|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| เอกธรรมมรรค
เมื่อท่านฮุ่ยเหนิงเห็นว่าถึงเวลาเผยแพร่ธรรมะจึงเดินทางมาถึงวัดฝ่าซิ่งแห่งนครกว่างตง
ในขณะนั้นพระธรรมาจารย์อิ้นจงซึ่งเป็นเจ้าอาวาสกำลังเทศนาว่าด้วยมหาปรินิรวาณสูตร
และธงริ้วกำลังโบกสะบัดพริ้วๆ
พระภิกษุสองรูปก็โต้เถียงกันว่า
"ผมว่าธงกำลังสั่นไหว"
"หลวงพี่เข้าใจผิด
แท้ที่จริงลมมันไหวต่างหาก"
พระททั้งสองรูปต่างโต้เถียงไม่ยอมแพ้แก่กันและไม่มีทีท่าว่าจะตกลงกันได้
เพราะต่างยึดถือความเห็นของตนเองเป็นใหญ่และถูกต้อง
ท่านฮุ่ยเหนิงจึงเสนอข้อตัดสินว่า
"ผมว่าท่านทั้งสองเข้าใจผิดแล้ว
สิ่งที่สั่นไหวนั้นไม่ใช่ธงและลม
แท้ที่จริงเป็นจิตของท่านทั้งสองต่างหาก"
ที่ประชุมในขณะนั้นต่างตื่นตะลึงต่อถ้อยคำของท่านฮุ่ยเหนิงเจ้าอาวาสอิ้นจงจึงอาราธนาให้ขึ้นนั่งบนอาสนะอันสูง
แล้วซักถามปัญหาสำคัญๆ
ในพระสูตรต่างๆ
เมื่อได้รับคำตอบอันชัดแจ้งซึ่งมีค่าสูงกว่าความรู้ที่ได้จากตำรา
พระธรรมาจารย์อิ้นจงจึงกล่าวว่า
"ท่านต้องเป็นบุคคลที่มิใช่ธรรมดา
อาตมาได้ฟังข่าวมานานแล้วว่า
บุคคลผู้ซึ่งได้รับมอบผ้ากาสาวพัสตร์
และธรรมะจากพระสังฆปริณายกองค์ที่ห้า
บัดนี้ได้เดินทางลงมาทางทิศใต้เห็นทีท่านจะเป็นบุคคลผู้นั้นแน่แล้ว"
ท่านฮุ่ยเหนิงแสดงกริยาตอบรับโดยอ่อนน้อม
เจ้าอาวาสอิ้นจงจึงทำความเคารพและขอให้นำเอาผ้าและบาตรที่ได้รับมอบออกมาให้ที่ประชุมดูพร้อมทั้งซักถามว่า
"เมื่อครั้งที่พระสังฆปริณายกองค์ที่ห้ามอบธรรมะอันเร้นลับสำหรับพระสังฆปริณายกให้แก่ท่านนั้น
ท่านได้รับคำสั่งสอนอย่างใดบ้าง"
"นอกจากการชี้ให้เห็นแจ้งชัดในธรรมญาณแล้ว
ท่านมิได้ให้คำสอนอะไรเลย
ท่านมิได้เอ่ยแม้คำว่าฌาณและวิมุติ"
ท่านฮุ่ยเหนิงตอบ "เอ๊ะ
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น"
อาจารย์อิ้นจงสงสัย
"เพราะมันจะทำให้เกิดความหมายว่า
มีหนทางขึ้นทั้งสองหนทาง
ในทางพุทธธรรมจะมีสองทางไม่ได้
มันมีแต่ทางเดียวเท่านั้น"
"ที่ว่ามีแต่ทางเดียวนั้นคืออะไร
อาจารย์อิ้นจงถาม
"ก็ในมหาปรินิรวาณสูตรที่ท่านเทศนาอยู่นั่นเองก็ชี้ให้เห็นอยู่แล้วว่าธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะของทุกคน
นั่นแหละคือทางเดียว
ตัวอย่างตอนหนึ่งของพระสูตรนั้นมีว่าพระเจ้าเกากุ้ยเต๋อ
ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง
ได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า
พระภิกษุผู้ล่วงปาราชิกสี่อย่างหรือทำอนันตริยกรรมห้าอย่างและพวกมิจฉาทิฏฐินอกศาสนาก็ดี
คนเหล่านี้จะได้ชื่อว่าถอนรากเง่าแห่งความมืดและทำลายธรรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะของตนเสียแล้วโดยสิ้นเชิงหรือไม่
พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบว่า
รากเง่าแห่งความดีนั้นมีอยู่สองชนิดคือ
ถาวรตลอดอนันตกาล กับไม่ถาวร
