บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ชุมนุมจอมยุทธ
แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (4)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13 - 14

หัวข้อ : ผลกระทบของโพลล์ต่อการเลือกตั้ง


" POLL", โพลล์ หรือผลสำรวจของประชาชน มีการจัดทำในต่างประเทศมานานแล้ว คือเมื่อประมาณปี พ.ศ.2367 ส่วนในประเทศไทยเพิ่งเริ่มมีการจัดทำโพลล์ เมื่อประมาณปี พ.ศ.2518 ซึ่งในสมัยนั้นการจัดทำโพลล์มักถูกนำมาใช้เพื่อประกอบการจัดทำงานวิจัยทางวิชาการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง บทบาทของโพลล์เด่นชัดมากขึ้นเมื่อโพลล์ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง และแพร่หลาย โดยผู้จัดทำมีทั้งที่เป็นสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ อาทิเช่น สวนดุสิตโพลล์, เอแบคโพลล์ , เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีหน่วยงานราชการ สื่อมวลชน ตลอดจนพรรคการเมืองต่างก็มีการจัดทำโพลล์ของตนเอง องค์กรทางธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับโพลล์มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อต้องการทราบถึงข้อมูลทางการตลาด ข้อมูลทางธุรกิจต่างๆตลอดจนความนิยมในตัวสินค้าและผลิตภัณฑ์ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการพิจารณาถึงแนวทางการดำเนินกิจการต่อไป

โพลล์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท ใหญ่ๆ ดังนี้
โพลล์เลือกตั้ง (Election Poll)
โพลล์ความคิดเห็น (Opinion Poll)

บทบาทของโพลล์ในปัจจุบันมีส่วนช่วยให้ทราบถึงข้อมูลของสภาวะการณ์มากขึ้น แต่ก็อาจมีผลเสียเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ซึ่งมีนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นประธานเล็งเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่ควรทำการศึกษา เรื่อง ข้อเท็จจริงและผลกระทบของการจัดทำผลสำรวจของประชาชน (โพลล์) เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสม โดยมุ่งเน้นประเด็นปัญหาในการพิจารณาโพลล์เลือกตั้ง ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ และมีผลกระทบต่อสังคมอย่างไร คณะกรรมาธิการจึงได้ทำการศึกษาถึงกรณีดังกล่าวเพื่อให้เข้าใจถึงข้อดี ข้อเสีย ของการจัดทำผลสำรวจของประชาชน ซึ่งจากการศึกษาของกรรมาธิการพบว่า

แม้โพลล์จะอาศัยเครื่องมือและระเบียบวิธีวิจัยมาใช้ แต่โพลล์จำนวนมากมีข้อจำกัดในด้านเวลาและงบประมาณ พื้นที่สำรวจจึงมักครอบคลุมแต่คนในเมือง โดยเฉพาะคนในเมืองหลวง เช่น กรุงเทพมหานคร โครงสร้างคำถามในบางกรณีก็มีปัญหาเพราะเป็นการบีบบังคับให้ผู้ตอบต้องเลือกตอบอย่างใดอย่างหนึ่ง และได้คำตอบตามที่ผู้ออกแบบต้องการ เช่น หากถามว่าท่านคิดว่าโครงการเงินกองทุนช่วยเหลือนี้ดีหรือไม่ดี ผู้ตอบส่วนมากจะตอบว่าดี เพราะจะคิดเปรียบเทียบว่ามีโครงการนี้อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีโครงการนี้ หรือในกรณีสอบถามความเห็นในเรื่องที่ผู้ตอบอาจไม่มีข้อมูลเพียงพอก็มักที่จะเลือกตอบคำตอบกลางๆ หรือที่ตอบว่า " ไม่มีความเห็น" ในหลายกรณีการตอบเช่นนี้มีเป็นสัดส่วนที่สูงมาก

จึงเป็นการยากที่จะเชื่อมั่นว่าผลสำรวจนี้เป็นความจริง โดยเฉพาะเมื่อความคิดเห็นของประชาชนมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตามเวลาและข้อมูลที่ได้รับ ความคิดเห็นของคนๆหนึ่งจะเป็นจริง ณ เวลาที่กำลังสอบถาม แต่เมื่อได้รับข้อมูลใหม่ความเห็นก็เปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนี้ ผู้ให้ความเห็นอาจจะให้ความเห็นตามกระแสมากกว่าความเห็นที่เป็นจริงของตนเอง

ด้วยเหตุผลที่โพลล์มิใช่ประชามติ และความจริงที่ได้จากโพลล์นั้นมีข้อจำกัดอยู่มาก ประชาชนจึงควรพิจารณาโพลล์เพียงในฐานะที่เป็นการสะท้อนความคิดเห็นเพียงบางส่วน ในบางเวลา และต่อบางประเด็นคำถามเท่านั้น ไม่ควรยึดถือโพลล์ ว่าเป็นเสียงส่วนมาก และนำมาอ้างอิงว่าเป็นการตัดสินใจของประชาชนแทนการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยวิธีอื่นๆ

กรรมาธิการพบว่าแหล่งที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการทำโพลล์นั้น จำแนกได้ 2 ประเภท คือ แหล่งแรกเป็นเงินทุนอุดหนุนจากสถาบันการศึกษา จากสถาบันที่ปรารถนาที่จะทำโพลล์เองและแหล่งที่สองได้มาจากการรับจ้างจัดทำโพลล์ ซึ่งมีผู้ว่าจ้างได้แก่ พรรคการเมือง หน่วยงานของรัฐ และธุรกิจเอกชน ซึ่งกรรมาธิการฯมีความเห็นว่า สถาบันที่จัดทำโพลล์เพื่อความรู้ในประเด็นสาธารณะควรที่จะแยกเด็ดขาดจากสถาบันที่รับจ้างในการทำโพลล์เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ หรือเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อธำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของสถาบันที่ทำโพลล์ เพราะบางครั้งสถาบันที่รับจ้างทำโพลล์ อาจจำเป็นต้องปกปิดผลการสำรวจ ตามความต้องการของผู้ว่าจ้าง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ประชาชนขาดความเชื่อถือ

นอกจากนั้นยังมีโพลล์บางประเภทที่ผู้ว่าจ้างต้องการให้ปกปิดผลของโพลล์ เช่น ข้อมูลที่อ้างว่าเกี่ยวกับความมั่นคงของทางราชการ หรือข้อมูลการสำรวจตลาดของธุรกิจเอกชน เป็นต้น โดยหน่วยงานที่รับทำโพลล์มักจะมีการทำสัญญาข้อตกลงกับผู้ว่าจ้างว่าต้องการให้ปกปิดผลการสำรวจ ซึ่งในประเด็นดังกล่าวกรรมาธิการฯมีความเห็นว่า ในเมื่อการทำโพลล์เป็นเรื่องของการจัดทำผลสำรวจของประชาชน ดังนั้นสาธารณะในฐานะเจ้าของข้อมูลควรได้รับรู้ผลการสำรวจ เฉกเช่นการทำงานวิจัย ที่นักวิจัยจักต้องตีพิมพ์เผยแพร่ผลการวิจัยของตนสู่สังคมตามพันธะแห่งจรรยาบรรณวิชาชีพในการวิจัย ทั้งนี้ เพื่อเปิดเผยองค์ความรู้และความจริงที่ค้นพบ มิใช่ปกปิดเพื่อประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ดังนั้นสถาบันการศึกษาและสถาบันทางวิชาการจึงไม่ควรรับจ้างทำโพลล์ที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ

นอกจากนั้น กรรมาธิการพบต่อไปว่า โพลล์ส่งผลต่อการลด-เพิ่ม ความขัดแย้ง ความรุนแรง โพลล์โดยตัวของมันเอง เป็นเพียงกระจกสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน ส่วนประเด็นการสะท้อนภาพที่เที่ยงตรงมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ ตลอดจนการนำผลของโพลล์ไปใช้ สิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยของผู้ผลิตและผู้ใช้ผลของโพลล์ว่าผู้จัดทำ ผู้ว่าจ้าง มีจุดยืนอย่างไร เช่นกันกับความขัดแย้ง ความรุนแรง จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับผู้ว่าจ้างและผู้จัดทำในการบรรจงใช้โวหารในการตั้งคำถาม เพื่อหวังผลออกมาในด้านที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น มีการชุมนุมของเกษตรกรแม่มูล ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล มีผู้ตั้งคำถามว่า ท่านคิดว่าการชุมนุมของเกษตรกรสร้างความเดือร้อนให้ประชาชนชาวกรุงเทพฯ หรือไม่ และคำตอบที่ว่า ท่านคิดว่าเกษตรกรที่มาชุมนุมกันเป็นพวกรับจ้างจริงหรือไม่ คำถามเหล่านี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง และกลับกลายเป็นอาวุธพิฆาตการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบเสรีประชาธิปไตย

ในการทำโพลล์มีการใช้กลุ่มตัวอย่างอันจำกัด โดยส่วนใหญ่จะเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ผลของโพลล์จึงมักสะท้อนเพีบงความเห็นของคนเมืองหลวงเท่านั้น แต่เมื่อสื่มวลชนนำเสนอผลของโพลล์ขยายออกสู่สาธารณะกลับกลายเป็นว่า เสียงของคนเมืองหลวงดังกลบเสียงของคนในชนบทที่ไม่มีโอกาสได้มีส่วนร่วมในโพลล์ จนมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ความเห็นของสื่อมวลชนสามารถชี้นำความเห็นของคนเมืองหลวงและโพลล์ที่วัดความเห็นของคนเมืองวหลวงก็จะชี้นำความเห็นของคนทั้งประเทศ

กรรมธิการฯพบว่า ปัจจุบันมีการทำโพลล์ประเภท "โพลล์ความเห็น"อย่างกว้างขวาง ซึ่งก็มีโพลล์จำนวนมากที่เป็นประโยชน์แก่สังคม เพราะเป็นการให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นสาธารณะที่อยู่ในความสนใจของสังคมในขณะนั้น อาทิ ความพอใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรีในสายตาของประชาชน หรือ ท่าทีของประชาชนต่อการทำสงครามของสหรัฐอเมริกาบนแผ่นดินอัฟกานิสถาน เป็นต้น

กรรมาธิการฯจึงเห็นว่า การทำโพลล์ประเภท"โพลล์ความคิดเห็น" สมควรที่จะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้ทำกันต่อไป โดยพิจารณาแก้ไขจุดอ่อนที่ยังเป็นปัญหา อาทิ พื้นที่ของกลุ่มตัวอย่างที่ทำการสำรวจ การตั้งคำถาม การตรวจสอบโพลล์ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้การทำโพลล์อันเป็นช่องทางหนึ่งของการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน มีความถูกต้องและเที่ยงตรงยิ่งขึ้น เพราะโพลล์ที่มีคุณภาพย่อมมีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์การเมืองภาคประชาชนถ

แต่ในทางกลับกันกรรมาธิการฯพบว่า โพลล์เลือกตั้งมีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงคะแนนของประชาชน ทำให้ผลคะแนนไม่สะท้อนความจริงของคะแนนนิยม เช่น การคาดคะเนผลการเลือกตั้งล่วงหน้า อาจเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของประชาชน เพราะประชาชนนำผลที่ได้จากการคาดเดาของโพลล์ไปประกอบการตัดสินใจทำให้ผู้สมัครที่โพลล์ทำนายว่าพ่ายแพ้แน่นอน มักไม่ได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งลงคะแนนจริง เพราะประชาชนคิดว่าถึงเลือกไปก็แพ้อยู่ดี จึงตัดสินใจไม่เลือกและไปเลือกผู้สมัครคนอื่นแทนที่คะแนนอาจจะสูสีกัน หรืออาจจะตัดสินใจไม่ออกมาใช้สิทธิก็ได้ ทั้งนี้จึงเป็นการไม่ยุติธรรมแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มิได้อยู่ในการแข่งขันแบบคู่คี่สูสี เพราะจะถูกโพลล์คัดออกกลายเป็นม้านอกสายตา รวมไปถึงนักการเมืองบางคนอาจจะถูกพรรคตัดการสนับสนุนในการเลือกตั้งตั้งแต่รอบแรกๆ หากผลของโพลล์ระบุว่าแพ้ ดังนั้นผลของการทำนายว่าผู้ใดแพ้ก็เลยส่งผลให้ต้องเป็นผู้แพ้อย่างแท้จริง

นอจจากนี้ โพลล์เลือกตั้งยังอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการซื้อเสียง หากผลของโพลล์เลือกตั้งระบุว่าผู้สมัครคนใด ของพรรคใด จะแพ้การเลือกตั้ง นักการเมืองก็อาจนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจซื้อเสียง อีกทั้งยังขยายผลไปสู่วงการพนัน โดยนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจกำหนดราคาต่อรอง

จากการศึกษาของกรรมาธิการฯ พบว่าหลายประเทศได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงมีการสั่งห้ามเผยแพร่ผลของโพลล์เลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง เช่น ประเทศฝรั่งเศส 7 วัน ,ประเทศสเปน 5 วัน ,ประเทศเบลเยียม 30 วัน ,ประเทศโปรตุเกสห้ามตลอดช่วงรณรงค์การหาเสียงเลือกตั้ง และประเทศลักเซมเบิร์กถึงกับถือว่าการตีพิมพ์ผลของโพลล์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเลือกตั้งหรือโพลล์ความเห็นเป็นความผิดโดยไม่จำกัดกรอบเวลา

การทำโพลล์ประเภท โพลล์เลือกตั้ง แม้จะมีประโยชน์ในการกระตุ้นความสนใจต่อการเลือกตั้งของผู้ตอบแบบสอบถามและสาธารณะที่ได้รับทราบผลของโพลล์ และสนองตอบความอยากรู้ผลการเลือกตั้งล่วงหน้าของสังคมแล้วก็แทบจะมิได้ยังประโยชน์อื่นใดแก่ประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง อีกทั้ง ยังอาจส่งผลกระทบด้านลบต่อการเลือกตั้งโดยรวม ดังที่กล่าวเอาไว้แล้ว

กรรมาธิการฯจึงเห็นว่า เมื่อได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งแล้ว คณะกรรมาธิการการเลือกตั้ง(กกต.)ในฐานะผู้มีหน้าที่ต้องควบคุมและดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ควรห้ามมิให้มีการประกาศผลของโพลล์เลือกตั้งสู่สาธารณะ ทั้งนี้เพื่อให้การเลือกตั้งสะท้อนคะแนนนิยมของประชาชนอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 โดยเฉพาะในมาตรา 44 บัญญัติไว้ว่า

"ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่น หรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองใด ด้วยวิธีการดังนี้..."

โดยข้อห้ามในมาตรา 44 มีเจตนารวมความถึงการจัดทำและเผยแพร่ผลของโพลล์ ดังข้อความที่ปรากฏอยู่ในวรรคหกของมาตราดังกล่าว ว่าให้ข้อห้ามรวมความถึง

"(5) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด"

ดังนี้แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรใส่ใจพิจารณาและปฏิบัติตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ อย่างเคร่งครัด

กล่าวโดยสรุป ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น กรรมาธิการฯจึงเห็นว่า การจัดทำผลสำรวจของประชาชน(โพลล์) เป็นช่องทางหนึ่งของการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งหากทุกฝ่ายได้ตระหนักในความสำคัญและร่วมกันพิจารณาประเด็นปัญหา ใช้องค์ความรู้และสติปัญญาเป็นฐานในการกำหนดแนวทางที่เหมาะสมของการทำโพลล์ในสังคมไทย ให้การทำและเผยแพร่โพลล์เป็นไปโดยสถาบันที่ไม่มีผลประโยชน์ร่วม มีคุณภาพ มีความโปร่งใส มีคสามตระหนักถึงผลกระทบที่จะมีต่อสังคมส่วนรวม โดยมีการพิจารณายุติการเผยแพร่โพลล์เลือกตั้งสู่สาธารณะ ดังนี้แล้วโพลล์ก็สามารถยังประโยชน์แก่ส่วนรวมได้มาก และมีบทบาทอันสำคัญในการสร้างสรรค์การเมืองภาคประชาชน อีนเป็นเสมือนหัวใจหลักของสังคมประชาธิปไตยต่อไป

@@@@@@@@@
(ที่มา รายงานการพิจารณาเรื่อง ข้อเท็จจริงและผลกระทบของการจัดทำผลสำรวจของประชาชน (โพลล์) โดยคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา)


โดย : เณรขวาน
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 27 ม.ค. ปี 2005 [ เวลา 12 : 27 ]


เราว่า โพลมันเหมือนการปั่นกระทู้นะ..เณรขวาน

โดย : อิสตรีมาร
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 31 ม.ค. ปี 2005 [ เวลา 12 : 50 ]

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook