|
ออกจากกรุงเทพฯ 09.15 น.
โดยรถปรับอากาศชาญทัวร์
กรุงเทพฯ-อุดรฯ
(ต้องทำธุระที่อุดรฯ
ก่อนเล็กน้อย)
ไม่ได้จองล่วงหน้าเพราะเห็นว่าไม่ใช่วันหยุด
เบาะเอนนอน-นั่งสบายมากเลย
แถมมีปุ่มนวดไฟฟ้าด้วยอีก
(ดูเหมือนจะสบายกว่าเบาะเครื่องบินโดยสารชั้นประหยัดเสียอีก)
10 ม.ค. 2551
หลับๆตื่นๆ
ถึงท่ารถอุดรฯ 06.30 น. เข้าห้องน้ำ
ฝากกระเป๋าไว้ที่ที่รับฝากสัมภาระ
แผนที่วางไว้คือเสร็จธุระแล้วมารับกระเป๋า
จากนั้นต่อรถเข้าหนองคาย
และอาจจะค้างสักคืนเช้าค่อยข้ามแดนไปเวียงจันทน์
อาจจะทางสะพานมิตรภาพฯ
ไม่ก็ข้ามแม่น้ำโขงโดยเรือข้ามฟาก
บังเอิญเหลือบเห็นป้ายอุดรฯ-เวียงจันทน์
แถวๆหน้าห้องขายตั๋ว
พร้อมรายละเอียดตารางการเดินทาง
เที่ยวแรก 08.00 น. เรื่อยไปทุก 2
ชั่วโมง เที่ยวสุดท้าย 16.00 น.
ถ้ามีหนังสือเดินทางก็สามารถซื้อตั๋วข้ามไปเวียงจันทน์ได้เลยในราคา
80 บาท ก็เลยฝากไว้ก่อน
ไม่ต้องไปถึงหนองคาย
เปลี่ยนแผน...
เสร็จธุระกลับถึงท่ารถอุดรฯอีกทีก็เกือบบ่ายสองโมง
รับกระเป๋าที่ฝากไว้แล้วรีบไปซื้อตั๋ว
ยืนยันกับพนักงานขายตั๋วเรื่องหนังสือเดินทางอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
จากนั้นก็รีบซื้อตั๋วขึ้นรถซึ่งกำลังจะออกพอดี
โดยพนักงานฯบอกว่าเหลืออยู่ที่เดียวพอดี
อะไรจะโชคดีปานนั้น....
เป็นรถบัสยี่ห้อฮุนไดสภาพก็ไม่ต่างไปจากรถ
บ.ข.ส. ทั่วไปแต่ติดแอร์
ซึ่งไม่ค่อยจะเย็นสักเท่าไร
เพราะแออัดไปด้วยคนและข้าวของระเกะระกะ
มีที่นั่งทางท้ายสุดว่างอยู่ที่หนึ่งเหมือนจะเป็นของผม
เดินก้าวข้ามเครื่องกีดขวางยาวไป
แล้วทรุดตัวแทรกลงนั่งเบียดๆกัน
พอรถทำท่าจะเคลื่อนออกก็มีคนกระโดดขึ้นมากอีก
2-3
คนกับพระองค์หนึ่งเดินฝ่าเข้ามาจนถึงเบาะหลังท้ายรถ
ไม่เห็นมีใครลุกให้แกนั่ง
ผมจึงได้รับเกียรตินั้น
ไม่รู้เก้าอี้เสริมพลาสติกโผล่มาจากไหน
ผมกับพวกที่เหลือจึงได้นั่งแทรกๆอยู่ตรงกลางทางเดินระหว่างเบาะนั่นแหละ
นั่งกันตัวลีบเท้าก็ยันพื้นกันสุดฤทธิ์
รู้สึกเหมือนหลงๆ ฝูงยังไงพิกลๆ
ดูไม่ออกเลยว่าไหนคนไทยไหนคนลาว
ไม่อยากเชื่อเลยว่าผมจะกล้าดีถึงเพียงนี้
หัวเดียวกระเทียมลีบแท้
ภาษาอีสานยังไม่ค่อยสันทัด
คิดจะเที่ยวลาวคนเดียว
ชักเริ่มฝ่อๆเหมือนกัน
ก็เอาลองดู ย้อมใจตัวเอง
เห็นท่าไม่ดีก็ข้ามฝั่งนั่งรถกลับบ้านเรา
ติดตามข่าวการเมืองน้ำเน่า
ก็แค่นั้น...
และนี่เป็นครั้งแรกที่ทำอะไรพิเรนๆอย่างนี้(และอาจจะตามมาอีกเป็นระลอกๆ)
นั่งประคับประคองตัวเองไปตลอดทาง
ซ้ายขวาหน้าหลังต้องระวังหมด
จะแถไปทางโน้นทีทางนี้ที
ซ้ายก็ผู้หญิงขวาก็ผู้หญิง
เท่าที่ได้สดับฟังเสียงคุยกันอื้ออึงด้วยระบบรอบทิศทาง
และถ้าหากจะวัดกันด้วยภาษานั้นก็หมายถึงว่าคนลาวทั้งคันรถ
สักชั่วโมงหนึ่งก็ถึงด่านตรวจฯฝั่งไทยก่อนขึ้นสะพานมิตรภาพไทย-ลาว
เห็นเขาเฮละโลกันลงจากรถก็ลงไปกับเขา
เขาเข้าแถวก็เข้าแถวไปกับเขา
มีเจ้าหน้าที่ยื่นเอกสารมาให้กรอกก็กรอกไป
พวกชื่อ นามสกุล เพศ
วันเดือนปีเกิด สัญชาติ ศาสนา
อะไรพื้นๆทำนองนั้น
ยื่นพร้อมหนังสือเดินทาง 2 ใบ
คืนกลับมาให้ใบหนึ่ง(ใช้ตอนขากลับ)
ส่วนรถโดยสารคันที่นั่งมานั้นข้ามแดนไปจอดรออยู่ข้างหน้าเรียบร้อยแล้ว
ไม่ได้ยุ่งยากอะไร
สักพักก็เสร็จพิธีการ
ผู้โดยสารก็เริ่มทยอยกันกลับไปขึ้นรถคันเดิม
จากนั้นรถก็แล่นข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว
ถ้าบังเอิญช่วงนั้นใครบังอาจตดออกมาแล้วละก็รับรองได้เลยว่า
จะไม่ทันหายเหม็น
ก็มาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งลาว
ก็เฮละโลกันลงไปอีกรอบ
ผมก็เงอะๆงะๆไปตามระเบียบ
กรอกเอกสารข้อมูลสากลเดิมๆ
ยื่นพร้อมหนังสือเดินทางเหมือนเดิม
เที่ยวนี้มีตราประทับมาให้ด้วย
อยู่ได้ถึง 10 feb 2008 (1 เดือน)
เรียบร้อยเป็นอันเสร็จพิธีการผ่านแดน
กลับไปขึ้นรถกัน
ปรากฎว่าคนขับเปิดเพลงลาวรอต้อนรับสู่ประเทศลาวอยู่ก่อนแล้ว
และมีหลายคนไม่ได้กลับมาขึ้นรถ
สังเกตว่ามีเบาะว่างอยู่หลายที่และไม่แออัดเหมือนเดิม
คราวนี้ผมได้นั่งคู่มากับหลวงพี่ที่ผมสละที่นั่งให้
ท่านก็ถามว่ามาจากไหน จะไปไหน
อะไรประมาณนั้น
แล้วก็ชวนผมไปพักด้วยกันคืนนี้
คงที่วัดไหนสักแห่งหนึ่งที่ท่านจะไป
เหมือนท่านจะเคยมา
เข้าทางผมละสิ
ตอบตกลงฝากเนื้อฝากตัวโดยไม่ต้องคิด
แต่ก็ยังไว้มารยาทนิดหนึ่งว่า
ไม่เป็นการรบกวนนะครับ
จากนั้นก็แนะนำตัว
ผมชื่อเกรียงไกร ครับ....
หลวงพี่ท่านมาจากอุดรฯ
เห็นว่ามาหลายครั้งแล้ว
เที่ยวนี้ทำหนังสือผ่านแดนเข้ามาได้อีก
3 วัน ท่าทางท่านใจดีเมตตาๆ
ยังไงพิกลๆ

ผ่านโรงงานเบียร์ลาว
ผ่านชุมชนระหว่างสองข้างทางเข้าเมือง
สัก15-20 นาที ก็ถึงท่าเวียงจันทน์
คนไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าไร
ผมกับหลวงพี่ลงจากรถก็มาเจอคนขับรถสามล้อรับจ้างเรียกผู้โดยสารแบบตื้อหน่อยเกาะติดนิด
ชวนคุยไปเรื่อย
แต่ท่าทางเป็นมิตรดีทีเดียว
หลวงพี่แกเสนอว่าพวกเราไปไหว้พระธาตุหลวงกันก่อนแล้วค่อยว่ากัน
เอ๊ะ...ชักยังไงหลวงพี่
เริ่มรู้สึกอะไรสักอย่างไม่ค่อยดีกับความแปลกที่ต่างถิ่นขึ้นมาก็ตอนนั้นแหละ

เรา ผมกับหลวงพี่
(ทราบชื่อภายหลังว่า มหาสมพร)
นั่งรถสามล้อรับจ้างคนที่ตามประกบเราแต่แรกไปวัดพระธาตุหลวง
โดยตกลงราคากันที่ 50 บาท
เพราะยังไม่ได้แลกเงินกีบ
ระยะทางก็พอสมควรแก่ราคา
ผมจ่ายไป 40 บาท
รบกวนหลวงพี่แก่อีก 20 บาท
เพราะไม่มีเศษตังค์แถมสามล้อก็ไม่มีทอนอีก
ก็เลยกลายเป็น 60 บาทไป
จากนั้นก็ถ่ายรูปรอบๆบริเวณ
เพราะเป็นเวลาปิดทำการพอดี
เข้าไปชมข้างในไม่ได้
เดินไปเดินมาอยู่พักใหญ่
ชักเริ่มเหนื่อยเพราะเป้ผมค่อนข้างใหญ่และหนักเอาการอยู่ไม่น้อย
มหาสมพรสะพายย่ามใบหนึ่งเหมือนจะมีบาตรอยู่ด้วยในนั้น
เดินของแกไปเรื่อยเฉื่อยยังไงก็ไม่รู้

ด้านหน้าซุ้มทางเข้าพระธาตุหลวง
เป็นลานโล่งกว้างเท่าสนามฟุตบอลได้เลย


อนุสาวรีย์พระไชยเชษฐาธิราช
ผู้ทรงย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมาอยู่ที่เวียงจันทน์

พระธาตุหลวง
ศูนย์รวมจิตใจประชาชนลาว

มหาสมพร
หน้าประตูทางเข้าองค์พระธาตุหลวง

โบสถ์ที่อยู่ด้านข้างพระธาตุฯ

จารึกด้านหลังอนุสาวรีย์พระไชยเชษฐาธิราช
ไปวัดหาที่พักกันก่อนดีกว่าไหมครับหลวงพี่
(ตอนนั้น 5 โมงได้แล้ว)
ท่านก็ว่าใจเย็นๆโยมพวกเราเดินเที่ยวกันไปเรื่อยๆ
ค่ำวัดไหนก็นอนวัดนั้นกัน
อ้าว....หลวงพี่ เอาแล้วสิ
ผมก็ยังใจดีสู้เสืออยู่
เดินตามหลวงพี่แกออกจากวัดพระธาตฯไปต้อยๆ
เป้ที่แบกอยู่ก็เริ่มจะหนักขึ้นทุกทีๆ
เดินถ่ายรูปไปเรื่อยแบบล้าๆ
เจออะไรน่าสนใจก็ถ่ายไป
มหาแกพูดอีสานได้แกก็ถามคนเขาไปทั่ว
ที่นี่ที่ไหน
ไอ้นั่นอยู่ไกลมั๊ย
อะไรทำนองนั้นของแก

เด็กนักเรียนรอผู้ปกครองมารับ
เดินกันมาไกลพอสมควรจนถึงประตูชัย
ผมชักไม่ไหวอยากหาที่พักเต็มทนอย่างน้อยก็เก็บสัมภาระ
อีกอย่างก็เย็นแล้วด้วย
ชวนหลวงพี่หาเรือนพักกันเถอะ
ท่านก็ว่าไม่เหมาะ
จะมัวเอาแต่เดินไร้ชะตากรรมตามหลวงพี่อยู่อย่างนี้คงไม่ไหว
ก็เลยตกลงแยกทางกันแต่โดยดีแบบทางใครทางมัน
หลวงพี่แกก็เข้าใจ พระไปทาง
คนไปทาง
โดยมีเพลงจากกันที่ประตูชัยประกอบฉากแบบอ้อยอิ่งๆ
ร่ำลากันพอหอมปากหอมคอ
ก็ได้เวลาพลัดพราก
นึกขึ้นได้ว่ายังไม่รู้จักชื่อแกเลย
ก็เลยได้รู้ตอนนั้นเองแหละ
มหาสมพร.... นึกแล้วก็ขำ ทำไปได้...

