|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
ผู้ปฏิบัติธรรมด้วยการหลับหูหลับตาย่อมมองไม่เห็นสัจธรรมมีแต่พบความผิดของผู้อื่นตลอดกาลแต่ไม่เคยค้นพบความผิดของตนเองจึงถือว่าเป็นผู้หลงทางอันแท้จริง
สมัยหนึ่งพระเยซูได้อัญเชิญมาตัดสินคดีความหญิงคบชู้นางหนึ่งซึ่งชาวบ้านได้มัดไว้กลางลานรอคำพิพากษาจากพระเยซู
เมื่อพระเยซูเสด็จมาถึงจึงตรัสแก่หมู่ชนเหล่านั้นว่า
"นางผู้นี้สมควรได้รับโทษทัณท์สถานหนักตามประเพณีโดยใช้หินขว้างจนตายไป
แต่ขอถามหน่อยว่า
ใครคิดว่าตนเองบริสุทธิ์ไม่มีความผิดบาปเลย
จงหยิบหินก้อนแรกปาไปที่นางคนนี้เถิด"
พระวจนะเพียงเท่านี้ได้เปิดให้จิตใจของคนขณะนั้นได้รู้สำนึกทันทีว่าแท้ที่จริงเรามีผิดบาปด้วยกันทั้งนั้นต่างจึงถอยหนีไปไม่มีใครกล้าหยิบก้อนหินปาแม้แต่คนเดียว
หญิงผู้นั้นจึงรอดตายไปด้วยปัญญาอันยิ่งใหญ่ของพระเยซูเจ้า
สมัยนั้นการศึกษามิได้เจริญเช่นสมัยนี้
และพระเยซูได้รับการศึกษาไม่ว่าจะเป็นศิลปศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์
แต่เหตุไฉนปัญญาของพระองค์จึงมีอานุภาพเช่นนี้
ถ้าไม่เป็นเพราะพระองค์ทรงได้รับศีลจุ่มจากนักบุญโยฮัน
ณ แม่น้ำจอร์แดน
ก็ยากที่จะหาคำอธิบายถึงปัญญาอันประเสริฐนี้ได้เลย
การได้รับศีลจุ่มในขณะนั้น
พระเยซูได้เปล่งพระวาจาออกมาว่า
"ทันใดนั้นท้องฟ้าก็เบิกกว้างขึ้น
พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมารวดเร็วดั่งนกพิราบเข้ามาสถิตในพระองค์"
พระผู้เป็นเจ้าก็คือ
"ธรรมญาณ"
ของตนเองและมีจุดกำเนิดมาแต่เบื้องบนซึ่งทุกคนมีเหมือนกันหมดและทรงอานุภาพเท่าเทียมกันเพียงแต่ว่าใครค้นพบความมหัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ของตนได้เท่านั้นเอง
ถ้าปัญญาอันเกรียงไกรนี้มีแต่เฉพาะพระเยซูเท่านั้น
บรรดาชนทั้งปวงฟังพระวจนะจะไม่มีปัญญาแยกแยะได้เลยว่า
ตนเองนี้ล้วนมีผิดบาปเฉกเช่นหญิงคบชู้รายนั้น
ชนทั้งปวงก็ไม่สะเทือนใจและคิดว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์
พระวจนะของพระเยซูย่อมไร้ความหมายอย่างแน่นอน
ท่านฮุ่ยเหนิง
พระธรรมาจารย์จึงกล่าวเอาไว้ในโศลกว่า
"ถ้าเรามีความเพียรรอคอยจนได้ไฟซึ่งเกิดจากการเอาไม้มาสีกัน
เมื่อนั้นบัวสีแดงอันเป็นพุทธภาวะก็จะโผล่ออกมาเองจากตมสีดำ"
ความหมายแห่งพระวจนะนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าภาวะแห่งการเป็นผู้รู้
ผู้ตื่น
และผู้เบิกบานจนกิเลสมีอยู่แล้วในทุกตัวตน
ไม่ว่าผู้นั้นจักต่ำต้อยด้วยฐานะแห่งกายสังขารหรือปัญญาญาณเพียงแต่ว่า
ผู้นั้นมีความเพียรพยายามขัดสีให้
กิเลส
ทั้งปวงหลุดออกไปจากธรรมญาณก็สมารถใช้ปัญญาอันยิ่งยงได้เท่าเทียม
เพราะต่างมีอยู่แล้วอย่างสมบูรณ์เท่ากัน
การขัดสีเพื่อให้กิเลสลดน้อยลงไปย่อมต้องอาศัยผู้อื่นเป็นสะพานเพื่อให้เห็นถึงความผิดบาปของตนเองอันเป็นความมืดบอดทางปัญญาเสมือนหนึ่งเมฆหมอกปิดบังความสว่างไสวของดวงอาทิตย์
ดังนั้นคำตักเตือนหรือแม้แต่คำตำหนิของผู้อื่นจึงเป็นประโยชน์มหาศาลในอันที่จะขจัดกิเลสของตนเอง
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงจึงกล่าวว่า
"สิ่งที่เป็นรสขมย่อมถูกใช้เป็นยาที่ดี
สิ่งที่ฟังแล้วไม่ไพเราะหูนั้น
คือคำเตือนอันจริงใจของผู้เตือนที่แท้จริง
เพื่อแก้ไขความผิดให้กลับเป็นของถูก
เราย่อมได้สติปัญญา
แต่การต่อสู้เพื่อรักษาความผิดของตัวเองไว้
เราได้แสดงความหมายแห่งความมีจิตผิดปกติออกมา"
คนในโลกนี้ต่างมีความต้องการเหมือนกันคือ
คำสรรเสริญและเสียงตำหนิว่ากล่าวผู้อื่นเสมอ
แต่ผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นหนทางแห่งการรู้แจ้งในธรรมญาณย่อมต้องปฏิบัติตรงข้ามกับปุถุชนคือความยินดีในเสียงตำหนิตนเอง
และเสียยงสรรเสริญผู้อื่น
เสียงตำหนิว่ากล่าวผู้อื่นย่อมเป็นเฉกเช่น
ยาชำระล้างความสกปรกภายในจิตญาณ
แต่เสียงยกย่องเป็นเช่นยาพิษ
เพราะทำให้กลายเป็นผู้ที่ยะโสโอหังได้ง่ายที่สุด
เห็นตนเองอยู่ในฐานะเหนือกว่าผู้อื่นจึงกลายเป็นผู้หลงทางอย่างแท้จริง
เมื่อมีผู้มาชี้ให้เห็นความผิดเรามักป้องกันตัวด้วยการโต้ตอบด้วยอาการรุนแรงเกินปกติ
เพราะฉะนั้นบรรดาชนที่เชื่อว่าตนเองบริสุทธิ์
จึงพยายามประกาศความบริสุทธิ์และป้ายสีความสกปรกให้แก่ผู้อื่นเสามอไปเขาเหล่านี้จึงเป็นเช่นคนผิดปกติ
ซึ่งมีอยู่มากมายในสังคมทุกวันนี้
เพราะไม่เคยชำระล้างความสกปรกเลอะเทอะของตนเอง
แต่กลับนำเอาความสกปรกเหล่านั้นไปป้ายให้ผู้อื่น
พระพุทธองค์ได้ประทานพระวจนะอันยิ่งใหญ่ไว้ว่า
"ผู้ที่โทษเรา
จึงเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์อันประเสริฐ"
ความผิดบาปที่เราหลงสร้างเอาไว้ล้วนเป็นการกระทำที่ไม่รู้ด้วยกันทั้งนั้น
ถ้ารู้ก็เป็นความหลงที่คิดว่าเป็นคนดีและความถูกต้อง
เพราะฉะนั้นจึงกระทำและสั่งสมผิดบาปเอาไว้มากมายโดยไม่เคยชำระล้าง
แต่เมื่อใดที่ได้น้อมฟังคำเตือนจากผู้อื่นแล้วนำมาพิจารณาด้วยตนเองปัญญาที่แยกแยะออกย่อมเป็นเสมือนหนึ่ง
ดอกบัวสีแดงที่โผล่พ้นมาจากตมสีดำ
นั่นเอง |
|
|