บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ชุมนุมจอมยุทธ
แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (4)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13 - 14

หัวข้อ : ...อุบายแห่งธรรม...


เวลานี้ อย่างที่รู้กันอยู่ เมื่อสังคมเจริญสูงทางวัตถุ คนกลับมีปัญหาจิตใจมาก ในสภาพเช่นนี้ วิธีแก้ปัญหาทางจิตด้วยวิธีการง่ายๆ ทางวัตถุก็มาก่อน เช่นการใช้ยา การพึ่งสุรา ยาเสพติด การมั่วสุม หรือไม่ก็ทำ ร้ายตัวเอง จนถึงฆ่าตัวตาย

คนอีกพวกหนึ่ง ที่อาจถือว่าดีขึ้นมาหน่อย ก็หาวิธีแก้ปัญหาจิตใจนั้นด้วยวิธีการทางจิต ซึ่งช่วยให้รู้สึก ว่ามีความหวัง มีกำลังใจ มีสิ่งปลอบประโลมใจ หรือกล่อมใจ ตลอดจนสิ่งที่ให้ความรู้สึกว่าได้ที่พึ่ง ซึ่งช่วยให้เกิด ความมั่นใจมากขึ้น หรือดึงตัวเองหลุดหลบออกไปจากปัญหาหรือความทุกข์ได้

แม้แต่ความรู้สึกมีกำลังใจเข้ม แข็งหรือมีอำนาจ อย่างน้อยก็ครึ้มใจขึ้นมาจากการมีสังกัด รวมพวกรวมหมู่ บ้างก็อ่อนล้าทางใจ อยากมีอะไรที่ ตนไว้ใจวางใจหรือมอบใจให้แล้วปล่อยตัวไปตาม แล้วแต่เขาจะสั่ง หรือทำไปตามที่เขากำหนดให้

สิ่งที่สนอง ความต้องการทางจิตนี้ นอกจากสิ่งที่ให้ความหวังแล้ว ก็รวมไปถึงสิ่งลึกลับ ความเชื่ออำนาจดลบันดาลต่างๆ ตลอดจนสมาธิที่ใช้เพื่อมุ่งผลทางจิต

วิธีการทางจิตเหล่านี้ ถ้าไม่ระวังให้ดี จะก่อปัญหาได้มาก ลักษณะทั่วไป ก็คือ เป็นการพึ่งพา ไม่ว่าจะ พึ่งพาด้วยการผูกใจอยู่กับความหวัง หรือพึ่งพาความเชื่อในสิ่งลึกลับ อำนาจดลบันดาลก็ตาม และอยู่กับความ กล่อมใจ หรือทำให้ดื่มด่ำเข้าไป แล้วหลบทุกข์ลืมปัญหาไปได้

เรื่องนี้สอดคล้องกับสภาพของสังคมยุคนี้ หรือสังคมนี้ อีกอย่างหนึ่ง คือการที่คนทั้งหลายมักปฏิบัติต่อ สถานการณ์ต่างๆ ด้วยความรู้สึกหรืออารมณ์ มากกว่าจะใช้เหตุผลหรือปัญญา เพราะฉะนั้นตัวแรงจูงใจที่จะให้ ตัดสินใจทำอะไร หรือไปไหน จึงมักจะเป็นเรื่องของความต้องการทางจิตใจ มากกว่าการที่จะใช้ปัญญา หรือ ต้องการแสวงปัญญา

การดิ้นรนหาทางออกจากปัญหาจิตใจด้วยวิธีการทางจิตนี้ เป็นสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาด้านหนึ่ง แต่กลับก่อให้เกิดปัญหาใหม่ ซึ่งอาจจะร้ายแรงและยืดเยื้อมากกว่าและข้อสำคัญคือไม่เป็นวิธีที่ จะแก้ปัญหาได้จริง

นอกจากทำให้เกิดการพึ่งพา และเป็นการกล่อมใจแล้ว โทษที่ทางพระพุทธศาสนาถือว่าร้ายแรงมาก ก็คือทำให้ตกอยู่ในความประมาท และเป็นการแก้ปัญหาแบบชั่วคราว หรือกลบปัญหา ไม่พ้นไปจาก ปัญหาได้จริง เพราะเป็นวิธีกดทับไว้ ดังที่ท่านเปรียบว่าเหมือนเอาหินทับหญ้า

พระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธการแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางจิต วิธีการทางจิตนั้น ไม่ใช่ว่าผิด แต่ไม่เพียงพอ และต้องใช้ในขอบเขตที่พอดี คือพอให้จิตใจได้พัก ทำให้จิตใจผ่อนคลาย สงบหายเร่าร้อนกระวนกระวาย ว้าวุ่น และมีกำลังขึ้น คือเป็นเครื่องเตรียมจิตให้พร้อม แล้วต้องต่อด้วยวิธีการทางปัญญา เพื่อแก้ปัญหาดับทุกข์ ให้จบสิ้นไป

ถ้าเรามีปัญหาหรือมีทุกข์ วิธีการทางปัญญาจะช่วยให้เราวางใจวางท่าทีต่อปัญหาหรือทุกข์นั้นได้ถูก ต้องแล้วอยู่กับปัญหาหรือทุกข์นั้นได้อย่างมีความสุข หรืออยู่ได้ดีขึ้น และอาจจะนำเอาทุกข์หรือปัญหานั้นมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ได้ พร้อมกันนั้น ก็ไม่ลืมและ
ไม่ละเลยที่จะแก้ปัญหา

ผู้ที่ใช้วิธีการทางจิต จะต้องไม่ลืมใช้ปัญญา อย่างน้อยก็คอยตรวจสอบสำรวจตัวเองว่า วิธีแก้ทุกข์ของ เรา เป็นการหลบทุกข์หลบปัญหาหรือเปล่า

เราลืมหรือละเลยการแก้ปัญหาที่แท้จริงหรือไม่

ความสุขที่เราได้นี้มา กับความดื่มด่ำแบบลุ่มหลง ที่ไม่ต่างมากนักกับความสุขของคนเสพยาหรือไม่ เราอยู่กับความกล่อมใจ หรือาร พึ่งพาหรือเปล่า จิตใจของเราอยู่กับความเป็นจริงอย่างเป็นอิสระด้วยท่าทีที่ถูกต้องต่อโลกและชีวิตหรือไม่

ในที่สุด สภาพการดิ้นรนหาทางแก้ปัญหาชีวิตจิตใจของคนเหล่านี้ ก็เป็นเครื่องฟ้อง ไม่เฉพาะถึงสภาพ จิตใจของคนเท่านั้น แต่บ่งชี้ถึงกระแสสังคม เช่น ค่านิยมของผู้คน และศักยภาพของมนุษย์ในสังคมนั้นที่จะนำ พาสังคมของตนให้ก้าวไปอย่างไร และเป็นปัญหาทางการศึกษา ที่จะทำให้ต้องถามว่า การศึกษาที่เราจัดกันอยู่ ปัจจุบันนี้มีความผิดพลาดบกพร่องอย่างไร จึงทำให้คนที่แม้แต่เล่าเรียนกันสูงๆ กลายเป็นอย่างนี้ไป


โดย พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโต)


ชนชั้นหนึ่ง จับไตรสิกขาที่
ทาน ศีล สมาธิ

ชนชั้นหนึ่ง จับไตรสิกขาอยู่ที่
ศีล สมาธิ ปัญญา

ธรรมจากพระธรรมปิฎก ล้วนน่าศึกษายิ่ง




โดย : เฒ่าโล้ว
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 2 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 17 : 17 ]


ขอคาราวะท่านผู้อาวุโสทุกท่าน

สิ่งที่ท่านผู้เฒ่าโล้นั้นได้ ให้คำสอนนั้นถ้าคิดดีเป็นข้อคิดในการปฎิบัติ
ชั้นสูงที่ข้าน้อยมิสามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ จริงๆการทำสมาธินั้นมิใช่ทาง
แก้ปัญหาโดยถูกต้องทั้งหมดเป็นเพียงอุบายที่ทำให้จิตสงบ และเมื่อหลุ่มหลง
แล้วจะมัวเมา แต่ที่ข้าน้อยมิขัดสมาธินั้นเพราะมันเป็นอุบายขั้นต้นใน
การได้เห็นหนทางที่แท้จริง แห่งธรรมะ(ธรรมชาติ)ยากนักที่จะอธิบาย

จะประกอบไปด้วยสมาธิ สติ แล้วจะเกิดปัญญา ปัญญาในการมองโลก มองทุกอย่าง
เห็นความจริงปราศจากโมหะ โทสะ โลภะ มองอย่างเข้าใจใน อนิจจัง ทุกขังอนัตตา

การทำสมาธินั้นถ้าจะเทียบก็เป็นเพียงแค่ยาแก้ปวด เมื่อคนมีทุกข์(เจ็บปวด)
ก็ใช้ยาแก้ปวด เมื่อหมดฤทธิ์ยาก็ปวดใหม่เพราะมิได้รักษาโดยยาที่ถูกโรค
แต่เหตุใดข้าน้อยมิปฏิเสธยาแก้ปวดในการรักษาคนไข้ สมมุติว่าคนไข้
เป็นไข้สาเหตุจากการติดเชื้อเบ็คทีเรีย ข้าน้อยทราบดีว่าให้ยา
Antibiotic คนไข้ก็จะหายแต่ต้องใช้เวลา 3-7วัน หรืออาจเป็นเดือนเป็นปี
แต่ลองคิดในความเป็นจริง ถ้าคนป่วยยังไม่เข้าใจในโรค กินยาก็มิเกิดผลทันที
และทรมานกับการเจ็บป่วยในช่วงที่ยายังไม่เป็นผล จึงจำต้องให้ยาแก้ปวด
บรรเทาอาการของคนไข้คู่กับยารักษา เพื่อให้คนป่วยมีความสบาย และมี
กำลังใจเชื่อใจในการที่จะกินยาของเราต่อไป หากมิให้ยาแก้ปวดกว่ายา
ที่รักษาโรคจริงๆจะออกฤทธิ์คนป่วยก็ยังเจ็บปวดขาดความเชื่อถือในการกินยา
และทรมานในโรคที่เขาเป็น เราจึงจำเป็นต้องให้ยาหลายตัวในการรักษา
สมาธิก็เช่นเดียวกัน มันเหมือนกับยาแก้ปวด ที่สามารถบรรเทาจิตใจของเรา
ได้ตอนที่เราไม่สบายใจแต่มันไม่สามารถรักษาได้จริงๆ แต่อย่างน้อยมันก็
เป็นหนทางเป็นอุบายที่ชักจูงให้เราได้เข้ามาศึกษาและเดินตามทาง
ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเข้าศึกษาเพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องต่อไป
ข้าน้อยมิทราบว่าท่านผู้อาวุโสโล้วคิดอย่างไร แต่คำกล่าวของท่าน ประยุต ประยุตโตนั้น
ท่านชี้ให้เห็นว่าเมื่อคนใช้ยาแก้ปวดมากๆ ก็จะหายปวดแล้วก็หลงก็ติดยา
แต่มิสามารถรักษาโรคจริงๆได้ เพราะเมื่อจิตใจไม่ดีก็หาทางออกโดยสมาธิ
แต่ท่านอย่าลืมว่าเมื่อเขาตั้งใจในการเข้ามารักษามาปฏิบัติจริงแล้วเขาจะ
เข้าใจเองว่ายารักษาจริงๆคืออะไร หากได้คำแนะนำจากครูบาอาจารย์
นอกเสียจากว่าคนๆนั้นจะปฏิบัติเอง แล้วก็หลงเอง หลงในความสุขแห่ง
อารมณ์ของสมาธิ หลงในอุเบกขา(การวางเฉย) แต่ทำไมผู้รู้ถึงไม่ปฏิเสธสมาธิ
เพราะอย่างน้อยมันก็ช่วยให้คนหันหน้าเข้าสู่ธรรมะ เป็นอุบายที่สำคัญ

*ข้าน้อยขอติงคำกล่าวข้างต้นของท่านด้วยความนอบน้อมว่าท่านกล่าวเช่นนี้เป็นการ
สรุปเอาเองทำให้ผู้ที่ใฝ่ในธรรมะมิกล้าที่จะหันหน้าเข้ามาเพราะทำไปก็เหมือน
ไร้ค่า คำกล่าวของท่านประยุต ประยุตโตนั้นท่านกล่าวได้ถูกต้องแล้วเพื่อ
ตักเตือนให้ใช้สติในสมาธิเพราะจะไม่ให้เกิดความหลงในอารมณ์แห่งสมาธิ
ถ้าหลงในอารมณ์แห่งสมาธิแล้ว จะเข้าสู่ภวังค์(สมาธิชั้นต้น) ถ้าหลงแล้วจะ
เข้าใจว่าสุขแล้วพอแล้วแต่ปัญหาความเป็นจริงยังมีอยู่ จึงมิเป็นสุขที่แท้จริง
จำต้องมีสติด้วย ตัวสติเป็นอาวุธิที่พิชิตความหลงได้ดี แต่ถ้าท่านนำคำกล่าว
นั้นมากล่าวที่นี่ข้าน้อยว่ายังไม่สมควร เพราะบุคคลหลายคนยังไม่ได้เข้า
สู่การฝึกสมาธิเลย ถ้าเกิดกลัวการฝึกในขั้นต้น กลัวการปฏิบัติที่ยังไม่สามารถ
ช่วยอะไรได้ แล้วต่อไปใครจะหันหน้าเข้าหาธรรมะอย่างแท้จริง

ข้าน้อยขอคาราวะด้วยความนับถือยิ่ง



โดย : มารเหล้าขาว
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 3 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 3 : 44 ]



โดย : มารเหล้าขาว
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 3 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 4 : 10 ]

พระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธการแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางจิต
วิธีการทางจิตนั้น ไม่ใช่ว่าผิด แต่ไม่เพียงพอ
.....................................................................................


ธรรมะของพระพุทธองค์ ให้ทำความรู้จักทุกข์
แนะให้หาเหตุแห่งทุกข์
ชี้ให้เห็นทางดับทุกข์

ทุกข์ที่ดับ เท่ากับ สุขที่เกิดหรือ?

มีใครว่าหรือ

สภาวะแห่งสุญญตา สภาวะแห่งความว่าง

ทุกข์ดับ สุขดับ หยุดเวียนว่ายตายเกิด แห่งสุขทุกข์

ชนชั้นหนึ่ง จับไตรสิกขาที่
ทาน ศีล สมาธิ

ชนชั้นหนึ่ง จับไตรสิกขาอยู่ที่
ศีล สมาธิ ปัญญา
.................................................................................

ท่านมารเหล้าขาว ตั้งชื่อกระทู้ได้ดี

เวทีแลกเปลี่ยนที่ดี
ให้มีดีเอามาบอกกัน
ใครเห็นดีก็เอาไป
ใครเห็นไม่ดีก็ทิ้งไว้
เจริญสติ เจริญอารมณ์



โดย : เฒ่าโล้ว
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 3 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 6 : 58 ]

ไร้ทุกข์ ไร้สุข บนความมีสติ
นั่คือสุดยอด

ทุกข์น้อย สุขน้อย
ใครทำได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว

พับทุกข์ พบสุข
คืนทุกข์ หายสุข
คนเราก๊มักเป็นอย่างนี้

ไม่มีใครมีเพียงทุกข์
ไม่มีใครมีเพียงสุข



โดย : เฒ่าโล้ว
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 3 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 7 : 36 ]

ข้าน้อยขอคาราวะ

ความสุขนั้นมีหลายอย่าง ถ้าจะใช้หลักของศาสนาเข้ามาจับ
ก็จะแบ่งได้เป็นความสุขทางโลก และความสุขทางธรรม
ความสุขทางโลกคงไม่พ้นการที่สมหวังพอใจในสิ่งที่ต้องการ
ปราศจากสิ่งรำคาญ

การที่จิตใจเข้าสู่ภวังค์นั้นจะมีพลังแห่งจิตที่สูงมาก และมีความอิ่มเอิบ
แต่ยังไม่ใช่ความสุขที่จริง ในทางศาสนายังเป็นความสุขในอารมณ์แห่งสมาธิ

ทางแก้ไขปัญหาในทางศาสนานั้น จำเป็นต้องมีสมาธิเป็นพื้น มีสติประครองรู้ และเกิดปัญญา
ตัวปัญญาจะอธิบายเหตุผล และหนทางของการแก้ปัญหาจนนำไปสู่การปฏิบัติตัว
ให้ห่างไกลความประมาท มีสติในการดำรงชีวิต

กสิณนั้นก็ดี เป็นอุบายในการฝึกสมาธิ แต่อย่าหลงในฤทธิ์จะทำให้เกิดกิเลศ
เพราะมีตัวหลงใช้สติประครองรู้ให้เกิดปัญญา แล้วเราจะข้ามไปส่วนอภิญาก็จะเสื่อมลง

ในตลาดแห่งโลกนี้มีสินค้ามากมายหลายอย่างให้ทุกคนได้เลือกตามใจประสงค์

หากประสงค์สิ่งใดก็จงหยิบฉวยเอาเป็นของตน ถ้าไม่ต้องการก็วางเสีย
อาจจะมีใครต้องการมันบ้าง อย่างน้อยข้าน้อยก็ได้นำสินค้ามาร่วมวางขาย
แต่ข้าน้อยด้อยปัญญา เป็นคนขายที่ไม่ได้เรื่อง จึงไม่สามารถอธิบายสินค้า
ที่นำมาวางขายได้ดีนัก จึงต้องอาศัยท่านผู้รู้หลายท่านที่ผ่านไปมาช่วย
อธิบายเผื่อตัวข้าน้อยจะได้นำไปอธิบายกับลูกค้าคนอื่น ถึงข้าน้อยจะรู้ว่าสินค้าเป็นอย่างไร
ก็ไม่สามารถอธิบายได้

ขออภัยอย่างยิ่ง



โดย : มารเหล้าขาว
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 3 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 10 : 15 ]

อยากประลองกับท่นเสียจรินท่านมาร

โดย : เฒ่าพันไห
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 3 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 11 : 42 ]



ไม่ซื้อ ไม่ขาย ไม่แจก ไม่แลก ด้วย
ไม่เอออวย ไม่ชักชวน ไม่ขวนขวาย
ไม่เอาบุญ ไม่เอากรรม ทำวุ่นวาย
ไม่ทำใจ ไม่ทำนา ประสาคน



โดย : มารบะหมี่
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 3 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 15 : 51 ]



สาธุ

โดย : ผู้อยู่ ณ แดนไกล
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 3 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 17 : 55 ]

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook