|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| จิตเดิมแท้
"ธรรมญาณ"
เป็นรากฐานเดิมตามธรรมชาติแท้ของจิต
ยากที่จะอธิบายสภาวะนั้นด้วยภาษาคนเพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า
"จิตเดิมแท้"
แต่ในที่นี้เรียกว่า
"ธรรมญาณ"
อันเป็นญาณที่มาจากธรรมชาติดั้งเดิมแท้จึง
การค้นพบภาวะ "ธรรมญาณ"
ของตนเองจึงเป็นเรื่องที่ลึกล้ำและยากนัก
ท่านหงเหยิ่นพระสังฆปริณายกองค์ที่ห้า
จึงเรียกประชุมศิษย์ทั้งปวงแล้วกล่าวว่า
"การเวียนว่ายตายเกิดเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่มีใครเอาใจใส่แทนที่จะหาหนทางพาตัวเองให้พ้นไปจากทะเลทุกข์แห่งการเวียนเกิดและเวียนตายอันไม่มีที่สิ้นสุด
กลับพากันหมกมุ่นอยู่แต่บุญกุศล
ที่มีตัณหาชักนำอันเป็นต้นเหตุให้เกิดใหม่
ถ้าธรรมญาณยังมืดมัวอยู่
บุญกุศลทั้งปวงก็หามีประโยชน์อันใดไม่
จนตั้งใจค้นหาปัญญาของตนเองแล้วเขียนโศลกว่าด้วยเรื่องของ
"ธรรมญาณ"
ผู้ใดเข้าใจได้ถูกต้องว่า
"ธรรมญาณ" นั้นเป็นอย่างไร
ผู้นั้นจะได้รับมอบผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นเครื่องหมายตำแหน่ง
พระสังฆปริณายก
พร้อมทั้งธรรมะอันเป็นคำสอนเร้นลับแห่งนิกายเซ็น
และจะสถาปนาขึ้นเป็นพระสังฆปริณายกองค์ที่หกแห่งนิกายเรา
อย่ามัวรีรอตรึกตรองเพราะไม่จำเป็นและไม่เกิดประโยชน์อะไร
ผู้ที่รู้แจ้งชัดใน "ธรรมญาณ"
จะพูดได้ทันทีที่มีใครมาชวนคุยด้วยและมันไม่เลื่อนลอยไปจากธรรมจักษุของเขา
แม้จะชุลมุนวุ่นวายอยู่ท่ามกลางสนามรบก็ตาม
"
วจนะของท่านหงเหยิ่นเป็นความจริงจนถึงการสมัยปัจจุบันมนุษย์ยังคงเวียนว่ายอยู่ในทะเลทุกข์โดยมิได้รู้สึกว่ากำลังจมอยู่ในห้วงทะเลแห่งการเกิดและตาย
เขาเหล่านั้นจะรู้สึกถึงปัญหานี้
ก็ต่อเมื่อความตายมาเยือนอยู่ตรงหน้า
และพากันบอกหนทางโดยหวังว่าจะช่วยให้พ้นไปจากนรกอเวจีและเชื่อว่าบุญกุศลที่ได้สั่งงสมเอาไว้ทำให้ชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเก่า
การสร้างบุญกุศลเช่นนี้กระทำได้ง่ายกว่าการใช้ปัญญาค้นคิดหาหนทางแห่งการพ้นทุกข์อันเกิดจากเวียนว่ายตายเกิด
มนุษย์จึงมี "บุญ" และ "บาป"
เป็นเหตุปัจจัยให้ไปเวียนเกิด-ตายเพื่อไปรับผลอันมาจากเหตุที่ตนเองสร้างไว้ไม่มีที่สิ้นสุด
การสร้างบุญจึงไม่ต่างอะไรกับการหาเงินฝากธนาคารเอาไว้เป็นของตน
เมื่อใช้จนหมดแล้ววิถีแห่งชีวิตก็ต้องยากจนลงไปเหมือน
"กินบุญ" หมดแล้วจึงไป
"รับบาป"
ชดใช้หนี้สินหมดแล้วจึงไป
"กินบุญ"
เวียนกันไปไม่มีที่สิ้นสุด
ผู้ที่ไม่เข้าใจทุกข์แห่งการเกิดและตาย
จึงทำบุญด้วยการอยากเกิดใหม่
เพื่อให้ได้ชีวิตที่ดีกว่าเท่านั้นเอง
วิถีแห่งชีวิตจึงไม่พ้นไปจากวัฎสงสาร
เพราะตัณหาเป็นตัวชักนำ
แต่พระพุทธองค์ทรงเบื่อหน่ายการเกิด-ตาย
ทรงเล็งเห็นเป็นความทุกข์อันแท้จริงจึงทรงสละฐานันดรกษัตริย์
ซึ่งปุถุชนเห็นเป็นความสุขสมบูรณ์อันสูงงสุดทิ้งเสีย
และทรงค้นคว้าหาหนทางที่สามารถไปพ้นจากทะเลทุกข์
ทรงลำบากตรากตรำทั้งปฏิบัติและศึกษานานถึง
6 ปี เมื่อกลางคืนวันเพ็ญเดือนหก
พระพุทธองค์ทรงค้นพบ
"ญาณทวาร" และ "วิถีจิต"
อันเป็น "อนุตตรสัมมาสัมโพธิ"
"ญาณทวาร"
เป็นประตูวิเศษอันเร้นลับ
ซึ่งพระพุทธทีปังกรเคยพยากรณ์ว่าสุเมธดาบสจักสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในภัทรกัปน์ได้นิมิตเป็นแสงดาวสว่างวาบตรงจุดนั้น
