|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|
 |
| ไม่ช้า-ไม่เร็ว
การหมุนเวียนเปลี่ยนระบบสุริยจักรวาลก่อให้เกิดการเวลาอิทธิพลนี้ได้กำเนิด
กลางวัน กลางคืน วัน เดือน ปี
ชั่วโมง นาที และวินาที เมื่อ
"ธรรมญาณ"
ลงมาสู่โลกนี้ย่อมตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกาลเวลาโดยที่ตัวเองหารู้ไม่ว่า
แท้ที่จริงแล้ว "ธรรมญาณ"
มิได้ขึ้นอยู่กับกาลเวลา
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ
กาลเวลาเปลี่ยนแปลง "ธรรมญาณ"
มิได้ เพราะแต่เดิมมา
"ธรรมญาณ"
มีความสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งอะไรเลย
"ธรรมญาณ"
ทุกดวงในโลกนี้มีปัญญาเท่าเทียมกัน
แต่ไฉนคนในโลกจึงมีโง่และฉลาด
บางคน "ปัญญาทึบ"
บางคนปราดเปรื่อง ปัญญานี้
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง
ได้ให้อรรถาธิบายว่า
"ในพระพุทธศาสนาที่เป็นไปตามคัมภีร์
ความแตกต่างระหว่างนิกาย
"ฉับพลัน" กับนิกาย
"เชื่องช้า"
มมิได้มีอยู่อย่างชัดแจ้งความแตกต่างเท่าที่เห็นกันอยู่ก็มีแต่เพียงว่า
ตามธรรมชาติที่เกิดมาคนบางพวกรู้อะไรได้เร็ว
ในเมื่อคนอีกบางพวกทึบต่อการที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆ
พวกที่สว่างไสวก็สามารถเห็นแจ้งสัจธรรมได้ทันทีในเมื่อพวกที่อยู่ภายใต้อวิชชาจะต้องค่อยๆ
ฝึกตัวเองต่อไป
แต่ความแตกต่างเช่นกล่าวนี้จะไม่ปรากฏเลย
ถ้าหากเรามารู้จักธรรมญาณของตัวเอง
และรู้แจ้งต่อสภาพแท้ของตัวเราเอง
เพราะฉะนั้นคำว่า "เชื่องช้า"
กับคำว่า "ฉับพลัน"
สองคำนี้จึงเป็นเพียงภาพเลือนๆ
มากกว่าที่จะเป็นจริง"
วจนะของท่านฮุ่ยเหนิงจึงยืนยันได้ชัดเจนว่า
ทุกคนในโลกนี้มีสภาวะแห่งธรรมญาณเทท่าเทียมกันแต่ที่เกิดอาการแตกต่างกันเพราะ
"อวิชชา" คือความไม่รู้จัก
"ธรรมญาณ"
และสภาวะแห่งความเป็นจริงของ
"ธรรมญาณ" แห่งตน
ส่วนการรับรู้ที่ฉับพลันและเชื่องช้าเป็นเพราะอาการยึดมั่นถือมั่นแห่งจิตที่เวียนว่ายไปในสามภพสามภูมิ
อารมณ์ดี-ชั่ว
ได้นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานจนยากที่จะสลัดออกไปได้
ดังนั้นต่างจึงลืมเลือนสภาวะแห่ง
"ธรรมญาณ"
อันเป็นธรรมชาติดั้งเดิมที่บริสุทธิ์ของตนเองเสียสิ้นความแตกต่างของมนุษย์จึงปรากฏขึ้นในโลกนี้
บาป เวร กรรม
ที่ก่อขึ้นมาตามอารมณ์ชาติแล้วชาติเล่าจึงเป็นอวิชชาบดบังปัญญาเสียสิ้น
ความรู้แจ้งในสัจธรรมจึงปรากฏช้า
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงชี้หนทางแห่งการพ้นไปจากการติดยึดว่า
"ในการที่จะถือเอา
"ความไม่เป็นไปตามอำนาจของวิตก"
เป็นผลที่เราจำนงหวัง ถือเอา
"ความไม่ตกอยู่ภายใต้วิสัยของอารมณ์"
ว่าเป็นมูลรากอันสำคัญ
และถือเอา "ความไม่ขัดติด"
ว่าเป็นหลักหรือต้นตออันเป็นประธานสำคัญ"
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงได้อธิบายความหมายเอาไว้อย่างชัดเจนว่า
"ความไม่ตกอยู่ภายใต้วิสัยของอารมณ์นั้นหมายถึงความไม่ถูกอารมณ์ดึงดูดเอาไว้
ในเมื่อได้สัมผัสกันเข้ากับอารมณ์
ความไมม่เป็นไปตามอำนาจของวิตกนั้นหมายถึงความไม่ถูกลากเอาไปโดยความคิดอันแตกแยกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ในขณะที่กำลังบำเพ็ญภาวนาทางจิต
ความไม่ข้องติด
นั้นหมายถึงลักษณะเฉพาะแห่ง
ธรรมญาณของเรานั่นเอง"
"ทุกสิ่งไม่ว่าดีหรือเลว
สวยงามหรือน่าเกลียด
ควรจัดเป็นของว่างอย่างเดียวกัน
และไม่มีการนึกถึงการแก้เผ็ด"
"ในการฝึกความนึกคิดของตนเอง
จงปล่อยให้อดีตเป็นอดีตถ้าเราเผลอให้ความคิดของเราที่เป็นอดีต
ปัจจุบัน และอนาคต
มาจับติดต่อกันเป็นห่วงโซ่แล้ว
ก็หมายว่าเราจับตัวเองใส่กรงขัง"
"ในฝ่ายตรงกันข้าม
ถ้าเราไม่ยอมให้ใจของเราข้องติดอยู่ในสิ่งใดๆ
เราจะลุถึงความหลุดพ้น
เพื่อผลอันนี้เราจึงถือเอา
"ความไม่ข้องติด"
ว่าเป็นหลักหรือต้นตออันเป็นประธานสำคัญ"
พระวจนะของพระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงชี้ให้เห็นว่า
การข้องติดนั้นเป็นเพราะการเปรียบเทียบ
ดี-เลว สวยงาม-น่าเกลียด
อาการข้องติดของจิตจึงเกิดขึ้น
ถ้าปราศจากการเปรียบเทียบมองดูให้เห็นเป็นอย่างเดียวกัน
อาการปล่อยวางจักปรากฏขึ้นภายในจิต
พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงกล่าวต่อไปว่า
"การดำรงใจไว้ให้เป็นอิสระจากอำนาจของกิเลสในทุกๆ
ลักษณะของสิ่งที่แวดล้อมรอบตัวเรานี้เรียกว่า
"ความไม่เป็นไปตามอำนาจของวิตก"
ใจของเราลอยอยู่สูงเหนือสิ่งใดๆ
และในทุกกรณีเราไม่ยอมให้สิ่งเหล่านั้นมามีอิทธิพลครอบงำในการที่ใจของเราจะทำหน้าที่ของมัน
แต่มันเป็นความผิดอย่างใหญ่หลวงในกาารบีบบังคับใจไม่ให้คิดอะไรเสียหมด
เพราะแม้เราจะทำได้สำเร็จในการบังคับเช่นนั้น
และเราดับจิตลงไปขณะนั้น
เราก็ยังคงต้องเกิดใหม่ในภพ
ใดภพหนึ่งอยู่ดี"
บรรดาท่านที่ชอบนั่งหลับตาทำสมาธิแบบฤาษีชีไพรทั้งปวงควรนำวจนะข้อนี้ไปพิจารณาให้ดี
เพราะท่านฮุ่ยเหนิงกล่าวเอาไว้แจ่มชัดว่า
"บรรดาท่านผู้เดินทางทั้งหลายมันเป็นความชั่วอย่างพอตัวทีเดียวสำหรับคนที่ทำอย่างผิดพลาดเนื่องมาจากไม่เข้าใจความหมายของธรรรมบัญญัติข้อนั้น
แล้วมันจะเป็นความชั่วมากขึ้นไปเพียงใดอีก
ที่ไปเร้าใจให้ผู้อื่นพากันทำตามเป็นบริวารของตน
เมื่อหลงเสียแล้ว
เขาก็มองไม่เห็นอะไรและยิ่งไปกว่านั้นเขายังแถมเป็นผู้กล่าวตู่พระพุทธวจนะอยู่ตลอดกาลเป็นนิจด้วย"
|
|
|