|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| สัจธรรมแห่งการกินเจ
ภายหลังที่พระพุทธเจ้าเข้าสู่ปรินิพพานแล้ว
พระพุทธศาสนาได้แผ่เข้าไปในประเทศจีนแยกออกเป็นนิกาย
"อาจารยวาท" หรือ "มหายาน"
และขยายมาทางใต้ของอินเดียถือว่าเป็นเถรวาท
หรือหินยาน
ฝ่ายมหายานยึดหลักแห่งเมตตาธรรมมีวัตรปฏิบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งคือฉันภัตตาหารเจ
คัมภีร์สำคัญของมหายาน 4
พระสูตรซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพระพุทธวจนะ
ได้บัญญัติห้ามการกินเนื้อสัตว์คือ
หัสติกักสยะ, มหาเมฆะ,
นิรวาณางคุลี มาลิกา แลละ
ลังกาวตาร
ท่านพุทธทาสได้แปลบางตอนในลังกาวตารสูตรมีความว่า
"โอ มหาบัณฑิต
ในวัฏสงสารอันไม่มีใครทราบที่สุดในเบื้องต้นนี้สัตว์ผู้มีชีพได้พากันท่องเที่ยวไปในการเวียนว่าย
ในการเกิดอีก ตายอีก
ไม่มีสัตว์แต่ตัวเดียวที่ในบางสมัย
ไม่เคยเป็น แม่ พ่อ พี่ชาย
น้องชาย พี่หญิงน้องหญิง ลูกชาย
ลูกหญิง
หรือเครือญาติอย่างอื่นๆ แก่กัน
สัตว์ตัวเดียวกัน
ย่อมถือปฏิสนธิในภพต่างๆ
เป็นกวาง หรือสัตว์ สองเท้า
สัตว์สี่เท้าอื่นๆ เป็นนกฯลฯ
ซึ่งยังนับได้ว่าเป็นเครือญาติ
ของเราโดยตรง
สาวกแห่งพระพุทธศาสนาจะทำลงไปได้อย่างไรหนอ
จะเป็นผู้สำเร็จแล้วหรือยังเป็นสาวกธรรมดาอยู่ก็ตาม
ผู้เห็นว่าสัตว์เหล่านี้ทั้งหมดเป็นภราดรของตน
แล้วจะเชือดเถือเนื้อหนังของมันอีกหรือ"
และอีกบางตอนมีความว่า
"..เพราะฉะนั้น
เนื้อทุกชนิดเป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภคสำหรับพุทธศาสนิกชนผู้ปรารถนาจะมีสาธุคุณในทางจิต
ทั้งเพื่อตนเอง และผู้อื่น
นักกินเนื้อย่อมเป็นเหยื่อแห่งโลกหลายชนิด
เช่น โรคไส้เดือน โรคพยาธิ
โรคเรื้อน ใครเจ็บในท้อง ฯลฯ โอ
มหาบัณฑิต เรากำลังประกาศว่า
การกินเนื้อสัตว์เป็นการกินเนื้อบุตรของตนเองอยู่ดั่งนี้
แล้วจะกล่าวไปอย่างไรได้
ที่เราจะบัญญัติให้สาวกของเรากินเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นของจัดไว้ต้อนรับของพวกคนใจอำมหิตเป็นของถูกห้ามโดยท่านสัตบุรุษทั่วไป
เต็มไปด้วย มลทิน
ปราศจากคุณธรรมใดๆ
ไม่เหมาะที่จะบริโภคสำหรับผู้บริสุทธิ์
และเป็นของควรห้ามเด็ดขาดโดยประการทั้งปวง"
และปัญหาที่ถกเถียงกันไม่เป็นข้อยุติคือ
ระหว่างผู้ฆ่า กับผู้กิน
ใครคือผู้รับบาป
ในลังกาวตารสูตรได้กล่าวเอาไว้ชัดเจนว่า
"เขาผู้ฆ่าสัตว์ชนิดใดๆ
ก็ตามเพื่อเงิน
และเขาผู้ซึ่งจ่ายเงินซื้อเนื้อนั้น
ทั้งสองพวกได้ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบอกุศลกรรม
จักจมลงในนรกโรรวะ และนรก ฯลฯ
ส่วนพุทธศาสนาฝ่ายหินยานยึดถือเอาคัมภีร์วิสุทธิมรรคของพระพุทธโฆษาจารย์
ซึ่งแต่งเมื่อประมาณ พ.ศ.900
ได้กำหนดโดยอ้างว่าเป็นพระพุทธวจนะห้ามเสพเนื้อสัตว์สิบอย่างคือ
มนุษย์ ช้าง ม้า สุนัข งู ราชสีห์
เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี
และเนื้อเสือดาว
นอกนั้นฉันได้แต่ต้องไม่อยู่ในข้อกำหนดอีกสามประการคือได้ยิน
ได้เห็น และเจาะจง
แต่ตามหลักฐานค้นพบใหม่กล่าวว่า
พุทธศาสนาหินยานแต่เดิมนั้น
มิได้ฉันเนื้อสัตว์
โดยมีหลักฐานว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงลังกา
3 ครั้ง พระสายลังกาวงศ์แท้
จึงไม่เสพเนื้อสัตว์
แต่พอไปจากสยามวงศ์ในภายหลังจึงหันมาฉันเนื้อสัตว์
ปัญหาที่ค้างคาใจพุทธศาสนิกชนก็คือ
พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์
หรือไม่ ผู้ที่ตอบว่า "เสวย"
กับ "ไม่เสวย"
ต่างไม่เคยเห็นพระพุทธองค์เสวย
เพราะฉะนั้นผู้ไปจึงเป็น
"ทุวาจา" คือ
คำพูดชั่วก่อนรกให้แก่ตัวเอง
แต่มีข้อควรพิจารณาด้วยปัญญาของตนเองอยู่
3 ประการคือ ประการแรก
อาหารสามมื้อของพระพุทธองค์เป็น
ภัตตาหารมังสวิรัติ ทั้งสิ้น คือ
ก่อนตรัสรู้เสวยข้าวมธุปายาส
ซึ่งนางสุชาดานาถวายรุกขเทวดา
ตรัสรู้แล้วนายวานิชสองพี่น้องนำข้าว
สัตตุผงมาถวาย
และมื้อสุดท้ายที่เป็นปัญหาคือ
"สูกรมัทวะ"
ที่นายจุนทะนำมาถวายนั้นแปลกันว่า
"เนื้อสุกรอ่อน"
เป็นคำแปลที่ผิดท่านพุทธทาสภิกขุ
แปลว่า "สิ่งที่หมูชอบ"
คือเห็ดชนิดหนึ่งฝังอยู่ใต้ดินภาษาปักษ์ใต้เรียกว่า
"ลูกบุก"
ภาษาอังกฤษเรียกเห็ดชนิดนี้ว่า
Truffle มีสีดำกับสีน้ำตาล
เวลาหาเห็ดชนิดนี้ต้องพาหมูไปด้วย
เพราะจมูกหมูไวต่อกลิ่นเห็ดนี้เป็นพิเศษ
เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่า
ภัตตาหารมื้อสุดท้ายของพระพุทธองค์เป็นหมู
หรือ เห็ด
ประการที่สองปัญหาที่พระเทวทัตทูลขอต่อพระพุทธองค์ให้บังคับสาวกทั้งปวงฉันอาหารมังสวิรัติ
และพระพุทธองค์
ทรงไม่อนุมัติตามคำขอนี้มาแปลความว่า
พระภิกษุฉันอาหารเนื้อสัตว์เป็นปกติ
ทำไมจึงไม่แปลความหมายว่า
การที่พระพุทธองค์ทรงไม่อนุมัติเพราะการบังคับย่อมเป็นไปไม่ได้
