๕.
จัมเปยยขันธกะ
(หมวดว่าด้วยเหตุการณ์ในกรุงจัมปา)๑
การทำกรรมที่ไม่เป็นธรรมและที่เป็นธรรม
ภิกษุชื่อกัสสปโคตร
เป็นผู้เอื้อเฟื้อดีต่อภิกษุที่เป็นอาคันตุกะ
เมื่อมีภิกษุอาคันตุกะมาก็ต้อนรับถวายความสะดวกด้วยประการต่าง
ๆ ภิกษุที่มาติดใจพักอยู่ด้วย
แต่เมื่อพักอยู่นานไป
ภิกษุชื่อกัสสปโคตรก็ไม่ขวนขวายอาหารให้
เพราะถือว่ารู้ทำเลบิณฑบาตแล้ว
ถ้าขืนขวนขวายมาก
ก็จะต้องรบกวนชาวบ้านเป็นการประจำ.
ภิกษุอาคันตุกะไม่พอใจ
สวดประกาศยกเธอเสียจากหมู่
(ลงอุปเขปนียกรรมอย่างผิด ๆ).
เธอจึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลถาม.
พระองค์ตรัสสั่งให้เธอกลับไปอยู่ที่เดิม
ทรงชี้แจงว่า
ภิกษุที่ลงโทษเธอนั้น
ทำไปโดยไม่เป็นธรรม
เธอไม่มีอาบัติอะไร.
ฝ่ายภิกษุพวกที่ลงโทษ ร้อนตัว
จึงมาขอขมาต่อสมเด็จพระบรมศาสดา
พระองค์ประทานอภัยแล้ว
จึงทรงแสดงการทำสังฆกรรมที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรมหลายอย่างหลายประการ
พร้อมทั้งทรงกำหนดจำนวนสงฆ์ที่ทำกรรมดังนี้
๑. สงฆ์ ๔ รูป ทำกรรมทั้งปวงได้
เว้นแต่การอุปสมบท, การปวารณา,
และสวดถอนจากอาบัติ สังฆาทิเสส.
(แสดงว่ากฐินก็ใช้สงฆ์ ๔ รูปได้
แต่อรรถกถาแก้ว่า กฐินต้อง ๕ รูป
ซึ่งปรากฏในอรรถกถา เล่ม ๓
เมื่ออรรถกถาแย้งกับบาลี
จึงต้องฟังทางบาลี)
๒. สงฆ์ ๕ รูป ทำกรรมทั้งปวงได้
เว้นไว้แต่การอุปสมบทกุลบุตรในมัธยมประเทศ
และการสวดถอนจากอาบัติสังฆาทิเสส
๓. สงฆ์ ๑๐ รูป ทำกรรมทั้งปวงได้
เว้นแต่การสวดถอนจากอาบัติสังฆาทิเสส
๔. สงฆ์ ๒๐ รูป ทำกรรมทั้งปวงได้
๕. สงฆ์เกิน ๒๐ รูปขึ้นไป
ทำกรรมทั้งปวงได้
แต่ทุกข้อนี้
ต้องประชุมพร้อมเพรียงกันโดยธรรม
ถูกต้องตามพระวินัย.
ครั้นแล้วทรงอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสงฆ์
๔ รูป ๕ รูป ๑๐ รูป ๒๐ รูป
ซึ่งทำกรรมต่าง ๆ กันโดยพิสดาร.
อุกเขปนียกรรม
(ยกจากหมู่)
ครั้นแล้วทรงแสดงหลักการลงอุปเขปนียกรรม
คือการสวดประกาศยกเสียจากหมู่
ไม่ให้ใครร่วมกินร่วมนอน
หรือคบหาด้วย
ว่าจะทำได้ในกรณีที่ไม่เห็นอาบัติ,
ไม่ทำคืนอาบัติ,
ไม่สละความเห็นที่ชั่ว.
ต่อจากนั้นทรงอธิบายการทำกรรมที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรมแก่พระอุบาลี.
ตัชชนียกรรม
(ข่มขู่)
ทรงแสดงหลักการลงตัชชนียกรรม
คือการสวดประกาศลงโทษเป็นการตำหนิภิกษุผู้ชอบหาเรื่อก่อการทะเลาะวิวาท
ก่ออธิกรณ์ขึ้นในสงฆ์.
นิยสกรรม
(ถอดยศหรือตัดสิทธิ)
ทรงแสดงหลักการลงนิยสกรรม
คือการถอดยศ
หรือตัดสิทธิแก่ภิกษุผู้มากด้วยอาบัติ
คลุกคลีกับคฤหัสถ์ในลักษณะที่ไม่สมควร.
ปัพพาชนียกรรม
(ขับไล่)
ทรงแสดงหลักการลงปัพพาชนียกรรม
คือการไล่เสียจากวัดแก่ภิกษุผู้ประจบคฤหัสถ์
(ยอมตัวให้เขาใช้)
มีความประพฤติชั่ว
ปฏิสารณียกรรม
(ขอโทษคฤหัสถ์)
ทรงแสดงหลักการลงปฏิสารณียกรรม
คือการให้ไปขอโทษคฤหัสถ์แก่ภิกษุผู้ด่า
บริภาษคฤหัสถ์
ครั้นแล้วทรงแสดงวิธีระงับการลงโทษทั้งห้าประการนั้น
(รายการพิสดารเรื่องนี้
ยังจะมีในพระไตรปิฎก เล่ม ๖
ตอนกัมขันธกะ ว่าด้วยสังฆกรรม
เกี่ยวด้วยการลงโทษ).
