|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| ถือศีลแต่ตกนรก
ปุถุชนบำเพ็ญธรรมมักมีความเข้าใจผิดจึงปฏิบัติผิดๆ
ต่อการรักษาศีลโดยเห็นเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องสมาทานขอศีลจากพระภิกษุสงฆ์จึงเกิดความบริสุทธิ์และเป็นบุญกุศล
บางรายขณะที่ตั้งจิตรับศีล
ถ้าเห็นว่าข้อใดปฏิบัติมิได้ก็ไม่ยอมรับเพราะเห็นว่าการไม่รับแล้วไปปฏิบัติในสิ่งที่พระพุทธองค์ห้ามเอาไว้ไม่เป็นความผิด
ความจริงพระพุทธองค์บัญญัติศีลห้ามิได้กำหนดสิ่งใหม่นอกเหนือสัจธรรมเลย
ศีลห้าเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติของธรรมญาณ
เพราะฉะนั้นใครจะรับ
หรือไม่รับถ้าปฏิบัติผิดต่อสัจธรรมย่อมได้รับบาปเช่นเดียวกัน
ท่านบรมปราชญ์ขงจื๊อกล่าวเอาไว้ว่า
คุณธรรมสามัญของมนุษย์มีอยู่แล้วห้าประการคือ
เมตตา มโนธรรม จริยธรรม ปัญญาธรรม
และสัตยธรรม
ในกรณีที่เรานั่งรถไปข้างคนขับรถและหมาขี้เรือนวิ่งตัดหน้าเราจะรีบบอกคนขับทันที
"อย่าทับ อย่าทับ"
วาจาที่เปล่งออกมาโดยตกใจลืมตัว
จึงเป็นภาวะของธรรมญาณแท้ๆ
ที่มีเมตตาอยู่แล้ว
แต่หมาขี้เรื้อนตัวเดิมไปคาบไก่ที่บ้าน
เราจะวิ่งไล่ตีเพราะอารมณ์โลภไก่ไปบิดบังเมตตาจนหมดสิ้น
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงจึงกล่าวโศลกเพื่อแสดงให้เห็นความเป็นจริงในข้อนี้ว่า
"ผู้มีใจเที่ยงธรรม
การรักษาศีลไม่เป็นสิ่งจำเป็น"
ความหมายประโยคนี้ชี้ให้เห็นว่า
ผู้ที่มีใจเยี่ยงเดียวกับฟ้าดินไม่จำเป็นต้องรักษาศีล
เพราะใจเช่นนี้เป็นจิตใจที่มีเมตตาต้องการโอบอุ้มทุกชีวิตเอาไว้เช่นเดียวกับฟ้าและมีความอดทนยอมรับความไม่ดีทั้งปวงได้จึงเหมือนดิน
เพราะฉะนั้นผู้มีใจตรงต่อธรรมชาติเดิมแท้
แม้ไม่เคยได้ยินศีลจากภิกษุองค์ใดเลย
เขาย่อมไม่ปฏิบัติผิด
แต่ผู้ที่เห็นศีลเป็นของนอกกายต้องรับจากผู้อื่น
ขณะที่รับศีลมาต้องปฏิบัติเคร่งครัดอย่างยิ่งยวด
แต่พอสิ้นเวลาของการสมทานจึงปล่อยตัวปล่อยกายกระทำความชั่วเต็มตามอารมณ์กิเลสสทั้งปวง
เพราะฉะนั้นถือศีลจึงมีโอกาสตกนรกได้มากกว่า
สู้คนที่ไม่รู้จักศีลแต่ปฏิบัติต่อฟ้าดิน
สัจธรรมด้วยความจริงใจมิได้
บางรายยังไม่ลงจากศาลาวัดก็แย่งกันนินทาหรือบางครั้งถึงขนาดตบตีหึงหวงกันวุ่นวายไปหมด
บางรายหยาบคายร้ายกาจขาดสำรวม
ที่เป็นดังนี้เพราะเห็นศีลเป็นของนอกกาย
ถือได้วางได้
ศีลจึงมิได้เป็นเครื่องมือที่ขัดเกากิเลสทั้งปวง
แต่กลับกลายเป็นเรื่องของการอวดถือเคร่งกว่ากันและกลายเป็นศีลอวดกันเท่านั้นเอง
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวต่อไปว่า
"ผู้มีความประพฤติตรงแน่ว
การปฏิบัติในทางฌานมั่นมีมาเองแม้เราไม่ตั้งใจทำเพื่อให้ได้ฌาณ"
ผู้ที่สามารถปฏิบัติได้ตรงแน่วย่อมต้องมีจิตใจตรงต่อสัจธรรมเสมอความสงบไม่หวั่นไหวของจิตจึงเกิดขึ้นได้ซึ่งโดยธรรมชาติเดิมแท้ของ
"ธรรมญาณ"
มีความสงบเป็นฌานอยู่ในตัวเองแล้ว
เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นการบังควรที่หลับตาภาวนาเพื่อให้ได้ฌานเลย
ผู้ที่ปฏิบัติไม่ตรงต่อสัจธรรมจึงเป็นผู้ที่วุ่นวายสับสนหนความสงบได้ยาก
เพราะความฟุ้งเฟ้อแห่งจิตที่วิ่งไปตามอายตนะทั้งหกไม่หยุดหย่อน
ผู้ที่ไม่พบธรรมญาณ
จึงถูกหลอกลวงด้วยอำนาจจิตของตนเองโดยไม่รู้ตัว
เพราะเขาประพฤติปฏิบัติแบบลวงโลกและยึดถือสิ่งลวงเป็นสิ่งจริง
อำนาจจิตสามารถ
สร้างรูปมากมายโดยที่ตนเองหารู้ไม่ว่ารูปเหล่านั้นเป็นมายากลับยึดถือเอาไว้และการแสดงออกย่อมผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติแท้ของธรรมญาณ
การปฏิบัติที่ตรงต่ออารมณ์ความชอบของตนเองย่อมเบี่ยงเบนไปจากสัจธรรม
ความคิดจึงเป็นอย่างหนึ่ง
การกระทำจึงเป็นไปอีกอย่างหนึ่งไม่ตรงต่อความคิด
วาจากลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง
ถ้าใครที่มีภาวะเป็นเช่นนี้ความสับสนและความทุกข์ย่อมครอบงำธรรมญาณ
จนห่างไกลไปจากหลักของสัจธรรมตกไปสู่วัฏจักร์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป
คำกล่าวของพระอริยเจ้า เหลาจื๊อ
แสดงให้ประจักษ์ชัดมานานนับเป็นพันๆ
ปีว่า "ธรรมแท้
ไม่อาจกล่าวออกมาเป็นวาจาได้
ที่กล่าวออกมาจึงมิใช่ธรรมะ"
การแสดงออกทั้งปวงที่ที่ปรุงแต่งออกมาจากจิตจึงผิดเพี้ยนไปจากธรรมะเพราะฉะนั้นฌาน
ตามธรรมชาติของธรรมญาณ
จึงไม่อาจปรากฏออกมาได้ ญาณ
ที่กำหนดขึ้นด้วยจิตของตนเอง
ย่อมผิดแผกไปจาก
ฌานที่มีอยู่แล้วในธรรมญาณ
เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติบำเพ็ญที่กำหนดญาณด้วยแรงภาวนาของตนเองจึงเป็น
ฌาน
เกิดขึ้นได้และเสื่อมได้เช่นกัน
เพราะเป็นฌาน
ที่กำหนดด้วยรูปแบบจึงมิใช่ของจริงตามสัจธรรม
ศีลและฌาน
จึงมีอยู่แล้วตามธรรมชาติของธรรมญาณ
เพียงแต่ค้นพบธรรมญาณของตน
ทุกสิ่งอย่างก็จักบริบูรณ์ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้วมิใช่หรือ
|
|
|