นัคควรรคที่ ๓
(วรรคว่าด้วยเรื่องเปลือยกาย)
สิกขาบทที่
๑ นัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์
(ห้ามเปลือยกายอาบน้ำ)
นางภิกษุณีเปลือยกายอาบน้ำร่วมกับหญิงแพศยา
ในท่าน้ำอันเดียวกัน
ถูกพูดเย้ยหยันต่าง ๆ
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้เปลือยกายอาบน้ำ.
สิกขาบทที่
๒ นัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์
(ห้ามทำผ้าอาบน้ำยาวใหญ่เกินประมาณ)
นางภิกษุณีพวก ๖
ทำผ้าอาบน้ำเกินประมาณย้อยไปข้างหน้าข้างหลัง.
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่ให้ทำผ้าอาบน้ำเกินประมาณ
คือ ยาวเกิน ๔ คืบ กว้าง ๒ คืบ
ด้วยคืบพระสุคต.
สิกขาบทที่
๓ นัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์
(ห้ามพูดแล้วไม่ทำ)
นางถุลลนันทาภิกษุณีพูดกับภิกษุณีรูปหนึ่งว่า
ผ้าทำจีวรของท่านดี
แต่จีวรทำไว้ไม่ดี เย็บไว้ไม่ดี.
นางภิกษุณีนั้นจึงกล่าวว่า
ข้าพเจ้าจะเลาะออก
ท่านจะเย็บให้ไหม.
นางถุลลนันทาภิกษุณีรับปากว่า
จะเย็บให้.
นางภิกษุณีนั้นเลาะจีวรนั้นแล้ว
จึงให้แก่นางถุลลนันทาภิกษุณี.
นางพูดว่า จะเย็บ ๆ แต่ก็ไม่เย็บ
หรือขวนขวายให้ผู้อื่นเย็บ.
พระผู้มีพระภาคทรงทราบ
จึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้เลาะหรือให้เลาะจีวรแล้ว
ภายหลังไม่มีเหตุขัดข้อง
ไม่เย็บเองหรือไม่ขวนขวายให้ผู้อื่นเย็บ
เว้นไว้แต่พักไว้เพียง ๔-๕ วัน.
สิกขาบทที่
๔ นัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์
(ห้ามเว้นการใช้ผ้าซ้อนนอกเกิน
๕ วัน)
นางภิกษุณีทั้งหลายฝากจีวรกับนางภิกษุณีด้วยกันแล้วจาริกไปสู่ชนบท
จีวรเหล่านั้นเก็บไว้นานก็เปรอะเปื้อน.
นางภิกษุณี (ที่รับฝาก)
จึงนำออกตาก.
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่เว้นการใช้ผ้าซ้อนนอกเกิน
๕ วัน.
(หมายเหตุ :
ตามธรรมดานางภิกษุณีมีผ้าสำหรับใช้ประจำ
๕ ผืน คือ ๑. สังฆาฏิ (ผ้าซ้อนนอก
สำหรับใช้เมื่อหนาว) ๒.
อุตตราสงค์ (ผ้าห่ม) ๓. อันตรวาสก
(ผ้านุ่ง) ๔. สังกัจฉิกะ
(ผ้ารัดหรือผ้าโอบ) ๕. อุทกสาฏิกา
(ผ้าอาบน้ำ).
พิจารณาดูตามสิกขาบทนี้
เป็นเชิงห้าม
เว้นการใช้ผ้าซ้อนนอก
คือสังฆาฏิอย่างเดียว
แต่ในคำอธิบายท้ายสิกขาบท
ขยายความเป็นว่า
เว้นผืนใดผืนหนึ่งใน ๕ ผืน เกิน ๕
วันไม่ได้ คำว่า เว้น
คือไม่นุ่งไม่ห่มหรือไม่ตากแดด).
สิกขาบทที่
๕ นัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์
(ห้ามใช้จีวรสับกับของผู้อื่น)
นางภิกษุณีรูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาต
แล้วตากจีวรที่เปียกไว้
เข้าไปสู่วิหาร.
ภิกษุณีอีกรูปหนึ่ง
จึงห่มจึวรนั้นเข้าไปสู่บ้าน.
เจ้าของจีวรออกมาเที่ยวถามหา
ทราบความก็ติเตียน.
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่ใช้จีวรสับกับของผู้อื่น.
(ได้รับอนุญาตจากเจ้าของก่อนไม่เป็นอาบัติ).
สิกขาบทที่
๖ นัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์
(ห้ามทำอันตรายลาภจีวรของสงฆ์)
สกุลอุปฐากของ
นางถุลลนันทาภิกษุณีกล่าวว่า
ใคร่จักถวายจีวรแก่ภิกษุณีสงฆ์.
นางกลับตัดบทด้วยวาจาว่า
ท่านทั้งหลายมีกิจมาก
มีกรณียะมาก, ไฟไหม้เรือนของเขา.
เขาจึงติเตียนที่ทำอันตรายไทยธรรม
(ของถวาย) ของเขา
และทำให้เขาเสื่อมจากทรัพย์และจากบุญ.
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ทำอันตรายลาภจีวรของสงฆ์.
สิกขาบทที่
๗ นัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์
(ห้ามยับยั้งการแบ่งจีวรอันเป็นธรรม)
จีวรนอกกาลเกิดขึ้นแก่ภิกษุณีสงฆ์
ภิกษุณีสงฆ์จึงประชุมกันเพื่อแบ่งจีวรนั้น.
นางถุลลนันทาภิกษุณีถือเอาเหตุที่ศิษย์ของตนหลีกไปที่อื่น
คัดค้านมิให้แบ่ง.
ภิกษุณีทั้งหลายจึงแบ่งไม่ได้.
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่คัดค้านการแบ่งจีวรอันเป็นธรรม.
สิกขาบทที่
๘ นัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์
(ห้ามให้สมณจีวรแก่คฤหัสถ์หรือนักบวช)
นางถุลลนันทาภิกษุณีให้สมณจีวร
(ผ้าที่ทำสำเร็จรูปสำหรับภิกษุณี)
แก่นักแสดงละครบ้าง, นักฟ้อนบ้าง
นักกระโดดบ้าง, นักเล่นกลบ้าง,
นักเล่นกลองบ้าง๑
โดยขอให้เขาสรรเสริญตนในที่ประชุมชน.
พวกนั้นก็เที่ยวสรรเสริญต่าง ๆ
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้ให้สมณจีวรแก่ผู้ครองเรือน
แก่นักบวช (นอกศาสนา) ชายหรือหญิง.
สิกขาบทที่
๙ นัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์
(ห้ามทำให้กิจการชะงักด้วยความหวังลอย
ๆ)
สกุลอุปฐากของนางถุลลนันทาภิกษุณีกล่าวว่า
ถ้าสามารถก็จะถวายจีวรแก่ภิกษุณีสงฆ์.
เมื่อภิกษุณีทั้งหลายจำพรรษาเสร็จแล้ว
ก็ประชุมกันจะแบ่งจีวร
นางถุลลนันทาภิกษุณีคัดค้านให้รอไปก่อน
อ้างว่าภิกษุณีสงฆ์ยังหวังจะได้จีวรอยู่.
เมื่อ (รอไปพอสมควรแล้วป
ภิกษุณีทั้งหลายก็เตือนเรื่องจีวรที่จะได้นั้น.
นางถุลลนันทาภิกษุณีจึงไปเตือนสกุลที่เขาว่าจะให้
เขาตอบว่า
เขาไม่สามารถให้เสียแล้ว.
ภิกษุณีทั้งหลายจึงติเตียนนางถุลลนันทาภิกษุณีที่ทำให้คอยจนเกินสมัยสำหรับทำจีวร.
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบทปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีที่ทำให้ล่วงเลยสมัยทำจีวรไปด้วย
(อ้าง)
ความหวังว่าจะได้จีวรที่เพียงเขาพูดไว้.
สิกขาบทที่
๑๐ นัคควรรค ปาจิตติยกัณฑ์
(ห้ามคัดค้านการเพิกถอนกฐินที่ถูกธรรม)
อุบาสกผู้หนึ่งสร้างวิหารถวายสงฆ์
และใคร่จะถวายจีวรนอกกาลแก่ภิกษุสงฆ์และภิกษุสงฆ์
ในการฉลองวิหารนั้น
จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเพื่อขอให้ทรงเพิกถอน
(ภาษาพระว่า เดาะ) กฐิน.
พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตโดยให้ประชุมสงฆ์สวดประกาศ
ขอมติในการเพิกถอนกฐิน.
แต่ในภิกษุณีสงฆ์
ไม่มีใครทำการนี้สำเร็จ
เพราะนางถุลลนันทาภิกษุณีคัดค้านไว้ด้วยหวังจะได้ลาภจีวรเป็นส่วนตัว.
พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่นางภิกษุณีผู้คัดค้านการเพิกถอนกฐินอันเป็นธรรม.
๑. คำว่า
นักเล่นกลอง แปลจากคำว่า
กุมภถูนิกา |