|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| ความไม่ต้องคิด
กายสังขารอันประกอบไปด้วย
ดิน น้ำ ลมไฟ
ย่อมมีกำเนิดมาจากพ่อแม่
ซึ่งเป็นมนุษย์เหมือนกัน
จุดสิ้นสุดของร่างกายนี้เป็นไปตามกฎแห่งอนิจจัง
เกิด แก่ เจ็บ ตาย กลายเป็น ดิน น้ำ
ลม ไฟ ไปตามธรรมชาติ ส่วน
"ธรรมญาณ"
ซึ่งอาศัยอยู่ในตัวปลอมมีต้นกำเนิดมาจากอนุตตรภูมิอันเป็นศูนย์พลังแห่งธรรมชาติซึ่งก่อให้เกิดสรรพสิ่งได้ไม่มีที่สิ้นสุดแต่เมื่อมาอาศัยกายมนุษย์ได้สูญเสียศักยภาพไปตามอายตนะหก
คือ ตา หู จมูก ปาก กาย และ จิต
ดังนั้น "ธรรมญาณ"
จึงไม่สามารถคืนกลับสู่ต้นกำเนิดเดิมได้
ถ้าเปรียบเทียบ "ธรรมญาณ"
เป็นเช่นกระแสไฟฟ้าซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้า
เมื่อกระแสไฟฟ้าเข้าสู่เครื่องใช้ไฟฟ้า
เช่น ตู้เย็น
ก็ทำหน้าที่ให้ความเย็น
หรือเข้ามาสู่หลอดไฟฟ้าก็ให้แสงสว่าง
เช่นเดียวกับ "ธรรมญาณ"
ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในมนุษย์ซึ่งมีความสามารถแตกต่างกัน
จึงทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน
กระแสไฟฟ้าไม่อาจกลับคืนสู่ต้นกำเนิดเดิมได้เพราะมีการ
"ช็อต"
ทำให้ไฟฟ้ารั่วจึงอ่อนกำลังลงเช่นเดียวกับ
"ธรรมญาณ"
ไม่อาจคืนกลับแดนอนุตตรภูมิได้เพราะศักยภาพเดิมสูญเสียไปตามกิเลสที่ยั่วย้อมทำลายความสามารถดั้งเดิมลงไปนั่นเอง
ความสมบูรณ์ของ "ธรรมญาณ"
อยู่เหนือสภาวะแห่งความคิดเห็นใดๆ
ทั้งสิ้น ธรรมญาณ
จึงอยู่เหนือปัญญา ธรรมญาณ
อยู่เหนือ "จิต"
ถ้านำเอาคำกล่าวของเหลาจื่อมาเทียบเคียงแล้วก็จะให้ความหมายอันแท้จริงของ
"ธรรมญาณ" กล่าวคือ
"ความไม่มีคือภาวะที่แท้ของธรรมะ
แต่ความมีเป็นบทบาทของธรรมะ"
ธรรมะ คือความว่างอันไร้ขอบเขต
แต่สามารถสร้างสรรพสิ่งแต่สรรพสิ่งทั้งปวงมิใช่ธรรมะ
สภาวะแห่ง "ธรรมญาณ" จึงไม่มี
แต่เมื่อเกิดอาการเคลื่อนไหวจึงเป็นจิตที่คิดได้มากมายจนมีสรรพสิ่งทั้งปวง
ซึ่งมิใช่ธรรมะ
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวว่า
"บุคคลผู้เข้าถึงวิถีทางแห่ง
"ความไม่ต้องคิด"
จึงรู้แจ้งในสรรพสิ่งและได้ดื่มรสที่พระพุทธเจ้าทุกข์พระองค์ได้ดื่มมาแล้ว
และย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้าต่อไป"
การเข้าถึงสภาวะแห่ง
"ความไม่ต้องคิด"
ก็คือการคืนสู่สภาวะแห่ง
"ธรรมญาณ"
อันเป็นธรรมชาติเดิมแท้และเป็นตัวตนที่แท้จริงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปลักษณ์ใดๆ
เลย
ความไม่มีอันแท้จริงเท่านั้นจึงทำให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกฎของอนิจจังแต่สิ่งที่เป็นบทบาทของ
"ธรรมญาณ" อันมีสภาวะเป็น
"จิต"
นั้นจึงตกอยู่ในกฎแห่งการเกิด-ดับ
