|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| หลงข้ามภพข้ามชาติ
ความไม่รู้จัก
"ธรรมญาณ"
ของตนเองก่อให้เกิดความหลงอย่างร้ายแรงกลายเป็นอวิชชาสร้างภพสร้างชาติวนเวียน
เกิด-ตาย ไม่สิ้นสุด
ตัวเร่งที่ก่อให้เกิดความหลงนั้นคือ
ตัณหาความทะยานอยากไม่ว่าจะเป็นความสุข
ความดี ความดัง ความรวย
ล้วนเป็นตัวที่ทำให้ "จิต"
ของคนหลงวนเวียนติดยึดอยู่กับสิ่งเหล่านี้และเป็นปัจจัยทำให้มี
"อาการเกิด" ไม่สิ้นสุด
ผู้ฝึกนั่งสมาธิพอนิ่งสงบเกิดความสุขล้วนติดยึดกับความสุขนั้นและเพราะเกิดความอยากเห็นสวรรค์
นิพพาน นรก
จิตจึงเนรมิตให้ตนเองได้พานพบ
แต่เพราะขาดปัญญาญาณพิจารณาโดยสัจธรรมจึงหลงคิดว่าเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอน
ตัวอุปาทานความติดยึดจึงสำแดงเดช
ยึดเอาสวรรค์นิพพานเป็นที่หมาย
พอเกิดทุกข์นั่งหลับตาไปนิพพาน
หนีความทุกข์ได้ทุกครั้งไป
ความหลงเช่นนี้ไม่มีใครสามารถแกะออกมาได้เลย
ถ้ามิได้ใช้ปัญญาของตนพิจารณาให้เห็นเป็นสัจธรรม
เหตุใดคนเหล่านี้จึงมิได้ใช้ปัญญา
เพราะอุปาทานบดบังปัญญาเสียสิ้น
ปัญญาจึงไม่อาจแยกแยะให้เห็นชัดในเหตุปัจจัยทั้งปวงที่จิตได้ก่อขึ้นด้วยความหลงผิด
เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า
ผู้ที่ติดยึดในมิจฉาสมาธิล้วนเป็นผู้ท่ได้สั่งสมเอาไว้แล้วในชาติปางก่อน
กลายเป็นจริตที่ติดจิตญาณมาจนแกะไม่ออก
ชาติที่แล้วก็นั่งหลับตาภาวนาเป็นฤาษี
ชาตินี้เกิดมาก็ยังคงนั่งหลับตาภาวนาเป็นผู้ถือศีล
ปฏิบัติอย่างนี้ชาติแล้วชาติเล่าหาได้ไปถึงไหนไม่
เพราะไม่อาจค้นพบจุดกำเนิดที่เป็นต้นเหตุแห่งการเกิดได้เลย
เพราะฉะนั้นจึง เกิด-ตาย
ไปเรื่อยๆ
แต่พระพุทธองค์ทรงค้นพบสิ่งที่ไม่เกิด
เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการตาย
การค้นพบเช่นนี้มิได้แต่เฉพาะการใช้ปัญญาญาณเท่านั้น
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวเอาไว้ว่า
"อาจารย์สอนกัมมัฏฐานบางคน
สอนศิษย์ของตนเองให้เฝ้าระวังจิตของตนให้นิ่งเงียบ
ถึงกับว่าหมดความเคลื่อนไหวเป็นไปของจิตเอาเสียทีเดียว
เมื่อเป็นดังนั้น
พวกศิษย์ก็พากันเลิกถอนการระดมกำลังจิตเสียสิ้นเชิง
คนหลงผิดเหล่านี้พากันฟั่นเฟือน
เนื่องจากมีความเชื่อถือในคำแนะนำนั้นเกินไป"
ความหมายแห่งพระวจนะนี้น่าจะชัดเจนว่าการกำหนดให้จิตของตนนิ่งเงียบปราศจากความเคลื่อนไหวนับเป็นหนทางแห่งความหลงผิดโดยแท้เพราะตัวการของจิตคือ
"ธรรมญาณ"
มิได้มีหน้าที่ใช้ปัญญาซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติให้เกิดประโยชน์เลย
เพราะไม่อาจหยั่งรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวของ
"จิต" ว่าดีหรือชั่ว
กำลังของจิตญาณคือ
การใช้ความคิดซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติและเราเรียกกันว่าปัญญาโดยตัวของมันเองแล้วมีพลานุภาพที่สามารถตัดขาดจากกิเลสทั้งปวงได้
แต่เพราะมันถูกบังคับให้อยู่นิ่งๆ
มันจึงไร้อานุภาพโดยสิ้นเชิงเหมือนถูกกักขังเอาไว้
สภาวะดั้งเดิมของ "ธรรมญาณ"
มีความเงียบสงบอยู่แล้วแต่การขยับตัวของธรรมญาณ
จึงกลายเป็น "จิต"
ที่เกิดความคิดอ่านในขณะเดียวกันคุณลักษณะของธรรมญาณ
คือมีปัญญาแยกแยะ
แต่สภาวะแห่งจิตนั้นกระสับกระส่ายวิ่งวนมิอยู่นิ่ง
การบังคับให้ต้องอยู่นิ่งๆ
จึงเป็นการหลงคิดว่าเป็นความว่าง
แท้ที่จริงมิใช่ความว่างตามธรรมชาติแห่ง
"ธรรมญาณ" เมื่อ "จิต"
อยู่นิ่งไม่เป็น
ความคิดฟุ้งซ่านจึงเกิดขึ้นและสามารถสร้างสรรค์ไปทั้งในทางดีและร้ายได้เสมอกัน
เพราะฉะนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสเกี่ยวกับเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเวียนว่ายไม่สิ้นสุดว่า
ความไม่รู้เป็นเหตุให้เกิด
ความคิดปรุงแต่ง
ความคิดปรุงแต่งจึงเป็นเหตุให้เกิด
วิญญาณความรับรู้
วิญญาณความรับรู้จึงเป็นเหตุให้เกิดนามรูป
นามรูปจึงเป็นต้นเหคุให้เกิด
อายตนะหก หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ
อายตนะหกจึงเป็นเหตุให้เกิดสัมผัส
เมื่อสัมผัสแล้วจึงเป็นเหตุให้เกิด
อารมณ์
อารมณ์จึงเป็นเหตุให้เกิดความอยากและตัณหา
ตัณหาจึงเป็นเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นเป็นอุปาทาน
อุปาทานจึงเป็นเหตุให้เกิดภพ
ภพจึงเป็นเหตุให้มีความเกิดคือชาติ
เมื่อมีการเกิด จึงเป็นเหตุให้
แก่ แก่แล้วจึงถึงซึ่งความตาย
เมื่อความตายมาถึงจึงเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์โศก
เสียใจ
และเพราะเสียใจคับแค้นใจจึงกลายเป็น
"ความไม่รู้"
และเริ่มต้นเวียนวนไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด
กลายเป็นทะเลทุกข์ที่ท่องกันไปชาติแล้วชาติเล่า
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง
ท่านจึงกล่าวเตือนไว้ว่า
"ความหลงผิดเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นนานๆ
ครั้ง
แต่มีอยู่ทั่วไปและมีมานานแล้ว
และจึงถือเป็นความผิดอย่างใหญ่หลวงที่สอนให้ผู้อื่นระวังจิตขิงตนให้นิ่งเงียบ"
|
|
|