|
ก่อนตะวันลับฟ้าที่เวียงจันทน์ |
|
....ก็แค่เดินดุ่มๆไป
นอบน้อมที่จะเป็นผู้รับ
ด้วยความรู้สึกดีๆ
ในแง่ที่ว่าไทยกับลาวน่าจะเป็นบ้านพี่เมืองน้องกันโดยสายเลือด
ที่พลัดพรากจากไกล
บรรพบุรุษของเราอาจแค่เคยมีเรื่องบาดหมางไม่เข้าใจกัน
ทั้งหลายทั้งปวงอาจเพียงเพื่อค้นหาแรงบรรดาลใจบางอย่าง
อะไรสักอย่าง
หรือบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยรู้จัก
ไม่เคยพบไม่เคยเห็น
ไม่เคยเข้าใจ
อันจะนำมาซึ่งการเรียนรู้ที่จะมีชีวิตในแบบฉบับของเรา
และมองย้อนไปในอดีตด้วยเงื่อนไขที่ว่า
เราเคยมีชีวิตอยู่แบบนั้น
วิถีชีวิตที่เราโหยหา
เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคร่ำครวญถึงมันอีก
ชั่วนิรันดร์
โดยไร้ซึ่งความหวัง
และรอแค่ตายไป... ศึกษาข้อมูลมาอย่างดิบดี เรียนภาษาลาวมาบ้างเล็กน้อยจากเว็บที่สอนภาษาลาว ชมลาวสตาร์ชาแนล มาแล้ว 1 ปีกว่า สนใจอยากรู้อยากเห็นอยากสัมผัสวัฒนธรรมลาวแบบใกล้ชิดมาเป็นเวลานาน เหมือนจะตั้งแต่ชาติที่แล้ว |
|
|
ออกจากกรุงเทพฯ 09.15 น.
โดยรถปรับอากาศชาญทัวร์
กรุงเทพฯ-อุดรฯ
(ต้องทำธุระที่อุดรฯ
ก่อนเล็กน้อย)
ไม่ได้จองล่วงหน้าเพราะเห็นว่าไม่ใช่วันหยุด
เบาะเอนนอน-นั่งสบายมากเลย
แถมมีปุ่มนวดไฟฟ้าด้วยอีก
(ดูเหมือนจะสบายกว่าเบาะเครื่องบินโดยสารชั้นประหยัดเสียอีก)
10 ม.ค. 2551 หลับๆตื่นๆ ถึงท่ารถอุดรฯ 06.30 น. เข้าห้องน้ำ ฝากกระเป๋าไว้ที่ที่รับฝากสัมภาระ แผนที่วางไว้คือเสร็จธุระแล้วมารับกระเป๋า จากนั้นต่อรถเข้าหนองคาย และอาจจะค้างสักคืนเช้าค่อยข้ามแดนไปเวียงจันทน์ อาจจะทางสะพานมิตรภาพฯ ไม่ก็ข้ามแม่น้ำโขงโดยเรือข้ามฟาก บังเอิญเหลือบเห็นป้ายอุดรฯ-เวียงจันทน์ แถวๆหน้าห้องขายตั๋ว พร้อมรายละเอียดตารางการเดินทาง เที่ยวแรก 08.00 น. เรื่อยไปทุก 2 ชั่วโมง เที่ยวสุดท้าย 16.00 น. ถ้ามีหนังสือเดินทางก็สามารถซื้อตั๋วข้ามไปเวียงจันทน์ได้เลยในราคา 80 บาท ก็เลยฝากไว้ก่อน ไม่ต้องไปถึงหนองคาย เปลี่ยนแผน... เสร็จธุระกลับถึงท่ารถอุดรฯอีกทีก็เกือบบ่ายสองโมง รับกระเป๋าที่ฝากไว้แล้วรีบไปซื้อตั๋ว ยืนยันกับพนักงานขายตั๋วเรื่องหนังสือเดินทางอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ จากนั้นก็รีบซื้อตั๋วขึ้นรถซึ่งกำลังจะออกพอดี โดยพนักงานฯบอกว่าเหลืออยู่ที่เดียวพอดี อะไรจะโชคดีปานนั้น.... เป็นรถบัสยี่ห้อฮุนไดสภาพก็ไม่ต่างไปจากรถ บ.ข.ส. ทั่วไปแต่ติดแอร์ ซึ่งไม่ค่อยจะเย็นสักเท่าไร เพราะแออัดไปด้วยคนและข้าวของระเกะระกะ มีที่นั่งทางท้ายสุดว่างอยู่ที่หนึ่งเหมือนจะเป็นของผม เดินก้าวข้ามเครื่องกีดขวางยาวไป แล้วทรุดตัวแทรกลงนั่งเบียดๆกัน พอรถทำท่าจะเคลื่อนออกก็มีคนกระโดดขึ้นมากอีก 2-3 คนกับพระองค์หนึ่งเดินฝ่าเข้ามาจนถึงเบาะหลังท้ายรถ ไม่เห็นมีใครลุกให้แกนั่ง ผมจึงได้รับเกียรตินั้น ไม่รู้เก้าอี้เสริมพลาสติกโผล่มาจากไหน ผมกับพวกที่เหลือจึงได้นั่งแทรกๆอยู่ตรงกลางทางเดินระหว่างเบาะนั่นแหละ นั่งกันตัวลีบเท้าก็ยันพื้นกันสุดฤทธิ์ รู้สึกเหมือนหลงๆ ฝูงยังไงพิกลๆ ดูไม่ออกเลยว่าไหนคนไทยไหนคนลาว ไม่อยากเชื่อเลยว่าผมจะกล้าดีถึงเพียงนี้ หัวเดียวกระเทียมลีบแท้ ภาษาอีสานยังไม่ค่อยสันทัด คิดจะเที่ยวลาวคนเดียว ชักเริ่มฝ่อๆเหมือนกัน ก็เอาลองดู ย้อมใจตัวเอง เห็นท่าไม่ดีก็ข้ามฝั่งนั่งรถกลับบ้านเรา ติดตามข่าวการเมืองน้ำเน่า ก็แค่นั้น... และนี่เป็นครั้งแรกที่ทำอะไรพิเรนๆอย่างนี้(และอาจจะตามมาอีกเป็นระลอกๆ) นั่งประคับประคองตัวเองไปตลอดทาง ซ้ายขวาหน้าหลังต้องระวังหมด จะแถไปทางโน้นทีทางนี้ที ซ้ายก็ผู้หญิงขาวก็ผู้หญิง เท่าที่ได้สดับฟังเสียงคุยกันอื้ออึงด้วยระบบรอบทิศทาง และถ้าหากจะวัดกันด้วยภาษานั้นก็หมายถึงว่าคนลาวทั้งคันรถ สักชั่วโมงหนึ่งก็ถึงด่านตรวจฯฝั่งไทยก่อนขึ้นสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เห็นเขาเฮละโลกันลงจากรถก็ลงไปกับเขา เขาเข้าแถวก็เข้าแถวไปกับเขา มีเจ้าหน้าที่ยื่นเอกสารมาให้กรอกก็กรอกไป พวกชื่อ นามสกุล เพศ วันเดือนปีเกิด สัญชาติ ศาสนา อะไรพื้นๆทำนองนั้น ยื่นพร้อมหนังสือเดินทาง 2 ใบ คืนกลับมาให้ใบหนึ่ง(ใช้ตอนขากลับ) ส่วนรถโดยสารคันที่นั่งมานั้นข้ามแดนไปจอดรออยู่ข้างหน้าเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้ยุ่งยากอะไร สักพักก็เสร็จพิธีการ ผู้โดยสารก็เริ่มทยอยกันกลับไปขึ้นรถคันเดิม จากนั้นรถก็แล่นข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ถ้าบังเอิญช่วงนั้นใครบังอาจตดออกมาแล้วละก็รับรองได้เลยว่า จะไม่ทันหายเหม็น ก็มาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งลาว ก็เฮละโลกันลงไปอีกรอบ ผมก็เงอะๆงะๆไปตามระเบียบ กรอกเอกสารข้อมูลสากลเดิมๆ ยื่นพร้อมหนังสือเดินทางเหมือนเดิม เที่ยวนี้มีตราประทับมาให้ด้วย อยู่ได้ถึง 10 feb 2008 (1 เดือน) เรียบร้อยเป็นอันเสร็จพิธีการผ่านแดน กลับไปขึ้นรถกัน ปรากฎว่าคนขับเปิดเพลงลาวรอต้อนรับสู่ประเทศลาวอยู่ก่อนแล้ว และมีหลายคนไม่ได้กลับมาขึ้นรถ สังเกตว่ามีเบาะว่างอยู่หลายที่และไม่แออัดเหมือนเดิม คราวนี้ผมได้นั่งคู่มากับหลวงพี่ที่ผมสละที่นั่งให้ ท่านก็ถามว่ามาจากไหน จะไปไหน อะไรประมาณนั้น แล้วก็ชวนผมไปพักด้วยกันคืนนี้ คงที่วัดไหนสักแห่งหนึ่งที่ท่านจะไป เหมือนท่านจะเคยมา เข้าทางผมละสิ ตอบตกลงฝากเนื้อฝากตัวโดยไม่ต้องคิด แต่ก็ยังไว้มารยาทนิดหนึ่งว่า ไม่เป็นการรบกวนนะครับ จากนั้นก็แนะนำตัว ผมชื่อเกรียงไกร ครับ.... หลวงพี่ท่านมาจากอุดรฯ เห็นว่ามาหลายครั้งแล้ว เที่ยวนี้ทำหนังสือผ่านแดนเข้ามาได้อีก 3 วัน ท่าทางท่านใจดีเมตตาๆ ยังไงพิกลๆ
ผ่านโรงงานเบียร์ลาว ผ่านชุมชนระหว่างสองข้างทางเข้าเมือง สัก15-20 นาที ก็ถึงท่าเวียงจันทน์ คนไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าไร ผมกับหลวงพี่ลงจากรถก็มาเจอคนขับรถสามล้อรับจ้างเรียกผู้โดยสารแบบตื้อหน่อยเกาะติดนิด ชวนคุยไปเรื่อย แต่ท่าทางเป็นมิตรดีทีเดียว หลวงพี่แกเสนอว่าพวกเราไปไหว้พระธาตุหลวงกันก่อนแล้วค่อยว่ากัน เอ๊ะ...ชักยังไงหลวงพี่ เริ่มรู้สึกอะไรสักอย่างไม่ค่อยดีกับความแปลกที่ต่างถิ่นขึ้นมาก็ตอนนั้นแหละ
เรา ผมกับหลวงพี่ (ทราบชื่อภายหลังว่า มหาสมพร) นั่งรถสามล้อรับจ้างคนที่ตามประกบเราแต่แรกไปวัดพระธาตุหลวง โดยตกลงราคากันที่ 50 บาท เพราะยังไม่ได้แลกเงินกีบ ระยะทางก็พอสมควรแก่ราคา ผมจ่ายไป 40 บาท รบกวนหลวงพี่แก่อีก 20 บาท เพราะไม่มีเศษตังค์แถมสามล้อก็ไม่มีทอนอีก ก็เลยกลายเป็น 60 บาทไป จากนั้นก็ถ่ายรูปรอบๆบริเวณ เพราะเป็นเวลาปิดทำการพอดี เข้าไปชมข้างในไม่ได้ เดินไปเดินมาอยู่พักใหญ่ ชักเริ่มเหนื่อยเพราะเป้ผมค่อนข้างใหญ่และหนักเอาการอยู่ไม่น้อย มหาสมพรสะพายย่ามใบหนึ่งเหมือนจะมีบาตรอยู่ด้วยในนั้น เดินของแกไปเรื่อยเฉื่อยยังไงก็ไม่รู้
ไปวัดหาที่พักกันก่อนดีกว่าไหมครับหลวงพี่ (ตอนนั้น 5 โมงได้แล้ว) ท่านก็ว่าใจเย็นๆโยมพวกเราเดินเที่ยวกันไปเรื่อยๆ ค่ำวัดไหนก็นอนวัดนั้นกัน อ้าว....หลวงพี่ เอาแล้วสิ ผมก็ยังใจดีสู้เสืออยู่ เดินตามหลวงพี่แกออกจากวัดพระธาตฯไปต้อยๆ เป้ที่แบกอยู่ก็เริ่มจะหนักขึ้นทุกทีๆ เดินถ่ายรูปไปเรื่อยแบบล้าๆ เจออะไรน่าสนใจก็ถ่ายไป มหาแกพูดอีสานได้แกก็ถามคนเขาไปทั่ว ที่นี่ที่ไหน ไอ้นั่นอยู่ไกลมั๊ย อะไรทำนองนั้นของแก
เดินกันมาไกลพอสมควรจนถึงประตูชัย ผมชักไม่ไหวอยากหาที่พักเต็มทนอย่างน้อยก็เก็บสัมภาระ อีกอย่างก็เย็นแล้วด้วย ชวนหลวงพี่หาเรือนพักกันเถอะ ท่านก็ว่าไม่เหมาะ จะมัวเอาแต่เดินไร้ชะตากรรมตามหลวงพี่อยู่อย่างนี้คงไม่ไหว ก็เลยตกลงแยกทางกันแต่โดยดีแบบทางใครทางมัน หลวงพี่แกก็เข้าใจ พระไปทาง คนไปทาง โดยมีเพลงจากกันที่ประตูชัยประกอบฉากแบบอ้อยอิ่งๆ ร่ำลากันพอหอมปากหอมคอ ก็ได้เวลาพลัดพราก นึกขึ้นได้ว่ายังไม่รู้จักชื่อแกเลย ก็เลยได้รู้ตอนนั้นเองแหละ มหาสมพร.... นึกแล้วก็ขำ ทำไปได้...
ถ่ายรูปที่ประตูชัยได้ไม่ทันไร พระอาทิตย์ก็ตกใส่กบาล ที่ซุกหัวนอนยังไม่มี เงินกีบก็ยังไม่ได้แลก หิวน้ำจะซื้อน้ำดื่มสักขวดก็ไม่มีเศษตังค์อีก เจอใครก็ถามหาทางตลาดอย่างเดียว แล้วก็เดินวกไปวนมาแข่งกับพระอาทิตย์อยู่แถวๆนั้น แบบที่บ้านเราเขาเรียกว่าหลงนั่นแหละ เตลิดเปิดเปิงไปจนถึงย่านที่ผู้คนพลุกพล่านหนาตาหน่อย รถราขวักไขว่ ถามแม่ค้าดอกไม้หาที่แลกเงิน เธอก็ขช่างใจดีซะเหลือเกิน ถามว่าจะแลกเท่าไร เดี๋ยวจะแลกให้ ตกลงก็เลยแกไว้ 1000 บาท ได้มา 275,000 กีบ ก็ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยอะไร ขอบคุณแกงามๆไปทีหนึ่งแล้วก็ถามหาที่พัก เดินไปตามที่แกแนะนำ ถามคนข้างหน้าต่ออีก 2-3 คน ก็ได้เรื่อง ที่แรกที่เดียวไม่มีเลี้ยวไปไหนอีก ลักษณะเป็นแบบเกสต์เฮาส์(เรือนพัก) ตกลงราคาจ่ายเป็นเงินไทยไป 300 บาท ห้องพัดลมห้องน้ำในตัวอยู่ชั้น 3 นอนพักสักครู่พอหายเหนื่อย เริ่มมีแรงออกไปหาอะไรกิน เสื้อผ้าชุดเดิมพร้อมกล้องและขาตั้ง พร้อมออกไปลุย
ไปไหนดี ประตูชัยไงเล่า ผ่านมาเห็นอยู่ไม่ไกล ไปถ่ายรูปอีกรอบ เดินเล่น หาอะไรกินระหว่าง ถึงประตูชัยซึ่งก็ไม่ได้ไกล ยังไม่ผ่านอาหารสักร้าน ถ่ายรูปด้วยขาตั้งกล้องที่ประตูชัยเสียเพลินจนลืมหิว ประตูชัยยามค่ำเป็นสถานที่พักผ่อน ออกกำลังกายของชาวเวียงจันทน์ มีลานน้ำพุเต้นระบำประกอบเพลงที่เปิดดังกระหึ่ม ส่วนมากเพลงลาว แต่เป็นที่สนใจทั้งของนักท่องเที่ยวและคนเวียงจันทน์
จนเดินกลับมาถึงที่พักก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง 2 ทุ่มแล้วยังไงดี เดินเลยไปหน่อยเป็นสามแยกเห็นร้านเล็กๆริมทางเปิดอยู่ ไฟสลัวๆ ขายโจ๊ก ข้าวเปียก(ไม่รู้จัก) เห็นมีบ๊ะหมี่วางอยู่ด้วยก็ชี้เอาไอ้นี่แหละ บ๊ะหมี่น้ำเครื่องเต็มเลยอะไรมั่งก็ไม่รู้ เป๊ปซี่ น้ำแข็ง อิ่มนี้จ่ายไป 10,000 กีบ (ประมาณ 35 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1 บาท)
กลับถึงที่พักดูโทรทัศน์ เป็นเคเบิ้ลทีวีรับของฝั่งไทยได้ทุกช่อง แต่ไม่ยักกะมีลาวสตาร์เหมือนที่บ้านเราแฮะ กู๊ดไนท์เวียงจันทน์ (น้ำไม่อาบ)
|
>>> ติดตามตอนต่อไป >>> |
|
| Agoda เสนอราคาที่ดีที่สุดสำหรับโรงแรมใน ลาว โดยมี 52 โรงแรม พร้อมให้จองทันทีผ่านโปรแกรมการจองห้องพักออนไลน์ที่เชื่อถือได้ ทางศูนย์บริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน |