เล่มที่ ๗ ชื่อจุลลวัคค์ (
เป็นพระวินัยปิฏก )
อนาถปิณฑิกคฤหบดีนับถือพระพุทธศาสนา
อนาถปิณฑิกคฤหบดี
(เศรษฐีชาวกรุงสาวัตถี)
ผู้เป็นสามีของน้องสาวแห่งเศรษฐีกรุงราชคฤห์
เดินทางไปกรุงราชคฤห์
ทราบว่าพระพุทธเจ้าเกินขึ้นในโลกแล้ว
และเศรษฐีกรุงราชคฤห์กำลังเตรียมถวายอาหารบิณฑบาต
จึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ได้สดับพระธรรมเทศนา
ได้ดวงตาเห็นธรรม (
เป็นพระโสดาบัน)
เมื่อได้ถวายภัตตาหารในวันต่อมาแล้ว
จึงอาราธนาพระผู้มีพระภาคไปจะพรรษา
ณ กรุงสาวัตถี
และได้เดินทางล่วงหน้าไปก่อน
เมื่อไปถึงกรุงสาวัตถีแล้ว
ก็ได้ซื้อสวนนอกเมืองแปลงหนึ่งจากราชกุมาร
ชื่อเชตะ
สร้างเชตวนารามขึ้นเป็นวัดในพระพุทธศาสนา.
ตั้งภิกษุผู้ควบคุมการก่อสร้าง
พระผู้มีพระภาคเสด็จจากกรุงราชคฤห์
มาทางกรุงไพศาลี ประทับ ณ
กูฎาคารศาลา
ป่ามหาวันตรัสอนุญาตให้สงฆ์ให้สงฆ์สวดประกาศแต่งตั้งภิกษุผู้ควบคุมการก่อสร้างวิหาร
ซึ่งคฤหบดีผู้หนึ่งสละทรัพย์สร้าง.
ลำดับอาวุโส
ในการเสด็จสู่กรุงสาวัตถี (
จากกรุงไพศาลี)
ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ของภิกษุฉัพพัคคีย์
มักจะเดินทางล่วงหน้าเที่ยวจองที่พักไว้มากมาย
เพื่ออุปัชฌายะ
เพื่ออาจารย์และเพื่อตัวเอง
เป็นเหตุให้พระอื่น ๆ เช่น
พระสารีบุตรหาที่พักไม่ได้
ต้องไปพักที่โคนไม้.
พระผู้มีพระภาคทรงทราบ
จึงตรัสให้เรียกประชุมสงฆ์กำหนดให้ภิกษุทั้งหลายปฏิบัติชอบต่อกัน
และให้สิทธิต่าง ๆ เช่น
ได้รับการกราบไหว้
ลุกขึ้นต้อนรับการทำอัญชลี
การแสดงความเคารพ
การได้อาสนะที่ดี ได้น้ำที่ดี
ได้อาหารที่ดี ตามลำดับอาวุโส (
แก่พรรษากว่า)
ผู้ใดปฏิเสธการถือเอาตามลำดับอาวุโสเกี่ยวกับสงฆ์
ผู้นั้นต้องอาบัติทุกกฏ.
บุคคลผู้ไม่ควรไหว้
๑๐ ประเภท๑.
ทรงแสดงถึงบุคคลที่ ( ภิกษุ)
ไม่ควรไหว้ ๑๐ ประเภท คือ ๑ .
ผู้บวชภายหลัง
ไม่ควรที่ผู้บวชก่อนจะไหว้ ๒.
ผู้ไม่ได้บวช
ไม่ควรที่ผู้บวชจะไหว้ ๓.
ภิกษุที่เป็นนานาสังวาส (
ต่างนิกายกัน) แก่กว่า
ถ้าพูดไม่เป็นธรรมก็ไม่ควรไหว้
๔. มาตุคาม ( ผู้หญิง )
อันภิกษุไม่ควรไว้ ๕. กะเทย ๖.
ภิกษุที่อยู่ปริวาส ๗.
ภิกษุผู้ควรสวดถอนจากอาบัติสังฆาทิเทส
ทั้งหมดนี้
ไม่ควรที่ภิกษุจะพึงไหว้.
บุคคลผู้ควรไหว้
๓ ประเภท
๑.
ผู้บวชก่อน
ควรที่ผู้บวชทีหลังจะไหว้ ๒.
ภิกษุที่เป็นนานาสังวาส (
ต่างนิกายกัน )
แก่กว่าถ้าพูดเป็นธรรมก็ไหว้ ๓.
พระตถาคตหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ควรไหว้.
