|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
ความรู้แจ้ง
"ธรรมญาณ"
แห่งตนไม่อาจใช้ภาษาคนอธิบายให้เข้าใจได้ชัดเจน
เพราะสื่อภาษามีขอบเขตจำกัดเท่าที่มนุษย์ได้กำหนดไว้เท่านั้น
แต่ภาวะแห่ง "ธรรมญาณ"
อยู่นอกเหนือขอบเขตการกำหนดของมนุษย์
เพราะเป็นภาวะที่ปราศจากรูปลักษณ์ทั้งปวง
ภาษาจึงเป็นเพียงรอยทางให้ผู้ใฝ่ใจศึกษาได้เดินตาม
ส่วนรสชาติเป็นเรื่องที่แต่ละคนสัมผัสรับรู้ได้เอง
แม้ใช้ภาษาอธิบายจนหมดสิ้นก็ไม่มีใครสามารถรับรสชาตินั้นได้เลย
จึงเปรียบเหมือนน้ำคนไหนดื่มคนนั้นรับรู้รสชาติได้ด้วยตนเอง
ท่านเสินซิ่วหัวหน้าศิษย์จึงใช้การศึกษาสะท้อนให้เห็นเป็นเพียงความรู้แต่มิได้ไหลออกมาจาก
"ธรรมญาณ"
เพราะฉะนั้นจึงจับจ้องว้าวุ่นใจในการเขียนโศลกถวายต่อพระอาจารย์หงเหยิ่น
ด้วยไม่แน่ใจในความรู้ของตนเอง
เมื่อเขียนโศลกเสร็จแล้วไม่มั่นใจจึงไม่กล้านำไปถวายพระอาจารย์ได้แต่เดินกลับไปกลับมาเสียเวลาไป
4 วันเดินเสีย 13 เที่ยว
ในที่สุดก็ตัดสินใจเขียนเอาไว้บนฝาผนังช่องทางเดินทางทิศใต้ซึ่งพระอาจารย์เดินผ่านไปมาจะได้หยั่งทราบถึงปัญญาญาณที่ตนเองได้บรรลุ
ข้อความแห่งโศลกนั้นมีว่า
"กายคือต้นโพธิ์
จิตคือกระจกเงาใส
หมั่นเช็ดอยู่ทุกโมงยาม
จึงไม่มีฝุ่นละอองลงจับ"
เมื่อเขียนเสร็จแล้ว
เสินซิ่วก็หามีความสุขแต่ประการใดไม่
มีแต่ความปริวิตกด้วยหวั่นเกรงว่าได้สะท้อนความไม่รู้แจ้งให้ปรากฎออกไป
แต่พระอาจารย์หงเหยิ่นรู้อยู่ก่อนแล้วว่า
เสินซิ่วยังไม่ได้รับรสชาติแห่งธรรมญาณของตน
จึงกล่าวแก่ หลูเจิน
จิตกรเอกแห่งราชสำนักซึ่งเขียนภาพต่างๆ
จากลังกาวตารสูตรและชาติวงศ์ของพระสังฆปริณายกทั้ง
5 องค์ว่า "เสียใจที่รบกวนท่าน
บัดนี้ผนังเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเขียนภาพเพราะสูตรนี้ได้กล่าวไว้ว่า
สรรพสิ่งอันมีรูป
หรือปรากฎกริยาอาการล้วนเป็นอนิจจังและมายา
จึงควรปล่อยโศลกนี้ไว้บนฝาผนังเพื่อให้มหาชนได้ท่องบ่น
และถ้าปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อความที่สอนไว้
เขาก็จะพ้นทุกข์ไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ
อานิสงส์ของผู้ปฏิบัติตามได้รับนั้นมีมากนัก"
ความหมายแห่งคำพูดของพระอาจารย์หงเหยิ่นพิจารณาโศลกบทนี้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงว่า
สภาวะที่ปรากฎ "ความมี" ย่อมจะ
"ไม่มี" ในที่สุด
ต้นโพธิ์ย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา
หรือแม้แต่จิตก็เกิดดับไม่แน่นอน
การหมั่นเช็ดกระจกจึงเปรียบเสมือนการทำความดีและขจัดอาสวะกิเลส
ดังนั้นทั้งกายและจิต
