|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| ศูนย์กลางจักรวาล
ตามตำนานพุทธศาสนาหินยานเล่าว่าเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ
ประสูตรทรงดำเนิน 7
ก้าวแต่ละก้าวมีดอกบัวรองรับพระบาท
ส่วนตำนานแห่งมหายานกลับมีเรื่องราวแตกต่างกันไปโดยเล่าว่าเจ้าชายสิทธัตถะยกพระหัตถ์ขวาชี้ฟ้า
หัตถ์ซ้ายชี้ดินแล้วเปล่งพระวาจาว่า
"ท่ามกลางฟ้าดิน เราเป็นใหญ่"
ตำนานทั้งสองฝ่ายคงไม่มีใครเชื่อว่าพระพุทธองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์เช่นนี้จริงๆ
เพราะพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ย่อมมีสภาพเฉกเช่น
เดียวกับมนุษย์ทั้งปวง
แต่ทั้งสองตำนานมีความประสงค์เพียงเพื่อแสดงปริศนาธรรมเป็นเครื่องส่งเสริมพุทธบารมีเท่านั้นเอง
ปริศนาธรรมที่กล่าวว่า
"ท่ามกลางฟ้าดิน เราเป็นใหญ่"
นั้นความหมายที่พิเคราะห์กันในภายหลังล้วนชี้ให้เห็นความเป็นจริงว่ามนุษย์เป็นหนึ่งในจักรวาล
เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งเหมือนอย่างที่ท่านฮุ่ยเหนิงกล่าวเอาไว้ว่า
"สรรพสิ่งล้วนมาจากธรรมญาณทั้งสิ้น"
ความว่างเป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่าง
หากปราศจากความว่างเสียแล้ว
ดวงดาวในจักรวาลมิอาจสร้างขึ้นมาได้เลย
สภาวะแห่ง "ธรรมญาณ"
อันเป็นธรรมชาติเดิมแท้นั้นเป็นความว่างอันยิ่งใหญ่
มีอานุภาพสร้างสรรพสิ่งให้เกิดขึ้นมากมาย
เหมือนอย่างที่ท่านเหลาจื้อพูดถึง
เต๋า ว่า "เต๋า อยู่นิ่งๆ
ไม่เกิดสรรพสิ่ง
แต่พอเต๋าขยับตัว
สรรพสิ่งจึงเกิดขึ้น" เต๋า คือ
ธรรมะ สภาพเดิมเป็นความว่าง
ไม่มีสรรพสิ่งอะไรอยู่เลยเหมือนกับ
ลมพายุทอนาโด
นักวิทยาศาสตร์เคยทดลองด้วยการบินทะลุเข้าไปสู่ศูนย์กลางของทอนาโด
ปรากฎว่าเรือบินมิได้ขยับเขยื้อนเลย
แต่รอบความว่างของพายุทอนาโดกลายเป็นแรงพลังมหาศาลทำลายทุกอย่างได้ชั่วพริบตา
เหมือนอย่างสภาวะแห่ง
"ธรรมญาณ" อยู่นิ่งๆ
เป็นความว่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่พอขยับตัวคือ เริ่มต้นคิด
จึงเกิด เรือบิน รถยนต์ รถไฟ
ตู้เย็น พัดลม ทีวี โทรศัพท์
เป็นต้น
โลกนี้ก้าวหน้าไปไกลแค่ไหนก็ล้วนแต่ไหลออกมาจากสภาวะ
"ธรรมญาณ"
ขยับตัวกลายเป็นจิตคิดและ
"จิต" ตัวนี้จึงเป็น
อนิจจังนั่นเอง
เมื่อท่านฮุ่ยเหนิง
กราบเรียนถามพระอาจารย์หงเหยิ่นว่าควรจะเดินทางไปที่ใดซึ่งได้รับคำตอบว่า
"จงหยุดอยู่ที่ตำบล ไฮว๋
แล้วซ่อนตัวแต่ผู้เดียวที่ตำบล
ฮุ่ย" พระอาจารย์หงเหยิ่น
เดินทางเป็นเพื่อนท่านฮุยเหนิงมาจนถึงจิ่วเจียง
