|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| ดวงตาเห็นธรรม
ปุถุชนเป็นผู้หนาแน่นไปด้วยความไม่รู้จักตัวเอง
ถ้ารู้ก็เป็นเพียงรูปร่างหน้าตาภายนอกเท่านั้น
คนเหล่านี้จึงติดยึดอยู่แต่รูปลักษณ์และเห็นเป็นที่พึ่งอันแท้จริงยิ่งกว่าตนเอง
จัดเป็นประเภทบัวใต้ดินเพราะถูกอารมณ์ครอบงำชีวิตเป็นไปตามอารมณ์
ส่วนผู้ที่รู้จักอารมณ์แต่ไม่อาจแก้ไขได้เป็นประเภทบัวเหนือดินยังเป็นเหยื่อของอารมณ์แห่งตนทำให้หลงได้
เพราะทำตามอารมณ์ปัญญาไม่มีอานุภาพ
ผู้ที่สามารถแก้ไขอารมณ์ได้จึงจัดว่าเป็นบัวใต้น้ำได้รับคำชี้แนะก็สามารถพันจากภัยพิบัติแห่งตนได้
เพราะเป็นผู้ใช้ปัญญาแต่ยังข้องอยู่ในอารมณ์
สำหรับประเภทบัวเหนือน้ำรอรับอรุณคือผู้ที่เห็นธรรมญาณแห่งตน
จัดเป็นผู้รู้จักหน้าตาดั้งเดิมโดยแท้เพียงได้ยินคำพูดหรือสะกิดเพียงนิดเดียวก็หลุดพ้นเป็นอิสระจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง
เพราะดำรงชีวิตโดยใช้ปัญญาเหนืออารมณ์
ท่านฮุ่ยเหนิงกว่าจะเดินทางมาถึงภูเขาต้าหยูก็ใช้เวลาถึงสองเดือน
แต่ก็มีผู้ที่ปรารถนายื้อแย่งผ้ากาสาวพัสตร์และบาตรติดตามมาไม่น้อย
เพราะคนเหล่านั้นเข้าใจว่าใครที่สามารถครอบครองผ้ากาสาวพัสตร์และบาตรก็ได้ชื่อว่าเป็น
พระสังฆปริณายก
ในจำนวนผู้ติดตามลงมาทางใต้มีภิกษุรูปหนึ่ง
ชื่อว่า ฮุ่ยหมิง
เมื่อครั้งเป็นฆราวาสใช้แซ่สกุลว่า
"เฉิน"
เคยเป็นนายทหารยศนายพลมีกริยาหยาบคายและเต็มไปด้วยโทสะจริต
แต่สะกดรอยเก่งที่สุดตามมาจนใกล้ท่านฮุ่ยเหนิง
เมื่อจวนตัว ท่านฮุ่ยเหนิง
จึงวางบาตรและจีวรลงบนก้อนหินแล้วประกาศว่า
"ผ้าผืนนี้เป็นเพียงเครื่องหมายเท่านั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่มายื้อเเย่งเอาด้วยกำลัง"
ท่านฮุ่ยเหนิงจึงซ่อนตัว
ภิกษุฮุ่ยหมิง
พยายามยกบาตรและผ้ากาสาวพัสตร์ก็ยกไม่ขึ้นจึงร้องขึ้นว่า
"น้องชาย น้องชาย
ฉันมาเพื่อหาธรรมะ
มิใช่มาเพื่อเอาผ้า"
คำเรียกขานนี้เป็นพยานยืนยันว่าท่านฮุ่ยเหนิงซึ่งบรรลุธรรมแล้วยังมิได้อุปสมบทเป็นภิกษุ
ครั้งออกจากที่ซ่อนนั่งลงบนก้อนหิน
ภิกษุฮุ่ยหมิง
ทำความเคารพแล้วกล่าวว่า
"น้องชาย ช่วยที
ช่วยแสดงธรรมให้ฉันฟังหน่อย"
"เมื่อต้องการฟังธรรม
จงระงับใจมิให้คิดถึงสิ่งใดๆ
แล้วทำใจให้ว่างเปล่า เมื่อนั้น
ข้าพเจ้าจะสอนท่าน"
ท่านฮุ่ยเหนิงบอกแก่ภิกษุฮุ่ยหมิงต่อไปว่า
"ท่านทำในใจมิให้คำนึงถึงสิ่งดีหรือสิ่งชั่ว
ในเวลานั้นเป็นอะไรนั่นแหละธรรมชาติอันแท้จริงที่เรียกว่าหน้าตาดั้งเดิมของท่าน
มิใช่ หรือ"
ภิกษุฮุ่ยหมิงได้ฟังดังนั้นจิตใจก็สว่างไสวบรรลุธรรมในทันทีและถามว่า
"นอกจากคำสอนอันเร้นลับที่พระสังฆปริณายกส่งมอบต่อๆกันมาแล้วยังมีคำสอนเร้นลับอีกบ้างไหม"
"สิ่งที่ข้าพเจ้าสอนให้ท่าน
มิใช่ข้อเร้นลับอะไรเลย
แต่ถ้าท่านมองย้อนส่องเข้าข้างใน
ท่านก็จะพบกับสิ่งเร้นลับซึ่งมีอยู่ในตัวท่านแล้ว"
เมื่อท่านฮุ่ยเหนิงกล่าวเช่นดังนี้
ภิกษุฮุ่ยหมิงจึงกล่าวขึ้นว่า
"แม้ฉันอย่ที่หวงเหมยมานานนมก็ไม่เห็นแจ้งในตัวธรรมชาติแท้ของตนเองเลย
บัดนี้รู้สึกขอบคุณเหลือเกินในการชี้แนะของท่าน
ฉันรู้สึกถึงสิ่งนั้นชัดเจนเสมือนคนที่ดื่มน้ำย่อมรู้แจ้งชัดว่า
น้ำนั้นร้อนเย็นอย่างไร
น้องชายเอ๋ย
บัดนี้ท่านเป็นครูของฉันแล้ว"
"ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง
ท่านกับข้าพเจ้าก็เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกันของพระอาจารย์หงเหยิ่น
ท่านจงคุ้มครองตัวเองให้ดีเถิด"
เมื่อท่านฮุ่ยเหนิงกล่าวตอบดังนี้
ภิกษุฮุ่ยหมิงจึงถามว่าต่อจากนี้ไปควรจะไปทางไหน
ท่านฮุ่ยเหนิงบอกว่า
ให้หยุดอยู่ที่ตำบลเอวียนแล้วพำนักอยู่ที่ตำบลเหมิงจากนั้นก็ได้ทำความเคารพท่านฮุ่ยเหนิงแล้วจากกัน
ภิกษุฮุ่ยหมิงได้ดวงตาเห็นธรรม
มิได้เป็นรูปลักษณ์แห่งดอกบัวหรือพระพุทธรูปหรือแสงสว่างใดเลย
หากมองเห็นรูปลักษณ์ใดๆ
ย่อมมิใช่ธรรมะอันเป็นหน้าตาดั้งเดิมของตนเอง
ซึ่งหมายถึงธรรมญาณ
เพราะฉะนั้นการเห็นธรรมะเป็นรูปลักษณ์ใดก็ตามล้วนมิใช่ดวงตาเป็นธรรม
แต่เป็นการสร้างสรรค์ของจิตหลอกลวงให้ตนเองหลงใหลมืดมัวตลอดไป
พระพุทธวจนะได้กล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่า
"ธรรมะอันละเอียดอ่อนสุขุมคัมภีรภาพปราศจากรูปลักษณ์"
นักนั่งสมาธิวิปัสสนาทั้งปวงพยายามหลอกลวงหรือบังคับจิตของตนเองให้เห็นรูปลักษณ์ต่างๆ
จึงเป็นที่หลอกลวงตนเองอย่างแท้จริงอย่างที่หลวงปู่ดูลย์
อตุโล
พระนักปฏิบัติท่านได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการนั่งภาวนาแล้วเห็นพระพุทธรูปปรากฎอยู่ในตัวเรา
สิ่งที่เห็นนี้เป็นจริงหรือไม่ว่า
"ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง
แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง"
ดวงตาเห็นธรรมที่แท้จริงจึงไม่ต้องเห็นอะไร
เพราะธรรมญาณไม่มีรูปลักษณ์ให้เห็นได้เลย |
|
|