|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| บำเพ็ญในครัวเรือน
การบำเพ็ญธรรมที่ตดอยู่ในรูปแบบได้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและปฏิบัติผิดกันมานจนกลายเป็นวิถีชีวิตสองแบบกล่าวคือ
ผู้บำเพ็ญธรรมต้องบวชและอยู่ในอารามเฉพาะส่วนแยกออกจากชาวบ้านอย่างหนึ่งกับชีวิตชาวบ้านที่อาศัยคำสอนของนักบวชเหล่านั้นมาปฏิบัติซึ่งก็เชื่อกันว่าวิถีชีวิตของปุถุชนเต็มไปด้วยบาปไม่มีทางพ้นจากนรก
อีกอย่างหนึ่ง
วิถีชีวิตในครัวเรือนเป็นเรื่องของชาวโลกีย์เพราะฉะนั้นครัวเรือนจึงเป็นเสมือนหนึ่งสะพานทอดเดินไปสู่นรกสถานเดียว
ชาวพุทธจึงเชื่อว่าผู้ครองเรือนไม่อาจบำเพ็ญธรรมได้
ความเชื่อเช่นนี้เป็นมิจฉาทิฐิคือ
ความเห็นผิดโดยแท้
เพราะธรรมะมิใช่ของนอกตัว
แต่มีอยู่ในตัวทุกคน
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงได้กล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนเมื่อประมาณพันกว่าปีมาแล้วว่า
"ผู้ใดอยากบำเพ็ญธรรมหรือปฏิบัติทางจิต
จะทำอยู่ที่บ้านก็ได้ไม่จำเป็นต้องมาอยู่ในสังฆาราม
พวกที่ปฏิบัติตนอยู่กับบ้านนั้น
อาจเปรียบได้กับชาวบ้านทางทิศตะวันออกทที่ใจบุญส่วนพวกที่อยู่ในสังฆารามแต่ละเลยปฏิบัติธรรมก็ไม่แตกต่างอะไรกับชาวบ้านที่อยู่ทางทิศตะวันตกแต่ใจบาป
เพราะฉะนั้นไม่ว่า จักอยู่ที่ใด
ถ้าจิตบริสุทธิ์ ณ
ที่นั้นก็เป็นแดนบริสุทธิ์ทางทิศตะวันตก
ซึ่งหมายถึง ธรรมญาณ
ของบุคคลนั้นเอง"
ความหมายแห่งวจนะของพระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงย่อมเป็นที่สอดรับกับความเป็นจริงว่า
การปฏิบัติบำเพ็ญธรรมมิได้อยู่ที่รูปแบบและสถานที่
เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เป็นเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์
มาถึงแม่น้ำอโนมาก็เพียงเปลื้องเครื่องทรงของงกษัตริย์ออกและตัดพระเมาฬีและนำผ้าห่อศพมาพันพระวรกายและมุ่งหน้าหาความรู้เพื่อพ้นจากทะเลทุกข์
การดำรงชีพของเจ้าชายสิทธัตถะ ณ
บัดนี้ไม่ต่างอะไรกับขอทานปรราศจจากเครื่องอำนวยความสะดวกและผู้คทั้งปวง
เหตุไฉนจึงต้องทรงปฏิบัติเช่นนี้
เพราะเป็นไปตามกาลกำหนดของเบื้องบนและความผันแปรของธรรมกาลซึ่งแบ่งออกเป็นสามยุค
ยุคแรก เป็นยุคเขียว
ผู้บำเพ็ญปฏิบัติคือ ฮ่องเต้
ซึ่งได้ชื่อว่าโอรสสวรรค์
ยุคสอง เป็นยุคแดง
ผู้บำเพ็ญปฏิบัติคือ อริยะบุคคล
ซึ่งได้ชื่อว่า ปราชญ์ เมธี
ยุคสาม เป็นยุคขาว
ผู้บำเพ็ญปฏิบัติคือ สาธุชน
ซึ่งได้ชื่อว่า นักธรรม
พระพุทธองค์ทรงมีพระภารกิจตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเพื่อนำพาเวไนยสัตว์ทั้งปวงให้ข้ามพ้นไปจากททะเลทุกข์
