|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| เงินบังโพธิปัญญา
มนุษย์ผู้หนาแน่นไปด้วยความหลงจึงเชื่อว่า
เงินคือพระเจ้าที่สามรถดลบันดาลทุกสิ่งอย่างให้เราได้
เพราะฉะนั้นจึงพากันหลงหาเงินจนไม่มีเวลาแม้แต่จะรู้จักตัวเองสักนิดหนึ่ง
ผู้หลงเงินจึงทุ่มทั้งชีวิตเพื่อแสวงหาเงินตราโดยไม่เชื่อว่า
เงินไม่อาจติดสินบนลดหย่อนโทษของตนในนรกได้เลย
เงินยิ่งทำให้คนสร้างบาปเวรกรรมได้รวดเร็วและร้ายแรงจนประมาณไม่ได้
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
"เงินคืองูพิษ"
แต่ทุกวันนี้ไม่มีใครเชื่อพระพุทธองค์
จึงทุ่มเทหาเงินเพื่อซื้อความสุข
และเพิ่มพูนกิเลสจนกลายเป็นการทำร้ายตัวเองมากมาย
และตกนรกหมกไหม้เพราะอำนาจของเงินตรานี่เอง
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงจึงประทานพระวจนะเอาไว้ในโศลกหนึ่งว่า
" ในวันหนึ่งๆ ที่ชีวิตล่วงไป
เราควรปฏิบัติความไม่เห็นแก่ตัวอยู่เสมอ
เพราะพุทธภาวะ
ไม่มีหวังที่จะได้มาจากการให้เงินเป็นทาน"
ความหมายที่แท้จริงเพื่อให้เราได้รู้ว่าการปฏิบัติให้ถึงซึ่งพุทธภาวะนั้นมิได้อาศัยเงินตราเป็นผู้ดลบันดาลแต่ประการใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีเงินตราล้วนแต่ถูกเงินตราหลอกล่อให้สูญเสียสภาวะแห่งความเป็นพุทธะกลายเป็น
"อสุรกาย"
เพราะเขาจักเป็นผู้ที่ทำบุญและมากไปด้วยอารมณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนที่มีนิสัย
ยโสโอหังมมังการ
ปราศจากความอ่อนน้อมถ่อมตนโดยสิ้นเชิง
บุญกริยาทั้งปวงจึงกลายเป็นอกุศลกรรม
คนมีเงินมักทำบุญเพราะต้องการชื่อเสียง
มีหน้ามีตาจึงเป็นผู้ที่เห็นปแก่ตัวและได้รับเสียงสอพลอจากผู้ที่นับถือเงินตราเป็นพระเจ้าเช่นเดียวกัน
ประการสำคัญผู้ที่มีเงินตราไม่ได้สำนึกว่า
แท้ที่จริงแล้วเงินตราเหล่านี้ล้วนเป็นผลบุญที่ตนเองเคยสร้างมาเอาไว้ในอดีตชาติด้วยความนอบน้อมและศรัทธาแต่คนหลงเงินตราจึงกลายเป็นศัตรวุธประหารความศรัทธา
และความนอบน้อมไปจนหมดสิ้นเพราะเขาเชื่อว่า
สวรรค์วิมานสามารถใช้เงินตราซื้อมาได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
"ความเป็นผู้รู้
ผู้ตื่นและผู้พ้นจากกองกิเลส
อำนาจเงินตราดลบันดาลให้ได้
ผู้ที่ถูกอำนาจเงินตราครอบงำจึงเป็นเพียงผู้สร้างชื่อเสียงในหมู่คนเอาไว้เพียงชาตินี้เท่านั้น
ชาติต่อไปจึงกลายเป็นผู้ยากจนเข็ญใจและโง่เขลาเบาปัญญา
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวเอาไว้ในโศลกว่า
"โพธิปัญญานั้น
หาพบได้ภายในใจของเราเอง
และไม่มีความจำเป็นเสาะแสวงหาความจริงอันเด็ดขาดของสัจธรรมจากภายนอก"
สัจธรรมล้วนอยู่ในใจของเราทุกคน
แต่คนที่เห็นแก่ตัวและละโมบในบุญ
จึงเป็นผู้ที่พ้นไปจากหนทางแห่งสัจธรรม
เพราะเขาไม่ชอบปฏิบัติจิตเพื่อชำระล้างคราบไคลแห่งความโลภ
โกรธ หลง
ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความเพียรพยายามฝืนความเคยชินของกายสังขารซึ่งต้องชำระล้างด้วยตนเอง
ไม่อาจใช้ผู้อื่นหรือสิ่งอื่นแทนได้เลย
เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะ
เสด็จออกจากราชสมบัติพระองค์ได้สลัดตัดทิ้งทรัพย์สินเครื่องอำนวยความสะดวกทั้งปวงโดยสิ้นเชิงและเผชิญหน้าต่อความยากลำบากด้วยพระองค์เองเพื่อฝึกฝนกำหราบความเคยชินของความสุขสบายทั้งปวง
ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงมีแต่กายสังขารที่ห่อหุ้มด้วยผ้าห่อศพและมีผืนดินโคลนต้นไม้เป็นที่อาศัยพักพิงจึงเป็นผู้ที่ยากจนเข็ญใจที่สุด
ที่เป็นเช่นนี้เพราะพระองค์ประสงค์แสวงหาหนทางแห่งจิต
มิได้ต้องการอาศัยหนทางแห่งกายสังขารเพื่อเสพสุข
หนทางแห่งกายและจิต
สวนทางกันเสมอ
กายมีความสุขสบายจิตใจตกต่ำและลุ่มหลง
แต่จิตใจสูงส่งขึ้นเมื่อไร
กายย่อมไม่ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยปัจจัยต่างๆ
อีกต่อไป เมื่อพระองค์ทรงค้นพบ
"ธรรมญาณ"
พระวรกายย่อมสดใสและพ้นไปจากเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง
พระธรรมญาณ ควบคุมกายสังขาร
หนทางแห่งการบำเพ็ญของพระพุทธองค์จึงกล่าวได้ว่าพระองค์อาศัยพระวรกายบำเพ็ญเพื่อค้นหาหนทางแห่ง
"ธรรมญาณ"
แต่บรรดาผู้ที่หลงใหลต่อทรัพย์สินทั้งปวงล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในอำนาจของความโลภ
ความหลง ความโกรธ อย่างเอกอุ
เพราะปรนเปรอความสุขให้แก่กายจึงทำให้สภาวะแห่ง
"พุทธะ" หายไปจาก ธรรมญาณ
ความสุขสบายของกายจึงกลายเป็นอุปสรรคที่ไม่อาจค้นพบ
"ธรรมญาณ" ได้เลย
ในคัมภีร์ใบเบิลแห่งศาสนาคริสต์
ในมัดธาย บทที่ 24
ได้กล่าวเอาไว้ว่า
"ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา
ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเองและรับกางเขนของคนแบกตามเรามา...ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด"
การเอาชนะตนเองจึงเป็นเรื่องที่ต้องฝืนต่อความเคยชินของกายสังขาารโดยแท้
เพราะฉะนั้นตั้งแต่บรรพกาลมาแล้ว
ผู้บำเพ็ญล้วนเป็นผู้ที่ต้องละทิ้งเครื่องผูกมัดของทรัพย์สินทั้งปวงจึงจักพบพุทธภาวะของตนเอง
แต่การแสวงหาหนทางเช่นนี้ย่อมยากลำบากนัก
ส่วนอาศัยเงินตราสร้างบุญ
จึงเป็นเรื่องง่ายดายเพราะฉะนั้นผู้ที่แสวงหาแต่หนทางแห่งความง่ายจึงหลงใหลต่อทรัพย์สมบัติทั้งปวงและเชื่อว่าการทำบุญด้วยเงินมหาศาลย่อมนำพาจิตญาณของตนเข้าสู่พุทธภูมิได้
ถ้าความจริงเป็นเช่นนี้ฟ้าดินย่อมไร้สัจธรรมเพราะคนรวยย่อมขึ้นสวรรค์ตลอดกาล
คนจนย่อมตกนรกไม่สิ้นสุด |
|
|