|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| มหาธรรมนาวา
เหตุที่มีผู้กราบไหว้พระพุทธองค์ยาวนานจนประมาณเวลาแห่งความสิ้นสุดมิได้เพราะพระพุทธเจ้าทรงชี้หนทางแห่งการสิ้นเวียนว่ายของจิตญาณ
ให้แกเวไนยสัตว์ทั้งปวง
แม้ยังไปไม่พ้นจากทะเลทุกข์แต่เวไนยสัตว์เหล่านั้นได้มีโอกาสสร้างบุญสัมพันธ์กับพระพุทธองค์เป็นอเนกประการ
ก่อให้เกิดกุศลจิตอันเป็นเหตุปัจจัยให้เขาเหล่านั้นได้วนเวียนเจริญอยู่ในพระพุทธศาสนา
เพื่อเสรมสร้างเหตุปัจจัยให้สมบูรณ์พร้อมจนกว่ามีโอกาสได้รู้แจ้งวิถีจิตแห่งตนพ้นเวียนว่ายในธรรมกาลยุคสุดท้าย
พระพุทธองค์จึงทรงเป็นบรมครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งปวงเพราะทรงมีวิธีฝึกมนุษย์ให้รู้แจ้งด้วยตนเองได้
ครั้งหนึ่งสมัยที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่วัดพระเชตวัน
เมืองสาวัตถี
มีสองพี่น้องมาบวชศึกษาธรรม
พี่ชายชื่อมหาปันถกมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด
ปัญญาไว ส่วนน้องชายชื่อว่า
จุลปันถกแสนโง่ทึบสอนอะไรก็จำไม่ได้
พระมหาปันถกแสนเบื่อหน่ายจึงบริภาษพระน้องชายและขับไล่ให้สึกเพราะบวชไปก็เป็นบาปเวรกรรม
มิอาจเข้าถึงมรรคผลนิพพานได้
ความล่วงรู้ถึงพระพุทธองค์จึงมีพุทธบัญชา
ให้พระน้องชายมาเข้าเฝ้าแล้วพระพุทธองค์ทรงเมตตาสอนให้ขัดถูผ้าผืนหนึ่ง
ทำเช่นนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
พระจุลปันถกพากเพียรขัดถูผ้าจนกระทั่งจิตหนึ่งรวมอยู่ในหนทางสายกลางและในที่สุดก็บรรลุธรรรมด้วยการขัดถูผ้านี่เอง
พระพุทธองค์จึงเป็นเฉกเช่น
"มหาธรรมนาวา"
ขนสรรพสัตว์ให้พ้นไปจากทะเลทุกข์อย่างแท้จริง
พระองค์ทรงมีวิธีฉุดช่วยเวไนยสัตว์อย่างแยบยลที่สุด
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวเอาไว้ในโศลก
"นิรรูปว่า" ว่า
"บุคคลใดตั้งใจเป็นครูสอนคนอื่น
เขาเองควรมีความคล่องแคล่วในวิธีอันเหมาะสมนานาประการที่จะนำผู้อื่นเข้าถึงความสว่าง
เมื่อศิษย์พ้นไปจากความสงสัยสนเท่ห์โดยประการทั้งปวง
ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่า
เขาพบ ธรรมญาณ ของตนเองแล้ว
จักรวรรดิ์ของพระพุทธเจ้าอยู่แต่ในโลกนี้
ซึ่งเราจะพบความสว่างไสวได้ในเขตนั้น
การแสะแสวงหาความสว่างในที่อื่นจากโลกนี้
เป็นของพิลึกกึกกือเหมือนการหาหนวดเต่าเขากระต่าย"
ความหมายแห่งโศลกนี้ได้ยืนยันให้เห็นความเป็นจริงว่าแม้เวไนยสัตว์มี
"ธรรมญาณ"
เหมือนกันหมดแต่เพราะกิเลสที่หนาบาง
และสั่งสมมาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
จึงมีกลุ่มคนที่ "รู้ก่อน" และ
"รู้ตาม"
ผู้รู้ก่อนจึงมีภาระหน้าที่ทำให้ผู้อื่นรู้ตามและใครที่ทำหน้าที่เช่นนี้ย่อมต้องใช้ความรู้ความสามารถฉุดช่วยผู้ไม่รู้ได้พ้นไปจากทะเลทุกข์
การทำหน้าที่เช่นนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็น
"ครู"
ซึ่งจำต้องพิจรณาให้กระจ่างชัดถึงวิธีที่จะช่วยให้คนเหล่านั้นได้สำนึกรู้ได้ด้วยตนเองและมิได้หมายความว่าตนเองเป็นผู้เก่งกาจกว่าผู้อื่นใด
เพราะใครก็ตามสิ้นความสงสัยแล้วพบ
"ธรรมญาณ"
แห่งตนเขาย่อมอยู่ในสภาวะเยี่ยงเดียวกับ
พุทธะ ทั้งปวง
ด้วยเหตุนี้ผู้เป็นครูจึงเป็นเพียงผู้ชี้แนะหนทางเท่านั้นส่วนการเดินทางไปพบ
พุทธะ
ล้วนต้องเดินด้วยตนเองทั้งสิ้น
ดินแดนพุทธะจึงอยู่ในตนเองและต่างสามารถเข้าไปเฝ้าพระพุทธะของตน
โดยไม่จำเป็นต้องไปแสวงหาพระพุทธะจากที่ไหนเลย
ใครปฏิบัติผิดไปจากนี้จึงเป็นหนทางแห่งความหลงโดยแท้จริง
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวว่า
"ความเห็นที่ถูกต้อง
เป็นสิ่งที่ถูกขนานนามว่า
"เลิศเหนือโลก"
ส่วนความเห็นผิด
เป็นสิ่งที่ถูกขนานนามว่า
"ติดอยู่ในโลก" เมื่อใดก็ตาม
ความเห็นทั้งสองประการไม่ว่า
ถูก หรือ ผิด ถูกสลัดทิ้งไป
เมื่อนั้น โพธิ แท้ย่อมปรากฏ"
ความหมายแห่งโศลกนี้ได้ให้ปัญญาแก่สาธุชนทั้งปวงได้รับรู้ว่าใครก็ตามที่ติดอยู่กับความเห็นไม่ว่า
"ถูก" หรือ "ผิด"
ล้วนไม่พบปัญญา อันแท้จริง หรือ
ปัญญาอันแท้ตามธรรมชาติจักไม่สำแดงออกมาได้เลย
เพราะติดอยู่ที่ "ถูก" กับ
"ผิด" เป็นกำแพงขวางกั้น
"โศลกนี้ถูกขนานนามว่า
"มหาธรรมนาวา"
เพื่อแล่นข้ามฝั่งวัฏสงสาร
กัลป์แล้วกัลป์เล่า
ตกอยู่ภายใต้ความมืดบอดแต่ครั้นถึงคราวตรัสรู้
มันกินเวลาแวบเดียวเท่านั้น
ก็เข้าถึงพุทธภูมิ"
คำกล่าวของพระธรรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงได้ชี้ให้เห็นว่า
อันความรู้แจ้งไม่จำเป็นต้องใช้เวลายาวนาน
เสมือนหนึ่ง
ถ้ำที่มืดมานานเป็นแสนปีเมื่อจุดแสงสว่างภายในถ้ำนี้ขึ้นมาฉับพลันก็สว่างไสว
"ธรรมนาวา" ย่อมแตกต่างไปจาก
"โลกียนาวา" ทุกคนต่างมี
"ธรรมนาวา"
ที่ต้องภายไปด้วยตัวเอง
จึงจักพ้นไปจากทะเลแห่งทุกข์
แต่ "โลกียนาวา"
วนเวียนอยู่ในทะเลทุกข์เพราะอาศัยคนอื่นพาย
จึงไม่อาจพ้นไปจากทะเลแห่งทุกข์ได้เลย
|
|
|