เนื่องด้วยการกินเป็นเรื่องเฉพาะตัวบังคับกินไม่ได้ถ้าหากกฎขึ้นมาแล้ว
ย่อมมีผู้รักษากฎการกินเป็นเรื่องที่ต้องคุมตัวเองไม่มีใครคุมใครได้
ประการสุดท้ายพระพุทธองค์ทรงสอนเวไนยสัตว์ทั้งปวงให้รักษาเบญจศีลซึ่งข้อที่หนึ่งคือ
ห้ามเบียดเบียนชีวิตสัตว์
เมื่อพระพุทธองค์สอนเช่นนี้
ย่อมปฏิบัติได้เป็นนิจศีลอยู่แล้ว
หากเสวยเนื้อสัตว์ย่อมอยู่ในฐานะสอนอย่างหนึ่งแต่ปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง
ย่อมถูกตำหนิติเตียนจากผู้คนของลัทธิอื่นอย่างแน่นอน
ถึงจะกินโดยจิตว่างไม่ยึดมั่นถือมั่น
ก็ลองใคร่ครวญจากคำพูดต่อไปนี้
"กินหมูก็อย่าหมายความว่าเป็นหมู
ก็ไม่บาป" คนกินหมูพูดอย่างนี้
"หมูมันยินยอมพร้อมใจให้หมายอย่างนี้หรือ"
คนไม่กินหมูตอบ
การกินเนื้อกับกินผักเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันไม่มีข้อยุติเพราะต่างก็มีเหตุผลของตนเอง
เพราะฉะนั้นควรยุติปัญหานี้ด้วยการเคารพสิทธิซึ่งกันและกันใครมีสติปัญญาเห็นอย่างไรก็กินไปตามที่ตนเองเชื่อเพราะตามสัจธรรมใครประกอบกรรมเช่นใดย่อมได้ผลเช่นนั้นไม่จำเป็นต้องมาทะเลาะกันด้วยความเห็นที่แตกต่างกันเลย
เมื่อท่านฮุ่ยเหนิงมาถึงตำบลเฉาซี
คนใจบาป
พยายามตามมาจองเวรเพื่อหวังทำลายล้าง
ท่านฮุ่ยเหนิงจึงต้องหลบซ่อนอยู่ที่
ซื่อฮุยกับพวกพรานป่า นานถึง 15 ปี
ช่วงเวลานี้ท่านก็พยายามสั่งสอนพรานป่าเท่าที่จะสอนได้
แต่บางเวลาพรานป่าใช้ท่านฮุ่ย-
เหนิงนั่งเฝ้าตาข่ายดักจับสัตว์
พอเห็นสัตว์มาติดตาข่ายท่านก็ปลดปล่อยให้สัตว์นั้นรอดชีวิตไป
ท่าฮุ่ยเหนิงกินเจเวลาหุงต้มอาหาร
ท่านก็นำผักใส่ตะกร้าแล้วใส่ไปในหม้อต้มเนื้อของพรานป่า
"และถ้าผักแกงรวมอยู่กับเนื้อจะทำอย่างไร"
"เราก็จะเลือกกินแต่ผักอย่างเดียว"
ท่านฮุ่ยเหนิงตอบ
ท่านฮุ่ยเหนิงบรรลุธรรมจึงแจ้งชัดในสุจธรรมแห่งการเวียนว่ายตายเกิดมิได้มีความสงสัยในชาติกำเนิดสี่ภูมิวิถีหก
ที่สรรพสัตว์ต้องไปเวียนว่ายเพราะฉะนั้นจึงตัดพันอันต้องเกี่ยวพันกันโดยการไม่กินเนื้อสัตว์
ประการสำคัญแสดงให้เห็นถึงมหาเมตตายอมลำบากด้วยตัวเอง
แทนที่ให้สรรพสัตว์ทั้งปวงต้องทุกข์ยาก
บาดเจ็บ สูญเสียชีวิต
ด้วยความอาฆาตพยาบาทและจองเวรกันไม่มีที่สิ้นสุด
นับแต่นั้นเป็นต้นมา
ผักที่ท่านฮุ่ยเหนิงแช่ลงไปในหม้อต้มเนื้อของพรานป่าคงได้ชื่อว่า
"ผักขะน้า" มาจนถึงทุกวันนี้ |
|
|