จึงเป็นสภาวะแห่งอนิจจัง
ย่อมไม่ใช่ภาวะแห่ง "ธรรมญาณ"
อันแท้จริง ในเที่ยงคืนนั้นเอง
พระสังฆปริณายกหงเหยิ่น
จึงเรียกเสินซิ่วเข้าไปรับทราบถึงผลแห่งการเขียนโศลกนั้นว่า
"โศลกนี้แสดงว่าเจ้ามิได้รู้แจ้งใน
"ธรรมญาณ"
เจ้ามาถึงประตูแห่งการบรรลุธรรมแล้ว
แต่มิได้ก้าวข้ามธรณีประตู
การแสวงหาหนทางแห่งการตรัสรู้อันสูงสุดด้วยความเข้าใจที่แสดงออกมานั้น
ยากที่จะสำเร็จได้"
ความหมายอันแท้จริงคือ
การติดในรูปลักษณ์
พระอาจารย์หงเหยิ่นได้อธิบายด้วยว่า
"การบรรลุ อนุตตรสัมโพธิ์ได้
ต้องรู้แจ้งด้วยใจเองใน
"ธรรมญาณ"
ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสร้างขึ้นได้ทำลายก็ไม่ได้
ชั่วขณะจิตเดียวผู้นั้นเห็นธรรมญาณก็เป็นอิสระจากการถูกขังตลอดกาล
พ้นจากความหลง
และไม่ว่าสภาวะรอบตัวเป็นเช่นไร
ใจของตนเองก็อยู่ในสภาพของ
"ธรรมญาณ"
สถานะเช่นนี้แหละคือตัวสัจธรรมแท้
เป็นการเห็น "ธรรมญาณ"
อันเป็นการตรัสรู้นั่นเอง"
เสินซิ่วได้ฟังแล้ว
จึงถึงแก่อาการงงงวยนอนนั่งไม่เป็นสุข
การที่ภาวะจิตยังตกอยู่ในรูปและนามย่อมหวั่นไหว
เพราะยังยึดอยู่ในความดีและความชั่ว
หรือ "มี" กับ "ไม่มี"
จึงเห็นได้ทั่วไปในหมู่ของพุทธศาสนิกชนติดอยู่กับการสร้างบุญจึงกลายเป็นเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งกันได้เสมอ
สร้างบุญต้องได้หน้าตามีชื่อเสียงทำให้เกิดความฟูใจ
รื่นเริงใจเมื่อเปลี่ยนแปลงไปตามกฎของอนิจจัง
ความทุกข์จึงปรากฎขึ้นแทนที่
เพราะไม่มีและไม่ได้บุญตามที่ปรารถนา
ส่วนท่านฮุ่ยเหนิง
เมื่อได้ยินโศลกนี้ก็ได้ทันทีว่าเป็นเพียงโศลกที่ยังติดข้องอยู่ในรูปลักษณ์
แม้ว่าตำข้าวอยู่ในครัวถึง 8
เดือน โดยไม่ได้รับคำอธิบายใดๆ
จากพระอาจารย์หงเหยิ่นเลย
จึงขอให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งพาไปยังช่องกำแพงนั้นและพบกับเสมียนแห่งตำบลเจียงโจวชื่อว่าจางยื่อย่ง
ให้ช่วยอ่านโศลกให้ฟัง
เพราะท่านฮุ่ยเหนิงไม่รู้จักหนังสือ
เมื่อเสมียนผู้นี้ได้ฟังว่าท่านฮุ่ยเหนิงมีโศลกเหมือนกันก็อุทานในเชิงดูถูกภูมิปัญญาว่า
"ประหลาดแท้
ท่านก็มาแต่งโศลกกับเขาด้วย"
คำตอบของท่านฮุ่ยเหนิงเป็นสัจธรรมจนถึงบัดนี้ว่า
"ถ้าเป็นผู้แสวงหาบรรลุธรรม
อย่าดูถูกคนที่เริ่มต้น
คนที่จัดว่าเป็นคนชั้นต่ำก็อาจมีปฏิภาณสูงได้
ส่วนคนชั้นสูงก็ปรากฎว่าขาดสติปัญญาอยู่บ่อยๆ
ถ้าท่านดูถูกคนจึงจัดว่าทำบาปหนัก"
เราจึงไม่อาจแบ่งคนหรือตัดสินใครๆ
ได้ที่รูปลักษณ์ซึ่งแตกต่างกัน
แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ
"ธรรมญาณ"
ซึ่งมีศักยภาพเหมือนกันทุกคนและเท่าเทียมกัน
|
|
|