บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ชุมนุมจอมยุทธ
แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (4)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13 - 14

หัวข้อ : สมาธิ


ไม่เข้าใจว่าสมาธิเมื่อนั่งไปนานๆจะมีการฝันหรือเปล่าครับ
เมื่อผม นั่งไปแล้วบางที่ก็เหมือนฝันและได้ยินเสียงอะไรมากมาย
ทั้งที่อยู่คนเดียวในห้องนะ
การนอนก็ทำสมาธิได้นะเมื่อนอนแล้วกำหนดลมหายใจ


โดย : ครูชั่ว
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 1 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 21 : 41 ]


เรียนท่านครูชั่ว

จิตนั้นโดยธรรมชาติเป็นของเคลื่อนไปไม่หยุดนิ่ง
เมื่อถูกกำหนดให้อยู่กับที่ย่อมมีแรงดิ้นรนหมุนวนไปในดวงจิค
จิตใต้สำนึกที่เก็บลงลึกเป็นตะกอนนอนก้นมานับนาน
จึงหมุนวนขึ้นมาตามแรงแห่งกระแสจิตที่ถูถปิดกั้น
ฟุ้งกระจายเป็นความฝันสับสนปะปนกัน

เมื่อท่านรับรู้ รู้ทันเข้าใจ ไม่หมุนวนติดตามไปกันกระแสตะกอนนั้น
กระแสความอยากรู้สงสัยที่เป็นแรงขับเคลื่อนไปก็จะสงบลงสู่ความนิ่ง
เมื่อท่านรักษาความนิ่งเช่นนั้นไว้ได้ในละดับหนึ่ง
จิตก็จะใสกระจ่างมีพลังขึ้นจากความสงบที่ได้พักจากการดิ้นรน

จากนั้นเมื่อจิตมีกำลังและใสนิ่งมากขึ้นอีก
จิตก็จะเริ่มมองเห็นและสนใจตัวจิตเองเป็นชั้นๆ
เกิดความสุขจากความกระจ่างเข้าใจและความสงบสบายเป็นภวังค์

เมื่อจิตจมอยู่ในภวังค์เช่นนั้นความรู้สึกต่างๆจะหายไปเป็นความว่าง ว่างแบบที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีแม้กระทั่งความมืดสงบในระยะต้น
ลมหายใจก็ละเอียดจนไม่รู้สึกว่าหายใจ กระทั่งเวลาก็ไม่มีรู้สึก

นานเท่าไรไม่รู้คล้ายกับรู้สึกว่าจะพอก่อน จิตก็จะค่อยถอนย้อนขึ้นมาตามขั้น
เหมือนหลับไปเมื่อตื่นขึ้นจะรู้สึกเบิกบานเปี่ยมด้วยความรู้สึกดีมีเมตตารักสรรพสิ่งรอบข้าง จิตจะเบาสบายไม่หิวไม่ง่วงไม่เป็นทุกข์ร้อนใจ เข้าใจสภาวะธรรมต่างๆได้ดีขึ้น
จะเป็นแบบนี้อยู่สามสี่วันเชียวครับ

ที่เล่ามานี้เล่าจากประสบการณ์ของตัวเอง

ไม่อยากอ้างตำราเพราะท่านผู้รู้ในที่นี้ก็มีมาก
ต่างคนต่างประสบการณ์กันครับ
สมาธิแต่ละอาจารย์ที่นำไปสอนก็ไม่เหมือนกันแล้วแต่จะปรับใช้

หลักๆก็คงประมาณ กำหนดนิ่ง รู้ละวิตกวิจารณ์ รู้สุข รู้ปิติ เข้าถึงภวังค์เป็นหนึ่งหรือเอกทัคคา ต่อจากนั้น ก็อาจค่อไปเป็นวิปัสสนาปัญญา ฯลฯ

ส่วนอุบายที่จะนำจิตเข้าสู่สมาธินั้น ก็มี ความหน่ายต่อโลกสิ่งลุ่มหลง เช่นการทำกรรมฐานฯ
หรือ จิตที่หมดกำลังดิ้นรน หนักเนื่อย เบื่อหน่าย
และการเจริญ เมตตา หรือแผ่เมตตาเป็นประจำ ก็จะทำให้จิตเบา
เหล่านี้ล้วนนำส่งจิตไปสู่สมาธิได้ง่ายครับ

สำหรับท่ากำหนดนั้นก็แล้วแต่สะดวก
บางทีนอนกางมือกางแขนบนพื้นบ้านฟังเพลงเพราะๆอยู่ก็เข้าภวังค์นิ่งสบายไปก็มี เช่นเดียวกับที่ท่านครูชั่วกล่าว
หลายครั้งก้มหน้าลอยตัวอยู่ในสระน้ำก็ได้เหมือนกัน
กล่าวง่ายๆคืออย่าให้มีเครื่องรัดรั้งทางกาย และ ปล่อยวางทางใจ
อย่ากังวลคาดหวัง และอย่ากลัว
มีบางคนทำสมาธิไปเพลินๆตกใจว่าตัวเองหยุดหายใจนึกว่าตายแล้วก็มีครับ

อาการที่ท่านครูชั่วถาม ผมเคยเป็นมาก่อน
แสดงว่าท่านเริ่มเหนื่อยหน่ายละวางต่อโลกแล้วเป็นบางครั้ง
อย่าฝืนครับ ฝันก็ฝันเมื่อรับรู้เข้าใจความเป็นไปของจิตได้แล้ว
ก็จะละวิตกวิจารณ์ได้ในที่สุด อย่าพยายาม หรือ คาดหวัง เพราะ
จิตจะต่อต้านดื้อรั้น รู้จังหวะ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้นนะครับ
ความจริงเมื่อไปถึงขั้นหนึ่งจิตมีกำลังเพิ่มขึ้แล้วก็จะเข้าใจเองครับ

