11
ม.ค. 2551
หลับสบายม้วนเดียวจบ
ไม่ได้รู้สึกแปลกที่แปลกถิ่นแต่อย่างใด
ตื่นตีห้าอาบน้ำอาบท่า(น้ำอุ่น)
ที่เวียงจันทน์ช่วงเช้าอากาศค่อนข้างเย็นมาก
วันนี้จะเที่ยวเวียงจันทน์และค้างคืนที่นี่อีกสัก
1 คืน
พรุ่งนี้ค่อยต่อรถไปหลวงพระบาง
หรือเชียงขวาง
ไม่แน่อาจจะแวะเที่ยวระหว่างทางที่วังเวียง
ค้างคืนหนึ่งแล้วค่อยเดินทางต่อ
จุดหมายปลายทางคงเป็นที่ไหนสักแห่งข้างหน้านั่น...
7
โมงเช้ากว่าๆ
เดินทอดน่องออกจากเรือนพัก
เจอร้านกาแฟข้างทางร้านแรกก็แวะเลย
(ร้านกาแฟแบบต่างจังหวัดบ้านเรา)
มีอยู่ 4-5 โต็ะ คนนั่งกันอยู่เต็ม
มาคนเดียวก็อาศัยนั่งเก้าอี้ว่างๆ
กับชาวบ้านเขาไป กาแฟดำใส่นม
ปลาท่องโก๋ 2 ตัว
น้ำชาไม่ได้กรองกากฟรีแก้วใหญ่
จ่ายค่าเสียหายไป 5,000 กีบ (ประมาณ
17 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1
บาท)
จากนั้นก็ดิ่งสู่ประตูชัยที่ตั้งตะหง่านอยู่ข้างหน้า
ที่ประตูชัยยามเช้ายังไม่ค่อยมีคนเท่าไร
ทัศนวิสัยเหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นยิ่งนัก
อันที่จริงสามารถขึ้นไปด้านบนอาคารชมทิวทัศน์และสภาพบ้านเมืองได้
บังเอิญว่าจังหวะที่ผมมาทั้ง 3
ครั้ง เป็นเวลาปิดทำการ

สถาปัตยกรรมของประตูชัย
ได้รับอิทธิพลมาจากประตูชัยที่กรุงปารีส
ประเทศฝรั่งเศส
แต่เอกลักษณ์ในแบบของลาวก็ปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจน

ที่ผนังด้านบน
เป็นภาพเรื่องราวมหากาพย์รามายณะ


ลานน้ำพุ ช่วงเช้า
กลับถึงเรือนพักจ่ายค่าห้องต่ออีกคืนหนึ่ง
คราวนี้จ่ายเป็นเงินกีบ 85,000 กีบ
(ประมาณ 303 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280
กีบ ต่อ 1 บาท)
ถามหาจักรยานเช่า(รถถีบ)
ทางผู้ดูแลเรือนพักรับเป็นธุระโทรสั่งให้ในราคา
30,000 กีบ (ประมาณ 107 บาท
อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1 บาท)
พร้อมบริการรับ-ส่งถึงเรือนพัก
เข้าห้องพักมาทันได้ดูรายการประจำทางช่อง
3 ของสรยุทธ์ช่วงท้ายๆ ประมาณ 09.00 น.
ก็ได้เวลาลุย...
แผนที่เวียงจันทน์อันหนึ่ง
กับเจ้าเสือภูเขา(รถถีบ)
ท่าทางปราดเปรียว
และด้วยน่องอันทรงพลัง
เริ่มจากตลาดเช้าซึ่งอยู่ห่างจากที่พักสัก
500 เมตร ผ่านธนาคารกรุงเทพฯ
สาขาเวียงจันทน์
แวะแลกเงินกีบ 2000 บาท ได้มา 560,000 กีบ
(อัตรา 280 กีบ ต่อ 1 บาท ณ วันนั้น)
ใบละ 50,000 กีบล้วนๆ
ไม่มีปัญหาเรื่องการพกพา
ธสังเกตเห็นว่าพนักงานหญิงของนาคารกรุงเทพฯ
นุ่งผ้าซิ่นยาวครึ่งน่องเป็นส่วนใหญ่
โดยชายผ้าด้านล่างปักลวดลายสวยงาม
ส่วนเสื้อนั้นเรียบร้อยตามแบบสมัยนิยม
ก็ได้แต่ชื่นชมอยู่ในใจ...

ถึงตลาดเช้า
อยู่ติดกับห้างสรรพสินค้าอะไรสักอย่าง
ฝากรถแล้วก็เดินดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยๆ
ยังไม่มีอะไรน่าสนใจ จนถึงชั้น 3
เป็นศูนย์อาหาร
ปรี่เข้าไปแลกคูปองมา 20,000 กีบ
ชี้เอาจากเมนูที่แสดงอยู่หน้าร้านหนึ่ง
ได้ผัดซีอิ๊วกุ้งมาจานหนึ่ง
ราคา 13,000 กีบ (ประมาณ 46 บาท
อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1 บาท)
น้ำดื่มขวดหนึ่ง 4,000 กีบ
(ประมาณ 14 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280
กีบ ต่อ 1 บาท) ที่เหลือแลกคืน

อาหารที่ศูนย์อาหารในห้างฯ
ไม่จะค่อยถูกปากเท่าไร

เงิน เงิน เงิน เงินลาวทั้งนั้น
ท่าทางจะหลายล้าน

ออกจากห้างฯ ชมตลาดเช้าต่อ
สินค้าส่วนมากเป็นพวกหัตถกรรมพื้นบ้าน
งานฝีมือ งานเย็บปักถักร้อย
เครื่องใช้ไฟฟ้า ของเก่า ฯลฯ
ก็ประมาณว่าจตุจักรบ้านเรา
ได้โพสต์การ์ดมา 2 ใบ 10,000 กีบ
(ประมาณ 35 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280
กีบ ต่อ 1 บาท) เข้าห้องน้ำ 1,000 กีบ
(ประมาณ 3 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280
กีบ ต่อ 1 บาท)
รับรถออกจากลานที่รับฝากจ่าย 2,000
กีบ (ประมาณ 7 บาท
อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1 บาท)
ดูแผนที่วางแผนเที่ยวหอพระแก้วต่อ

หอคำ
เดิมเป็นจวนข้าหลวงฝรั่งเศส
แต่หลังจากที่ได้รับเอกราชเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์และศรีสว่างวัฒนา
ทรงใช้เป็นที่ประทับระหว่างเสด็จจากหลวงพระบางเยือนนครเวียงจันทน์
ปัจจุบันใช้เป็นบ้านพักรับรองอาคันตุกะต่างประเทศ
และใช้เป็นที่จัดประชุมสภา
ถึงสามแยก
เห็นหอคำเด่นเเป็นสง่าอยู่ข้างหน้าพอดี
จอดรถถ่ายรูปตรงเสาไฟสัญญาณไฟจราจรนั่นแหละเป็นมุมที่ดีที่สุด
เลี้ยวซ้ายหัวมุมเป็นวัดสีสะเกด
ตรงข้ามคือหอพระแก้ว 12.00 น.
ได้เวลาพักเที่ยงพอดี
และพักเที่ยงคือพักเที่ยง
หอพระแก้วปิดประตูห้ามเข้า
เปิดทำการอีกครั้ง 13.00 น.
ข้ามฝั่งมาวัดสีสะเกดประตูกำแพงโบสถ์ก็ปิดเช่นกัน
เที่ยวชมได้เฉพาะภายนอกเท่านั้น
บรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลายจึงหาที่พักพิง
นั่ง-นอน
หลบแดดกันอยู่แถวใต้ร่มไม้ภายในวัด
รอเวลาเปิดทำการ
ส่วนผมเดินท่อมๆ
หาถ่ายภาพไปเรื่อย
อากาศร้อนมากอย่างไม่น่าเชื่อ...
ที่สุดก็ต้องมาหาที่นั่งพักหน้าซุ้มขายเครื่องดื่มใต้ต้นไม้ภายในวัด
คลายร้อนด้วยเป๊ปซี่ 1 กระป๋อง 5,000
กีบ (ประมาณ 17 บาท
อัตราแลกเปลี่ยน 280 กีบ ต่อ 1 บาท)
เขียนโพสต์การ์ดส่งถึงใครสัก 2 คน
ฆ่าเวลา....

วัดสีสะเกด
เป็นวัดประจำรัชกาลเจ้าอนุวงศ์
สร้างตามแบบอย่างของสถาปัตยกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
เนื่องจากช่วงนั้นลาวตกเป็นเมืองขึ้นของไทย

หอพระไตร
ที่สร้างขึ้นตามแบบอย่างศิลปะพม่า
สำหรับเก็บคัมภีร์พระไตรปิฎกทางพุทธศาสนา
จากด้านนอก
และด้านในของกำแพงวัด

หอกลอง
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้าและอบอ้าว
13.00 น. แป๊ะ....
ประตูกำแพงโบสถ์วัดสีสะเกิดค่อยๆแง้มเปิดรับนักท่องเที่ยวให้เข้าชมภายในอุโบสถ
ค่าตั๋วเข้าชม(ปี้) 5,000 กีบ
(ประมาณ 17 บาท อัตราแลกเปลี่ยน 280
กีบ ต่อ 1 บาท)
โดยไม่อนุญาติให้ถ่ายภาพในโบสถ์

วัดสีสะเกด
ถือเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในเวียงจันทน์
ปัจจุบันใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช
ผนังด้านในอุโบสถ
ได้มีการเจาะเป็นซุ้มเล็กๆ
ประดิษฐานพระพุทธรูปเงินและดินเผาองค์เล็กๆ
ช่องละ 2 องค์

ผนังด้านในของระเบียงที่ล้อมรอบอุโบสถ
ก็ได้มีการเจาะเป็นซุ้มเล็กๆ
จำนวนมาก
สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปเงินและดินเผาองค์เล็กๆ
ช่องละ 2 องค์
เช่นเดียวกับภายในโบลถ์

พระพุทธรูปศิลปะไทยผสมลาว
ช่างสกุลเวียงจันทน์


รางไม้ตั้งอยู่ที่ระเบียงรอบโบสถ์
ใช้รองรับน้ำฝนสำหรับรดน้ำดำหัวพระพุทธรูป
ในเทศกาลสงกรานต์
ตัวรางเป็นไม้สักท่อนยาวกลมใหญ่แกะสลักรูปพญานาค
มีนาคเล็กบนหลังพญานาคสองตัว


รางไม้ด้านหลังโบสถ์สำหรับสรงน้ำพระในช่วงเทศกาลสงกราณต์เช่นกัน
จากนั้นก็ข้ามฝั่งถนนหน้าวัดสีสะเกดไปหอพระแก้ว
(ก็พระแก้วมรกตที่อัญเชิญมาไว้เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองบ้านเรานี่แหละ)
ไม่อนุญาติให้ถ่ายภายในหอพระแก้วอีกเหมือนกัน
โดยภายในจัดเป็นพิพธภัณฑ์
มีพระพุทธรูปน้อยใหญ่มากมาย
เก่ามาก...
เก่าชนิดที่ว่าสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ด้วยประสาทตากันเลยทีเดียว
พยายามที่จะสังเกตมองหาว่าพระแก้วมรกตเดิมน่าจะประดิษฐานอยู่ตรงมุมไหน
ณ ภายในวิหาร
จนแล้วจนรอดก็สุดปัญญาจะดาดเดา
นึกอยากจะถามเจ้าหน้าที่เหมือนกัน
แต่อย่าเลย...
บางเรื่องไม่ต้องไปสอดรู้สอดเห็น
ไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปทำร้ายสามัญสำนึกตัวเองเล่น
แค่เสพเท่าที่พอจะเสพได้ให้มากที่สุด
ก็น่าเพียงพอ...

หอพระแก้ว
ที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่แทบทั้งสิ้น
ในปี พ.ศ. 2480-2483

หอพระแก้ว
เดิมเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ลาว
พระเชษฐาธิราชมีพระประสงค์ให้สร้างขึ้นเมื่อปี
พ.ศ. 2108 เพื่อใช้เป็น
ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากล้านนา
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2322
นครเวียงจันทน์ถูกกองทัพไทยตีแตก
และได้อัญเชิญพระแก้วมรกต
กลับไปยังกรุงเทพฯ

บันไดพญานาคด้านบน--ล่าง
หอพระแก้ว

พระพุทธรูป ที่ระเบียงหอพระแก้ว





หน้าต่างไม้แกะลวดลาย รามายณะ
|