ชื่อมหาวิภังค์
(เป็นวินัยปิฎก)
พระไตรปิฎก เล่ม ๒ นี้
สืบเนื่องมาจาก เล่ม ๑ คือ
ว่าด้วยอาบัติของภิกษุต่อจากที่กล่าวมาแล้ว
ในเล่ม ๑ แบ่งออกเป็นหมวดใหญ่ ๔
หมวด
และมีธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์ต่อท้าย
คือ
๑. นิสสัคคิยกัณฑ์
ว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ที่ต้องสละสิ่งของเสียก่อน
จึงแสดงอาบัติตก.
อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์นี้ มี
๓๐ สิกขากบท แบ่ออกเป็น ๓ วรรค ๆ ละ
๑๐ สิกขาบท
๒. ปาจิตติยกัณฑ์
ว่าด้วยอาบัตปาจิตตีย์ล้วน ๆ
ที่ไม่ต้องมีเงื่อนไข
ให้สละสิ่งของก่อน
อาบัติปาจิตตีย์นี้ มี ๙๒ สิกขาบท
แบ่งออกเป็น ๙ วรรค ๆ ละ ๑๐ สิกขาบท
เว้นแต่วรรคที่ ๘ (สหธัมมิกวัคค์)
มี ๑๒ สิกขาบท. (คำว่า ปาจิตตีย์
แปลว่า
การละเมิดที่ยังกุศลคือความดีให้ตก).
๓. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
ว่าด้วยอาบัติปาฏิเทสนียะ
(แปลว่า อาบัติอันพึงแสดงคืน
เบากว่าอาบัติปาจจิตตีย์) มี ๔
สิกขาบท.
๔. เสขิยกัณฑ์
ว่าด้วยข้อที่ภิกษุพึงศึกษา
อันเกี่ยวด้วยวัตร, ธรรมเนียม
หรือจรรยามารยาท ต่าง ๆ
มีด้วยกันทั้งหมด ๗๕ สิกขาบท.
แบ่งออกเป็น หมวดสารูป
(ข้อปฏิบัติเพื่อความเหมาะสมแก่ความเป็นสมณะ)
๒๖ สิกขาบท หมวดโภชนปฏิสังยุต
(ข้อปฏิบัติเกี่ยวด้วยการฉันอาหาร)
๓๐ สิกขาบท
หมวดธัมมเทสนาปฏิสังยุต
(ข้อปฏิบัติเกี่ยวด้วยการแสดงธรรม)
๑๖ สิกขาบท นอกจากนั้นยังมี
หมวดเบ็ดเตล็ด อีก ๓ สิกขาบท
จึงรวมเป็น ๗๕.
๕. ธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์
เป็นข้อความสั้น ๆ แถมเข้ามา
แสดงถึงวิธีระงับอธิกรณ์ด้วยธรรม
๗ ประการ.
ขยายความ
๑.
นิสสัคคิยกัณฑ์
(ว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์
๓๐ สิกขาบทที่ต้องสละสิ่งของ)
๑. จีรวรรค
วรรคว่าด้วยจีวร เป็นวรรคที่ ๑ มี
๑๐ สิกขาบท คือ
สิกขาบทที่
๑ จีวรวรรค ในนิสสัคคิยกัณฑ์
(ห้ามเก็บจีวรที่เกินจำเป็นไว้เกิน
๑๐ วัน)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ
เชตวนาราม ใกล้กรุงสาวัตถี.
สมัยนั้น
ทรงอนุญาตให้ภิกษุมีจีวรได้เพียง
๓ ผืน (ผ้านุ่ง, ผ้าห่ม,
ผ้าห่มซ้อนที่เรียกว่า สังฆาฏิ).
ภิกษุฉัพพัคคีย์
(ภิกษุผู้รวมกันเป็นคณะ ๖ รูป)
เข้าบ้าน อยู่ในวัด
ลงสู่ที่อาบน้ำด้วยไตรจีวรต่างสำรับกัน
ภิกษุทั้งหลายติเตียน
ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค
ทรงบัญญัติสิกขาบท
ห้ามเก็บอติเรกจีวร๑
(จีวรที่เกินจำเป็น
คือเกินจำนวนที่กำหนด)
ถ้าล่วงละเมิดต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์).
ต่อมามีเหตุเกิดขึ้น
พระอานนท์ใคร่จะเก็บผ้าไว้ถวายพระสาริบุตร
พระผู้มีพระภาคทรงทราบ
จึงทรงบัญญัติสิกขาบทเพิ่มเติม
ให้เก็บไว้ได้ไม่เกิน ๑๐ วัน.
สิกขาบทที่
๒ จีวรวรรค ในนิสสัคคิยกัณฑ์
(ห้ามอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนหนึ่ง)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ
เชตวนาราม สมัยนั้น
ภิกษุทั้งหลาย เอาผ้าสังฆาฏิ
(ผ้าห่มซ้อนข้างนอก)
ฝากภิกษุรูปอื่นไว้
จาริกไปสู่ชนบทด้วยสบง (ผ้านุ่ง)
กับจีวร (ผ้าห่ม) รวม ๒
ผืนเท่านั้น.
ผ้าที่ฝากไว้นานเปรอะเปื้อน
ภิกษุผู้รับฝากจึงนำออกตาก
ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค
จึงทรงติเตียน
และทรงบัญญัติสิกขาบท
ห้ามอยู่ปราศจากไตรจึวรแม้คืนหนึ่ง
ถ้าล่วงละเมิด
ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.
ภายหลังมีเรื่องเกิดขึ้น
ภิกษุเป็นไข้
ไม่สามารถนำจึวรไปได้ทั้งสามผืน
จึงทรงอนุญาตให้สงฆ์สวดสมมติแก่ภิกษุเช่นนั้นเป็นกรณีพิเศษ
และไม่ปรับอาบัติ.
สิกขาบทที่
๓ จีวรวรรค ในนิสสัคคิยกัณฑ์
(ห้ามเก็บผ้าที่จะทำจีวรไว้เกินกำหนด)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ
เชตวนาราม สมัยนั้นอาลจีวร
(ผ้าที่เกิดขึ้นนอกกาลที่อนุญาตให้เก็บไว้ได้เกิน
๑๐ วัน) เกิดขึ้นแก่ภิกษุรูปหนึ่ง
แต่ไมพอทำจีวร เธอคลี่ผ้าออก
(เอามือ) รีดให้เรียบอยู่เรื่อย ๆ.
พระผู้มีพระภาคทอดพระเนตรเห็น
ตรัสถามทราบความแล้ว
จึงทรงอนุญาตให้เก็บผ้านอกกาลไว้ได้
ถ้ามีหวังว่าจะได้ทำจีวร.
ปรากฏว่าภิษุบางรูปเก็บไว้เกิน
๑ เดือน จึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ห้ามเก็บผ้านอกกาลไว้เกิน ๑
เดือน
ทรงปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด.
สิกขาบทที่
๔ จีวรวรรค ในนิสสัคคิยกัณฑ์
(ห้ามใช้นางภิกษุณีซักผ้า)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ
เชตวนาราม.
อดีตภริยาของพระอุทายีเข้ามาบวชเป็นภิกษุณี
รับอาสาซักผ้าของพระอุทายี
ซึ่งมีน้ำอสุจิเปรอะใหม่ ๆ
นางได้นำน้ำอสุจินั้นส่วนหนึ่งเข้าปาก
ส่วนหนึ่งใส่ไปในองค์กำเนิด
เกิดตั้งครรภ์ขึ้น
จึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ห้ามใช้นางภิกษุณีที่มิใช่ญาติ๒
ซัก, ย้อม, หรือทุบ จีวรเก่า
(คือที่นุ่งหรือห่มแล้วแม้คราวเดียว)
ทรงปรับอาบัตนิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด.
สิกขาบทที่
๕ จีวรวรรค ในนิสสัคคิยกัณฑ์
(ห้ามรับจีวรจากมือของนางภิกษุณี)
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ
เวฬุวนาราม ใกล้กรุงราชคฤห์
พระอุทายีแค่นได้ขอจีวรนางอุบลวัณณา
ซึ่งมีผ้าอยู่จำกัด
นางจึงให้ผ้านุ่ง (อัตรวาสก)
ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค
จึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ห้ามรับจีวรจากมือนางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ
ทรงปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด.
ภายหลังทรงบัญญัติเพิ่มเติมมีเงื่อนไข
ไม่ปรับอาบัติในกรณีที่เป็นการแลกเปลี่ยนกัน.
สิกขาบทที่
๖ จีวรวรรค ในนิสสัคคิยกัณฑ์
(ห้ามขอจีวรต่อคฤหัสถ์ที่มิใช่ญาติ)
บุตรเศรษฐีเลื่อมใสพระอุปนนทะ
ศากยบุตร
จึงปวารณาให้ขออะไรก็ได้
แต่เธอขอผ้า (ห่ม) จากตัวเขา
แม้เขาจะขอไปเอาที่บ้านมาให้ก็ไม่ยอม
พระศาสดาทรงทราบ
จึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ห้ามขอจีวรต่อคฤหัสถ์ชายหญิงที่มิใช่ญาติ
ถ้าขอได้มา
ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์
ภายหลังทรงบัญญัติเพิ่มเติมีเงื่อนไข
ให้ขอได้ในเวลาจีวรถูกโจรชิงเอาไป
หรือจีวรหาย.
สิกขาบทที่
๗ จีวรวรรค ในนิสสัคคิยกัณฑ์
(ห้ามรับจีวรเกินกำหนด
เมื่อจีวรถูกชิงหรือหายไป)
ภิกษุฉัพพัคคีย์ (พวก ๖ รูป)
เที่ยวขอจีวรให้กลุ่มภิกษุที่มีจีวรถูกโจรชิงไป
หรือจีวรหาย ทั้ง ๆ
ที่ภิกษุเหล่านั้นมีผู้ถวายจีวรแล้ว
เป็นการขอหรือเรี่ยไรแบบไม่รู้จักประมาณ
ได้ผ้ามากจนถูกหาว่าจะขายผ้าหรืออย่างไร
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า
ในกรณีที่ผ้าถูกโจรชิงหรือหายนั้น
ถ้าคฤหัสถ์ปวารณาให้รับจีวรมากผืน
ก็รับได้เพียงผ้านุ่งกับผ้าห่มเท่านั้น
รับเกินกว่านั้น
ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
สิกขาบทที่
๘ จีวรวรรค ในนิสสัคคิยกัณฑ์
(ห้ามพูดให้เขาซื้อจีวรที่ดี
ๆ กว่าที่เขากำหนดไว้เดิมถวาย)
ชายผู้หนึ่งพูดกับภริยาว่า
จะถวายผ้าแก่พระอุปนนทะ
เธอทราบจึงไปพูดให้เขาถวายจีวรอย่างนั้น
อย่างนี้
ถ้าถวายจีวรอย่างที่เธอไม่ใช้
เธอก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร
เขางติเตียนว่ามักมาก
ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค
จึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ห้ามกำหนดให้คฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ
ไม่ได้ปวารณาไว้ก่อน
ให้ซื้อจีวรอย่างนั้นอย่างนี้ถวายตน
ด้วยหมายจะได้ของดี ๆ
ทรงปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด.
สิกขาบทที่
๙ จีวรวรรค ในนิสสัคคิยกัณฑ์
(ห้ามไปพูดให้เขารวมกันซื้อจีวรที่ดี
ๆ ถวาย)
ชายสองคนพูดกันว่า
ต่างคนต่างจะซื้อผ้าคนละผืนถวายพระอุปนนทะ
เธอรู้จึงไปแนะนำให้เขารวมทุนกันซื้อผ้าชนิดนั้นชนิดนี้
(ที่ดี ๆ)
เขาพากันติเตียนว่ามักมาก
ความทราบถึงพระผู้มีพระภาค
จึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ห้ามเข้าไปขอให้คฤหัสถ์ที่มิใช่ญาติ
มิได้ปวารณาไว้ก่อน เขาตั้งใจ
จะต่างคนต่างซื้อจีวรถวายเธอ
แต่เธอกลับไปขอให้เขารวมกันซื้อจีวรอย่างนั้นอย่างนี้
โดยมุ่งให้ได้ผ้าดี ๆ
ทรงปรับอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด.
สิกขาบทที่
๑๐ จีวรวรรค ในนิสสัคคิยกัณฑ์
(ห้ามทวงจีวรเอาแก่คนที่รับฝากผู้อื่น
เพื่อซื้อจีวรถวายเกินกว่า ๓
ครั้ง)
มหาอำมาตย์ผู้อุปฐากพระอุปนนทะ
ศากยบุตร
ใช้ทูตให้นำเงินค่าซื้อจีวรไปถวายพระอุปนนทะ
ท่านตอบว่าท่านรับเงินไม่ได้
รับได้แต่จีวรที่ควรโดยกาล
เขาจึงถามหาไวยาวัจจกร
(ผู้ทำการขวนขวายผู้รับใช้)
ท่านจึงแสดงอุบาสกคนหนึ่ง
ว่าเป็นไวยาวัจจกรของภิกษุทั้งหลาย
เขาจึงมอบเงินแก่ไวยาวัจจกรแล้วแจ้งให้ท่านทราบ
ท่านก็ไม่พูดอะไรกับไวยาวัจจกร
แม้จะได้รับคำเตือนจากมหาอำมาตย์ซึ่งส่งทูตมา
ขอให้ใช้ผ้านั้นเป็นครั้งที่ ๒
ก็ไม่พูดอะไรกับไวยาวัจจกร
จนกระทั่งได้รับคำเตือนเป็นครั้งที่
๓ ขอให้ใช้ผ้านั้น
จึงไปเร่งเร้าเอากับไวยาวัจจกรผู้กำลังมีธุระ
จะต้องเข้าประชุมสภานิคม
ซึ่งมีกติกาว่า
ใครไปช้าจะต้องถูกปรับ ๕๐
(กหาปณะ)
แม้เขาจะแจ้งให้ทราบกติกา
ก็ไม่ฟัง
คงเร่งเราเอาจนเขาต้องไปซื้อผ้ามาให้
และไปถูกปรับเพราะเข้าประชุมช้า.
คนทั้งหลายจึงติเตียนว่าทำให้เขาต้องเสียค่าปรับ.
พระผู้มีพระภาคทรงทราบ
ติเตียนแล้ว บัญญัติสิกขาบท
ความว่า
ถ้าเขาส่งทูตมาถวายค่าซื้อจีวร
และเธอแสดงไวยาวัจจกรแล้ว
เธอจะไปทวงจีวรเอากับไวยาวัจจกรได้ไม่เกิน
๓ ครั้ง ไปยืนนิ่ง ๆ
ให้เขาเห็นไม่เกิน ๖ ครั้ง
ถ้าทวงเกิน ๓ ครั้ง หรือไปยืนเกิน
๖ ครั้ง
ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๑. ถ้าจำพรรษาครบ
๓ เดือน เก็บได้ ๑ เดือน
ถ้าได้กราลกฐิน
เก็บไว้ได้ต่อไปอีก ๔ เดือน
รวมเป็น ๕ เดือน
๒. คำว่า มิใช่ญาติ
คือไม่เกี่ยวเนื่องทางสายโลหิต
ทางสายมารดา หรือบิดา ส่วนเขย
หรือสะใภ้ ตลอดจนผู้เคยเป็นสามี
ภริยา ก็ไม่นับเป็นญาติ.
เพราะในตัวอย่างนี้ ผู้ก่อเหตุ
คือผู้เคยเป็นสามีภริยากัน |