|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| ครูที่แท้จริง
ท่านขงจื๊อกล่าวว่า
"สามคนเดินมาจักมีคนหนึ่งเป็นครูของเราได้"
ความหมายอันแท้จริงมิได้หมายความแต่เพียงว่ามีคนสามคนเดินมาจริงๆ
เท่านั้น
แต่หมายถึงสภาวะแห่งการรู้จักธรรมญาณของตนนั่นแหละจึงเป็นครูที่แท้จริงของตนเอง
ครูของตนเองจึงสามารถแยกแยะความดีความชั่วและตัดสินใจได้เองในกรณีที่ต้องที่ต้องเลือกเดินทางระหว่างสองแห่งความดีและชั่วเพราะฉะนั้นเมื่อมีผู้ทูลถามพระพุทธองค์ว่าทรงโปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นไปจากวัฏสงสารมากน้อยเท่าไร
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
"ตถาคตมิได้โปรดใครเลย"
ความหมายแห่งพระพุทธวจนะนี้คือการยอมรับว่าทุกคนต่างมีปัญญาเป็นของตนเองและเป็นที่พึ่งที่แท้จริง
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงจึงกล่าวว่า
"เมื่อครั้งที่พระสังฆปริณายกองค์ที่ห้าได้แสดงธรรมให้อาตมาฟัง
ก็ได้เกิดความรู้แจ้งสว่างไสว
ตรัสรู้ข้อธรรมะในทันทีที่ท่านพูดจบและทันใดนั้นเองก็ได้เห็นแจ้งประจักษ์ชัดในตัวธรรมชาติแท้ของ
ตถตา"
คำว่าตรัสรู้มิได้มีความหมายเพียง
"รู้เอง"
แต่เพียงอย่างเดียวแต่มีขอบเขตกว้างขวางไปถึงสภาวะแห่งความเป็นของ
"ธรรมญาณ" "รู้เอง" และ
"เป็นเอง"
จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องได้เลย
หรือแม้แต่อิทธิพลการบังคับจากผู้อื่นแต่เป็นภาวะที่ตนเองเท่านั้นที่เข้าใจและเป็นไปตามธรรมชาติแห่ง
"ตถตา" หรือ "ธรรมญาณ"
นั่นเอง
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวว่า
"ด้วยเหตุนี้อาตมาจึงมีความมุ่งหมายโดยเฉพาะที่จะประกาศคำสอนแห่งนิกาย
"ฉับพลัน" ต่อไป
เพื่อที่ผู้ศึกษาจะได้ประสบกับโพธิและเห็นแจ้งชัดในตัวธรรมชาติแท้ของตนเอง
ด้วยการอบรมจิตใจในวิปัสสนาภาวนา"
การอบรมจิตให้เป็นวิปัสสนามิได้หมายถึงการนั่งหลับตาแล้วภาวนาถ้อยคำใดหรือกำหนดลมหายใจ
การเคลื่อนไหวของร่างกายอาการเช่นนี้มิใช้
"วิปัสสนา"
แต่เป็นเรื่องของการกำหนดรูปลักษณ์เพื่อหลอกจิตให้ติดพันอยู่กับร่างกายแต่เพียงสถานเดียวและหวังว่าการหลอกเช่นนี้จักทำให้จิตเกิดสภาวะหนึ่งเดียวอันเป็นปัญญาสูงสุด
ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
การทำงานของจิต
ทที่อยู่ในสภาวะแห่งการตัดกิเลสที่ไหลเข้าออกทางอายตนะหก
หู ตา จมูก ลิ้น กายใจ จึงถือเป็น
"วิปัสสนา"
อันจริงแท้และเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติเอง
โดยไม่มีใครสามารถกระทำแทนได้เลย
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวว่า
ถ้าไม่สามารถช่วยตัวเองให้เกิดความสว่างไสวได้
เขาจะได้ขอร้องต่อเพื่อนพุทธบริษัทผู้คงแก่เรียนและใจอารีซึ่งมีความรู้และความเข้าใจคำสั่งสอนของสำนักสูงให้ช่วยชี้หนทางอันถูกต้อง
ผู้ที่ทำหน้าที่นำจูงผู้อื่นให้เห็นแจ้งใน
"ธรรมญาณ"
จึงอยู่ในตำแหน่งอันสูงสุดและสามารถที่จะนำเอาผู้ที่อยู่ในฝ่ายกุศลเข้าสู่ธรรรมะ