ไม่มีที่สิ้นสุด เหตุไฉน
"ความไม่ต้องคิด"
จึงรู้แจ้งในสรรพสิ่ง เหตุเพราะ
"ความไม่ต้องคิด"
เป็นสภาวะแห่งความว่างดั้งเดิมตามธรรมชาติซึ่งก่อให้เกิดสรรพสิ่งอันประมาณมิได้
สรรพสิ่งที่เกิดขึ้นมีรากฐานมาจากความว่างอันเดียวกัน
เพราะฉะนั้นใครเข้าถึง
"ความไม่ต้องคิด" ก็คือ
การคืนสู่สภาวะแห่ง "ธรรมญาณ"
ของตนซึ่งตรงต่อสภาวะของต้นกำเนิดเดิม
จึงได้ดื่มรสเดียวกันกับพระพุทธเจ้าทั้งปวงเช่นกัน
ผู้ที่คืนสู่สภาวะแห่ง
"ธรรมญาณ"
ของตนย่อมบรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อไปนั้น
ถ้านำเอา ปณิธาน
ของพระพุทธองค์ในสมัยที่เกิดเป็น
สุเมธดาบส
มาเทียบเคียงก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเพราะในครั้งนั้น
พระพุทธทีปังกร
พุทธเจ้าเสวยอายุปกครองธรรมกาลอยู่นั้นได้เสด็จไปพร้อมกับสาวกสู่นครแห่งหนึ่ง
ชาวพระนครกำลังตระตรียมปัดกวาดบ้านเมืองเพื่อรับเสด็จพระพุทธเจ้า
สุเมธดาบสรู้ข่าวจึงเข้าร่วมงานบุญนี้ด้วย
พอดีพระพุทธทีปังกรเสด็จมาถึง
แต่หนทางยังไม่เสร็จ สุเมธดาบส
จึงสละกายตนทอดเป็นสะพานให้พระพุทธทีปังกรเสด็จเหยียบไปบนหลังของตนเอง
พร้อมกันนั้น
ได้ตั้งปณิธานจักสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง
พระพุทธทีปังกรทรงทราบได้ด้วยพระญาณจึงทรงพยากรณ์ไว้ว่า
ดาบสผู้นี้จักสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในภัทรกัปป์
ถ้าสุเมธดาบสมได้ดื่มรสแห่ง
"ความไม่ต้องคิด" ซึ่งหมายถึง
"ธรรมญาณ" ของตนเองแล้ว
เหตุไฉนจึงมีจิตตั้งปณิธานจักสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงจึงกล่าวว่า
"ผู้ที่ได้รับคำสอนของอาตมาจะให้สัจปฏิญาณในท่ามกลางหมู่ศิษย์ด้วยกันว่าจะอุทิศชีวิตตนเองทั้งหมดเพื่อปฏิบัติตามคำสอนแห่ง
"สำนักฉับพลัน"
โดยไม่ย่อท้อถอยหลังอันเป็นความตั้งใจขนาดเดียวที่จะปนนิบัติรับใช้พระพุทธเจ้าแล้วไซร้
เขาก็จักบรรลุถึง
วิสุทธิมรรคาโดยไม่มีความล้มเหลวเป็นแน่แท้"
ในขณะเดียวกันพระธรรมมาจารย์ฮุ่ยเหนิง
ได้ถ่ายทอดคำสอน
"รู้อย่างฉับพลัน" ต่อๆ กันไป
โดยไม่มีการปิดบังซ่อนเร้นแม้แต่น้อยแต่สำหรับบุคคลผู้อยู่ในนิกายอื่นซึ่งมีความเห็นและจุดมุ่งหมายผิดไปจากนี้ไม่ควรถ่ายทอดหลักธรรมะนี้ให้
เพราะจักเกิดผลร้าย
เพราะเกรงว่าพวกคนเขลาเหล่านี้
นอกจากไม่เข้าใจแล้วยังจะให้ร้ายป้ายสีหลักธรรมะอันจักเป็นผลร้ายทำลายเมล็ดพืชแห่งความเป็นพุทธะให้เหือดแห้งเป็นหมมันไปหลายร้อยกัลป์พันชาติ
"ความไม่ต้องคิด" จึงเป็น
"ความว่างอันสมบูรณ์"
เพราะฉะนั้นจึงเป็นการยากนักที่ผู้ไม่ใใช้ปัญญาจะทำความเข้าใจได้และยังหัวเราะเยาะทำลายคุณธรรมของตนลงไปแต่กลับสร้างบาปกรรมโดยไม่รู้ตัวด้วย
|
|
|