ของแบบนี้ เป็นเรื่องต่างคนต่างรู้ครับ อย่างที่ว่า นิพานเป็นปัจเจก น่ะแหละครับ

อย่าเชื่อผมนะครับ ผมความรู้น้อย คุยให้กันฟังฉันเพื่อน
เคารพตัวตนของแต่ละคน ไม่อาจหาญเป็นผู้คงแก่เรียนสั่งสอนชาวบ้าน

เคารพคน........เคารพคำ
เคารพธรรม.....เคารพโลก

ด้วยความคารวะ...จากศิษย์มารฯ






โดย : มารบะหมี่
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 2 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 3 : 20 ]

ขอร่วม..บุญ..กับกิจกรรมอันประเสิรฐ....กับครู

โดย : พู่กันหยก
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 2 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 7 : 55 ]

ขอคาราวะท่านมารบะหมี่ ผมกำลังพยามทำสมาธิ หากแต่ว่ายากมาก ผมอยากรู้จักความอิ่มสุขที่ผู้คนกล่าวถึง
บางครั้งคิดว่าเกือบได้สัมผัส แต่ก็หายไป
ครั้งนึงผมจับลมหายใจ รู้สึกว่ามันเบาและลื่นไหลเป็นสาย
พอจะเพ่งไปที่สายลมนั้นก็หายไป
เฮ้อ................................หลุด

โดย : ลุงข้างบ้าน
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 2 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 11 : 51 ]

เชื่อเถอะ...แค่คิดจะทำสมาธิ
ผู้ ฒ...ก็สมาธิแตกแล้ว...
สมาธิ...หรือสติ ก็ไม่รู้นะ
สงสัยอยู่เหมือนกันมีอยู่อย่างหนึ่งนะ...
ถ้าเรามีสมาธิ ที่จะทำให้ผู้อื่นย่อยยับ
ถือว่าเป็นการมีสมาธิหรือไม่
ท่านวาสิน ตอบที...

ฒ...วัยทอง

โดย : ฒ...วัยทอง
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 2 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 13 : 8 ]

คาราวะผู้อาวุโสทุกท่าน

น้อมคาราวะท่านมารบะหมี่ ข้าน้อยขอร่วมอนุโมทนา เป็นแนวทางแห่งผู้ฝึกตนโดยแท้

ขอคาราวะท่านครูชั่ว เมื่อท่านนั่งสมาธิ เกิดเห็นสิ่งต่างๆ หรือได้ยินสิ่งต่างๆนั้น
ก็คือจิตมนุษย์ในโลกทั่วไปเปรียบเสมือนผ้าขาวที่เปื้อนสีมากเมือ่นั่งสมาธิ
ก็จะเริ่มขาวขึ้น แต่ถ้าหากจิตคิดอะไรก็จะเด่นชัดทันที และเคลิบเคลิ้ม กับการปรุงแต่งจิต
ท่านต้องมีสติกำกับด้วย ถ้าใช้เพียงสมาธิอย่างเดียวจะอันตรายมากบางคนขาดสติ
พอนั่งสมาธิไปนานๆฉุกคิดเรื่องผี ก็เกิดนิมิตเป็นผีมาหลอกหลอนเกิดบ้าไปเลยก็มี
ถ้าจิตมีสมาธิมากเท่าไหร่ภาพที่เกิดนิมิตจะเสมือนจริงมากขึ้น

*ถ้าจิตเราไม่สามารถเขาสมาธิได้ง่าย ก็อย่าฝืนอย่าบังคับมัน เดี๋ยวจะเกิดอุเบกขา
ปล่อยให้มันคิดไปในสิ่งที่มันอยากคิด แต่ใช้อุบายคือใช้ตัวสติตามไปคอยดูว่า
มันจะคิดอะไรบ้าง เพียงแค่นี้จิตก็จะหยุดนิ่งทันที รู้ตัวตนว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่
รู้สิ่งใดเป็นความจริง เป็นมายา หรือเป็นการปรุงแต่งของจิต ดังคำกล่าวที่ว่า
รู้เท่าทันจิตใจตน ปล่อยมันคิดไปอย่าไปฝืนอย่าไปบังคับ แต่ใช้สติตามไปให้รู้เท่าทัน
เมื่อรู้เท่าทันมันแล้ว มันก็เบาลง จะเข้าใจว่าการเข้าสมาธินั้นง่ายๆและจะไม่
ฝืนตัวเองเลย จะมีอารมแห่งสมาธิ จิตจะละเอียดขึ้น

ข้าน้อยขอน้อมอธิบายอีกเรื่อง การที่จิตเข้าสู่ภวังค์เหมือนที่ท่านมารบะหมี่กล่าวนั้น
เป็นความสุขและอิ่มเอิบ ถ้าเข้าสู่ฌาณสมาบัดได้ก็จะเกิดอภิญญา ในขั้นนั้น
ข้าน้อยเพียงหวังว่าบางท่านที่เริ่มฝึกได้ลิ้มรสอารมณ์แห่งสมาธิเบื้องต้น
จะเข้าใจเป็นว่าสุขปิติและเห็นหนทางที่แท้จริง อย่าหลงกับมันนะท่าน
การที่จะเข้าถึงภวังค์เหมือนที่ท่านมารบะหมี่กล่าวนั้นจะต้องใช้เวลาการฝึกฝน
พอสมควรเหมือนกัน....ข้าน้อยเพียงหวังว่าหากทุกท่านมีความสนใจคงใคร่หาความรู้
และมีครูบาอาจารย์.... ท่านจะแนะนำไปในทางที่ถูกต้อง ปลอดภัยและเข้าใจสภาวะธรรมแท้จริง

ขอน้อมจิตอนุโมทนากับทุกท่าน..


โดย : มารเหล้าขาว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 2 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 15 : 20 ]

-ขอบคุณสําหรับข้อมูลดีดีทุกท่าน

โดย : pisit
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 2 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 15 : 40 ]


เวลานี้ อย่างที่รู้กันอยู่ เมื่อสังคมเจริญสูงทางวัตถุ คนกลับมีปัญหาจิตใจมาก ในสภาพเช่นนี้ วิธีแก้ปัญหาทางจิตด้วยวิธีการง่ายๆ ทางวัตถุก็มาก่อน เช่นการใช้ยา การพึ่งสุรา ยาเสพติด การมั่วสุม หรือไม่ก็ทำ ร้ายตัวเอง จนถึงฆ่าตัวตาย

คนอีกพวกหนึ่ง ที่อาจถือว่าดีขึ้นมาหน่อย ก็หาวิธีแก้ปัญหาจิตใจนั้นด้วยวิธีการทางจิต ซึ่งช่วยให้รู้สึก ว่ามีความหวัง มีกำลังใจ มีสิ่งปลอบประโลมใจ หรือกล่อมใจ ตลอดจนสิ่งที่ให้ความรู้สึกว่าได้ที่พึ่ง ซึ่งช่วยให้เกิด ความมั่นใจมากขึ้น หรือดึงตัวเองหลุดหลบออกไปจากปัญหาหรือความทุกข์ได้

แม้แต่ความรู้สึกมีกำลังใจเข้ม แข็งหรือมีอำนาจ อย่างน้อยก็ครึ้มใจขึ้นมาจากการมีสังกัด รวมพวกรวมหมู่ บ้างก็อ่อนล้าทางใจ อยากมีอะไรที่ ตนไว้ใจวางใจหรือมอบใจให้แล้วปล่อยตัวไปตาม แล้วแต่เขาจะสั่ง หรือทำไปตามที่เขากำหนดให้

สิ่งที่สนอง ความต้องการทางจิตนี้ นอกจากสิ่งที่ให้ความหวังแล้ว ก็รวมไปถึงสิ่งลึกลับ ความเชื่ออำนาจดลบันดาลต่างๆ ตลอดจนสมาธิที่ใช้เพื่อมุ่งผลทางจิต

วิธีการทางจิตเหล่านี้ ถ้าไม่ระวังให้ดี จะก่อปัญหาได้มาก ลักษณะทั่วไป ก็คือ เป็นการพึ่งพา ไม่ว่าจะ พึ่งพาด้วยการผูกใจอยู่กับความหวัง หรือพึ่งพาความเชื่อในสิ่งลึกลับ อำนาจดลบันดาลก็ตาม และอยู่กับความ กล่อมใจ หรือทำให้ดื่มด่ำเข้าไป แล้วหลบทุกข์ลืมปัญหาไปได้

เรื่องนี้สอดคล้องกับสภาพของสังคมยุคนี้ หรือสังคมนี้ อีกอย่างหนึ่ง คือการที่คนทั้งหลายมักปฏิบัติต่อ สถานการณ์ต่างๆ ด้วยความรู้สึกหรืออารมณ์ มากกว่าจะใช้เหตุผลหรือปัญญา เพราะฉะนั้นตัวแรงจูงใจที่จะให้ ตัดสินใจทำอะไร หรือไปไหน จึงมักจะเป็นเรื่องของความต้องการทางจิตใจ มากกว่าการที่จะใช้ปัญญา หรือ ต้องการแสวงปัญญา

การดิ้นรนหาทางออกจากปัญหาจิตใจด้วยวิธีการทางจิตนี้ เป็นสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาด้านหนึ่ง แต่กลับก่อให้เกิดปัญหาใหม่ ซึ่งอาจจะร้ายแรงและยืดเยื้อมากกว่าและข้อสำคัญคือไม่เป็นวิธีที่ จะแก้ปัญหาได้จริง

นอกจากทำให้เกิดการพึ่งพา และเป็นการกล่อมใจแล้ว โทษที่ทางพระพุทธศาสนาถือว่าร้ายแรงมาก ก็คือทำให้ตกอยู่ในความประมาท และเป็นการแก้ปัญหาแบบชั่วคราว หรือกลบปัญหา ไม่พ้นไปจาก ปัญหาได้จริง เพราะเป็นวิธีกดทับไว้ ดังที่ท่านเปรียบว่าเหมือนเอาหินทับหญ้า

พระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธการแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางจิต วิธีการทางจิตนั้น ไม่ใช่ว่าผิด แต่ไม่เพียงพอ และต้องใช้ในขอบเขตที่พอดี คือพอให้จิตใจได้พัก ทำให้จิตใจผ่อนคลาย สงบหายเร่าร้อนกระวนกระวาย ว้าวุ่น และมีกำลังขึ้น คือเป็นเครื่องเตรียมจิตให้พร้อม แล้วต้องต่อด้วยวิธีการทางปัญญา เพื่อแก้ปัญหาดับทุกข์ ให้จบสิ้นไป