หน้าที่อันแท้จริงของผู้คงแก่เรียนก็เป็นเพียงผู้ชี้หนทาง
แต่การเดินทางเพื่อพบ
"ธรรมญาณ"
ยังเป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องเดินด้วยตนเองไม่มีผู้ใดสามารถทำหน้าที่นั้นแทนได้เลย
เพราะแต่ละคนล้วนมีปัญญาอันแท้จริงอยู่แล้ว
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงจริงรับรองความจริงนี้ว่า
"บรรดาปัญญาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งในอดีต
ปัจจุบันและอนาคตรวมทั้งความรู้ที่เป็นหลักคำสอนในพระคัมภีร์ทั้งสิบสองหมวดล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในใจของเรามาแต่เดิมทั้งสิ้น"
เป็นการรับรองคุณภาพของ
"ธรรมญาณ"
ของปุถุชนและพระอริยะเจ้าแท้ที่จริงเป็นอย่างเดียวกันไม่มีข้อแตกต่างกันเลย
จึงมีแต่ผู้ที่เดินทางไปพบด้วยตนเองกับปุถุชนผู้ไม่ปรารถนาเดินทางไปค้นพบ
"ธรรมญาณ" ของตน
ดังนั้นผู้ที่ไม่สามารถปลุก
"ธรรมญาณ"
ของตนเองให้สว่างไสวขึ้นมาได้ก็เหมือนหนึ่งผู้ที่ไม่รู้หนทางจึงจำเป็นต้องขอคำแนะนำจากผู้ที่รู้หนทางนั้น
แต่สำหรับผู้ที่ตั้งต้นเดินทางด้วยตนเองโดยรู้หนทางนั้นย่อมไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร
เพราะเหตุนี้จึงเป็นความคิดที่ผิดที่ถือคติว่าถ้าปราศจากคำแนะนำของผู้คงแก่เรียนแล้ว
เราไม่อาจพบวิมุติคือความสุขอันสูงสุดด้วยตนเอง
ที่เป็นเช่นนี้เพราะการบรรลุถึง
"ธรรมญาณ"
นั้นมันเป็นปัญญาภายในของเราเองต่างหากแต่ที่จะทำให้เกิดความสว่างไสวได้
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวต่อไปว่า
"ถึงแม้ความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกและคำพร่ำสอนของผู้คงแก่เรียน
ก็ยังเป็นหมันไร้ประโยชน์ได้เหมือนกัน
ถ้าเราทำไม่ถูกหลงงมงายเสียแล้วโดยคำสอนที่ผิดและความเห็นผิด
เพราะฉะนั้นเราควรรู้จิตของเราด้วยปัญญาตัวจริง
ความเห็นผิดทั้งมวลก็จะถูกเพิกถอนไปในขณะนั้น
และในทันทีทันใดที่เรารู้จักตัว
"ธรรมญาณ"
เราย่อมบรรลุถึงสถานะแห่งความเป็นพุทธะทันใดนั้น"
คำแนะนำสั่งสอนจากภายนอกยังต้องใช้ปัญญาตัวจริงพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าเป็นคำแนะนำที่ถูกต้องหรือทำให้หลงงมงาย
ปัญญาตัวจริงนั้นย่อมกำกับด้วย
"สติ"
ที่ทบทวนใคร่ครวญและทดลองปฏิบัติจนในที่สุดย่อมรู้ได้ด้วยตนเองว่า
เป็นหนทางอันถูกถ้วนที่สมควรจะเดินต่อไปหรือหยุดเสีย
ในโลกนี้ย่อมมีผู้ที่ศึกษาปฏิบัติธรรมอยู่มากมายและหลาายคนยังติดยึดอยู่กับความเห็นผิดและพยายามชักจูงให้ผู้ปฏิบัติตามอย่างผิดๆ
ด้วยการสำคัญตนผิดว่าตนเองบรรลุสู่ความเป็น
"ครู"
ของคนอื่นได้แล้วแท้ที่จริงแล้วไม่มีใครเป็นครูของใครได้เลย
เพราะต่างมี "ครู"
ของตนเองอยู่แล้ว
พระพุทธองค์จึงทรงเป็นบรมครูที่แท้จริงเพราะพระองค์มิได้ยึดถือว่าเป็น
"ครู" ของใครเลย
แต่กลับย้ำให้ทุกคนได้รูว่าตนเองเท่านั้นแหละที่เป็น
"ครู" ของตนเอง
ถ้าใครปฏิบัติตนเป็น "ครู"
ของตนเองได้จึงจักได้ชื่อว่าพบ
"ครูที่แท้จริง" |
|
|