มณฑปที่สร้างอุทิศสงฆ์
ศิษย์ของภิกษุฉัพพัคคีย์ถือโอกาสเลี้ยงข้อบัญญัติที่ให้ถือเอาตามลำดับอาวุโสเกี่ยวกับสงฆ์
เมื่อมีผู้สร้างมณฑปอุทิศแก่สงฆ์
ก็เที่ยวจับจองแย่งที่ให้อุปัชฌายะ
ให้อาจารย์ และเพื่อตนเอง
โดยอ้างว่า ที่ห้ามนั้น
ห้ามเฉพาะของสงฆ์
ไม่ได้ห้ามเกี่ยวกับที่อยู่ที่มีผู้สร้างขึ้นอุทิศสงฆ์
(
เป็นการอ้างเกี่ยวถ้อยคำที่ห้าม)
พระผู้มีพระภาคทรงทราบ
ก็ทรงห้ามเช่นนั้นอีก
และปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ล่วงละเมิด.
ที่นั่งต่างชนิดของคฤหัสถ์
เมื่อคนทั้งหลายนิมนต์พระไปฉันในโรงฉันในละเเวกบ้าน
ก็จัดที่นั่งต่างชนิดหลายอย่าง (
ดี ๆ ตามคฤหัสถ์ใช้)
ครั้งแรกทรงห้ามกำหนดอาสันทิ
บัลลังก์ และของยัดนุ่น
ภายหลังทรงอนุญาตให้นั่งทับเครื่องนั่งของคฤหัสถ์
(ทุกชนิด) แต่ไม่ให้นอนทับ.
การถวายเชตวนาราม
เมื่อเสด็จถึงกรุงสาวัตถีแล้ว
อนาถฑิกคฤหบดีนิมนต์ฉันในวันรุ่งขึ้น.
เมื่อถวายภัตตาหารเสร็จกราบทูลถามว่า
จะปฏิบัติอย่างไรเกี่ยวกับเชตวนาราม.
ตรัสให้ถวายแก่สงฆ์ ๔ ทิศ
ทั้งที่มาแล้ว
และยังไม่มาสู่เชตวนาราม.
ปัญหาลำดับอาวุโสเพิ่มเติม
ทรงห้ามภิกษุผู้แก่พรรษากว่า
ไล่ภิกษุอ่อนกว่าที่กำลังฉันค้างอยู่
เพื่อเข้านั่งแทน
ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ผู้ทำเช่นนั้น
( พระอุปนนทะมาช้า ไล่ภิกษุอื่น
เกิดโกลาหลในขณะฉัน).
แต่ก็ทรงยืนยันสิทธิในที่นั่งตามลำดับอาวุโส
ซึ่งภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่าจะปฏิเสธไม่ได้.
ตรัสห้ามไล่ที่ภิกษุไข้
เพื่อถือเอาที่อยู่ตามลำดับอาวุโส
ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้ไล่
.
ภิกษุฉัพพัคคีย์ถือโอกาสที่ตนเป็นไข้
เลือกเสนาสนะดี ๆ ด้วยคิดว่า
ใครไล่ตนไม่ได้
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสให้จัดที่นอนตามสมควรแก่ภิกษุไข้
( ไม่ใช้เลือกเองตามชอบใจ).
ภิกษุฉัพพัคคีย์อ้างเลศ
กีดกันเสนาสนะ
และถือสิทธิฉุดคร่าภิกษุพวก ๑๗
รูปออกจากที่อยู่
ทรงห้ามทำเช่นนั้น
และปรับอาบัติทุกกฏในกรณีกีดกันเสนาสนะโดยอ้างเลศ
และปรับอาบัติปาจิตตีย์
ในกรณีฉุดคร่า ..มีในพระวินัย เล่ม ๒
สิกขาบทที่ ๗.
เพราะปรารภเหตุเหล่านี้
จึงตรัสให้จัดสรรภิกษุถือเสนาสนะ
คือเข้าอยู่อาศัย
โดยแต่งตั้งภิกษุผู้จัดสรร.
การจัดสรรที่อยู่อาศัย
ทรงกำหนดคุณสมบัติของภิกษุผู้จัดสรรที่อยู่อาศัย
( เสนาสนคาหาปกะ) ๕ ประการ คือ ๑ .
ไม่ลำเอียงเพราะชอบ ๒.
ไม่ลำเอียงเพราะชัง ๓.
ไม่ลำเอียงเพราะหลง ๔.
ไม่ลำเอียงเพราะกลัว และ ๕.
รู้จักเสนาสนะ
ที่จัดสรรแล้วยังมิได้จัดสรร.
ทรงแนะวิธีสวดประกาศแต่งตั้งภิกษุผู้จัดสรรที่อยู่อาศัยเป็นการสงฆ์
แล้วตรัสแนะวิธีจัดสรร
โดยให้นับภิกษุก่อนแล้วให้นับที่นอน
นับแล้วให้จัดสรรที่อยู่ตามที่นอน.
เมื่อจัดสรรแล้ว
ยังมีที่นอนเหลือ
ให้จัดสรรตามจะนวนวิหาร ( กุฏิ)
ถ้ากุฏิยังเหลือก็ให้จัดตามจำนวนบริเวณ
ถ้าบริเวณยังเหลือก็ให้แบ่งส่วนเล็ก
ๆ น้อย ๆ ให้อีก.
เมื่อได้รับส่วนรับส่วนเล็ก ๆ
น้อย ๆ แล้ว ถ้ามีภิกษุอื่นมา
แม้ไม่อยากให้ก็ต้องให้.
ทรงห้ามจัดสรรที่อยู่อาศัยแก่ภิกษุผู้อยู่นอกสีมา
และทรงห้ามยึดครองที่อยู่อาศัยตลอดกาล,
อนุญาตเพียง ๓ เดือน
ต่อจากนั้นจะหวงห้ามไม่ได้.
ทรงแสดงการจัดสรรที่อยู่อาศัย (
เสนาสนคาหะ) ว่ามี ๓ อย่าง คือ ๑.
การจัดสรร ตอนต้น คือ
ในวันใกล้เข้าพรรษาแรก ๒ .
การจัดสรร ตอนหลัง คือในวันใกล้เข้าพรรษาหลัง
และ ๓. การจัดสรร ที่นอกจากระหว่างพรรษา คือเมื่อใกล้จะถึงวันปวารณา
จัดเพื่อให้จำพรรษาคราวต่อไป.
ทรงห้ามภิกษุรูปเดียวหวงห้ามที่อยู่อาศัยไว้ถึง
๒ แห่ง ถ้าทำเช่นนั้น
ต้องอาบัติทกกฏ.
การนั่งต่ำนั่งสูง
ทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้สอนที่บวชใหม่นั่งอาสนะเสมอหรือสูงกว่าได้
และให้ภิกษุผู้เป็นเถระ (
แก่กว่า)
ที่เรียนนั่งอาสนะเสมอหรือต่ำกว่าได้
ด้วยความเคารพในธรรม (
ในปัจจุบันนี้
ภิกษุที่แสดงธรรมแม้พรรษาน้อยก็ขึ้นนั่งบนธรรมมาสน์สูงกว่าภิกษุทั้งปวง).
ทรงอนุญาตให้ภิกษุที่มีสิทธิในการนั่งเสมอกัน
นั่งรวมกันได้
คือภิกษุที่มีพรรษาไล่เลี่ยกันภายใน
๓ ปี .
ภิกษุที่มีสิทธิในการนั่งเสมอกัน
นั่งเตียงตั่งเดียวกัน
เตียงตั่งพังลงมา
จึงทรงจำกัดจำนวนให้นั่งไม่เกิน
๓ รูป เตียงตั่งก็ยังพังอีก
จึงให้นั่งได้เพียง ๒ รูป.
ส่วนที่นั่งยาว
แม้ภิกษุจะมีสิทธิในการนั่งไม่เสมอกันก็ให้นั่งรวมกันได้
เว้นแต่กระเทย , ผู้หญิง,
ผู้มีอวัยวะเพศทั้งสองเพศ .
มีปัญหาว่า
อย่างไรจึงจัดว่าเป็นที่นั่งยาวจึงกำหนดว่า
ถ้านั่งได้ถึง ๓ คน
ก็จัดเป็นที่นั่งยาวอย่างต่ำที่สุด
( มากกว่านั่นไม่มีปัญหา).
ปราสาทและเครื่องนั่งนอนต่าง
ๆ
ทรงอนุญาตให้ใช้ปราสาทได้ทุกชนิด
( ปราสาท คือเรือนเป็นชั้น ๆ )
ส่วนเครื่องนั่งนอน เป็นต้น
ของคฤหัสถ์รวมหลายอย่าง
ซึ่งถวายแก่สงฆ์
เมื่อคราวพระอัยยิกา ( ยาย)
ของพระเจ้าปเสนทิโกศลสิ้นพระชนม์นั้น
ทรงอนุญาตให้ตัดเท้าอาสันทิ (
ตั่งสี่เหลี่ยม) แล้วใช้ได้
ส่วนบัลลังก์ ( เก้าอี้นวม)
ให้รื้อขนสัตว์ออกใช้ได้,
เครื่องใช้ยัดนุ่น
ให้รื้อนุ่นมายัดหมอน
ส่วนเครื่องใช้ที่เหลือ
ให้ใช้เป็นเครื่องปูพื้น.
ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นอีก
ภิกษุที่อยู่ประจำในวัดใกล้หมู่บ้าน
มีภิกษุอื่นผ่านไปมาเสมอ
ลำบากด้วยการจัดที่อยู่อาศัย
เพื่อแก้ข้อขัดข้องนี้
สงฆ์จึงประชุมกันมอบหน้าที่อยู่อาศัยให้ภิกษุรูปหนึ่งเสีย
ทุกรูปจึงได้อยู่อาศัยด้วยการให้ของภิกษุรูปนั้น
เมื่อมีภิกษุผ่านไปมาจะขอพักอาศัย
ก็อ้างว่า
ได้ยกให้แก่ภิกษุรูปหนึ่งไปแล้ว
ไม่มีที่จะให้พัก
พระผู้มีพระภาคจึงทรงวางหลักเกณฑ์เพิ่มเติม
คือ???-
สิ่งที่จะสละ
( ให้ใคร ๆ ) ไม่ได้ ๕ หมวด
ของ ๕
อย่าง ที่สงฆ์ หรือคณะ หรือบุคคล
จะสละให้ใคร ๆ ไม่ได้
แม้สละแล้วก็ไม่เป็นอันสละ
ผู้สละ ( หรือยกให้)
ต้องอาบัติถุลลัจจัย คือ ๑.
วัดและที่ตั้งวัด ๒.
วิหารและที่ตั้งวิหาร
(หมายถึงกฏิที่อยู่ทั่วไป) ๓.
เตียง, ตั่ง , ฟูก, หมอน, ๔ .
เครื่องใช้โลหะ, คือหม้อโลหะ ,
อ่างโลหะ, กระถางโลหะ, กะทะโลหะ,
มีดใหญ่ หรือพร้าโต้, ขวาน,
ผึ่งสำหรับถากไม้, จอบ หรือเสียม ,
สว่านสำหรับเจาะไม้ (
สิ่วก็อยู่ในข้อนี้) ๕ . เถาวัลย์
เช่น หวาย, ไม้ไฝ่ ,
หญ้ามุงกระต่าย, หญ้าปล้อง,
หญ้าสามัญ,
ดินเหนียว, ของทำด้วยไม้,
ของทำด้วยดินเผา ( ที่ห้ามนี้
คือไม่ให้เอาของสงฆ์ไปเป็นของบุคคล).
ภายหลังทรงเพื่มข้อความให้มากขึ้น
จากคำว่า ไม่ให้สละ
เป็นไม่ให้แบ่ง ไม่ให้แจก ของ ๕
หมวดดังที่กล่าวแล้ว ผู้ใดแบ่ง
หรือแจก ต้องอาบัติถุลลัจจัย.
การควบคุมการก่อสร้าง
ห้ามมอบหมายการควบคุมการก่อสร้างในเรื่องเล็ก
ๆ น้อย ๆ เช่น ติดประตู , ทาสี ,
มุงหลังคา
และห้ามมอบหมายการควบคุมการก่อสร้างนานเกินไป
เช่น ๒๐- ๓๐ ปี หรือตลอดชีวิต
หรือจนถึงเวลาเผาศพผู้รับมอบหมาย.
ห้ามมอบหมายการก่อสร้างวิหารหมดทุกอย่าง,
ห้ามมอบการก่อสร้าง ๒
อย่างแก่ภิกษุรูปเดียว.
ภิกษุผู้รับมอบการก่อสร้าง
จะถือสิทธิหวงห้ามที่อยู่ของสงฆ์ไม่ได้.
ภิกษุอยู่นอกสีมา
ห้ามมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง.
ภิกษุผู้ควบคุมการก่อสร้าง
จะครอบครองที่อยู่อาศัยได้เพียง
๓ เดือน ห้ามครอบครองตลอดไป
เมื่อพ้น ๓ เดือน
ต้องยินยอมให้จัดสรรใหม่.
ภิกษุผู้ควบคุมการก่อสร้างพอรับมอบหรือทำค้างไว้
สึกไปหรือเดินทางไปที่อื่น
เป็นต้น
ให้มอบให้ผู้อื่นทำการแทน .
ต่อจากนั้นเป็นการแสดงสิทธิในสิ่งก่อสร้างว่าในกรณีเช่นไรเป็นของสงฆ์
เป็นของบุคคล.
การขนย้ายของใช้และรักษาที่อยู่อาศัย
ห้ามย้ายของใช้ประจำที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งไปที่อื่น
( ผิดความประสงค์ของผู้ถวาย),
ขอยืมไปชั่วคราวได้,
นำไปเพื่อรักษาไม่ให้เสียหายได้,
แลกเปลี่ยน ( ผาติกรรม) ได้
ในกรณีที่ของนั้นราคาแพงเกินไป (
ไม่เหมาะแก่สงฆ์จะใช้สอยเอง).
ต่อจากนั้นเป็นการอนุญาตเครื่องใช้เบ็ดเตล็ด
เช่น เครื่องเช็ดเท้า
และให้รักษาที่อยู่อาศัย
ไม่ให้เหยียบทั้งที่เท้าเปื้อนเท้าเปียก
หรือเหยียบทั้งรองเท้า.
ทรงอนุญาตกระโถนเพื่อไม่ให้บ้วนน้ำลายลงบนพื้น
ทรงปรับอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุผู้บ้วนน้ำลายลงบนพื้น.
ทรงอนุญาตให้ใช้ผ้าพันเท้าเตียงตั่ง
เพื่อไม่ให้พื้นที่อยู่เสียหาย.
ทรงห้ามพิงผนังที่ทาสี
และอนุญาตให้มีแผ่นกระดานสำหรับพิง
และให้เอาผ้าพันแผ่นกระดานนั้นเพื่อกันครูดผนัง
รวมทั้งอนุญาตให้นอนโดยปูผ้าก่อน.
เจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์อื่น
ๆ
ทรงแนะนำให้มีการแต่งตังภิกษุผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นเจ้าหน้าที่ทำการสงฆ์อื่น
ๆ โดยการสวดประกาศ
คือภิกษุผู้ปูลาดเสนาสนะ,
ผู้ดูแลเรือนคลัง, ผู้รับจีวร,
ผู้แจกจีวร, ผู้แจกข้าวยาคู,
ผู้แจกผลไม้, ผู้แจกของเคี้ยว ,
ผู้แจกของเล็ก ๆ น้อย ๆ ( เช่น เข็ม,
มีด, รองเท้า) , ผู้แจกผ้า ( อาบน้ำฝน
? ) ผู้แจกบาตร, ผู้ใช้คนทำงานวัด,
ผู้ใช้สามเณร.
๓
สังฆเภทขันธกะ )
(
หมวดว่าด้วยสงฆ์แตกกัน)
เล่าเรื่องราชกุมารในศากยสกุล
คือ ภัททิยาราชา, อนุรุทธ์ ,
อานนท์, ภัคคุ, กิมพิละ
และราชกุมารในโกลิยสกุล
คือเทวทัต รวมเป็น ๗
ทั้งอุบาลีผู้เป็นช่างกัลบกออกบวช
ต่างเห็นพร้อมกันว่า
ควรให้อุบาลีบวชก่อน
ตนจะได้กราบไหว้ คลายทิฏฐิมานะ.
เมื่อบวชแล้ว
พระภัททิยะได้วิชชา ๓ ,
พระอนุรุทธ์ได้ทิพจักษุ,
พระอานนท์ได้เป็นโสดาบัน
ส่วนพระเทวทัตได้ฤทธิ์ของปุถุชน.
พระเทวทัตคิดการใหญ่
พระเทวทัตคิดหวังลาภสักการะ
จึงแปลงการเป็นเด็กน้อยไปนั่งอยู่บนตักของราชกุมารชื่ออชาติศัตรู
(
ผู้เป็นโอรสพระเจ้าพิมพิสารแคว้นมคธ)
เพื่อทำให้ราชกุมารเลื่อมใส
ทีลาภสักการะเกิดขึ้นแล้ว
ก็คิดการจะปกครองคณะสงฆ์เสียเองแทนพระพุทธเจ้า.
ความทราบถึงพระโมคคัลลานเถระ
จึงเข้าไปเฝ้ากราบทูลพระผู้มีพระภาค
ตรัสแสดงศาสดา ๕
ประเภทที่ต้องอาศัยำหรือหวังความคุ้มครองจากสาวก
คือศาสดาผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์,
มีการเลี้ยงชีพไม่บริสุทธิ์,
มีการแสดงธรรมไม่บริสุทธิ์,
มีการตอบคำถามไม่บริสุทธิ์,
มีญาณทัสสนะไม่บริสุทธิ์
แต่แสดงตนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ใน
๕ ทางนั้น.
ส่วนพระองค์มิต้องหวังความคุ้มครองของสาวก
เพราะมิได้เป็นดังนั้น.
พระเทวทัตขอปกครองคณะสงฆ์
เมื่อได้โอกาส
พระเทวทัตจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค
อ้างว่า พระองค์มีอายุมากแล้ว
ขอให้ทรงขวนขวายน้อย
และให้สละภิกษุสงฆ์ให้แก่ตน
ตนจะบริหารเอง
พระผู้มีพระภาคทรงปฏอเสธถึง ๓
ครั้ง และในครั้งที่ ๓
ทรงกล่าวว่า
แม้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ
พระองค์ยังมิได้มอบภิกษุสงฆ์ให้ไฉนจะทรงมอบแก่พระเทวทัต
ซึ่งได้ยังความอาฆาตให้เกิดขึ้นแก่พระเทวทัตเป็นครั้งแรก.
ตรัสให้ขออนุมัติสงฆ์ประกาศเรื่องพระเทวทัต
ตรัสสั่งให้ประชุมสงฆ์
เพื่อขออนุมัติให้ประกาศไม่รับรองการกระทำใด
ๆ ทางกายวาจาของพระเทวทัต
ถือไม่เกี่ยวกับพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์
และให้สงฆ์สวดประกาศแต่งตั้งพระสารีบุตรเป็นผู้ชี้แจงแก่ชาวกรุงราชคฤห์.
พระเทวทัตยุให้ขบท
พระเทวทัตจึงยุราชกุมารชื่ออชาตศัตรู
ให้คิดฆ่าพระราชบิดา
เพื่อชิงราชสมบัติ
ส่วนตนเองจะฆ่าพระพุทธเจ้า
เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง.
แต่ราชกุมารทำการหละหลวมถูกจับได้
ขณะพวกอาวุธเข้าวังมหาอำมาตย์จึงถวายความเห็นให้ฆ่าเสียทั้งพระเทวทัตและราชกุมาร
รวมทั้งภิกษุทั้งหลาย (
ที่เป็นพวก) ด้วย.
บางพวกก็ให้ฆ่าแต่พระเทวทัตกับราชกุมาร,
บางพวกเห็นว่าไม่ควรฆ่าทั้งหมด.
การประทุษร้ายพระพุทธเจ้าครั้งแรก
พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบว่าราชกุมารอยากได้ราชสมบัติ
ก็ทรงมอบราชสมบัติให้
พระเทวทัตก็มีอำนาจยิ่งขึ้น
จึงขอกำลังจากพระเจ้าอชาตศัตรูส่งคนไปคอยฆ่าพระพุทธเจ้า
แล้วสั่งว่า
ถ้าฆ่าแล้วให้ไปทางนั้น ๆ
แล้วส่งคน ๒
คนไปคอยดักฆ่าคนที่ฆ่าพระพุทธเจ้า
ส่งคน ๔ คนไปคอยดักฆ่าพวก ๒
คนนั้น ส่งคน ๘ คนไปคอยดักฆ่าพวก
๔ คนนั้น และส่งคน ๑๖
คนไปคอยดักฆ่าพวก ๘ คนนั้น (
เพื่อปิดปาก)
แต่คนเหล่านั้นกลับเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
ปฏิญาณตนเป็นอุบาสกหมดสิ้น
พระผู้มีพระภาคทรงส่งคนเหล่านั้นกลับไปให้สับทางกับที่พระเทวทัตสั่ง
จึงไม่มีการฆ่ากันเกิดขึ้น
และเมื่อพวกที่คอยอยู่เห็นนานไป
นึงสงสัยมาถามพระพุทธเจ้า
ก็ทรงแสดงธรรมให้ฟัง
ต่างแสดงตนเป็นอุบาสกหมดทุกชุด.
การประทุษร้ายครั้งที่
๒
เมื่อใช้คนไปฆ่าไม่สำเร็จ
พระเทวทัตจึงเตรียมลงมือเอง
คือขึ้นไปอยู่บนเขาคิชฌกูฏ
คอยกลิ้งก้อนหินใหญ่ให้ลงมาทับพระพุทธเจ้า
แต่ไม่สมประสงค์
เพียงสะเก็ดหินที่แตกมากระทบพระบาทห้อพระโลหิตเท่านั้น.
ภิกษุทั้งหลายพากันเป็นห่วง
จึงมาอยู่ยามเฝ้าแหนพระพุทธเจ้า
ท่องบ่นด้วยเสียงอันดัง (
ด้วยเกรงว่าพระเทวทัตจะส่งคนมาทำร้ายพระพุทธเจ้า
เพราะได้กำลังจากพระเจ้าอชาตศัตรู)
แต่พระผู้มีพระภาคตรัสสั่งให้ภิกษุเหล่านั้นกลับไป
ไม่ต้องมีใครมาคอยคุ้มครองให้
แล้วตรัสว่า
เป็นธรรมดาที่พระตถาคตจะไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น
แล้วตรัสเรื่องศาสดา ๕
ประเภทที่ต้องหวังอารักขาจากสาวก
ดั่งที่ตรัสกับพระโมคคัลลานะ.
การประทุษร้ายครั้งที่
๓
พระเทวทัตไปหาคนเลี้ยงช้างของพระราชา
อ้างตนเป็นญาติของพระราชา
แล้วอ้างว่า
สามารถเลื่อนตำแหน่ง
เพิ่มค่าจ้างได้
แล้วสั่งให้ปล่อยช้างนาฬาคิรีซึ่งดุร้ายฆ่ามนุษย์ไปทำร้ายพระพุทธเจ้า
ถ้าเห็นพระองค์เสด็จมาทางตรอกนั้น.
คนเลี้ยงช้างยอมทำตาม
เมื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาก็ปล่อยช้างไป
ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้น
ก็กราบทูลให้เสด็จหนี
แต่ทรงปฏิเสธ และตรัสว่า
ตถาคตจะไม่ปรืนิพพานด้วยความยายามของผู้อื่น
.
ในการนี้มีผู้เห็นเหตุการณ์คอยดูบนที่สูง
พระผู้มีพระภาคแผ่เมตตาจิต
ช้างก็เอางวงจับฝุ่นที่พระบาทขึ้นโรยบนกระพองและกลับสู่โรงช้างตามเดิม.
พระเทวทัตเสนอข้อปฏิบัติ
๕ ข้อ
พระเทวทัตคิดฆ่าพระพระพุทธเจ้าไม่สมประสงค์
จึงชวนพรรคพวกมีพระโกกาลิกะ
เป็นต้น คิดเสนอข้อปฏิบัติ ๕
ประการ
เพื่อให้เห็นว่าตนเคร่งครัด คือ
๑.
ให้ภิกษุทั้งหลายอยุ่ป่าตลอดชีวิต
เข้าสู่บ้านมีโทษ ๒.
ให้ถือบิณฑบาตตลอดชีวิต
รับนิมนต์มีโทษ ๓.
ให้ถือผ้าบังสกุลตลอดชีวิต
รับคฤหบดีจีวร ( ผ้าที่เขาถวาย)
มีโทษ. ๔.
ให้อยู่โคนต้นไม้ตลอดชีวิต
เข้าสู่ที่มุงบังมีโทษ ๕.
ห้ามฉันเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต
ฉันเข้ามีโทษ
เมื่อได้โอกาสจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค
กราบทูลเสนอข้อทั้งห้านั้น.
พระผู้มีพระภาคทรงปฏิเสธ คือใน ๔
ข้อข้างต้น
ให้ภิกษุปฏิบัติตามความสมัครใจ
ไม่บังคับ โดยเฉพาะข้อที่ ๔
ทรงอนุญาตให้อยู่โคนไม้เพียง ๘
เดือน ( ฤดูฝนไม่ให้อยู่โคนไม้)
และข้อ ๕ การฉันเนื้อสัตว์
ทรงอนุญาตเนื้อที่บริสุทธ์โดยเงื่อนไข
๓ ประการ คือ ไม่ได้เห็น
ไม่ได้ฟัง
ไม่ได้นึกรังเกียจว่าเขาฆ่าเพื่อตน.
พระเทวทัตก็ดีใจที่จะได้ประกาศว่า
ตนเคร่งกว่าพระพุทธเจ้า
จึงเที่ยวประกาศทั่วกรงราชคฤห์ถึงเรื่องข้อเสนอนั้น.
ทำสงฆ์ให้แตกกัน
ครั้นถึงวันอุโบสถ
พระเทวทัตก็ชวนภิกษุเป็นพวกได้มาก
( เป็นพระบวชใหม่โดยมาก)
แล้วพาภิกษุเหล่านั้นแยกไปทำอุโบสถ
ณ ตำบลคยาสีสะ.
พระเทวทัตอาเจียนเป็นโลหิต
พระผู้มีพระภาคจึงส่งพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะไปชี้แจงให้ภิกษุที่เข้าเป็นพวกพระเทวทัตหายเข้าใจผิด.
พระเทวทัตเข้าใจว่าพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะมาเข้าพวกด้วย
ก็มอบให้พระสารีบุตรสั่งสอนพระเหล่านั้นตนเองนอนพักผ่อน
พระสารีบุตรแสดงธรรมให้พระเหล่านั้นฟัง
ได้ดวงตาเห็นธรรม (
เป็นพระโสดาบัน) แล้วก็กลับ
มีภิกษุเหล่านั้นประมาณ ๕๐๐
รูปตามมา
พระโกกาลิกะรีบปลุกพระเทวทัต
แจ้งข้อความให้ฟัง.
พระเทวทัตถึงกับอาเจียนเป็นโลหิต.
พระผู้มีพระภาคจึงให้พระภิกษุเหล่านั้นแสดงอาบัติถุลลัจจัย
เพราะประพฤติตามภิกษุผู้ทำสงฆ์ให้แตกกัน
และตรัสสรรเสริญพระสารีบุตรว่ามีลักษณะสมเป็นทูต
เพราะประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ๑.
ฟังคนอื่น ๒ . ทำให้คนอื่นฟังตน ๓.
คงแก่เรียน ๔. ทรงจำดี ๕.
รู้คำพูดของคนอื่น ๖.
ทำให้คนอื่นรู้คำพูดของตน ๗.
ฉลาดในประโยชน์และมิใช้ประโยชน์
และ ๘. ไม่ชวนทะเลาะ
ครั้นแล้วได้ทรงแสดงธรรมอีกหลายเรื่อง.
ความร้าวและความแตกกันของสงฆ์
ทรงแสดงเรื่อง สังฆราชิ
ความร้าวรานแห่งสงฆ์ว่า
ถ้าภิกษุสองฝ่าย
ยังไม่ครบฝ่ายละ ๔ รูป
ก็ยังเป็นเพียงความร้าวรานแห่งสงฆ์เท่านั้น
ยังไม่เป็น สังฑเภท
ความแตกแห่งสงฆ์
ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีตั้งแต่ ๔
รูปขึ้นไป มีรูปที่ ๙ สวดประกาศ
จึงเป็นทั้งความร้าวรานและความแตกแยกกันแห่งสงฆ์.
ใครทำให้สงฆ์แตกกันได้และได้
๑ .
ภิกษุณี ๒. นางสิกขมานา ๓. สามเณร ๔.
สามเณรี ๕. อุบาสก ๖. อุบาสิกา
บุคคล ๖ ประเภทนี้
ทำให้สงฆ์แตกกันไม่ได้
ทำได้แต่เพียงพยายามให้สงฆ์แตกกัน.
ภิกษุปกติ มีสังวาสเสมอกัน
อยู่ในสีมาเดียวกัน
จึงทำลายสงฆ์ให้แตกกันได้.
เหตุเป็นเครื่องทำให้สงฆ์แตกกันและสามัคคีกัน
มี ๑๘ ข้อ
คือ ๑. แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม ๒ .
แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ๓.
แสดงอวินัยว่าเป็นวินัย ๔.
แสดงวินัยว่าเป็นอวินัย ๕.
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสไว้ว่าตรัสไว้
๖.
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามิได้ตรัสไว้
๗.
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้ประพฤติว่าได้ประพฤติ
๘.
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าประพฤติว่ามิได้ประพฤติ
๙.
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้ามิได้บัญญัติว่าบัญญัติ
๑๐.
แสดงข้อที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติว่ามิได้บัญญัติ
๑๑.
แสดงสิ่งมิใช่อาบัติว่าเป็นอาบัติ
๑๒. แสดงอาบัติว่ามิใช้อาบัติ ๑๓.
แสดงว่าอาบัติเบาว่าหนัก ๑๔.
แสดงอาบัติหนักว่าเบา ๑๕ .
แสดงอาบัติไม่มีส่วนเหลือว่ามีส่วนเหลือ
๑๖.
แสดงอาบัติมีส่วนเหลือว่าไม่มีส่วนเหลือ
๑๗.
แสดงอาบัติชั่วหยาบว่าไม่ชั่วหยาบ
๑๘.
แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าชั่วหยาบ
แล้วทำอุโบสถทำปวารณา
และทำสังฆกรรมแยกกัน
ส่วนเหตุเป็นเครื่องทำให้สงฆ์สามัคคีกันก็มี
๑๘ อย่าง แต่ที่ตรงกันข้าม
คือแสดงถูกตรงตามความจริงแล้ว
ไม่ทำอุโบสถแยกกัน
ไม่ทำปวารณาแยกกัน
และไม่ทำสังฆกรรมแยกกัน.
การทำสงฆ์ให้แตกกันที่ทำให้ไปอบายและไม่ไปอบาย
ทรงแสดงหลังการทำสงฆ์ให้แตกกันที่มีโทษเป็นเหตุให้ไปอบาย
และไม่เป็นเหตุให้ไปอบาย
โดยชี้ไปที่ความบริสุทธิ์ใจ
และเจตนา
คือฝ่ายที่จะไปอบายนั้น
รู้ว่าผิดธรรมวินัย
แต่ยังเเกล้งแสดงว่าถูกธรรมวินัย
ส่วนฝ่ายที่ไม่ไปอบายนั้น
คือทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ
และด้วยเข้าใจว่าเรื่องที่โต้เถียงกันนั้น
เหตุผลของตนถูกต้องตามธรรมวินัย.
|