ก่อนตะวันลับฟ้า ที่ประตูชัย
อนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาว
ผู้สละชีวิตในสงครามก่อนหน้าการปฎิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์
ถ่ายรูปที่ประตูชัยได้ไม่ทันไร
พระอาทิตย์ก็ตกใส่กบาล
ที่ซุกหัวนอนยังไม่มี
เงินกีบก็ยังไม่ได้แลก
หิวน้ำจะซื้อน้ำดื่มสักขวดก็ไม่มีเศษตังค์อีก
เจอใครก็ถามหาทางตลาดอย่างเดียว
แล้วก็เดินวกไปวนมาแข่งกับพระอาทิตย์อยู่แถวๆนั้น
แบบที่บ้านเราเขาเรียกว่าหลงนั่นแหละ
เตลิดเปิดเปิงไปจนถึงย่านที่ผู้คนพลุกพล่านหนาตาหน่อย
รถราขวักไขว่
ถามแม่ค้าดอกไม้หาที่แลกเงิน
เธอก็ขช่างใจดีซะเหลือเกิน
ถามว่าจะแลกเท่าไร
เดี๋ยวจะแลกให้ ตกลงก็เลยแกไว้ 1000
บาท ได้มา 275,000 กีบ
ก็ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยอะไร
ขอบคุณแกงามๆไปทีหนึ่งแล้วก็ถามหาที่พัก
เดินไปตามที่แกแนะนำ
ถามคนข้างหน้าต่ออีก 2-3 คน
ก็ได้เรื่อง
ที่แรกที่เดียวไม่มีเลี้ยวไปไหนอีก
ลักษณะเป็นแบบเกสต์เฮาส์(เรือนพัก)
ตกลงราคาจ่ายเป็นเงินไทยไป 300 บาท
ห้องพัดลมห้องน้ำในตัวอยู่ชั้น 3
นอนพักสักครู่พอหายเหนื่อย
เริ่มมีแรงออกไปหาอะไรกิน
เสื้อผ้าชุดเดิมพร้อมกล้องและขาตั้ง
พร้อมออกไปลุย

เรือนพักนิต้า

ภายในห้องพัก
ไปไหนดี
ประตูชัยไงเล่า
ผ่านมาเห็นอยู่ไม่ไกล
ไปถ่ายรูปอีกรอบ เดินเล่น
หาอะไรกินระหว่าง
ถึงประตูชัยซึ่งก็ไม่ได้ไกล
ยังไม่ผ่านอาหารสักร้าน
ถ่ายรูปด้วยขาตั้งกล้องที่ประตูชัยเสียเพลินจนลืมหิว
ประตูชัยยามค่ำเป็นสถานที่พักผ่อน
ออกกำลังกายของชาวเวียงจันทน์
มีลานน้ำพุเต้นระบำประกอบเพลงที่เปิดดังกระหึ่ม
ส่วนมากเพลงลาว
แต่เป็นที่สนใจทั้งของนักท่องเที่ยวและคนเวียงจันทน์



ลานน้ำพุเต้นระบำ


จนเดินกลับมาถึงที่พักก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง
2 ทุ่มแล้วยังไงดี
เดินเลยไปหน่อยเป็นสามแยกเห็นร้านเล็กๆริมทางเปิดอยู่
ไฟสลัวๆ ขายโจ๊ก
ข้าวเปียก(ไม่รู้จัก)
เห็นมีบ๊ะหมี่วางอยู่ด้วยก็ชี้เอาไอ้นี่แหละ
บ๊ะหมี่น้ำเครื่องเต็มเลยอะไรมั่งก็ไม่รู้
เป๊ปซี่ น้ำแข็ง อิ่มนี้จ่ายไป 10,000
กีบ (ประมาณ 35 บาท
อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1 บาท)

ป้ายรถประจำทางแบบนี้มีให้เห็นอยู่ทั่วไปในเวียงจันทน์
กลับถึงที่พักดูโทรทัศน์
เป็นเคเบิ้ลทีวีรับของฝั่งไทยได้ทุกช่อง
แต่ไม่ยักกะมีลาวสตาร์เหมือนที่บ้านเราแฮะ
กู๊ดไนท์เวียงจันทน์ (น้ำไม่อาบ)


|