โดย : จอมยุทธ
สะบายดี...หลวงพระบาง


12 ม.ค. 2551

       ตื่นตั้งแต่ตี 5 วันนี้ต้องเดินทางแต่เช้า อาจจะแวะเที่ยวที่วังเวียง ค้างสักคืนแล้วต่อไปหลวงพระบางหรือเชียงของ ชมทุ่งไหหินหรือยังไงก็ยังไม่แน่ พลาดพลั้งตกรถตกราตั๋วเต็ม หรือพบพานอุปสรรคขวากหนาม ก็อยู่ต่อที่เวียงจันทน์อีกคืนก็ยังได้ อาบน้ำเสร็จ เก็บสัมภาระเรื่อยเฉื่อยเช็คสภาพท้องไส้ กว่าจะจรลีคืนห้องได้ก็หกโมงกว่าหน่อยๆ
      สัก 10 นาทีก็ถึงท่ารถสายเหนือ ค่าสามล้อ 40 พันกีบ
(ประมาณ  142 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1 บาท) พอลงรถได้ก็เนื้อหอม เป็นที่หมายปองของใครต่อใคร จะเรียกขึ้นรถนั่นเอง ส่ายหน้าไม่สนใจเดินไปที่ช่องขายตั๋ว ดูตารางเวลาเดินรถ วนไปวนมาอยู่หลายรอบ จะไปไหนดี ทันใดนั้นเองเหมือนมีอะไรมากระซิบดลจิตดลใจ ไปหลวงพระบางเลยแล้วกัน ขากลับมีเวลา เงินเหลือค่อยแวะวังเวียง เช็คราคาตั๋วรถไปหลวงพระบาง VIP ปรับอากาศ 125,000 กีบ (ประมาณ  446 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1 บาท) ถ้าเป็รถธรรมดา 60 พันกีบ (ประมาณ  214 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1 บาท) แต่ดูจากสภาพรถแล้วไม่ไหวแน่ ตั้งเกือบ 10 ชั่วโมง กว่าจะถึงหลวงพระบาง ก็เลยเลือกไปรถหน้าตาดีหน่อย จัดการเก็บสัมภาระอันประกอบด้วยเป้ใบเดียวไว้ใต้ท้องรถ เที่ยวนี้เลือกที่จะสะพายกล้องไว้กับตัว ไว้เผื่อเก็บภาพระหว่างเดินทาง ไม่อยากพลาดเหมือนตอนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองอีก


ท่ารถสายเหนือ เวียงจันทน์ : ที่เห็นเขาบรรทุกรถมอเตอร์ไซต์ขึ้นหลังคานั้น ขอบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดามากๆ

         รถออก 8 โมง พอมีเวลาเตร็ดเตร่ กาแฟ+ปาท่องโก๋ตัวหนึ่ง 4 พันกีบ (ประมาณ  14 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1 บาท) เข้าห้องน้ำ 1 พันกีบ (ประมาณ  3 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1 บาท) สักพักก็เรียกผู้โดยสารขึ้นรถ ให้นั่งตามเลขปี้(ตั๋ว) ของผมเบอร์ 9 ติดริมหน้าต่างทางซ้ายเหมาะมาก เป็นรถฮุนได แอร์เย็นฉ่ำ เบาะเอนได้เฉพาะที่พิงหลัง ค่อนข้างคับแคบไปหน่อยเหมือนกันสำหรับมาตรฐาน VIP สภาพรถโดยทั่วไปสะอาดพอควร มีห้องน้ำบริการ
          ในที่สุดผมก็มากับพระอีกแล้ว โดยสหายของท่านอีก 2 องค์ นั่งอยู่เบาะด้านข้างแถวเดียวกัน ก็ไม่ได้อะไรแค่ยิ้มๆให้ท่านตามสมควร พอรู้สึกเป็นมิตรๆ ออกจากเวียงจันทน์ช่วงแรก สองข้างทางจะมีแต่ท้องไร่ท้องนา สังเกตเห็นว่าเริ่มจะทำนากันอีกแล้ว กำลังระหว่างปักดำกันอยู่ แถวนี้น่าจะยังทำนาดำกันอยู่ ที่บ้านเราทำนาหว่างกันแล้ว เร่งปุ๋ยเร่งยาหน่อยผลผลิตต่อไร่ดีกว่า เห็นแล้วนึกถึงตอนเป็นเด็กอยู่ต่างจังหวัด ก็ทำนาดำแบบนี้ ภาพต้นกล้าเป็นมัดๆ ภาพคนก้มๆ ดำนาเป็นแถว ที่เขาว่าหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินก็ภาพนี้แหละ และคำว่ากระดูกสันหลังของชาติก็น่าจะยังใช้ได้ขลังอยู่สำหรับที่ลาว แต่ที่บ้านเราคงไม่แล้ว จำไม่ได้แล้วว่าเคยได้ยินครั้งสุดท้ายเมื่อชาติไหน ช่างเถอะะ...

            พ้นตัวเมืองมาสักระยะบ้านเรือนเริ่มกระจัดกระจายอยู่ห่างๆกัน ถนนก็เริ่มแคบลงเหลือพอสวนกันไปกลับ จากนั้นก็เจอแต่ป่าที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ช่วงนี้พนักงานประจำรถเริ่มแจกน้ำดื่มกับขนมปังบัตเตอร์ สักพักเดียวเท่านั้น จากนั้นไปก็โค้งตลอด ติดๆกันจนนับไม่หวัดไม่ไหวรู้สึกได้เลยว่า เหมือนกำลังจะเริ่มไต่ระดับความสูงขึ้นเขา ทุกครั้งที่รถเลี้ยวไปก็เจอโค้งรออยู่แล้วเสมอๆ ไม่โค้งก็สองโค้ง แบบกระชั้นชิดบ้าง หักศอกขึ้นบ้าง เห็นกันจะๆ โครงเครงไปหมดซ้ายทีขวาทีนั่งกันไม่ติดเบาะ ผมเริ่มมึนๆ หน่อยๆ เหมือนกัน

          สักพอพ้นโค้งที่   3 พันกว่าๆ รถก็จอดโดยไม่ทราบสาเหตุ คนก็เริ่มทะยอยกันลง จะยังไงก็ขอลงไปยืดแข้งขาหน่อยก็ยังดี ภาพที่เห็นคือพวกผู้ชายยืนฉี่กันเต็มไปหมดเป็นแถวข้างรถนั่นแหละ ไม่รู้ชาติไหนเป็นชาติไหน ฝรั่ง ญี่ปุ่น จีน ลาว ไทยก็เลยต้องกลมกลืนไปกับเขาด้วย พระก็ด้วยไม่เว้น ที่จริงบนรถเขาก็มีนะห้องน้ำ เห็นพวกญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งยืนอัดบุหรี่กันอย่างเมามันควันโขมง ไม่ทันหมดมวนคนขับก็บีบแตร์เรียกขึ้นรถ ที่แท้ก็จอดพักให้ฉี่นี่เองแหละ แต่ถ้าใครเกิดคลื่นไส้อยากอ้วกแตกขึ้นมา เขาก็คงไม่ว่าอะไรหรอก
          ขึ้นรถได้ช่วงนี้มีงีบหลับสัปหงกเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกได้ว่าโค้งยังชิดๆกันอยู่เหมือนเดิน มาสะดุ้งตื่นเอาอีตอนที่ได้ยินเสียงกรนเฮือกใหญ่ของตัวเอง มองออกไปนอกหน้าต่าง เริ่มเห็นภูเขาสูงอยู่ไกลๆ สักพักก็ตระการตาคว้ากล้องปรับโหมดกันภาพสั่นไหวแทบไม่ทัน จากนั้นก็กดชัตเตอร์อย่างเดียว ภาพที่เห็นคือภูเขาหินสูงรูปร่างแปลกตา เหมือนกุ้ยหลินเมืองจีนตั้งตะหง่านเป็นแนวซับซ้อนเรียงรายอยู่ตลอดเส้นทาง ที่สำคัญคือเฉพาะทางฝั่งที่ผมนั่งเท่านั้น ช่างโชคดีอะไรยังงี้หนอ ที่แท้ก็ถึงวังเวียงแล้วนั่นเอง จากข้อมูลที่ได้รับ วังเวียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ สำหรับผู้ที่ชอบการล่องแก่ง เที่ยวถ้ำ ชมวิวทิวทัศน์อะไรประมาณนั้น สำหรับผมคงต้องฝากเอาไว้ก่อนเถิดวังเวียง


