|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| เหมือนที่ต่าง
คนเรามีความแตกต่างกันด้วยรูปลักษณ์
ความคิด และพฤติกรรม
ที่เป็นดังนี้
เพราะปัจจัยสองอย่างคือ เวลา และ
สถานที่
คนไหนเกิดเวลาเดียวกันต้องเป็นคนละเตียง
คนไหนเกิดเตียงเดียวกันต้องคนละเวลา
ความเหมือนกันเช่นนี้จึงสร้างความแตกต่างให้แต่ละคนเป็นหนึ่งเดียวในโลกเหมือนกันหมดเพราะต่างมีกรรมเป็นสมบัติของตน
ดังนั้นฝาแฝดจึงไม่เหมือนกัน
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวว่า
แม้ร่างกายแตกต่างกัน
แต่ปัญญาเหมือนเหมือนกันหมดทุกคน
ข้อที่แตกต่างกันอยู่ตรงที่ว่า
ใจของเขาสว่างไสวหรือมืดมนเท่านั้นเอง
คนที่ไม่รู้จักธรรมญาณของตนเองและมีความเห็นอย่าง
โง่เขลาว่าการบรรลุพุทธธรรมมีได้ด้วยศาสนพิธีต่างๆ
ที่ประพฤตทางกายภายนอกมิได้เกี่ยวข้องกับจิตเลย
คนพวกนี้เข้าใจอะไรได้ยาก
ส่วนคนที่เข้าใจคำสอนของ
"นิกายฉับพลัน"
และรู้สึกว่าพิธีรีตองต่างๆ
ไม่เป็นของสำคัญ
มีความคิดเห็นเป็นไปในทางที่เรียกว่า
"สัมมาทิฏฐิ" อย่างเดียว
คือมีความเห็นถูกต้องจนกระทั่งตนเองหลุดพ้นไปจากกิเลสมลทินต่างๆ
อย่างเด็ดขาด
คนจำพวกนี้แหละที่เรียกว่าเป็นผู้รู้จัก
"ธรรมญาณ" ของตนแล้ว
ความหมายของพระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงชี้ให้เห็นเป็นความจริงถึงพิธีต่างๆ
มิได้ทำให้ใครพ้นจากความทุกข์ได้เลยเพราะพิธีการทั้งปวงเป็นเรื่องที่ปฏิบัติด้วย
"กาย"
ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงหรือเป็นสิ่งที่
"ติดยึด"
ได้ง่ายกว่าสิ่งใดทั้งหมด
ส่วนทาง "ใจ"
นั้นเป็นเรื่องที่ปราศจากรูปลักษณ์จึงเป็นเรื่องยากที่จะปฏิบัติได้
เพราะเหตุนี้จึงชอบ "ทำบุญ"
มากกว่าการ "บำเพ็ญจิต"
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวถึงการปฏิบัติทางใจว่า
"ขึ้นชื่อว่าใจแล้ว
เป็นสิ่งที่ควรได้รับการจัดวางไว้ในกรอบของการปฏิบัติ
โดยเป็นอิสระจากอารมณ์ทั้งภายในและภายนอก
มีอิสระที่จะไปหรือจะมา
ไม่ถูกพัวพัน
และใสสว่างโดยทั่วถึงปราศจากสิ่งบดบังแม้แต่นิดเดียว
บุคคลที่สามารถจะทำได้เช่นนี้จึงถือว่าดีถึงขนาดบัญญัติไว้ในสูตรทั้งหลายของ
"ปัญญา"
ความหมายอีกอย่างหนึ่งก็คือบรรดาคนเล่านี้จึงมีความสามารถในการให้อรรถาธรรมใดๆ
ซึ่งไม่แตกต่างไปจากพระสูตรต่างๆ
ซึ่งพระอริยะเจ้าทั้งปวงได้บัญญัติไว้
ดังนั้นพระสูตรและปิฎกทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายมหายานหรือหินยานรวมทั้งคัมภีร์อรรถกถาทั้งสิบสองภาค
ทั้งหมดถูกจำแนกไว้เป็นชั้นๆ
เพื่อให้เหมาะกับความต้องการและอุปนิสัยของบุคคลผู้มีอินทรีย์ยิ่งหย่อนกว่ากันเป็นชั้นๆ
นั่นเอง
โอวาทที่มีสอนอยู่ในพระคัมภีร์
เหล่านั้นพระอริยะเจ้าบัญญัติขึ้นโดยยึดหลักสำคัญว่า
มีตัวปัญญาแฝงอยู่ใในทุกคคนถ้าไม่มีคนก็ไม่จำเป็นต้องมีธรรมะด้วยเหตุนี้เราจึงทราบได้ว่าธรรมะบัญญัติขึ้นมาสำหรับคนโดยเฉพาะ
พระสูตรต่างๆ
เกิดขึ้นโดยพระศาสดาผู้ประกาศสูตรนั้นๆ
นั่นเอง
เพราะเหตุที่คนบางพวกเป็นคนฉลาดซึ่งเราเรียกกันว่า
"คนเด่น"
และบางพวกเป็นคนโง่เขลา
ซึ่งเราเรียกกันว่า "คนด้อย"
ดังนั้นคนฉลาดจึงแสดงโอวาทแก่คนเขลา
ในเมื่อเขาต้องการให้สอนด้วยการกระทำเช่นนี้เอง
คนเขลาก็อาจลุถึงความสว่างไสสวด้วยความรวดเร็วได้และใจของเขาก็แจ่มแจ้งด้วยเหตุนี้
แล้วคนเขลาเหล่านั้นก็ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากคนฉลาดอีกต่อไป
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงยืนยันว่า
"ถ้าาเอาการตรัสรู้ออกเสียแล้วก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันระหว่างพระพุทธเจ้ากับคนสามัญอื่นๆ
ความสว่างวาบเดียวเท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ใครก็ได้กลายเป็นคนเสมอกันกับพระพุทธเจ้า"
พระวจนะตอนนี้เป็นการยอมรับสภาพความเป็นจริงของมนุษย์ว่าเหมือนกันเพราะ
"ธรรมญาณ"
เดิมมาจากที่เดียวกัน
ไม่มีข้อแตกต่างกันเลย
เพราะสมัยที่พระพุทธเจ้าหรือพระอริยะเจ้าองค์ใดก็ตามที่ยังไม่ตรัสรู้อนุตตรธรรมก็ล้วนเป็นเช่นเดียวกับมนุษย์ธรรมดา
"ธรรมะเป็นของที่มีประจำอยู่ในใจของเราแล้ว
จึงไม่มีเหตุผลในข้อที่ว่าเราไม่สามารถเห็นซึมซาบแจ้งชัดในสภาวะแท้ของ
"ตถตา"
สภาพที่มีแต่ธรรมญาณเช่นนั้นจะเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้"
ทุกคนจึงมีโอกาสเห็นแจ้ง
"ธรรมญาณ"
เหมือนกันโดยพระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงได้ยกเอาข้อความในโพธิสัตว์ศีลสูตรที่กล่าวเอาไว้ว่า
"ธรรมญาณของเราเป็นของบริสุทธิ์โดยเด็ดขาดและถ้ารรารู้จักใจของเราเองและรู้แจ้งชัดว่าตัวธรรมชาติแท้ของเราคืออะไรแล้วเราก็จะบรรลุถึงพุทธภาวะได้ทุกๆ
คน" หรือในข้อความในพระสูตร
วิมลกิรตินิเทศสูตรก็ยืนยันกล่าวว่า
"ทันใดนั้น
เขาตรัสรู้แจ่มแจ้งสว่างไสว
และได้รับใจของเขาเองกลับคืนมา"
ความหมายตามข้อความนี้ก็คือ
คนที่สู้รบปรบมือกับกิเลสของตนเองจนกำหราบได้หมดสิ้นแล้ว
"ธรรมญาณ"
เดิมแท้อันสะอาดบริสุทธิ์อยู่แล้วจักปรากฎขึ้นเองก็เสมือนหนึ่งตัวตนที่แท้จริงได้ปรากฎชัดเจนขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ถูกกิเลสครอบงำเอาไว้นานถึงหมื่นปี
ธาตุแท้ของทุกคนเป็นหนึ่งเดียวแต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ
กิเลส แต่คนมีกิเลสเหมือนกัน
เพียงแต่แตกต่างกันด้วยความหยาบละเอียด
ดังนั้นในความเหมือนจึงมีความแตกต่าง
และในความแตกต่างนั้นเองจึงมีความเหมือนกัน
|
|
|