|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| ทางที่ถูกต้อง
มนุษย์ในโลกนี้สับสนต่อหนทางแห่งการแก้ไขทุกข์ของตนเองเพราะเอาหนทางของกายมาแก้ไขทุกข์ของจิต
ความทุกข์จึงไม่อาจดับได้
หนทางของการดับทุกข์ของ "จิต"
มีอยู่แปดหมื่นสี่พันวิธี
แต่หนทางที่ถูกต้องเป็นอย่างไรล้วนเป็นปัญหาสำหรับผู้แสวงหาความหลุดพ้น
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงได้กล่าวถึงปัญหานี้ไว้ในโศลก
"นิรรูป" ว่า
"เพราะเหตุที่ชีวิตทุกๆ
แบบย่อมมีวิถีทางแห่งความรอดพ้นเฉพาะของมันเองทุกแบบ
ฉะนั้น
ชีวิตทั้งหลายจะไม่ก้าวก่ายหรือกระทบกระทั่งซึ่งกันและกัน
แต่ถ้าเราผละไปจากทางชนิดที่เป็นของเราไปแสวงหาทางอื่นเพื่อรอดพ้น
เราจะไม่พบความรอดพ้นได้เลย
แม้ว่าเราจะหาเรื่อยไป
จนกระทั่งความตายมาถึง
ในที่สุดเราจะพบแต่ความรู้สึกเสียใจภายหลังว่าเราทำพลาดไปแล้ว"
ความทุกข์แต่ละคนก่อรูปและสั่งสมเอาไว้ด้วย
"กรรมเฉพาะตน"
จึงทำให้ตนเองแตกต่างไปจากผู้อื่นซึ่งพิจารณาได้จากพระพุทธวจนะว่า
"สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิดมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและปราณีตได้"
เพราะเหตุนี้
ทุกชีวิตจึงกำหนดเส้นทางของตนเอาไว้แล้ว
ในท่ามกลางของการเวียนว่ายในวัฏจักร์อันประมาณมิได้
แต่ละคนจึงมีความแตกต่างกันด้วยตนเอง
และปณิธานของแต่ละคนที่ตั้งใจเอาไว้ก็แตกต่างกันเพราะฉะนั้น
การที่เข้าไปก้าวก่ายวิถีชีวิตของแต่ละคนเพื่อให้ใช้วิธีกาารอย่างเดียวกันโดยตลอดจึงเป็นการฝืนต่อสัจธรรม
แต่ละชีวิตจึงมีหนทางแห่งการบำเพ็ญแตกต่างกัน
แต่ต้องเป็นหนทางเฉพาะของตน
ตัวอย่างต่อไปนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจได้มากขึ้น
ครั้งหนึ่งมีผู้บำเพ็ญดีเดินทางผ่านกระท่อมแห่งหนึ่ง
พลันก็พบกับแสงสว่างแห่งธรรมเจิดจ้าออกมาจากกระท่อมนั้น
จึงคิดว่าภายในกระท่อมย่อมมีผู้ปฏิบัติธรรมจนสำเร็จแล้วจึงเข้าไปเพื่อทักทายแลกเปลี่ยนธรรมะกัน
ผู้เปิดกระท่อมออกมาพบปะกลายเป็นหญิงชราคนหนึ่ง
"โอ ยายเป็นผู้บำเพ็ญดีมาก
มีวิธีการอย่างไรหรือ"
ท่านผู้บำเพ็ญชายถามไถ่
"ยายไม่ได้ปฏิบัติอะไรหรอก
นอกจากท่องมนต์อยู่บทเดียวเท่านั้น"
"บอกหน่อยได้ไหมครับ"
"ยายท่อง "อมิตาพด" เพียง 20
ปีเท่านั้นแหละ" "โอ
คุณยายท่องผิดเสียแล้วละ
ที่ถูกต้องคือ อมิตาพุทธ"
ท่านผู้บำเพ็ญบอก
หญิงชรารู้สึกผิดหวังมากและเป็นกังวลที่ตนเองได้ท่องมนต์ผิดมา
20 ปี
พอแก้การท่องใหม่ใจก็อดคิดไม่ได้ว่าตนเองได้ทำผิดมานานแล้วผ่านไปอีกไม่กี่เดือนท่านผู้บำเพ็ญก็ผ่านมาที่กระท่อมอีกครั้งหนึ่ง
แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเพราะกระท่อมนั้นปราศจากแสงสว่างแห่งธรรมโดยสิ้นเชิง
จึงแวะเข้าไปเยี่ยมเยือน
ครั้งพบหน้าหญิงชราซึ่งมีความเศร้าหมองมาก
ท่านผู้บำเพ็ญก็รู้ทันทีว่าตนเองได้กระทำผิดอย่างมหันต์
จึงได้กล่าวขอโทษต่อหญิงชราแล้วบอกว่า
"คราวที่แล้ว กระผมจำผิดเอง
แท้ที่จริงคุณยายท่องมา 20
ปีน่ะถูกต้องแล้ว"
นับจากนั้นมาแสงสว่างแห่งธรรมก็ปรากฏขึ้นที่กระท่อมอีกครั้งหนึ่ง
เพราะคุณยายมีจิตเป็นหนึ่ง
จึงเปล่งประกายอานุภาพแห่งธรรมให้ปรากฏได้
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงได้ร่ายโศลกต่อไปว่า
"ถ้าท่านปรารถนาค้นหาทางที่ถูกต้อง
การทำให้ถูกวิธีจริงๆ เท่านั้น
จึงจะนำท่านตรงดิ่งไปถึงได้
แล้วถ้าไม่มีความดิ้นรนเพื่อบรรลุถึงพุทธภูมิ
ท่านก็มัวคลำอยู่ในที่มืด
ซึ่งไม่มีโอกาสพบได้เลย
ผู้ที่ด่วนเดินมุ่งแน่วไปตามทางที่ถูกต้องนั้นย่อมไม่มองเห็นความผิดต่างๆ
ในโลกนี้
ถ้าเราพบความผิดของบุคคลอื่นเราเองก็ตกอยู่ในความผิดนั้นด้วยเหมือนกัน
เมื่อผู้อื่นทำผิด
เราไม่จำต้องเอาใจใส่
เพราะมันจะเกิดความผิดขึ้นแก่เราเองในการที่จะไปรื้อค้นหาความผิด
โดยการสลัดนิสัยที่ชอบค้นหาความผิดของคนอื่นออกไปเสียจากสันดานเราย่อมตัดวิถีทางการมาของกิเลสได้เป็นอย่างดี
เมื่อใดความชังและความรักไม่กล้ำกลายใจของเรา
เราหลับสบาย"
หนทางที่ถูกต้องจึงเป็นหนทางของตนเองซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับใครเลย
เพราะถ้าเอาใจใส่พฤติกรรมของคนอื่น
เราก็พ้นไปจากวิถีจิตและลืมพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตของตนเองโดยสิ้นเชิง
การปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ผลสำเร็จนั้น
พระวจนะของท่านจอมปราชญ์ ขงจื้อ
น่าพิจารณาอย่างยิ่งซึ่งมีข้อความดังนี้
"จงยกโทษให้ผู้อื่นเยี่ยงเดียวกับที่ยกโทษให้แก่ตนเอง
แต่จงลงโทษตนเองเฉกเช่นเดียวกับต้องการลงโทษผู้อื่น"
ใครที่ปฏิบัติได้
เช่นนี้ย่อมเป็นผู้ที่เดินหนทางที่ถูกต้องด้วยตนเองอย่างแท้จริง
|
|
|