|
 |
เว่ยหล่าง หรือ
ฮุ่ยเหนิง
วิปัสสนาปัญญา
จิตเดิมแท้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิ
ต้นโพธิ์กับกระจกเงา
โศลกอันลือเลื่อง
ต้นธาตุ ต้นธรรม
ศูนย์กลางจักรวาล
ดวงตาเห็นธรรม
สัจธรรมแห่งการกินเจ
เอกธรรมมรรค
บรรลุอย่างฉับพลัน
มหาปรัชญาปารมิตา
ความว่างที่ไม่รู้จักเต็ม
สัมมาปัญญา
กิเลสคือโพธิ
มหาปัญญา
เหมือนที่ต่าง
ครูที่แท้จริง
วิมุติปัญญา
ความไม่ต้องคิด
พ้นโง่-พ้นฉลาด
มองหาความผิดตนเอง
ทางที่ถูกต้อง
มหาธรรมนาวา
ติดบุญ-บาปพัวพัน
อหังการ
ดินแดนแห่งอมิตาภะ
มนุษย์นคร
แสงแห่งพระพุทธะ
บำเพ็ญในครัวเรือน
ถือศีลแต่ตกนรก
ไหว้พระในบ้าน
ความเป็นธรรม
บัวสีแดงเหนือตมสีดำ
เงินบังโพธิปัญญา
นั่งเฝ้าก้อนเนื้อ
หลงสุขจึงไม่เห็นทุกข์
สมาธิที่ถูกวิธี
หลอกตัวเอง
หลงข้ามภพข้ามชาติ
ไม่ช้า-ไม่เร็ว
หนึ่งเป็นสองต้องมีทุกข์ |
|

|
พระสูตรทางพระพุทธศาสนานิกายเซ็นที่โด่งดัง
และเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง
เห็นจะไม่มีพระสูตรใดเกิน
"สูตรของท่านเว่ยหล่าง"
เพราะได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ
หลายภาษาและได้รับความสนใจจากประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ของปัญญาชนเนื่องด้วยสูตรของท่านเว่ยหล่างล้วนแต่เป็นเรื่องของการใช้ปัญญาเพื่อค้นหาหนทางแห่งความเป็นพุทธะ
และเพื่อความหลุดพ้นไปจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวงในโลกนี้
สูตรของท่านเว่ยหล่างได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดยท่านพุทธทาสภิกขุ
ตั้งแต่หมวด 1 ถึง 7 ส่วนหมวด 8 ถึง 9
คุณประวิทย์ รัตนเรืองศรี
เป็นผู้แปล
ทำไมจึงต้องศึกษาสูตรของท่านเว่ยหล่าง
คำตอบก็คือ
พระสูตรนี้ใครได้ศึกษาแล้วก็เป็นการเปิดสติปัญญาของตนให้สว่างไสวและมมีทัศนคติต่อพุทธศาสนาได้อย่างแจ่มชัดว่า
แท้ที่จริงแล้วศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา
โดยแท้จริง
สำเนียงที่เรียกพระสังฆปรินายกองค์นี้ว่า
"เว่ยหล่าง"
ก็ดีหรือชื่อของท่านผู้บำเพ็ญอื่นใดในพระสูตรนี้
ล้วนแต่ใช้ทับศัพท์
อ่านออกเสียง เป็นภาษาจีน
"กวางตุ้ง"
ส่วนภาษาจีนกลางเรียกว่า
"ฮุ่ยเหนิง"
ท่านฮุ่ยเหนิงมีแซ่สกุลว่า
"หรู" เป็นชาวมณฑลกว่างตง
บิดาเป็นชาวเมือง ฟั่นหยาง
ถูกถอดออกจากราชการและได้รับโทษเนรเทศไปอยู่เมืองซินโจวและถึงแก่กรรมขณะที่ท่านฮุ่ยเหนิงยังเล็กๆ
อยู่
สองแม่ลูกพากันโยกย้ายไปอยู่กว่างโจว
ท่านฮุ่ยเหนิงประกอบอาชีพตัดฟืนไปขายเพื่อเลี้ยงดูมารดา
วันหนึ่งขณะที่นำฟืนไปส่งให้แก่เจ้าจำนำรายหนึ่งในตลาดพลันก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ของชายคนหนึ่งอยู่ที่หน้าร้าน
ซึ่งท่านฮุ่ยเหนิงเอาฟืนไปส่งนั่นเอง
ชายคนนั้นสาธยายมนต์มาถึงถ้อยคำที่ว่า
"พึงทำจิตมิให้มีความยึดถือผูกพันในทุกสภาวะ"
เมื่อได้ยินถ้อยคำเช่นนี้จิตใจของท่านฮุ่ยเหนิงก็สว่างโพลงในพุทธธรรม
จึงถามชายคนนั้นว่า
"ท่านกำลังสวดอะไร"
"เรากำลังสวดวัชรสูตร"
"ท่านไปเรียนมาจากที่ไหน"
"เราเรียนมาจากท่านอาาจารย์หงเหย่น
แห่งวัดตงฉัน ตำบลหวงเหมย
เมืองฉีโจว
ท่านมีศิษย์อยู่เป็นพันๆ คน
โดยสั่งสอนให้ศิษย์ทั้งหลายบริกรรมพระสูตรนี้
เพื่อจักได้ค้นพบธรรมญาณแห่งตนและเข้าถึงความป็นพุทธะ"
ขณะที่ท่านฮุ่ยเหนิงกำลังซักไซร้
เรื่องราวด้วยความสนใจและแสดงความประสงค์ที่จะเดินทางไปเฝ้าพระอาจารย์หงเหย่น
เพื่อเรียนพรระสูตรนี้ท่านมีความตั้งใจแน่วแน่มากจนชายใจบุญผู้อารีอยากสนับสนุนจึงให้เงินท่านฮุ่ยเหนิง
10
ตำลึงเพื่อนำไปให้มารดาไว้ใช้สอย
ขณะที่ท่านฮุ่ยเหนิงไม่อยู่
และหลังจากที่ได้จัดแจงให้มีผู้ดูแลมารดาแล้วท่านก็มุ่งหน้าเดินทางไปยังวัดตงฉัน
ตำบลหวงเหมยทันที
ใช้เวลาเกือบสามสิบวันจึงถึงจุดหมาย
เมื่อเข้าไปนมัสการพระอาจารย์หงเหย่น
ท่านก็ถามว่า
"เจ้ามาจากไหนหรือ
และต้องการอะไร"
"กระผมเป็นคนเมืองซินโจว
มณฑลกว่างตง
กระผมต้องการมากราบท่านอาจารย์และต้องการหาหนทางความเป็นธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะเท่านั้น
นอกจากนี้แล้วกระผมไม่ต้องการอะไรเลย"
"เธอเป็นชาวกว่างตงหรือ
เป็นคนป่าคนดงยังจะหวังเป็นพุทธะได้ยังไงกัน"
"ทิศเหนือทิศใต้เป็นเพียงแบ่งทิศทาง
แต่หาได้แบ่งแยกความเป็นพุทธะไม่กระผมแตกต่างไปจากท่านอาจารย์ก็ตรงที่ร่างกายเท่านั้นแต่ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะไม่แตกต่างกันเลย"
คำตอบของท่านฮุ่ยเหนิงได้ให้คำตอบในตัวเสร็จสรรพ
โดยชี้ให้เห็นสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า
มนุษย์ในโลกนี้ล้วนมีความเป็นพุทธะอยู่ในตัวเองทุกชาติทุกภาษา
เพียงแต่ว่าเขารู้หรือยอมรับความเป็นพุทธะในตัวเองหรือไม่เท่านั้น
คนจีน ไทย ฝรั่ง แขก นิโกร
เสียงแต่ความดีใจและตกใจล้วนเปล่งออกมาเหมือนกัน
นั่นแหละ เสียงของพุทธะในตัวเอง
ซึ่งเป็นสากลไม่แตกต่างกันเลย |
|
|