แปลว่า
กัณฑ์อันว่าด้วยอาบัติซึ่งไม่แน่ว่าจะต้องอาบัติอะไรใน
๒-๓ ประการ
สุดแต่กรณีแวดล้อมจะให้ตัดสินว่าต้องอาบัติอะไร
อนิยตหรือสิกขาบทที่ว่าด้วยอาบัติอันไม่แน่นี้
มี ๒ สิกขาบท.
รวมความว่า ใน มหาวิภังค์
หรือวินัยปิฎก เล่ม ๑ นี้
แสดงความเป็นมาแห่งการบัญญัติสิกขาบท
ว่าด้วยอาบัติปาราชิก ๔
สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ รวมเป็น ๑๙
ข้อ.
ขยายความ
๑.
เวรัญชกัณฑ์
เริ่มต้นด้วยเล่าว่า
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ
โคนไม้สะเดา ใกล้เมืองเวรัญชา
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่.
เวรัญชพราหมณ์ได้ทราบกิตติศัพท์สรรเสริญ
จึงเข้าไปเฝ้า
แต่มิได้ถวายบังคม
หลังจากทักทายปราศรัยแล้ว
ก็ได้กล่าวว่า
ได้ข่าวเขาพูดกันว่าพระสมณโคดมไม่ยอมไหว้หรือลุกขึ้นต้อนรับพราหมณ์ผู้สูงอายุ
การที่พระสมณโคดมทำเช่นนั้น
ย่อมไม่สมควร.
พระพุทธเจ้าตรัสรับว่า
พระองค์มิได้ไหว้พราหมณ์ผู้สูงอายุจริง.
เวรัญชพราหมณ์จึงเกล่าววาจารุกรานด้วยถ้อยคำที่ถือกันในสมัยนั้นว่า
เป็นคำดูหมิ่นเหยียดหยาม รวม ๘
ข้อ เช่น คำว่า
พระสมณโคดมเป็นคนไม่มีรสชาติ,
เป็นคนไม่มีสมบัติ,
เป็นคนนำให้ฉิบหาย,
เป็นคนเผาผลาญ เป็นต้น.
แต่พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายคำเหยียดหยามนั้นไปในทางที่ดี
เช่นว่า
ใครจะว่าไม่มีรสชาติก็ถูก
เพราะท่านไม่ติดรส คือรูป เสียง
เป็นต้น.
ใครจะว่าไม่มีสมบัติก็ถูก
เพราะท่านไม่ติดสมบัติ คือรูป
เสียง เป็นต้น.
ใครจะว่านำให้ฉิบหายก็ถูก
เพราะท่านแสดงธรรมให้ทำบาป
อกุศล ทุกอย่างให้ฉิบหาย.
ใครจะว่าเป็นคนเผาผลาญก็ถูก
เพราะท่านเผาผลาญบาป อกุศล
อันเป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อนทั้งหมด.
เมื่อตรัสตอบแก้คำดูหมิ่นเหยียดหยามของพราหมณ์ตกทุกข้อโดยไม่ต้องใช้วิธีด่าตอบ
หากใช้วิธีอธิบายให้เป็นธรรมะสอนใจได้ดั่งนั้นแล้ว
จึงตรัสอธิบายเหตุผลในการที่พระองค์ไม่ไหว้พราหมณ์ผู้สูงอายุ
โดยเปรียบเทียบว่าลูกไก่ตัวไหนเจาะฟองไข่ออกมาได้ก่อน
ลูกไก่ตัวนั้น
ควรนับว่าแก่กว่าลูกไก่ตัวอื่น
พระองค์เจาะฟองไข่คืออวิชชาก่อนผู้อื่น
จึงถือได้ว่าเป็นผู้แก่กว่าผู้อื่น
เวรัญชพราหมณ์ได้ฟังก็เลื่อมใส
ประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต
แล้วกราบทูลอาราธนาให้ทรงจำพรรษอยู่ในเมืองเวรัญชา
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์
พระองค์ทรงรับโดยดุษณีภาพ.
ในสมัยนั้น
เมืองเวรัญชาเกิดทุพภิกขภัย
หาอาหารได้ยาก
ถึงขนาดต้องใช้สลากปันส่วนอาหาร.
ภิกษุทั้งหลายลำบากด้วยอาหารบิณฑบาต
ได้อาศัยข้าวแดงจากพ่อค้าที่พักแรมฤดูฝน
ณ เมืองนั้น
พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญภิกษุเหล่านั้นว่า
เป็นผู้ชนะ
(ที่สามารถต่อสู้กับความยากลำบากได้
โดยไม่ต้องใช้วิธีแสวงหาในทางที่ผิด
เช่น อวดตนเป็นผู้วิเศษ เป็นต้น).
พระโมคคัลลานะเสนอวิธีแก้ไขความอดอยากหลายประการ
รวมทั้งการไปเที่ยวบิณฑบาตในที่อื่น
แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต.
ส่วนพระสาริบุตรคำนึงถึงความตั้งมั่นแห่งพรหมจรรย์
จึงกราบทูลถามถึงเหตุที่ทำให้พรหมจรรย์ตั้งมั่นและไม่ตั้งมั่น
พระพุทธเจ้าทรงชี้ไปที่การบัญญัติสิกขาบท
การสวดปาฏิโมกข์
(สวดทบทวนสิกขาบททุกกึ่งเดือน)
ว่าเป็นเหตุให้พรหมจรรย์ตั้งมั่น
การไม่ทำเช่นนั้นเป็นเหตุให้พรหมจรรย์อันตรธาน.
พระสาริบุตรจึงกราบทูลขอให้ทรงบัญญัติสิกขาบท.
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ยังไม่ถึงเวลา
คือพระสงฆ์ยังไม่มาก
ลาภสักการะยังไม่มาก
ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ
(กิเลสที่ดองสันดาน)
ยังไม่ปรากฏในสงฆ์
ก็ยังไม่ต้องบัญญัติสิกขาบท.
ถ้าพระสงฆ์มาก ลาภสักการะมาก
ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะปรากฏในสงฆ์
จึงควรบัญญัติสิกขาบท.
ทั้งขณะนั้นภิกษุสงฆ์ที่ติดตามพระพุทธเจ้า
ก็ล้วนเป็นพระอริยบุคคล
คืออย่างต่ำก็เป็นพระโสดาบัน.
เมื่อออกพรรษาแล้ว
พระพุทธเจ้าจึงชวนพระอานนท์ไปบอกลาเวรัญชพราหมณ์
ในฐานะผู้นิมนต์ให้จำพรรษา
เวรัญชพราหมณ์นิมนต์พระองค์พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ฉันในวันรุ่งขึ้น
ทรงรับนิมนต์และไปฉันตามกำหนดแล้ว
แสดงธรมโปรดเวรัญชพราหมณ์
แล้วเสด็จจาริกไปสู่เมืองโสเรยะ
เมืองสังกัสส์ เมืองกัณณกุชชะ
โดยลำดับ เสด็จข้ามลำน้ำคงคา
ที่ท่าชื่อปยาคะ
ไปสู่กรุงพาราณสี จากพาราณสี
สู่เวสาลี ประทับ ณ
เรือนยอดในป่ามหาวัน.
๒.
ปฐมปาราชิกกัณฑ์
(ว่าด้วยปาราชิกสิกขาบทที่
๑)
สมัยนั้นมีหมู่บ้านนามว่ากลันทะ
ตั้งอยู่ไม่ไกลเมืองเวสาลี
มีบุตรเศรษฐีผู้เป็นบุตรชาวกลันทะ
นามว่าสุทินนะ, สุทินนะ
(ผู้มีคำต่อท้ายชื่อว่าบุตรชาวกลันทะ)
พร้อมด้วยสหายไปสู่กรุงเวสาลี
เห็นพระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรม
จึงแวะเข้าไปสดับธรรมะ
มีความเลื่อมใสใคร่จะออกบวช
จึงกราบทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา
แต่พระศาสดายังไม่ประทานอนุญาตให้บวช
เพราะมารดาบิดายังไม่อนุญาต.
สุทินนะจึงกลับไปขออนุญาตท่านมารดาบิดา
แต่ไม่ได้รับอนุญาต
จึงอ้อนวอนถึง ๓ ครั้ง
ก็ไม่ได้รับอนุญาตเช่นเดิม
สุทินนะจึงนอนลงกับพื้น
อดอาหารถึง ๗ วัน
มารดาบิดาอ้อนวอนให้ล้มความตั้งใจ
ก็ไม่ยอม พวกเพื่อน ๆ มาอ้อนวอน
ก็ไม่ยอม ในที่สุด พวกเพื่อน ๆ
อ้อนวอนให้มารดาบิดาของสุทินนะอนุญาต
ก็ได้รับอนุญาต
เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ก็ออกบวช
ประพฤติปฏิบัติเคร่งครัดอยู่ทางวัชชีคาม.
ครั้งนั้น แคว้นวัชชี
(ซึ่งมีกรุงเวสาลีเป็นราชธานี)
เกิดทุพภิกขภัย
พระสุทินนะมีญาติเป็นคนมั่งคั่งมาก
เมื่อเดินทางไปถึงกรุงเวสาลี
ญาติ ๆ
ทราบข่าวก็นำอาหารมาถวายเหลือเฟือ
พระสุทินนะก็ถวายแก่ภิกษุทั้งหลายอีกต่อหนึ่งแล้วเดินทางไปกลันทคาม
(ตำบลบ้านเดิมของตน).
ความทราบถึงมารดา บิดา,
บิดาจึงนิมนต์ไปฉัน
มารดาก็นำทรัพย์สมบัติมาล่อเพื่อให้สึก
พระสุทินนะไม่ยอมจึงไม่สำเร็จ.
ต่อมามารดาพระสุทินนะรอจนภริยาของพระสุทินนะ
(ตั้งแต่ในสมัยยังไม่ได้บวช)
มีระดู ได้กำหนดจะมีบุตรได้
จึงพานางไปหาพระสุทินนะที่ป่ามหาวัน
ชวนให้สึกอีก พระสุทินนะไม่ยอม
จึงกล่าวว่า
ถ้าไม่สึกก็ขอพืชพันธุ์ไว้สืบสกุล.
ครั้งนั้นยังไม่มีการบัญญัติวินัยห้ามเสพเมถุน
พระสุทินนะเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่พอทำได้
เพื่อให้มีบุตรสืบสกุล
จึงเสพเมถุนด้วยภริยาของตน
ซึ่งต่อมานางตั้งครรภ์และคลอดบุตร.
บุตรของพระสุทินนะจึงได้นามว่าเจ้าพืช.
ภริยาของพระสุทินนะ
ก็ได้นามว่ามารดาของเจ้าพืช.
ต่อมาทั้งมารดาและบุตรออกบวชได้สำเร็จอรหัตตผลทั้งสองคน.
กล่าวถึงพระสุทินนะเกิดความไม่สบายใจขึ้นภายหลัง
ถึงขนาดซูบผอม
ภิกษุทั้งหลายถามทราบความ
จึงพากันติเตียน
และนำความกราบทูลพระผู้มีพระภาค
พระองค์จึงทรงเรียกประชุมสงฆ์
ทรงไต่สวนเรื่องนั้น
ทรงติเตียนแล้ว
ทรงบัญญัติสิกขาบท
ห้ามมิให้ภิกษุเสพเมถุน
ทรงปรับอาบัติปาราชิกแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด.๑
อนุบัญญัติ
(ข้อบัญญัติเพิ่มเติม)
ต่อมามีภิกษุวยัชชีบุตร
ชาวกรุงเวสาลี
เข้าใจว่าห้ามเฉพาะเสพเมถุนกับมนุษย์
จึงเสพเมถุนด้วยนางลิง
ความทราบถึงพระพุทธเจ้า
จึงทรงบัญญัติเพื่อเติมให้ชัดขึ้นว่า
ห้ามแม้ในสัตว์ดิรัจฉาน.
ภิกษุเสพเมถุนขาดจากความเป็นภิกษุแล้ว
ภายหลังขอเข้าอุปสมบทอีก
พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติมิให้อุปสมบทแก่ผู้เช่นนั้น.
ต่อจากนั้น
มีคำอธิบายตัวสิกขาบทอย่างละเอียดทุก
ๆ คำ
พร้อมทั้งแสดงตัวอย่างประกอบ.
ภิกษุ ๕ ประเภท ไม่ต้องอาบัติ คือ
๑. ภิกษุผู้ไม่รู้ตัว
(หรือถูกบังคับแต่ไม่ยินดี) ๒.
ภิกษุผู้เป็นบ้า ๓.
ภิกษุผู้มีจิตฟุ้งซ่าน
(หมายถึงเป็นบ้าไปชั่วขณะด้วยเหตุอื่น
ไม่ใช่บ้าโดยปกติ อรรถกถาแก้ว่า
ผีเข้า
ในสมัยนี้เทียบด้วยเป็นบ้าเพราะฤทธิ์ยาบางชนิด)
๔. ภิกษุผู้มีเวทนากล้า
ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไปบ้าง ๕.
ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ.
วินีตวัตถุ
(เรื่องที่ทรงวินิจฉัยชี้ขาด)
ต่อจากนั้น
มีการแสดงตัวอย่างที่ภิกษุทำไปเกี่ยวกับสิกขาบทนี้
ในลักษณะต่าง ๆ กัน
และพระผู้มีพระภาคทรงวินิจฉัย
ไต่สวน และชี้ขาดว่า
ต้องอาบัติบ้าง
ไม่ต้องอาบัติบ้าง
ตามเงื่อนไขทางพระวินัยทั้งหมดมีประมาณ
๗๒ เรื่อง.
๑.
พระสุทินนะไม่ต้องอาบัติ
เพราะเป็นต้นบัญญัติ
ไม่มีการปรับอาบัติย้อนหลัง |