๖.
โกสัมพิขันธกะ
(หมวดว่าด้วยเหตุการณ์ในกรุงโกสัมพี)๒
เริ่มต้นด้วยเล่าเรื่องภิกษุ ๒
รูป ทะเลาะกัน
คือรูปหนึ่งหาว่าอีกรูปหนึ่งต้องอาบัติ
แล้วไม่เห็นอาบัติ
จีงพาพวกมาประชุมสวดประกาศลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น
ต่างก็มีเพื่อนฝูงมากด้วยกันทั้งสองฝ่าย
และต่างหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งทำไม่ถูก
ถึงกับสงฆ์แตกกันเป็นสองฝ่าย
และแยกทำอุโบสถ
แม้พระผู้มีพระภาคจะทรงแนะนำตักเตือนให้ประนีประนอมกันก็ไม่ฟัง
ในที่สุดถึงกับทะเลาะวิวาทและแสดงอาการกายวาจาที่ไม่สมควรต่อกัน.
พระผู้มีพระภาคทรงตักเตือนอีก
ภิกษุเหล่านั้นก็กลับพูดขอให้พระภาคอย่าทรงเกี่ยวข้อง
ขอให้ทรงหาความสุขส่วนพระองค์ไป
ตนจะดำเนินการกันเองต่อไป.
พระผู้มีพระภาคจึงทรงสั่งสอนให้ดูตัวอย่างทีฆาวุกุมารแห่งแคว้นโกศล
ผู้คิดแก้แค้นพระเจ้าพรหมทัตแห่งแคว้นกาสี
ในการที่จับพระราชบิดาของพระองค์
คือพระเจ้าทีฆีติ
ไปทรมานประจานและประหารชีวิต
เมื่อมีโอกาสจะแก้แค้นได้
ก็ยังระลึกถึงโอวาทของบิดา
ที่ไม่ให้เห็นแก่ยาว
(คือไม่ให้ผูกเวร จองเวรไว้นาน)
ไม่ให้เห็นแก่สั้น
(คือไม่ให้ตัดไมตรี)
และให้สำนึกว่า
เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
จึงไว้ชีวิตแก่พระเจ้าพรหมทัต
แล้วกลับได้ราชสมบัติที่เสียไปคืน
พร้อมทั้งได้พระราชธิดาของพระเจ้าพรหมทัตด้วย.
ทรงสรุปว่า
พระราชาที่จับสัตราอาวุธยังทรงมีขันติ
(ความอดทน) และโสรัจจะ
(ความสงบเสงี่ยม) ได้
จึงควรที่ภิกษุทั้งหลายผู้บวชในพระธรรมวินัยนี้จะมีความอดทนและความสงบเสงี่ยม.
แต่ภิกษุเหล่านั้นก็มิได้เชื่อฟัง
จึงเสด็จไปจากที่นั้น
สู่พาลกโลณการกคาม,
สู่ป่าชื่อปาจีนวังสะโดยลำดับ
ได้ทรงพบปะกับพระเถระต่าง ๆ
ในที่ที่ เสด็จไปนั้น
ในที่สุดได้เสด็จไปพำนักอยู่ ณ
โคนไม้สาละอันร่มรื่น ณ
ป่าชื่อปาริเลยยกะ.
ในตอนนี้ได้เล่าเรื่องแทรกว่า
มีพญาช้างชื่อปาริเลยยกะ
มาอุปฐากดูแลพระผู้มีพระภาค.
ต่อจากนั้นจึงได้เสด็จไปยังกรุงสาวัตถี.
อุบาสกอุบาสิกาชาวโกสัมพี
ไม่พอใจภิกษุแตกกันเหล่านั้น
จึงนัดกัน ไม่แสดงความเคารพ
ไม่ถวายอาหารบิณฑบาต
ภิกษุเหล่านั้นได้รับความลำบากก็รู้สึกผิดชอบ
จึงพากันเดินทางไปกรุงสาวัตถี
และยอมตกลงระงับข้อวิวาทแตกแยกกัน
โดยภิกษุรูปที่เป็นต้นเหตุยอมแสดงอาบัติ
ภิกษุฝ่ายที่สวดประกาศลงโทษยอมถอนประกาศ
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสให้ประชุมสงฆ์สวดประกาศระงับเรื่องนั้น
เป็นสังฆสามัคคี
เสร็จแล้วให้สวดปาฏิโมกข์.
อนึ่ง
ทรงแสดงเรื่องสังฆสามัคคีย
คือความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์ที่ไม่เป็นธรรมและที่เป็นธรรม
โดยแสดงว่า
การสามัคคียกันภายหลังที่แตกกันแล้วจะต้องแก้ที่ต้นเหตุ
วินิจฉัยเรื่องราว
เข้าหาเรื่องเดิมให้เสร็จสิ้นไป
ไม่ใช่ปล่อยคลุม ๆ
ไว้แล้วสามัคคีกันอย่างคลุม ๆ.
(เห็นได้ว่าตอนนี้แสดงเป็นประวัติไว้เป็นส่วนใหญ่
ส่วนข้อวินัยเกี่ยวกับสงฆ์แตกกันในตอนนี้
มีซ้ำกับที่จะกล่าวข้างหน้า
ในเล่ม ๗ สังฆเภทขันธกะ
คือหมวดว่าด้วยสงฆ์แตกกัน).
๑. กรุงจัมปา
เป็นนครหลวงของแคว้นอังคะ
๒.
กรุงโกสัมพีเป็นนครหลวงของแคว้นวังสะ
|