"วิถีแห่งจิต"
เป็นหนทางอันตรงต่อประตูวิเศษซึ่งเป็นทางสายกลาง
"อนุตตรสัมมาสัมโพธิ"
เป็นปัญญาอันยิ่งเพราะรู้ถึง
"ธรรมญาณ"
ซึ่งพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดอันแท้จริง
เพราะสภาวะแห่ง "ธรรมญาณ" นั้น
มิได้ "เกิด" จึงมิได้ "ตาย"
และไม่อาจนำเอาบัญญัติใดๆ
ในโลกนี้มาเทียบเคียงหรืออธิบายให้ใครเข้าใจได้เลย
เพราะสภาวะนั้นพ้นไปจาก "รูป"
และ "นาม" "อนุตตรธรรม"
ที่พุทธองค์ตรัสรู้จึงเป็นเรื่องรับรสได้เฉพาะตนแต่เหตุไฉนตลอด
45 พรรษา
พระพุทธเจ้าจึงทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้
พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ชี้แนะหนทางเท่านั้น
ส่วนการเดินไปสู่จุดหมายปลายทางล้วนต้องประคองจิตด้วยตนเองทั้งสิ้น
และเพื่อมิได้ "อนุตตรธรรม"
สูญหายไปจากโลกนี้
พระพุทธองค์ทรงถ่ายทอดประตูวิเศษนี้ไว้ด้วยวิธีอันเร้นลับ
มิได้ถ่ายทอดโดยเปิดเผย
สมกับคำกล่าวโบราณที่ว่า
"ไม่รู้ถึงหูที่หก"
สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ท่ามกลางสงฆ์สาวกล้วนเป็นพระอรหันต์
1,250 รูป ณ ภูเขาคิชฌกูฏ
แห่งกรุงราชคฤห์
และมิได้ตรัสประการใด
จึงมีผู้ทูลอาราธนาว่า
"ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
เหตุไฉนวันนี้
พระองค์จึงมิได้ตรัสเทศนาโปรดเวไนยสัตว์เลย"
ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงชูดอกไม้ขึ้นดอกหนึ่งแล้วตรัสว่า
"ตถาคตมีธรรมจักษุอันละเอียดอ่อนสุขุมคัมภีรภาพปราศจากรูปลักษณ์ใด
ๆ อยู่ในครรโภทร
"
ที่ประชุมสงฆ์สาวกทั้งนั้น
มีแต่พระมหากัสสปะซึ่งเป็นผู้สูงอายุหน้าตายับยู่ยี่ด้วยเร่งบำเพ็ญเพียรจนไม่เคยยิ้มเลยตลอดเวลาที่ปฏิบัติธรรมอยู่
เมื่อเห็นพระพุทธองค์ทรงแสดงรหัสตรัสเช่นนี้จึงรู้ได้ด้วยไวปัญญา
พระมหากัสสปะจึงยิ้มครั้งแรกในชีวิตและแสดงกริยาก้มหน้าเป็นการตอบรับ
พระพุทธองค์ทรงกล่าวต่อไปว่า
"ตถาคตได้ส่งมอบธรรมะนี้แก่พระมหากัสสปะแล้ว"
พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญพระมหากัสสปะว่าเป็นผู้มีปัญญาอันเลิศ
จึงทรงแลกบาตรและจีวรกับพระมหากัสสปะ
ปัญหาที่น่าพิจารณาคือบรรดาพระอรหันต์ทั้ง
1,249 รูป นั้นมิได้รู้อนุตตรธรรม
เหตุไฉนจึงสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์พ้นเวียนว่ายตายเกิดได้เล่า
คำตอบอยู่ที่บรรดาสงฆ์สาวกทั้งปวงล้วนปฏิบัติตรงตามทางสายกลางที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนและประคองจิตของตนเองมิได้พ้นไปจากเส้นทางสายนี้
เช่นเดียวกับพระมหากัสสปะจึงเป็นผู้ได้หนทาง
แต่มิได้รู้ถึง "ประตูวิเศษ"
แต่พระพุทธองค์ทรงรู้ถึง
"ทวารวิเศษ"
บรรดาสงฆ์สาวกซึ่งรักษาจิตของตนเองในหนทางสายกลางย่อมเดินไปจนถึง
"ทวารวิเศษ" นี้
ในวันสุดท้ายของการทิ้งกายสังขาร
เมื่อพระมหากัสสปะได้รับการถ่ายทอด
"ทวารวิเศษ"
และประคองจิตของตนเองอยู่ในหนทางสายกลาง
จึงย่อมเสมอเหมือนพระพุทธองค์
เพราะฉะนั้น
บาตรและจีวรของพระพุทธองค์จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการถ่ายทอด
"ทวารวิเศษ ของอนุตตรธรรม"
สืบต่อกันมาจนถึงพระธรรมาจารย์
หงเหยิ่น องค์ที่ห้า
ในครั้งนั้นพระมหากัสสปะจึงเป็นพระธรรมาจารย์องค์ที่หนึ่งซึ่งได้รับรู้
"ประตู" ของ "ธรรมญาณ"
อันเป็นหนทางแห่งอนุตตรธรรม
นั่นเอง |
|
|