ทรงถอนข้ออนุญาตสำหรับยามข้าวยาก
ต่อมากรุงไพศาลีสมบูรณ์บริบูรณ์ขึ้น
พระผู้มีพระภาคจึงทรงถอนข้ออนุญาตที่ประทานไว้ในสมัยข้าวยาก
เป็นอันกลับห้ามต่อไป คือ
ห้ามเก็บอาหารค้างคืนในที่อยู่,
ห้ามหุงต้มในที่อยู่,
ห้ามหุงต้มด้วยตนเอง,
ห้ามฉันผลไม้ที่เก็บมาเอง
โดยหาคนประเคนทีหลัง ๔ ข้อนี้
ปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ล่วงละเมิด.
ห้ามฉันอาหารจนไม่รับของที่เขาจะถวายเพิ่มแล้ว
กลับฉันของที่เขานำมาถวายจากบ้านเจ้าภาพอีก,
หรือฉันอาหารที่รับประเคนไว้ก่อนเวลาอาหาร
หรือฉันอาหารที่เกิดในป่า
ในสระน้ำ เช่น ผลไม้ เหง้าบัว
ให้ปรับอาบัติแก่ผู้บริโภคตามควรแก่กรณี
(อาบัติปาจิตตีย์).
ทรงอนุญาตที่เก็บอาหาร
มีผู้นำของที่เป็นอาหาร เช่น
เกลือ, น้ำมัน, ข้าวสาร, ของเคี้ยว
(ผลไม้) มาถวาย
พระผู้มีพระภาคจึงทรงอนุญาตกัปปิยภูมิ
คือที่เก็บของที่สมควร
โดยให้สวดประกาศเป็นการสงฆ์
โดยทรงระบุกัปปิยภูมิ ๔ ชนิด คือ
๑. อุสสาวนันติกา
กัปปิยภูมิที่ประกาศให้ได้ยินกัน
๒. โคนิสาทิกา
กัปปิยภูมิที่ไม่มีที่ล้อม ๓.
คหปติกา
กัปปิยภูมิที่คฤหบดีถวาย และ ๔.
สัมมติกา
กัปปิยภูมิที่สงฆ์สมมติ
คือสวดประกาศเป็นการสงฆ์.
ทรงแสดงธรรมโปรดเมณฑกคฤหบดี
พระผู้มีพระภาคเสด็จจากกรุงไพศาลี
ไปยังภัททิยนคร ประทับ ณ
ชาติยาวัน. ณ ที่นั้น เมณฑกคฤหบดี
(ผู้เป็นเศรษฐี) ได้ไปเฝ้า
ได้สดับพระธรรมเทศนาได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว
ก็นิมนต์ฉันในวันรุ่งขึ้น.
เมื่อฉันเสร็จแล้ว
พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงธรรมโปรดครอบครัว
พร้อมทั้งทาสของเมณฑกคฤหบดีให้ได้ดวงตาเห็นธรรม.
ทุกคนปฏิญญาตนเป็นอุบาสกหรืออุบาสิกาผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต.
ทรงอนุญาตตามที่เมณฑกคฤหบดีขอร้อง
เมณฑกคฤหบดีทราบว่าพระผู้มีพระภาคจะเสด็จเดินทางไกลไปอังคุตตราปะ
จึงกราบทูลขอร้องให้ทรงอนุญาตเสบียง
จึงทรงอนุญาต ดังต่อไปนี้
๑. ทรงอนุญาตของ ๕
อย่างที่เกิดจากโค (ปัญจโครส)
คือนมสด, นมส้ม, เปรียง๑,
เนยข้น, เนยใส.
๒.
ทรงอนุญาตให้แสวงหาเสบียงทางได้
คือ ข้าวสาร, ถั่วเขียว,
ถั่วราชมาส, เกลือ, งบน้ำอ้อย,
น้ำมัน, เนยใส ตามความต้องการ
๓.
เมื่อมีคนมอบเงินทองแก่กัปปิยการก
ทรงอนุญาตให้ยินดีเฉพาะของที่ควร
ซึ่งจะได้มาจากเงินทองนั้น
แต่ไม่ทรงอนุญาตให้ยินดีตัวเงินทอง
หรือให้แสวงหาเงินทองเลย.
ทรงอนุญาตน้ำอัฏฐบาน
(น้ำดื่ม ๘ อย่าง)
ณ ตำบลอาปณะ
ทรงปรารภคำขอของเกณิยะ
ชฏิลผู้ปรุงน้ำปานะ
(น้ำดื่มจากผลไม้) มาถวาย
จึงทรงอนุญาตน้ำปานะ ๘ อย่าง๒
คือ ๑. น้ำมะม่วง ๒.
น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า ๓.
น้ำกล้วยมีเมล็ด ๔.
น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด ๕. น้ำมะทราง
๖. น้ำลูกจันทน์หรือองุ่น ๗.
น้ำเหง้าอุบล ๘.
น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่.
ทรงอนุญาตน้ำจากผลไม้ทุกชนิด
เว้นแต่ประเภทข้าว
ทรงอนุญาตน้ำจากใบไม้ทุกชนิด
เว้นแต่รสแห่งผักที่ต้มแล้ว
ทรงอนุญาตน้ำจากดอกไม้ทุกชนิด
เว้นแต่น้ำดอกมะทราง (มธุกปุปผรส)
และทรงอนุญาตน้ำจากต้นอ้อย
(ให้ดื่มหลังเที่ยงได้).
ทรงอนุญาตผักและของเคี้ยวที่ทำด้วยแป้ง
ณ เมืองกุสินารา
ทรงปรารภคำขอของมัลลกษัตริย์ชื่อโรชะ
ผู้เคยเป็นสหายของพระอานนท์
ทรงอนุญาตให้ภิกษุฉันผักและของขบเคี้ยวที่ทำด้วยแป้งทุกชนิด
(เฉพาะก่อนเที่ยง).
ทรงห้ามและทรงอนุญาตอื่นอีก
ณ ตำบลอาตุมา
ทรงปรารภการกระทำของภิกษุผู้บวชเมื่อแก่ผู้เคยเป็นช่างตัดผม
จึงทรงห้าม
มิให้ชักชวนบุคคลไปในทางไม่สมควร
กับห้ามมิให้ภิกษุผู้เคยเป็นช่างตัดผมใช้เครื่องมีดโกน.
ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด.
ณ กรุงสาวัตถี
ทรงอนุญาตของเคี้ยวประเภทผลไม้ทุกชนิด
ให้ฉันได้.
พืชของสงฆ์ ปลูกในที่ของบุคคล
ให้แบ่งส่วนแล้วบริโภคได้
(อรรถกถาว่าให้แบ่งให้ ๑ ใน ๑๐).
ทรงแนะข้อตัดสิน
ทรงแนะว่า
สิ่งที่ไม่ได้ทรงห้ามไว้
แต่เข้ากับสิ่งไม่ควร
ค้านกับสิ่งที่ควร
ก็นับว่าไม่ควร
สิ่งที่ไม่ได้ทรงห้ามไว้
แต่เข้ากับสิ่งที่ควร
ค้านกับสิ่งที่ไม่ควร
ก็นับว่าควร
สิ่งที่มิได้ทรงอนุญาตไว้
แต่เข้ากับสิ่งที่ไม่ควรค้านกับสิ่งที่ควร
ก็นับว่าไม่ควร
สิ่งที่มิได้ทรงอนุญาตไว้
แต่เข้ากับสิ่งที่ควร
ค้านกับสิ่งที่ไม่ควร
ก็นับว่าควร.
อนึ่ง ทรงชี้ขาดเรื่องกาลิก
(คือของฉันที่อนุญาตไว้ตามกำหนดกาลเวลา)
รวม ๔ อย่าง คือ ๑. ยาวกาลิก
ของที่ให้ฉันได้เช้าชั่วเที่ยง
๒. ยามกาลิก
ของที่ให้ฉันได้ไม่ข้ามคืน ๓.
สัตตาหกาลิก
ของที่ให้ฉันได้ไม่เกิน ๗ วัน และ
๔. ยาวชีวิก
ของที่อนุญาตให้ฉันได้ตลอดชีวิต.
ของเหล่านี้ เมื่อผสมกัน
ให้นับตามอายุของที่มีเวลาน้อย.
(เช่น เอาน้ำตาลซึ่งฉันได้ภายใน ๗
วัน มาผสมกับข้าวสุก
ก็ฉันได้เพียงเช้าชั่วเที่ยง).
๑. แปลคำว่า ตกฺก
ตามที่ไทยเราเคยแปลกันเช่นนั้น
แต่เท่าที่สอบสวนแล้ว
ตรงที่แปลว่า นมส้ม ควรแปลว่า
นมข้น (curds) ตรงคำว่า เปรียง
ควรแปลว่า นมส้ม (buttermilk)
๒. น้ำดื่มทำจากผลไม้ ๘ อย่างนี้
อรรถกถาอธิบายว่า เป็นของเย็น
หรือตากแดดใช้ได้
แต่จะทำให้สุกด้วยไฟ
ฉันเวลาวิกาลไม่ได้
ชะรอยจะกลายเป็นเหมือนแป้งเปียกซึ่งใกล้ไปในทางเป็นอาหารมากขึ้น
|