และลงเรือลำหนึ่งโดยพระอาจารย์หงเหยิ่นแจวเรือด้วยตนเองท่านฮุ่ยเหนิงจึงขอร้องให้นั่งลงโดยจะแจวเรือเอง
แต่พระอาจารย์หงเหยิ่นกลับกล่าวว่า
"เป็นหน้าที่ของเราแต่ผู้เดียวที่จะพาท่านข้ามไป"
"เมื่อกระผมยังตกอยู่ในอำนาจแห่งโมหะท่านอาจารย์จึงมีหน้าที่พากระผมข้ามไป
แต่บัดนี้กระผมได้บรรลุธรรมจึงควรข้ามด้วยตนเอง"
ท่านฮุ่ยเหนิงตอบพระอาจารย์หงเหยิ่นแล้วอธิบายต่อไปว่า
"กระผมได้รับเกียรติจากท่านอาจารย์
ได้รับมอบธรรมะ
แปลว่ากระผมได้บรรลุธรรมแล้ว
จึงมีหน้าที่พาตัวเองข้ามไปให้พ้นจากทะเลแห่งความเกิด-ตายด้วยการเห็นแจ้งในธรรมญาณของตนเองแล้ว"
คำตอบของท่านฮุ่ยเหนิงเป็นการชี้ให้เห็นสัจธรรมแห่งการพึ่งตัวเองอย่างแท้จริง
โดยอาศัยการรู้แจ้ง "ตัวจริง"
จึงสามารถเป็นที่พึ่งแห่งตนได้
แต่บรรดาผู้ปฏิบัติธรรมที่มิได้เห็นแจ้งใน
"ธรรมญาณเดิม"
จึงไม่อาจพึ่งพาตัวเองให้พ้นจากวิถีแห่งการเวียนว่ายตายเกิดในทะเลทุกข์ได้เลย
ล้วนต้องพึ่งพาผู้อื่นเสมอไป
พระอาจารย์หงเหยิ่น
กล่าวรับรองคำตอบของท่านฮุ่ยเหนิงและพยากรณ์ว่าต่อจากนี้ไปอาศัยท่านฮุ่ยเหนิงเป็นเหตุ
พุทธศาสนาจะแผ่ไปกว้างใหญ่ไพศาลนัก
การรู้แจ้ง "ธรรมญาณ"
แห่งตนจึงตกอยู่ในสภาวะศูนย์กลางแห่งจักรวาล
เพราะ "ธรรมญาณ"
เดิมมีต้นกำเนิดมาจากศูนย์พลังแห่งธรรมชาติซึ่งหาขอบเขตแห่งความสิ้นสุดมิได้
และหาเส้นผ่าศูนย์กลางในจุดเล็กๆ
ไม่ได้เช่นกัน
เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าไม่ถึงสภาวะแห่งธรรมญาณของตนเองจึงกลายเป็นผู้ที่หนาแน่นไปด้วยอุปาทานเพราะยึดมั่นถือมั่นในสรรพสิ่งทั้งปวงจึงขาดความเป็นอิสระที่แท้จริงไม่อาจพึ่งพาตนเองได้เลย
การศึกษาพระพุทธศาสนาจึงอาศัยคัมภีร์ทั้งปวงและเพรายึดคัมภีร์จึงกลายเป็นเหตุมีความเห็นแตกต่างกันจนทะเลาะวิวาทแตกแยกเป็นนิกายร้อยแปดต่างผูกมัดรัดรึงตนเองอยู่กับความเชื่อที่ตำราเหล่านั้นบ่งชี้ไว้โดยเห็นเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้เลย
แต่บางรายก็ตีความตามอารมณ์ปรารถนาของตนฝ่ายเดียวและยึดถือว่าถูกต้อง
ใครมีความเห็นแตกต่างกลายเป็นศัตรูอันทำลายให้ย่อยยับลงไป
ความเห็นแก่ตัวเยี่ยงนี้จึงมิใช่ธรรมะ
อักษรจีนคำว่า "เต๋า"
มีความหมายล้ำลึกดังนี้ / หมายถึง
ชั่ว หรือลบ / หมายถึง ดีหรือบวก
รวมเป็น หนึ่ง
จึงไม่มีทั้งดีและชั่วและอยู่ที่หัว
ของตนเอง
และต่างต้องเดินไปด้วยตนเอง
การพึ่งตัวเองจึงมีความหมายชัดเจนว่า
สภาวะจิตเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลเมื่อใดเมื่อนั้นแหละจึงเป็นที่พึ่งแห่งตนและชนทั้งหลาย
|
|
|