|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| มนุษย์นคร
ความว่างก่อกำเนิดสรรพสิ่ง
ถ้าปราศจากความว่างเสียแล้วสรรพสิ่งมิอาจถือกำเนิดขึ้นมาได้เลย
เพราะฉะนั้นดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์ดาวน้อยใหญ่ในจักรวาลนี้ล้วนมีความว่างเป็นปัจจัยสำคัญ
จึงกำเนิดขึ้นมาและดำรงอยู่ได้
ธรรมญาณของมนุษย์ก็เฉกเช่นเดียวกัน
เพราะมีความว่างจึงสามารถปรุงแต่งสรรพสิ่งได้มากมายจนมิอาจประมาณได้เลย
ใครสามารถเข้าถึงความสามารถเดิมแท้แห่งธรรมญาณได้ก็จักเข้าใจจักรวาลนี้เช่นเดียวกันเพราะอำนาจการปรุงแต่งมิได้แตกต่างไปจากความว่างอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติเลย
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงได้กล่าวเปรียบเทียบเอาไว้อย่างน่าศึกษาว่า
"ตัวของเรานี้เป็นนครแห่งหนึ่ง
ตา หู จมูก ลิ้น
เป็นเฉกเช่นประตูเมือง
ประตูนอกมี 4 ประตู
ซึ่งเป็นอำนาจการปรุงแต่งสำหรับนึกคิด
ใจนั้นเป็นแผ่นดิน
ส่วนธรรมญาณเป็นเช่นพระเจ้าแผ่นดินอาศัยอยู่ในมณฑลแห่งใจ
ถ้าธรรมญาณยังอยู่ข้างในก็หมายความว่าพระเจ้าแผ่นดินยังอยู่
กายและใจของเราก็ยังคงอยู่
แต่เมื่อธรรมญาณออกไปเสียแล้วซึ่งหมายถึงพระเจ้าแผ่นดินมิได้อยู่
กายและใจของเราก็แตกสลายสาบสูญไป"
ถ้อยความเปรียบเทียบเช่นนี้ย่อมเห็นชัดเจนว่า
สิ่งที่เป็นตัวตนแท้ที่จริงของมมนุษย์นั้นคือ
ธรรมญาณ ซึ่งเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น
ผู้เบิกบานอันแท้จริงตามธรรมชาติเดิมแท้และมีความบริสุทธิ์สะอาดชัดเจนชนิดที่ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้อีกเลย
แต่เพราะตกอยู่ในอำนาจของความดีชั่ว
มืดสว่างแห่งโลกนี้
กิเลสทั้งปวงที่วิ่งเข้าสู่ประตูทั้ง
4
จึงก่อให้เกิดการปรุงแต่งไม่มีที่สิ้นสุด
จนลืมเลือนธรรมญาณอันแท้จริงของตนเองไปเสียสิ้น
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงจึงกล่าวว่า
"เราต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นพุทธะในภายในธรรมญาณและจักไม่แสวงหาธรรมญาณในที่อื่นนอกจากตัวเราเอง
ผู้ที่ถูกเขลาครอบงำมองไม่เห็นธรรมญาณนั้นจัดเป็นคนสามัญปุถุชน
ผู้ที่มีความสว่างมองเห็นธรรมญาณของตนเองจัดเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง
ผู้ที่มีความเมตตากรุณาย่อมเป็นพระอวโลกิเตศวร
ผู้ที่มีความเพลินเพลินในการโปรยทานย่อมเป็นพระมหาสถามะอันเป็นพระโพธิสัตว์อีกพระองค์หนึ่ง
ซึ่งคู่กับพระโพธิสัตว์กวนอิม
ผู้ที่สามารถทำให้ชีวิตบริสุทธิ์ก็คือพระศากยมุนีพุทธเจ้า
ผู้ที่มีความสม่ำเสมอตรงแน่วคือพระอมิตาภะ"
อานุภาพแห่งธรรมญาณที่เปล่งประกายออกมาเช่นนี้ย่อมดำเนินอยู่บนเส้นทางแห่งพระพุทธพระโพธิสัตว์โดยแท้จริง
แต่ถ้าตกอยู่ในอำนาจการปรุงแต่งทางด้านอบายคติย่อมกลับกลายเป็นภัยอันใหญ่หลวงของตนเอง
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงจึงเปรียบเทียบว่า
"ผู้ที่ติดอยู่ในตัวตนและความมีความเป็น
คือเขาพระสุเมรุ
ใจที่สามารถต่ำช้าได้แก่
มหาสมุทร
มีกิเลสเป็นระลอกคลื่นมีความชั่วเป็นเช่นมังกรร้าย
ความเท็จคือผีห่า
อารมณ์ภายนอกเป็นเช่นสัตว์น้ำต่างๆ
ความโลภและโกรธคือ นรกโลกันต์
อวิชชาและความมัวเมาทั้งปวงคือสัตว์เดรัจฉานทั่วไป"
อำนาจการปรุงแต่งจึงมีกำลังอยู่สองประการคือ
ร้ายกับดี
เพราะฉะนั้นขณะที่มีกายอยู่จึงมิต้องแสวงหา
สวรรค์ นรก นอกกายเลย
แต่จงค้นหาภายในจิตของตนเอง
ครั้งหนึ่งมีนายพลท่านหนึ่งสะพายดาบเข้าไปหาพระอาาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งชอบแสดงธรรมเกี่ยวกับนรกสวรรค์โดยกล่าวกับพระอาจารย์ท่านนั้นว่า
"วันนี้หลวงพ่อต้องแสดง นรก
สวรรค์
ให้ชัดเจนมิเช่นนั้นจักต้องได้เห็นดีกันแน่แท้"
"เธอหรือคือนายพล
รูปร่างอ้วนพีดั่งหมูตัวหนึ่งแล้วจักสำแดงฝีมือขับไล่ศัตรูได้อย่างไร"
นายพลได้ยินพระอาจารย์กล่าวดังนี้
บันดาลโทสะเพราะถูกสบประมาท
จึงชักดาบออกจากฝัก
พระอาจารย์ยกมือขึ้นแล้วกล่าวว่า
"อมิตาพุทธ
ประตูนรกเปิดแล้วเชิญท่านเดินเข้าไปได้"
นายพลได้สติหากฆ่าฟันพระอาจารย์ถึงแก่มรณภาพย่อมมีนรกเป็นที่ไปจึงสอดดาบกลับคืนสู่ฝัก
พระอาจารย์จึงกล่าวต่อไปว่า
"อมิตาพุทธ
ประตูสวรรค์เปิดแล้ว
เชิญท่านก้าวเข้าไปได้"
นิทานเรื่องนี้จึงชี้ให้เห็นความจริงว่า
ตราบใดกายสังขารยังอยู่
นรกย่อมอยู่ในอกสวรรค์ย่อมอยู่ในใจ
อาการที่จิตสำแดงออกมานั้นเป็นไปตามความเคยชินแห่งการอาศัยอยู่ในนรกและสวรรค์อย่างแท้จริง
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวว่า
"ถ้าประพฤติในกุศล 10
ประการอย่างมั่นคง
แดนสุขาวดีก็ปรากฏแก่ตัวเราทันทีเมื่อขจัดความเห็นแก่ตัวตนและปรุงแต่งเป็นนั่นเป็นนี่ทิ้งไปเสียภูเขาพระสุเมรุก็พังทลายลงมา
เมื่อใดจิตพ้นไปจากความชั่วน้ำในมหาสมุทรย่อมเหือดแห้งไปสิ้น
เมื่อเป็นอิสระอยู่เหนือกิเลสทั้งปวงคลื่นลมทั้งหลายก็สงบเงียบ
เมื่อใดความชั่วมิกล้าเผชิญหน้า
เมื่อนั้นปลาร้ายมังกรร้ายก็ตายสิ้น"
ผู้มีปัญญาจึงแสวงหาหนทางแห่งความพ้นทุกข์ภายในธรรมญาณของตนเองแต่เพียงสถานเดียว
|
|
|