|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
ถ้าเรากำหนดรูปลักษณ์ความว่าง
ย่อมมีขอบเขตแห่งความสิ้นสุดของความว่างนั้นตามรูปลักษณ์ที่กำหนดขึ้นมา
จึงมิใช่ความว่างอันแท้จริงตามธรรมญาณ
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงได้นำเอาคำว่า
"มหา" มาอธิบายว่าเป็นความ
"ใหญ่หลวง"
ขนาดของธรรมญาณใหญ่หลวงเยี่ยงเดียวกับอวกาศ
จึงไม่อาจบัญญัติออกมาด้วยภาษาหรือรูปลักษณ์ใดๆ
ได้เลย
"ธรรมญาณมิใช่ของกลมหรือของเหลี่ยมไม่ใช่ของโตหรือของเล็กไม่ใช่ของเขียวหรือเหลือง
แดงหรือขาว ไม่มีบนไม่มีล่าง
ไม่ใช่ของสั้นหรือยาว
ไม่ใช่ความชังหรือความชื่น
ไม่ใช่ความถูกหรือความผิด
มิใช่ของอันแรกหรืออันสุดท้าย"
ธรรมญาณซึ่งเป็นตัวจริงแท้ของเราจึงยิ่งใหญ่จนประมาณมิได้ซึ่งพระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงได้เปรียบเทียบกับพุทธเกษตรว่างเหมือนกับอวกาศฉันใด
ธรรมญาณของเราก็ว่างเช่นเดียวกันฉันนั้น
และจึงมิใช่ภูมิธรรมอันเดียวเท่านั้นที่ต้องบรรลุถึงด้วยการตรัสรู้
เพราะสภาวะเช่นนี้มันเป็นสิ่งเดียวกับธรรมญาณ
ซึ่งเป็นภาวะแห่ง
"ความว่างเด็ดขาด"
เป็นความว่างของสิ่งซึ่งมีอยู่อย่างแท้จริง
เมื่อสภาวะแห่งจิตคืนสู่สภาพเดิมแท้แห่ง
"ธรรมญาณ"
จึงมิใช่การตรัสรู้ใดๆ ทั้งสิ้น
แต่คนมักสับสนเกี่ยวกับ
"ความว่าง"
ว่าเป็นการขาดสูญไม่มีอะไรเลย
ถ้าเข้าใจอย่างนี้พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงท่านบอกว่าเป็นพวก
"ความเห็นผิด"
เพราะคนเรานั่งอยู่เงียบๆ
ทำใจให้ว่างๆ
ก็ตั้งอยู่ในภาวะแห่ง
"ความว่างเพราะว่างเฉย"
ได้เหมือนกัน
ความว่างอันแท้จริงจึงเหมือนกับสากลจักรวาลเพราะไม่มีขอบเขตอันจำกัด
สามารถบรรจุสิ่งต่างๆ ตั้งแสนๆ
สิ่ง ซึ่งมีรูปพรรณสันฐานแปลกๆ
เข้าไว้ในตัวเองได้ เช่น
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์
ดาวทั้งหลาย ภูเขา แม่น้ำ แผ่นดิน
น้ำพุ ลำธาร พุ่มไม้ ป่าไม้
คนดีคนชั่ว ธรรมะฝ่ายดี
ธรรมะฝ่ายชั่ว เมืองสวรรค์
เมืองนรก มหาสมุทร
ภูเขาในเทือกเขาหิมาลัย
ในสิ่งเหล่านี้มีความว่างซึมเข้าไปอยู่ทั่ว
"ความว่าง"
แห่งธรรมชาติแท้ของเราก็สามารถเข้าไปอยู่ในสิ่งต่างๆ
ได้เช่นกัน
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวว่า
"ที่ว่าธรรมญาณของเราเป็นของใหญ่หลวงก็เพราะมันสามารถรวมสิ่งต่างๆ
เข้าไว้ได้หมดโดยที่ทุกสิ่งนั้นอยู่ในตัวธรรมชาติแท้ของเรานั่นเอง"
ข้อความตอนนี้ถ้านำเอาพระพุทธวจนะเมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้มาเทียบเคียงแล้วก็เห็นได้ว่าตรงกันคือ
"เราคือจักรวาล
จักรวาลคือเรา"
"ดังนั้นเมื่อเราพบเห็นความดีหรือความชั่วของคนอื่น
แล้วเราไม่ถูกดึงดูดให้ชอบหรือไม่ถูกผลักดันให้ชัง
หรือเราไม่เกาะเกี่ยวกับมันเมื่อนั้นแหละลักษณะแห่งจิตของเราเป็นของว่างเยี่ยงเดียวกับความว่างของอวกาศ
ดังนั้นจึงกล่าวว่า
ธรรมญาณของเราใหญ่หลวงนักและไม่มีขอบเขตอันจำกัดเช่นเดียวกับอวกาศ
จึงเรียกว่า "มหา" นั่นเอง"
แต่ในปุถุชนที่ไม่รู้จักธรรมญาณของตนเองสภาวะแห่งจิตใจของเราเปลี่ยนแปลงไปตามกิเลสในตัวเอง
เพราะฉะนั้นจึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งดีหรือชั่วที่มากระทบ
แม้สิ่งนั้นเป็นความชั่ว
ถ้าเขาชอบก็ถูกความชั่วดูดเข้าไป
แต่เป็นความดีจิตไม่ปรารถนาเขาก็หลีกหนีไป
สภาวะจิตเช่นนี้จึงมิใช่
"มหา"
เพราะเต็มไปด้วยชอบและชังเสียแล้ว
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงจึงกล่าวเอาไว้ว่า
"สิ่งใดที่พวกคนโง่เขลาพากันพูดถึงอย่างไม่เกิดประโยชน์
สิ่งนั้นผู้มีปัญญาได้นำไปปฏิบัติด้วยจิตใจจนเกิดเป็นมรรคผล"
"ยังมีคนโง่เขลาอีกจำพวกหนึ่ง
ชอบนั่งนิ่งๆ เงียบๆ
และพยายามทำจิตของตนให้ว่างโดยไม่คิดถึงสิ่งใดๆ
ทั้งหมดแล้วก็เรียกตนเองว่า"มหา"
เมื่อคนเหล่านั้นมีความเห็นนอกลู่นอกทางถึงเพียงนี้
ก็เป็นการยากที่จะกล่าวถึงพวกเขาว่าเป็นอย่างไรถึงจะถูกตรงได้"
ความว่างจึงมิได้อยู่ที่การกำหนดจนเห็นความว่าง
เพราะเป็นของจอมปลอมที่ไม่มีสภาวะอันแท้จริงอยู่
เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถนำมาประกอบการงานใดๆ
ได้เลย
จึงเป็นความว่างที่ไร้สาระประโยชน์อย่างแท้จริงที่สุด
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยหนิงอรรถาธิบายถึงธรรมญาณอันกว้างขวางใหญ่โตจนเป็น
"มหา" นั้นว่า
"ธรรมญาณนั้นมีขนาดแห่งความจุอันใหญ่หลวงเพราะเป็นความว่างอันมีอยู่ทั่วสากลธรรมธาตุเมื่อนำมาใช้ก็ทราบในหลายสิ่งหลายอย่างและถ้าใช้เต็มขนาดก็จะได้สารพัดสิ่งไม่มีอะไรเหลือรู้ทุกๆ
สิ่งภายในสิ่งหนึ่งและสิ่งหนึ่งในทุกๆ
สิ่ง
เมื่อใดธรรมญาณของเราทำหน้าที่โดยไม่ติดขัดเป็นอิสระที่จะ
"ไป" หรือ "มา"
เมื่อนั้นได้ชื่อว่าอยู่ในภาวะแห่ง
"ปัญญา" แท้จริง"
ข้อความตอนนี้มีความลึกล้ำจนยากผู้ที่มิได้ใส่ใจศึกษาธรรมะสามารถทำความเข้าใจได้
แท้ที่จริง "ธรรมญาณ"
ซึ่งอยู่ในภาวะเดียวกันความว่างในสากลจักรวาลจึงแทรกตัวอยู่ในสรรพสิ่งได้เช่นเดียวกัน
เพราะสรรพสิ่งล้วนอยู่ในภาวะแห่งความว่างเช่นเดียวกัน
ตกอยู่ในกฎแห่งไตรลักษณ์ คือ
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับลง
เมื่อมีธาตุอย่างเดียวกันย่อมมีความเข้าใจในทุกสิ่ง
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ในสภาวะใดๆ
เมื่อธรรมญาณมิได้ถูกสิ่งใดยึดเหนี่ยวเอาไว้ย่อมเป็นอิสระซึ่งมีสภาวะแห่งความว่างอันแท้จริง
เพราะฉะนั้นจึงสามารถคิดหรือรู้ได้ถึงความเป็นไปในสรรพสิ่งและสามารถแยกแยะได้
สภาวะเช่นนี้จึงเรียกว่าเป็น
"ปัญญา"
แต่ถ้าติดยึดอยู่ในสิ่งหนึ่งอย่างหนาแน่นแล้ว
ธรรมญาณนั้นย่อมไม่อาจคิดหรือรับรู้สิ่งอื่นได้
สภาวะเช่นนั้นจึงเรียกว่า
"มืดทึบ โง่เขลา ไร้ปัญญา"
โดยสิ้นเชิง
ความว่างแห่งธรรมญาณจึงสามารถรับทุกอย่างได้โยไม่รู้จักเต็ม
|
|
|