แต่ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะนั้นจะเป็นของถาวรตลอดอนันตกาลก็ไม่ใช่จะว่าไม่ถาวร
ก็ไม่ใช่
เพราะฉะนั้นรากเง่าแห่งความดีของเขาจึงไม่ถูกถอนขึ้นโดยสิ้นเชิง
ท่านฮุ่ยเหนิงได้อธิบายสืบต่อไปว่า
"บัดนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าพุทธธรรมมิได้มีสองทาง
แต่ที่ว่ามีทางฝ่ายดีและฝ่ายชั่วนั้นจริงอยู่
แต่เหตุเพราะธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะเป็นของไม่ดี
ไม่ชั่ว
เพราะฉะนั้นพุทธธรรมจึงไม่มีถึงสองทางตามความคิดของปุถุชนย่อมเข้าใจว่าส่วนย่อยๆ
ของขันธ์และธาตุทั้งหลายย่อมแบ่งออกเป็นสองทาง
แต่ผู้ที่บรรลุธรรมแล้วย่อมเข้าใจได้ว่าสิ่งเหล่านั้นตามธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะไม่เป็นของคู่เลย"
เหตุแห่งปาราชิกมี 4 อย่างคือ 1.
เสพสังวาสกับมนุษย์หรือสัตว์ทั้งที่มีชีวิตหรือเป็นศพ
2. ฆ่ามนุษย์ 3.
ขโมยหรือคดโกงทรัพย์ตั้งแต่ 1
บาสก 4.
อวดธรรมวิเศษที่ไม่มีในตนเอง
ความชั่วที่ถือว่าเป็นอนันตริยกรรมมีอยู่
5 อย่างคือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่
ฆ่าพระอรหันต์
ทำให้เกิดสังฆเพทคือพระสงฆ์
แตกแยกและทำให้พระพุทธองค์ห้อพระโลหิต
กรรมทั้งห้าประการนี้ถือว่าหนักหนาสาหัสที่สุด
แต่ธรรมชาติของพระพุทธะก็มิได้ถอนทิ้งไปจากใครเลย
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ
พระโมคคัลลานะ
ซึ่งเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธองค์ได้รับคำสรรเสริญว่าเป็นผู้ที่เลิศฤทธิ์
ในอดีตชาติเคยกระทำ ปิตุฆาต และ
มาตุฆาต คือฆ่าพ่อแม่ของตนเอง
เพราะหลงคำยุยงของภริยาที่รังเกียจพ่อแม่ตาบอดพระโมคคัลลานะ
จึงลวงพ่อแม่ของตนไปฆ่าด้วยการผลักตกเหว
ด้วยอนันตริยกรรมในครั้งนั้นมีผลให้พระโมคคัลลานะต้องตกอยู่ในอเวจีนรกนับเป็นกัปกัลป์แต่เมื่อมาเกิดเป็นพระโมคคัลลานะก็ได้บวชในพระพุทธศาสนาและสำเร็จเป็นพระอรหันต์
พระโมคคัลลานะระลึกอดีตชาติได้อย่างนี้จึงยอมให้โจรจับแล้วทุบด้วยท่อนไม้จนกลายแหลกและละเอียดดับขันธ์ปรินิพพานแต่สภาวะแห่งธรรมญาณเดิมมิได้แหลกละเอียดไปด้วย
กายเนื้อถูกทำลาย
แต่เพียงอย่างเดียว
ธรรมชาติของธรรมญาณ
ไม่มีใครทำลายลงไปได้เพราะฉะนั้นไม่ว่าจิตก่อกรรมหนักเพียงใดก็ไม่มีผลแห่งการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของธรรมญาณเลย
ธรรมญาณ เป็น
ธรรมะอันแท้จริงของตนเอง
เพราะฉะนั้นจึงเป็นแต่เพียงหนทางเดียว
มิได้เป็นหนทางคู่
เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาวะดั้งเดิมของธรรมญาณ
ทำไมจึงเป็นอย่างนี้
คำตอบน่าจะอยู่ที่ว่า
เพราะธรรมญาณ เป็น
อสังขตธรรมไม่มีรูปลักษณ์ใดๆ
เพราะเหตุนี้จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้เลย
หนทางอันแท้จริง
ของธรรมญาณจึงเป็น
"เอกธรรมมรรค" |
|
|