ในครั้งนั้นสังคมของชมพูทวีปยังแบ่งแยกออกเป็นววรรณณะชั้นแตกต่างกันไม่ยอมมีสังคมร่วมกันคือ
กษัตริย์ พราหมณ์ ไวทยะ ศูทร และ
วรรณะ
ที่ต่ำสุดอันเกิดจากกาารผสมข้ามวรรณะกันก็ได้ลูกออกมาเป็นจัณณฑาลจึงเป็นความจำเป็นที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดรูปแบบใหม่ให้ทุกวรรณะสามารถหลอมละลายกลายเป็นชนชั้นเดียวกันได้
รูปแบบนักบวชของพระพุทธองค์ทรงมีความหมายเช่นนี้มิได้มีไว้เพื่อติดยึดแต่ประการใด
แต่ในชั้นหลังต่างไม่เข้าใจความมุ่งหมายแต่กลับกลายเป็นรูปแบบที่ยึดและเชื่อกันว่าการสำเร็จธรรมต้องอยู่ในรูปแบบของนักบวช
และสัจธรรมก็แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์พยานว่า
แม้อยู่ในรูปแบบของนักบวชแต่ไม่ปฏิบัติบำเพ็ญยังต้องจรลีลงนรกโลกันต์มากมายสุดคณานับ
ข้าหลวงอุ๋ยได้กราบเรียนถามพระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงว่า
"พวกเราทั้งลายที่เป็นคฤหัสควรฝึกอย่างไร
เมื่ออยู่ที่บ้านจึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติบำเพ็ญ"
ครั้งนั้นพรระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงตอบว่า
"อาตมาจะสอนโศลกว่าด้วยนิรรูปให้สักหมวดหนึ่ง
ถ้าท่านทั้งปวงเก็บเอาไปศึกษาและนำข้อความเหล่านี้ออกมาปฏิบัติแล้ว
ก็จักเป็นเช่นเดียวกับพวกที่อาศัยอยู่กับอาตมาเนืองนิจเหมือนกันในทางตรงกันข้าม
ถ้าไม่ปฏิบัติท่านก็หาความเจริญทางจิตไม่ได้
แม้ว่าท่านจะโกนหัวสละบ้านเรือนออกแสวงหาบุญ"
เมื่อการบำเพ็ญธรรมติดอยู่ที่รูปแบบมมิได้ค้นคว้าสนใจปฏิบัติที่จิตความฟั่นเฝือผิดเพี้ยนจึงเกิดขึ้นมากมาย
เพราะรูปแบบมิได้อยู่ที่การมองเห็นจับต้องได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่รูปแบบที่จิตสร้างขึ้นยังมีอีกมมากมายจนประมาณมิได้
ผู้บำเพ็ญปฏิบัติจึงเดินผิดหนทางไปตามที่อาจารย์ต่างๆ
ได้กำหนดแบบและเหมาเอาว่าเป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติเอาไว้
นักบวชฉลาดแต่งตัวประหลาดกว่าคนอื่นๆ
ก็กลายเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์จึงแห่แหนกันไปกราบไหว้บูชา
นักบวชแสดงวัตรปฏิบัติเคร่งแต่รูป
ส่วนจิตใจสกปรกคนก็แห่แหนกันไปกราบกราน
อาการผิดเพี้ยนทางพระพุทธศาสนาปรากฏขันมากมายจนหนทางแห่งการพ้นทุกข์ก็ลบเลือนไป
มีแต่หนทางสร้างลาภยศสรรเสริญกันสถานเดียว
เพราะมิได้ปฏิบัติกันทที่จิตอันถูกต้องนักบวชจึงหันมาเอาแบบอย่างของฆราวาสจนศาสนาได้เหลือแต่เพียงรูปแบบ
กลายเป็นพุทธพาณิชย์สร้างความร่ำรวยและกิเลสกองท่วมทับพุทธศาสนิกชน
การบำเพ็ญธรรมจึงต้องหันมาที่ตัวเองและในครัวเรือน
|
|
|