ภาพสุดท้ายก่อนออกจากวังเวียง ชอบมากภาพนี้ องค์ประกอบครบแสงเงาได้ เชื่อเถอะว่าถ่ายตอนรถวิ่งๆ


ไร่ส้ม ดอกหญ้า ทุ่งนา และผาหิน

              รถก็แล่นไป ผมก็ถ่ายรูปไปไม่มียั้ง ถึงไม่ได้แวะก็ได้ถ่ายรูป เพราะกว่าจะพ้นเขตกุ้ยหลินของวังเวียงมาได้ก็นานเอาเรื่อง พ้นเขตวังเวียงมาได้ก็เป็นเมืองกาสี รถทัวร์จอดให้พักทานข้าวที่ร้านอาหารหนึ่ง โดยหางตั๋วสามรถแลกอาหารได้อย่างหนึ่ง น้ำดื่มต้องซื้อเอง ผมแลกเฝอลูกชิ้นเนื้อจามใหญ่มาได้ก็รีบโซ้ย แล้วก็ไปเดินเสำรวจแถวๆนั้น ถ่ายรูปมาเล็กน้อย แล้วคนขับก็บีบแตร์เรียกขึ้นรถอีก แล้วก็เดินทางต่อไปกันอีก


บรรยากาศแถวร้านที่รถจอดพัก เมืองกาสี

          ......แล้วก็นับต่อจากนี้แหละครับพี่น้อง ทั้งโค้งหักศอก ทั้งเหว รถแล่นไปตามไหล่เขาตลอด มองออกไปไกลๆเริ่มเห็นเทือกเขาซ้อนๆกันจนสุดลูกหูลูกตา ถนนก็เหมือนจะแคบลง มีรถสวนมาอยู่ตลอดเวลาเป็นระยะๆ สวนมากเป็นพวกรถบรรทุกคันยาวๆ น่าเสียวไส้จริงๆ ถ้าฝั่งผมเป็นไหล่เขาจะเหมือนรถแล่นเลียบกำแพงสูงๆ ไป มองไปฝั่งหนึ่งนั้นก็จะเป็นเหว และก็ไม่ธรรมดา ทั้งกว้างทั้งลึก ก้มมองไปสุดลูกหูลูกตาอีกเหมือนกัน


กระท่อมหลังนี้ด้านหลังยื่นออกไปในเหว

         และก็มาถึงช่วงที่ฝั่งผมเป็นเหวบ้าง เกิดมาก็ครั้งแรกนี่แหละที่เจอเส้นทางแบบนี้ น่ากลัวมาก เสียวท้องน้อย ใจหายใจคว่ำอยู่ได้ตลอดเวลา แถมเส้นทางก็คดๆ โค้งๆ จนยากจะหาตัวอักษรใดมาเปรียบเปรย พอนึกว่าจะต้องกลับมาทางนี้อีกยิ่งรู้สึกไม่ค่อยฝ่อ สงสัยจะมีการเปลี่ยนแผนกันบ้าง


ชาวเขาเอาดอกหญ้ามาตาก ภาพเช่นนี้เห็นได้รายทาง


ที่เห็นเส้นเล็กๆ ข้างล่างนั่นไต่ผ่านขึ้นมาแล้วสักพัก

           ตลอดทางมีร่องรอยดินถล่มให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ จากภูเขาลงถนนบ้าง บางทีก็ตรงโค้งลงเหว ถนนแหว่งน่าหวาดเสียว หินก้อนเล็กๆกลิ้งเกลื่อนอยู่บนผิวถนนก็มี มองขึ้นไปเห็นก้อนใหญ่ๆ บางก้อนที่พร้อมจะถล่มลงมาเมื่อไรก็ได้อีกนับไม่ถ้วน ตั้งแต่แวะพักที่เมืองกาสี จน 5 โมงเย็น เป็นอยู่อย่างนั้นตลอดเส้นทาง รถวิ่งอยู่บนไหล่เขาแคบๆตลอด บางครั้งก็อ้อมเป็นตัวUยาว แบบยาวมากๆ จนมองเห็นถนนที่จะไปอยู่ฝั่งตรงข้ามไกลลิบอยู่ข้างบนโน่น หน้าฝนไม่เหมาะเลยถ้าใครจะมาหลวงพระบางเส้นทางนี้   แนะนำว่าให้เหาะมา ไม่ก็ว่ายน้ำแถกกระดี่ล่องมาตามแม่น้ำโขงจะปลอดภัยกว่า


ที่เห็นอยู่ฝั่งตรงข้าม ผ่านมาแล้วสักพัก


ภูเขาแหลมที่เห็นแต่ไกลลูกนี้แหละหนีไม่พ้นสักที


กระท่อมหญ้าคาที่เห็น ปลูกอยู่ขอบตรงเหว บางทีก็ทำเสายื่นออกไป และส่วนมากก็จะเป็นอย่างนี้


ที่เห็นตรงมุมด้านล่างขวา คือร่องรอยที่ดินถล่ม ห่างจากล้อรถสักเมตรเดียว เป็นช่วงเลี้ยวขวา


ภาพล่าง ที่เห็นลิบๆ ยอดเขาหัวแหลมนั่น...


ชาวเขาตากดอกหญ้าที่ใช้ทำไม้กวาด


กระท่อมที่เห็นล้วนอยู่บนขอบเหวทั้งสิ้น

          ยังไงก็รอดมาได้ชนิดหายใจไม่ทั่วท้อง จนถึงท่ารถสายใต้ของหลวงพระบาง ทันได้ถ่ายรูปพระอาทิตย์กำลังจะตกดินพอดี รับเป้เสร็จ ได้ยินสามล้อเรียกคนเข้าเมืองขาดอยู่คนหนึ่งพอดี ค่าโดยสาร 10 พันกีบ (ประมาณ  35 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1 บาท) ก็มากับเขาแบบไม่มีเงอะงะ จอดส่งคนที่แรกเห็นเป็นที่ชุมชนก็ถามป้าคนลาวที่มาด้วยกันว่าที่นี่ตลาดหรือยัง แกบอกว่ายังก็ไปต่อ จอดส่งผู้โดยสารไปเรื่อยก็ยังไม่ถึงตลาด จนป้าแกถามว่าเพิ่งมาครั้งแรกหรือเปล่า พอบอกว่าใช่แกก็บอกคนขับรถว่า เขาเพิ่งเคยมาอะไรประมาณนั้น คนขับสามล้อก็ถามผมว่ามีที่พักหรือยังผมก็บอกว่ายัง แล้วก็มาจอดที่หน้าเกสต์เฮ้าส์หนึ่ง จากนั้นแกก็ตะโกนถามเจ้เจ้าของเกสต์เฮาส์ว่ามีห้องว่าหรือเปล่า พอดีว่างห้องหนึ่งพอดีเจ้แกให้ผมลงมาดูห้องก่อนก็ได้ ก็ลงไปดูห้องอยู่หลังเคาเตอร์นั้นแหละ ราคา 300 บาท พัดลม ห้องน้ำในตัว ถ้าใช้แอร์เพิ่มอีก  50 บาท แต่เจ้แกแนะนำว่าไม่ต้องใช้แอร์ก็ได้อากาศเย็นสบายดี ตกลงจะพักที่นี่ หันมาอีกทีสามล้อหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ จะขอบคุณสักหน่อย


เรือนพัก จันสะหว่าง ตรงข้ามฝั่งถนนคือเขาขนาดย่อมๆ ที่ตั้งของภูษี   น่าจะเป็นใจกลางหลวงพระบางพอดี
เพราะจากตรงนี้จะเดินไปไหนมาไหนสะดวกมาก สำหรับท่านที่ต้องการบรรยากาศริมแม่น้ำ มีเรือนพักและโรงแรม
ให้เลือกมากมาย ริมถนนเลียบแม่น้ำโขง สัก 200 เมตรจากตรงนี้ ถนนจะเลียบแม่น้ำคาน และต่อไปที่ถนนเลียบแม่น้ำโขงอีกที
ตรงที่แม่น้ำคานไหลลงสู่แม่น้ำโขง

           ชื่อเรือนพัก จันสะหว่าง เจ้เจ้าของอัธยาศัยดีมาก ถามหาจะเช่ารถถีบ(จักรยาน) แกก็บอกว่าไม่ต้องเช่าก็ได้ตรงนี้อยู่กลางเมืองพอดี ไปไหนก็เดินเอาที่เที่ยวอยู่ไม่ไกลกัน ยกเว้นไปน้ำตก ไปถ่ำติ่ง ต้องเช่ารถสองแถวไปอยู่แล้ว
          ด้วยน้ำใจชาวหลวงพระบางช่วยกันคนละไม้ละมือ เป็นอันว่าผมได้ที่พักเรียบร้อย อยู่ถนนข้างๆภูษี ราคา 100,000 กีบ (ประมาณ  357 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1 บาท) เหมือนจะขาดทุนหน่อย แต่ช่างเถอะ...
          ตกเย็นออกจากเรือนพักไปเดินยืดแข้งยืดขา สำรวจอาณาบริเวณรอบๆ ซึ่งสามารถเดินเป็นวงกลมรอบภูษีได้เลย จัดว่าทำเลดีพอสมควร ที่หลวงพระบางก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ ต่างจากที่เวียงจันทน์ซึ่งเป็นเมืองหลวง สภาพอาคารบ้านเรือนแปลกหูแปลกตาดี ออกแนวคลาสสิคแบบยุโรป ที่เก่าหน่อยส่วนมากตกแต่งเป็นพวกร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก โรงแรม เกสต์เฮาส์
            เดินเฉี่ยวไปเฉี่ยดมาอยู่แถวตลาดมืดอันโด่งดัง แล้วก็กลับมาตายรัง ที่ร้านอาหารตามสั่งหน้าเรือนพัก ด้วยข้าวราดผัดผักรวมมิตรน้ำเจิ่งนอง ไข่เจียวที่สั่งได้มาเป็นไข่ดาวแทน นึกว่าคนแถวนี้เขาเรียกไข่ดาวเป็นไข่เจียว ปรากฎว่าเจ้แกบอกว่าเห็นคนไทยชอบอย่างนี้กันก็เลยทำให้ อิ่มไป.... 13 พันกีบ (ประมาณ  46 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1 บาท) น้ำดื่ม 1 ขวด

             เข้าห้องพัก นั่งเช็ครูปที่ถ่ายวันนี้ทั้งหมด 400 กว่ารูป ส่วนใหญ่ถ่ายขณะรถวิ่ง เยอะมาก คัดลบทิ้งไปบ้างยังเหลืออีกตั้ง 300 ต้นๆ วันนี้ถ่ายรูปมากจริงๆ จากนั้นอาบน้ำเสร็จก็นอนเลย มีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ด้วย พรุ่งนี้ค่อยวางแผนเที่ยว วันนี้เหนื่อย ถ่ายรูปเหนื่อย หรือป่าว...

<<< อ่านย้อนหลัง <<< | >>> ติดตามตอนต่อไป >>>

Agoda เสนอราคาที่ดีที่สุดสำหรับโรงแรมใน ลาว โดยมี 52 โรงแรม พร้อมให้จองทันทีผ่านโปรแกรมการจองห้องพักออนไลน์ที่เชื่อถือได้ ทางศูนย์บริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน Khong Island
Lao Ngam
Luangnamtha
Pakbeng
Pakse
Phonesavanh
Vang Vieng
เวียงจันทน์
หลวงพระบาง