ถ้าเรามีปัญหาหรือมีทุกข์ วิธีการทางปัญญาจะช่วยให้เราวางใจวางท่าทีต่อปัญหาหรือทุกข์นั้นได้ถูก ต้องแล้วอยู่กับปัญหาหรือทุกข์นั้นได้อย่างมีความสุข หรืออยู่ได้ดีขึ้น และอาจจะนำเอาทุกข์หรือปัญหานั้นมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ได้ พร้อมกันนั้น ก็ไม่ลืมและ
ไม่ละเลยที่จะแก้ปัญหา

ผู้ที่ใช้วิธีการทางจิต จะต้องไม่ลืมใช้ปัญญา อย่างน้อยก็คอยตรวจสอบสำรวจตัวเองว่า วิธีแก้ทุกข์ของ เรา เป็นการหลบทุกข์หลบปัญหาหรือเปล่า

เราลืมหรือละเลยการแก้ปัญหาที่แท้จริงหรือไม่

ความสุขที่เราได้นี้มา กับความดื่มด่ำแบบลุ่มหลง ที่ไม่ต่างมากนักกับความสุขของคนเสพยาหรือไม่ เราอยู่กับความกล่อมใจ หรือาร พึ่งพาหรือเปล่า จิตใจของเราอยู่กับความเป็นจริงอย่างเป็นอิสระด้วยท่าทีที่ถูกต้องต่อโลกและชีวิตหรือไม่

ในที่สุด สภาพการดิ้นรนหาทางแก้ปัญหาชีวิตจิตใจของคนเหล่านี้ ก็เป็นเครื่องฟ้อง ไม่เฉพาะถึงสภาพ จิตใจของคนเท่านั้น แต่บ่งชี้ถึงกระแสสังคม เช่น ค่านิยมของผู้คน และศักยภาพของมนุษย์ในสังคมนั้นที่จะนำ พาสังคมของตนให้ก้าวไปอย่างไร และเป็นปัญหาทางการศึกษา ที่จะทำให้ต้องถามว่า การศึกษาที่เราจัดกันอยู่ ปัจจุบันนี้มีความผิดพลาดบกพร่องอย่างไร จึงทำให้คนที่แม้แต่เล่าเรียนกันสูงๆ กลายเป็นอย่างนี้ไป


โดย พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโต)


ชนชั้นหนึ่ง จับไตรสิกขาที่
ทาน ศีล สมาธิ

ชนชั้นหนึ่ง จับไตรสิกขาอยู่ที่
ศีล สมาธิ ปัญญา

ธรรมจากพระธรรมปิฎก ล้วนน่าศึกษายิ่ง



โดย : เฒ่าโล้ว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 2 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 17 : 17 ]

การเล่าเรียน ที่สูงๆ และมากๆ มิได้หมายความว่า
จะรู้จักตัวตน เหมือนคน มองออกไปนอกหน้าตา เห็นแต่ภายนอก
มีกี่คน ที่มองเข้าไป ภายใน ตัวตนเอง การที่สามารถ จับจิต ตัวเองได้
ผมว่า คนนั้นเริ่มเข้าสู่ ความสุขที่แท้จริง (ความเห็นผม นะครับท่าน)
เหมือนดัง ท่านมารบะหมี่ ครับ ผมเคยทำได้
แต่ก็มาติดอยู่กับ กามาสุข ที่ ผู้กำกับการแสดงคอยทดสอบเรา ครับ

พลังในโลกนี้มีจริง ดวงจิต ที่ถูกกำหนด และฝึกได้มีพลังจริงๆ
แต่เป็นเรื่องปัจเจก ครับท่าน ไม่มีใครสอนใครได้
ตราบใดยังสงสัย ยังไม่รู้ครับ ถ้าเมื่อใดที่รู้จะไม่สงสัย

คารวะ ทุกท่านครับ กระทู้นี่หนักนะครับ แต่ท่านตอบกันอย่างสบาย ๆ ประสบการ พวกท่าน มากหลาย นับถือครับ

โดย : วาสิน ไทยแท้
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 2 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 18 : 14 ]



โดย : ลุงข้างบ้าน
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 2 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 19 : 0 ]

ยิ่งผู้คนล่ำลือว่าสุขนัก ยิ่งอยากไปถึง

โดย : ลุงข้างบ้าน
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 2 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 19 : 3 ]

ขอคาราวะท่านผู้อาวุโสทุกท่าน

สิ่งที่ท่านผู้เฒ่าโล้นั้นได้ ให้คำสอนนั้นถ้าคิดดีเป็นข้อคิดในการปฎิบัติ
ชั้นสูงที่ข้าน้อยมิสามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ จริงๆการทำสมาธินั้นมิใช่ทาง
แก้ปัญหาโดยทุกต้องทั้งหมดเป็นเพียงอุบายที่ทำให้จิตสงบ และเมื่อหลุ่มหลง
แล้าจะมัวเมา แต่ที่ข้าน้อยมิขัดสมาธินั้นเพราะมันเป็นอุบายขั้นต้นใน
การได้เห็นหนทางที่แท้จริง แห่งธรรมะ(ธรรมชาติ)ยากนักที่จะอธิบาย

จะประกอบไปด้วยสมาธิ สติ แล้วจะเกิดปัญญา ปัญญาในการมองโลก มองทุกอย่าง
เห็นความจริงปราศจากโมหะ โทสะ โลภะ มองอย่างเข้าใจใน อนิจจัง ทุกขังอนัตตา

การทำสมาธินั้นถ้าจะเทียบก็เป็นเพียงแค่ยาแก้ปวด เมื่อคนมีทุกข์(เจ็บปวด)
ก็ใช้ยาแก้ปวด เมื่อหมดฤทธิ์ยาก็ปวดใหม่เพราะมิได้รักษาโดยยาที่ถูกโรค
แต่เหตุใดข้าน้อยมิปฏิเสธยาแก้ปวดในการรักษาคนไข้ สมมุติว่าคนไข้
เป็นไข้สาเหตุจากการติดเชื้อเบ็คทีเรีย ข้าน้อยทราบดีว่าให้ยา
Antibiotic คนไข้ก็จะหายแต่ต้องใช้เวลา 3-7วัน หรืออาจเป็นเดือนเป็นปี
แต่ลองคิดในความเป็นจริง ถ้าคนป่วยยังไม่เข้าใจในโรค กินยาก็มิเกิดผลทันที
และทรมานกับการเจ็บป่วยในช่วงที่ยายังไม่เป็นผล จึงจำต้องให้ยาแก้ปวด
บรรเทาอาการของคนไข้คู่กับยารักษา เพื่อให้คนป่วยมีความสบาย และมี
กำลังใจเชื่อใจในการที่จะกินยาของเราต่อไป หากมิให้ยาแก้ปวดกว่ายา
ที่รักษาโรคจริงๆจะออกฤทธิ์คนป่วยก็ยังเจ็บปวดขาดความเชื่อถือในการกินยา
และทรมานในโรคที่เขาเป็น เราจึงจำเป็นต้องให้ยาหลายตัวในการรักษา
สมาธิก็เช่นเดียวกัน มันเหมือนกับยาแก้ปวด ที่สามารถบรรเทาจิตใจของเรา
ได้ตอนที่เราไม่สบายใจแต่มันไม่สามารถรักษาได้จริงๆ แต่อย่างน้อยมันก็
เป็นหนทางเป็นอุบายที่ชักจูงให้เราได้เข้ามาศึกษาและเดินตามทาง
ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเข้าศึกษาเพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องต่อไป
ข้าน้อยมิทราบว่าท่านผู้อาวุโสโล้วคิดอย่างไร แต่คำกล่าวของท่าน ประยุต ประยุตโตนั้น
ท่านชี้ให้เห็นว่าเมื่อคนใช้ยาแก้ปวดมากๆ ก็จะหายปวดแล้วก็หลงก็ติดยา
แต่มิสามารถรักษาโรคจริงๆได้ เพราะเมื่อจิตใจไม่ดีก็หาทางออกโดยสมาธิ
แต่ท่านอย่าลืมว่าเมื่อเขาตั้งใจในการเข้ามารักษามาปฏิบัติจริงแล้วเขาจะ
เข้าใจเองว่ายารักษาจริงๆคืออะไร หากได้คำแนะนำจากครูบาอาจารย์
นอกเสียจากว่าคนๆนั้นจะปฏิบัติเอง แล้วก็หลงเอง กลงในความสุขแห่ง
อารมณ์ของสมาธิ หลงในอุเบกขา(การวางเฉย) แต่ทำไมผู้รู้ถึงไม่ปฏิเสธสมาธิ
เพราะอย่างน้อยมันก็ช่วยให้คนหันหน้าเข้าสู่ธรรมะ เป็นอุบายที่สำคัญข้าน้อยขอติง
คำกล่าวข้างต้นของท่านด้วยความนอบน้อมว่าท่านกล่าวเช่นนี้เป็นการ
สรุปเอาเองทำให้ผู้ที่ใฝ่ในธรรมะมิกล้าที่จะหันหน้าเข้ามาเพราะทำไปก็เหมือน
ไร้ค่า คำกล่าวของท่านประยุต ประยุตโตนั้นท่านกล่าวได้ถูกต้องแล้วเพื่อ
ตักเตือนให้ใช้สติในสมาธิเพราะจะไม่ให้เกิดความหลงในอารมณ์แห่งสมาธิ
ถ้าหลงในอารมณ์แห่งสมาธิแล้ว จะเข้าสู่ภวังค์(สมาธิชั้นต้น) ถ้าหลงแล้วจะ
เข้าใจว่าสุขแล้วพอแล้วแต่ปัญหาความเป็นจริงยังมีอยู่ จึงมิเป็นสุขที่แท้จริง
จำต้องมีสติด้วย ตัวสติเป็นอาวุธิที่พิชิตความหลงได้ดี แต่ถ้าท่านนำคำกล่าว
นั้นมากล่าวที่นี่ข้าน้อยว่ายังไม่สมควร เพราะบุคคลหลายคนยังไม่ได้เข้า
สู่การฝึกสมาธิเลย ถ้าเกิดกลัวการฝึกในขั้นต้น กลัวการปฏิบัติที่ยังไม่สามารถ
ช่วยอะไรได้ แล้วต่อไปใครจะหันหน้าเข้าหาธรรมะอย่างแท้จริง

ข้าน้อยขอคาราวะด้วยความนับถือยิ่ง


โดย : มารเหล้าขาว
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 3 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 3 : 44 ]



เรียนท่าน ลุงข้างบ้านครับ

เป็นเรื่องแปลกนาครับ
แบบว่า...อ้ายที่คนเขาลือกันว่าสุขอย่างนั้นอย่างนี้
แล้วเราก็อยากไปให้ถึงแบบเขานี่
พอพยายามดิ้นรนไปถึงเข้าจริงมันก็แค่นั้น...ไม่ยักกะเป็นอย่างที่นึก

เสร็จแล้วก็เลยพอสรุปเอาเองว่า ความสุขนี่มันคงจะเป็นความเห็น ความพอใจของแต่ละคน
ซึ่งก็ไม่เหมือนกัน

ผมว่าจิตเป็นกลไกธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันและสร้างสภาวะสมดุลย์ให้ชีวิต

เมื่อจิตถูกปรุงแต่งมากเกินไปก็จะเกิดความหน่ายโดยธรรมชาติ
หรือเมื่ออยู่นิ่งเกินไปก็จะเกิดความอยากดิ้นรนแสวงหา
ประมาณนี้ครับ

ถ้าลองคิดเล่นๆ ผมว่าบางทีความสุขไม่ได้อยู่ที่ปลายทางดอกครับ
น่าจะอยู่ระหว่างทาง หรือ อยู่มาตั้งแต่ต้นทางที่เราเริ่มคิดหาความสุขแล้ว ละครับ

อย่างท่านวาสินท่านว่าครับ...
คนที่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนสูงๆ....แบบว่า ต้องก้าวให้ไกล..ต้องไปให้ถึง นั้น
มักจะเชิดมองตรงไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น ปราถนาความสุขเมื่อสำเร็จเป้าหมาย เอาชัยชนะ ผมว่าเหมือนม้าแข่งอ่ะครับ
พวกม้าแข่งนี่คนฝึกเขาจะเอาแผ่นสี่เหลี่ยมขนาดฝ่ามือสีดำๆมาป้องตาม้าไว้ทั้งสองข้างตลอด
เพื่อให้ม้ามองไปข้างหน้าอย่างเดียวจะได้มีสมาธิในการวิ่ง
และทำลายความเชื่อมั่นในการเป็นม้าของมัน
ที่ปกติธรรมชาติเป็นสัตว์ชอบสำรวจเที่ยวเล่น

คิดแล้วก็เป็นเวรกรรมเสียนัก

กรอบระเบียบกติกามากมาย บางทีก็เป็นเครื่องชี้ทางได้ดี
แต่บางทีผมก็ว่าเหมือนเจ้าแผ่นที่ป้องตาม้าที่กล่าวข้างต้นน่ะครับ

ที่ผมเล่าประสบการณ์มาก็ไม่ได้เป็นถึงระดับนั้นบ่อยหรอกครับ
ส่วนมากก็เอาแค่ไหนแค่นั้นพอพักจิตเข้าใจจิตเอาเองบ้างไปตามเรื่อง กับได้การละวางแทนเสียเป็นส่วนใหญ่

ในที่สุดก็มาติด ที่ กามาฉันท์ แบบเดียวกับท่านวาสินเหมือนกัน
แต่ก็ไม่เครียดหรอกครับพอเข้าใจรูปแบบรับสภาพได้

สมัยวัยรุ่นผมเคยเล่น กสิน คือการเพ่งกำหนดจิตทั้งทางมืด และ สว่าง ทางมืดนี่จะมีกำลังแรงกว่า ให้ผลชัดเจนรุนแรง แล้วหมดกำลังเมื่อสำฤทธิ์ผล
ส่วนทางสว่างนั้น มีกำลังที่แผ่ออกอย่างช้าๆต่อเนื่อง และมีผลต่อเนื่องอยู่นาน

ทางมืดนี่เริ่มแต่เพ่งร้าย อาฆาต พยาบาท สาปแช่งฯ
ทางสว่างนี่ เริ่มแต่ เข้าใจ อภัย เมตตา จิตปราถนามุ่งให้ฯ
ประมาณนี้ครับ

ที่ท่าน ฒ วัยทอง ถามว่า ถ้าเรามีสมาธิ ที่จะทำให้ผู้อื่นย่อยยับ
ถือว่าเป็นการมีสมาธิหรือไม่นั้น ก็ถือว่าเป็นน่ะครับ
ผมเคยใช้สมาธิแบบนี้จนมีกำลังเพ่งจนคนตกกระไดขาหักมาแล้ว
แต่การทำเช่นนี้จะมีผลกรรมตามกลับมาเสมอ
ต้องเข้าใจแต่แรกและยอมรับได้ถึงจะทำได้
เพราะจะไม่มีความกลัวกังวล

ตามที่ท่านลุงฯบอกไปว่า อยากรู้จักความอิ่มสุข ในการทำสมาธิ
แต่พอเวลาเพ่งลมหายใจจะเข้าสู่สมาธิแล้ว ความรู้สึกก็หายไปนั้น

ผมต้องขออภัยท่านมารเหล้าขาวด้วยที่อาจมีความเห็นไม่ตรงกัน คือ
ที่เราไม่สามารถได้ความรู้สึกเป็นไปตามธรรมชาติของจิตนั้น
อาจเป็นเพราะเราใช้สติไปเป็นเครื่องยั้ง ใช้ความมุ่งหวังไปกำหนด
ผมว่าน่าจะใช้สติเพียงแค่การระลึกรู้ คือ เฝ้าดูรู้สภาวะของจิตในขณะนั้นแล้วไม่เก็บไปปรุงแต่งคิดต่อก่อสงสัย ให้รับรู้เฉยๆอ่ะครับ
แบบพอเรารู้ทันแล้วจิตก็จะไม่ดิ้นรนฟุ้งไป จะค่อยสงบลงและเป็นไปตามสภาวะ

อย่าไปอยากมันครับ...ยิ่งอยากยิ่งยาก
ที่จริงพอถึงระดับที่รู้สึกมีความสุขแล้วจะหยุดรับสุขสักระยะหนึ่งตามพอใจก็ได้ครับแต่ก็ให้ระลึกรู้ว่ามันก็เป็นแบบนี้เท่านั้น
แล้วก็ปล่อยวางเสีย ต่อไปก็จะรู้สึกปิติที่เข้าใจสภาวะของมัน
จะรู้สึกเต็มตื้นน้ำหูน้ำตาไหลมีสุขเปี่ยมล้น ประมาณนี้ ก็ปล่อยให้รู้สึกไปตามสภาพไม่ต้องไปใช้สติระงับยับยั้งอะไรให้ดูเฉยๆ
สักพักจิตจะหน่ายเองครับ เหมือนเราไปถึงจุดสุดยอดแล้วก็จะพัก
เข้าสู่การปล่อยวางเบาสบาย ช่วงนี้จิตจะเริ่มเข้าภวังค์สงบนิ่งเป็นหนึ่งกับความว่างเปล่า ทุกสิ่งทุกอย่างจะหายไปหมดครับ ที่ดีที่สุดก็ตอนนี้ แต่เราจะไปรับรู้เอาเมื่อตอนที่จิตค่อยถอนออกมา

เราจะเข้าใจโลกปล่อยวางได้ง่ายขึ้นครับ
จริงแล้วผมไม่ได้ถือจริงจังว่าต้องสำเร็จอะไรหรอกครับ
เป็นเรื่องอยากลองอยากรู้ พอรู้เข้าใจตามสภาวะที่เราพอใจแล้วก็เท่านั้น
หาเรื่องอื่นเรียนรู้ต่อไปใหม่...แต่ก็มีผลติดตามมาเหมือนกัน
ในเรื่องประสบการณ์ตรงทำให้มองเรื่องอื่นๆสัมพันธ์กันเข้าใจมากขึ้นครับ
เป็นเรื่องปัจเจกจริงๆ นะ ครับ เพราะแต่ละคนก็จะมีความเชื่อตามประสบการณ์ของตัว

สุดท้ายขออวยพรให้ท่านลุงฯ จงได้พบประสบการณ์ตามความมุ่งหมายนะครับ

ด้วยรัก....จากมารซื่อชื่อบะหมี่



โดย : มารบะหมี่
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 3 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 5 : 18 ]

ลองไปเรียนรำ มวยไท้เก๊ก ยามเช้าดูสิ
จะได้รู้ว่าการมีสมาธิ...ไม่จำเป็นต้องอยู่นิ่งๆ

ลองวิ่งจ๊อกกิ้งยามเช้าดูสิ...จะได้รู้ว่ามีสมาธิไม่จำเป็นต้องอยูกับที่

ลองปั่นจักรยานข้าม อำเภอ ข้ามจังหวัด ข้ามประเทศ ดูสิ...
จะได้รู้ว่าการมีสมาธิ มิได้อยู่ ที่ภูมิประเทศ

ลองมองดูปลาที่เวียนว่ายในบ่อ...จะได้รู้ว่าสมาธิไม่ได้เกิดจากการเพ่งมองสิ่งที่อยู่นิ่งๆ

มีสมาธิไม่ใช่หยุดการคลื่อนไหว
ไม่มีการเคลื่อนไหว...ใช่ว่าจะเกิดสมาธิ

สิ่งที่ไม่เคลื่อนไหวเลยเมื่อมีสมาธิคือ....."สติ"...ที่อยู่กับเรา

"ลมที่พัดไปไม้...เป็นลมที่เคลื่อนไหว หรือ ใบไม้เคลื่อนไหว ?"


โดย : ซาอากิก
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 3 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 9 : 7 ]

ยินดีที่ท่านเจี่ยมาร่วมแจมด้วย น่าสนุกๆ

เล่าฮิวรู้น้อย แต่ชอบคิดมาก
ไม่ใช่คนรู้มาก แต่ชอบคิดน้อย
เข้าข่ายหลงตัวเองหน่อยๆ (หรือมาก?)

สมาธิเป็นเรื่องของจิต

จิตคนเรามันไม่นิ่ง มันชอบวิ่งกันไปมา เหมือนจับลิงใส่กระด้ง
การตั้งสมาธิ คือความพยายามที่จะจัดการกับฝูงลิงในจิต

การจัดระเบียบฝูงลิงทำได้หลายวิธี การชักนำฝูงลิงให้ติดตามความเคลื่อนไหว หลอมรวมกับความเคลื่อนไหวเป็นหนึ่งเดียว

ฝ่ามือเคลื่อนไหว จักรยานเคลื่อนไหว ฝูงปลาเคลื่อนไหว
ใบไม้เคลื่อนไหว ลมเคลื่อนไหว จิตเคลื่อนไหว?

การนำกายมาช่วยกำหนดจิต ทางพุทธศาสนาก็มี เช่น
การกวาดลานวัด การเดินจงกรม ฯลฯ

การฝึกโยคะ การสะกดจิตตนเอง ให้ไปอยู่ที่ มือซ้าย มือขวา
เท้าซ้าย เท้าซ้าย เท้าขวา ที่อก ที่ท้อง ที่หัว

ถ้าว่าตามศัพท์เขาก็เรียกว่า กายะคตะสมาธิ

แล้วที่นั่ง ยุบหนอพองหนอ นับหนึ่งถึงหมื่น
แกะตัวที่หนึ่ง กระโดดข้ามรั้วไป แกะตัวที่สอง กระโดดข้ามรั้วไป
แกะตัวที่สาม กระโดดข้ามรั้วไป แกะตัวที่...... กระโดดข้ามรั้วไป
โอนีโทโฟ โอนีโทฮุก ประคำเม็ดที่หนึ่ง.........

เป็นการอยู่นิ่งๆ ใช้จิตที่นิ่งจับลิงให้อยู่หมัด

พระท่านเรียกว่า ภาวนาสมาธิ

ภาวนาสมาธิ เวิ้งว้างไร้ฟากฝั่ง จับลิงไม่อยู่ อาจถูกลิงชักนำ
พาไปให้หลงทาง ลิงผูกเรา เราผูกลิง เราพาลิง ลิงพาเรา
หลงทางไม่รู้ว่าหลงทาง หลงตัวไม่รู้ว่าหลงตัว
นี่แหละความน่ากลัวของภาวนาสมาธิ

กายะคตะ กรอบผูกติดกับความเคลื่อนไหว
เลิกเคลื่อนไหว เลิกสมาธิ
ไม่มีใครหลงทาง

กายะคตะทำได้สูงสุดคือหนึ่ง เป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่เคลื่อน
ที่ผู้เฒ่าซุนเรียกว่า ไร้ห่วงไร้เรา ของโหวงวโจ๊ว ฮวงโป
กายดุจต้นโพธิ์ ใจดุจกระจก..............

ภาวนาสูงสุดเป็นศูนย์ เป็นสุญญ
ที่ผู้เฒ่าซุนเรียกว่า ลืมห่วงลืมเรา ของลักโจ๊ว เหวยหล่าง
กายไม่ใช่ต้นโพธิ์ ใจไม่ใช่กระจก.................................

นี่ใยมิใช่เฉกเช่น
กระบวนท่าที่สิบสี่ และกระบวนท่าที่สิบห้าของ อี้จับซา
หวังว่าท่านเจี่ยคงช่วยชี้แนะเพิ่มเติม

ตามองปลาเคลื่อนไหว มองไปมองมาปลาหายไป



โดย : เฒ่าโล้ว
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 3 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 10 : 31 ]



แกะตัวที่หนึ่งกระโดดข้ามรั้วไป
แกะตัวที่สองกระโดดข้ามรั้วมา
แกะตัวที่หนึ่งกระโดดข้ามรั้วมา
ดูว่าแกะตัวที่สองจะกระโดดข้ามรั้วไปด้วยท่าที่ถูกต้องหรือไม่
แกะตัวที่สองกระโดดข้ามรั้วไป
ดูว่าแกะตัวที่หนึ่งจะกระโดดข้ามรั้วมาด้วยท่าที่ถูกต้องหรือไม่
แกะทั้งสองกระโดดข้ามรั้วไปมาด้วยความสนุกสนาน


เป็นเพลงที่สอนเด็กชาวเขาร้องหนุกๆอ่ะครับ
เอามาขั้นรายการคลายเครียด



โดย : มารบะหมี่
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 3 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 16 : 15 ]

ผมทำไปเพราะว่าไม่รู้จะทำไรเวลาพัก
จะให้ออกไปเล่นให้เหงี่อออก็ไม่ค่อยดีนะบ่ายมาก็ตัวเหม็นอีก
จะให้ไปอ่านหนังสือ ก็อยู่กับมันทั้งวันแล้ว
ผมว่ามันก็เหมื่อนกับการหลับนะครับ
เพราะว่าทำไปก็เพื่อพักผ่อน
ผมทำไปนานก็เกิดความเคยชิน เมื่อนั้งไปเเค่สองสามนาทีก็รู้สึกว่าหลับไปแล้ว
+++++++++++++แต่ผมว่าถ้าฝันแล้วภาพที่เห็นมันชัดดีนะครับ
++++++++++การนอนหลับธรรมดาบางที่ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่านอนไม่เต็มอิ่มอยากนอนต่อนะ

โดย : ครูชั่ว
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 3 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 20 : 19 ]



เรียนท่านครูชั่ว.....

จริงตามที่ท่านบอกเชียวครับ
พอทำไปบ่อยๆก็จะทำได้ง่าย
บางทีมีเวลาสักห้านาทีสิบนาที
ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมรบกวนจนเกินไป
แค่หลับตาไปสักพัก....
ก็เหมือนได้หลับเต็มอิ่ม
เอาแค่ประโยชน์ตรงนี้ก็คุ้มที่จะฝึกสมาธิแล้วครับ

เมื่อท่านได้ประสบการณ์แบบนี้
จะไม่สงสัยเลยว่าพระที่ปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิ
ทำไม่ถึงนอนน้อยกินน้อย
แต่สุขภาพดีมีหน้าตาผ่องแผ้วแจ่มใส

อย่างบางองค์ปฏิบัติถึงขั้นมีเมตตาบารมีด้วยแล้ว
ท่านครูชั่ว..จะรู้สึกสัมผัสได้โดยตรงเชียวครับ
ถ้าท่านเจริญสมาธิไปเรื่อยๆ...
จิตจะละเอียดขึ้นตามลำดับ
และจะโน้มนำเข้าหาความละเอียดยิ่งกว่า
จิตจะละหน่ายจากความหยาบ
บางคนเคยติดบุหรี่ของมึนเมาก็จะเลิกไปได้ง่ายๆ

ท่านจะเข้าใจสิ่งต่างต่างได้ชัดเจนขึ้น
แม้แต่ความฝัน....ดังที่ท่านบอกครับ

อันนี้เป็นสภาวะธรรม (ธรรมชาติ) มีอยู่
ผมได้รับประสบการณ์แทบจะเหมือนกับที่ท่านครูชั่วเล่า
โดยที่สมัยนั้นยังไม่มีความสนใจในเรื่องสมาธิเลยครับ

เมื่อท่านได้รับความรู้สึกดีๆเช่นนี้....
ผมก็ขอแสดงความยินดีด้วยอย่างยิ่ง
และขออวยพรให้ท่านได้รับความสุขความเจริญ
เป็นแสงสว่างที่นำทางแก่เด็กๆเยาวชนต่อไปในอนาคตด้วยครับ

คารวะ..และ..ขอแสคงความนับถือ.....อย่างยิ่ง



โดย : มารบะหมี่
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 15 : 46 ]

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook