บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ชุมนุมจอมยุทธ
แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (4)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13 - 14

หัวข้อ : ถึง.......ท่านซาอากิกค่ะ


..//...มีเรื่องอยากรบกวน หน่อยน่ะค่ะ...ท่าน...//


.....ตอนนี้ข้าน้อยอยากได้เพลง...ม่ะเมิ๊ยะ....เป็นที่สุด....

.....เคยมีพี่คนนึงร้องให้ฟังและจดเนื้อให้ เมื่อปี36....ประมาณนั้น

.....และตอนนั้นก็ร้องจนจำเนื้อได้ และอินในเพลงจนน้ำตาไหลเลยค่ะ

.....แต่ตอนนี้เนื้อเพลงหายไปแล้ว..และข้าน้อยก็จำเนื้อไม่ได้แล้ว...อ่ะคะ

.....ได้ฟังบทกลอนทางเหนือของท่าน...ทำให้..คิดได้ว่า....ท่านเป็นคนเหนือ คงจะพอมีอยู่กระมังคะ

.......//

.......ง่า...ดังนั้น...จึงอยากขอรบกวนท่าน...นำมาลงให้ข้าน้อย...จะได้หรือเปล่าคะท่าน

.......หามานานแล้วค่ะ..แต่ไม่ได้สักที.....ไม่รุ้จะเป็นการรบกวนท่านเกินไป..ป่าวน๊า...

.........ก็ขอขอบพระคุณล่วงหน้า ...เจ้าค่ะ...

........ขอมอบรอยยิ้มอิ่มอุ่นให้นะคะ...พร้อมดอกไม้เต็มสวนเลยค่ะ...

ขอเพิ่มเติมนิดนึงค่ะ....เท่าที่จำได้เนื้อเพลงขึ้นต้น มีอยู่ว่า...

..."..ม่ะเมี๊ยะเป็นสาวแม่ค้า คนพม่าเมืองมะล่ะแมง..."

.....

....ว้า....จำได้แค่นี้เองค่ะ....

....เนื้อเพลงที่เหลือ เลือนหายไปกับกาลเวลาจริงๆ....


.//...น้อมคาระวะ...เจ้าค่ะ..//



โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 9 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 21 : 29 ]











โดย : บ่ใช่คนเหนือฮับ
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 9 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 22 : 34 ]

ขอสูมาน้อนางตวยเต๊อะ...น้องอิ่มอุ่น
อ้ายคนมาลูน....บ่หมี๋เพลงนี้

แนะนำน้องยา....ไปซื้อเพลงมาฟังเต๊อะเจ้า.....มาฟังเต๊อะเจ้า

โดย : ซาอากิก
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 10 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 8 : 34 ]

มะเมียะ
เรื่องราวความรักที่ต่างเชื้อชาติ ระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ อันกลายมาเป็นตำนานรักที่จบลงอย่างโศกสลด และได้รับการกล่าวขานมาถึงปัจจุบัน ถูกถ่ายทอดโดยเจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม อดีตคู่หมั้นของเจ้าน้อยศุขเกษม) แม้ว่ามะเมียะจะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ล้านนาโดยตรง แต่สำหรับเจ้า (น้อย) ศุขเกษม ราชบุตรองค์ใหญ่ของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๔๕๒-๒๔๘๒) กับแม่เจ้าจามรีแล้ว มะเมียะเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของเจ้าน้อยฯ ก็ว่าได้

มะเมียะเป็นแม่ค้าสาวชาวพม่า หน้าตาพริ้มเพรา ได้พบกับเจ้าน้อยศุขเกษมครั้งแรก เมื่ออายุเพียง ๑๖ ปี ขณะนั้นมะเมียะเป็นเพียงแม่ค้าขายบุหรี่ซะเล็กอยู่ที่ตลาดใกล้บ้านในเมืองมะละแหม่ง มะเมียะหารายได้ด้วยความหวังเพื่อจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งอยู่ในฐานะปานกลาง

วันหนึ่งเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมได้ออกเดินเที่ยวตามห้างร้านในตลาด จึงได้พบกับมะเมียะ ซึ่งเพิ่งกลับมาจากเมืองตองอู หลังจากไปอาศัยอยู่กับป้าของเธอเป็นเวลาหลายปี ทั้งคู่เกิดถูกใจในกันและกัน จึงได้คบหากันเรื่อยมา หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองจึงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ด้วยความสนับสนุนของทางบ้านของมะเมียะ และในวันพระทั้งสอง จะพากันไปทำบุญตักบาตรและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองมะละแหม่ง
อยู่เสมอ วันหนึ่ง ณ ลานกว้างหน้าพระธาตุใจ้ตะหลั่น ทั้งสองได้กล่าวคำสาบานต่อกันว่าจะรักกันตลอดไป และจะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรักที่มีให้กัน ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น

จากนั้นไม่นานก็ถึงกำหนดการเดินทางกลับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าน้อยฯ เพิ่งจะมีอายุครบ ๒๐ ปี จึงได้ตัดสินใจให้มะเมียะปลอมตัวเป็นชายติดตามขบวนเพื่อกลับไปยังเมืองเชียงใหม่ ในฐานะเพื่อนหนุ่มชาวพม่า โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าพ่อและเจ้าแม่ของตนได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ธิดาของเจ้า สุริยวงษ์ (คำตัน สิโรรส) ให้เป็นคู่หมั้นของเจ้าน้อยฯ เป็นการภายในตั้งแต่ปีที่เจ้าน้อยฯ เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองพม่า

หลังจากที่ต้องแอบซ่อนมะเมียะไว้ในบ้านหลังเล็ก ที่เจ้าพ่อและเจ้าแม่จัดเตรียมไว้ให้เป็นที่พักมาแล้วหลายวัน เจ้าน้อยศุขเกษมได้ใช้เวลาคิดใคร่ครวญและตัดสินใจเล่าความจริงให้ทั้งสองฟัง แม้ว่าจะไม่มีคำใดเอื้อนเอ่ยออกมาในขณะนั้น แต่เจ้าน้อยฯ ก็พอจะทราบได้ว่าทั้งสองไม่ยอมรับมะเมียะเป็นศรีสะใภ้อย่างแน่นอนเนื่องจากปัญหาใหญ่ในขณะนั้น คือเจ้าน้อยเป็นผู้ที่ได้รับการคาดหวังว่าจะได้รับตำแหน่งเจ้าหลวงองค์ถัดไปจากเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ ซึ่งเป็นพระเจ้าลุง หากเจ้าน้อยฯ เลือกมะเมียะมาเป็นศรีภรรยา ประชาชนย่อมต้องเกิดความอึดอัดใจในการยอมรับมะเมียะผู้เป็นหญิงต่างชาติมาดำรงฐานะศรีภรรยาของเจ้าเมืองอย่างแน่นอน

ในสถานการณบ้านเมืองขณะนั้นน่าวิตกมาก เนื่องจากมหาอำนาจอังกฤษกำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วดินแดนในคาบสมุทรเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มะเมียะซึ่งเป็นคนในบังคับของอังกฤษและกำลังอาศัยอยู่ในคุ้มของอุปราช (ขณะนั้นเจ้าแก้วนวรัฐดำรงตำแหน่งอุปราชเมืองเชียงใหม่) อาจเป็นชนวนของปัญหาทางการเมืองที่ใหญ่โตได้ในภายหลัง ในที่สุดเจ้าพ่อและเจ้าแม่จึงเรียกตัวเจ้าน้อยฯไปพบ และยื่นคำขาดให้เจ้าน้อยส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่ง เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ในยามเย็นวันนั้นเอง เจ้าน้อยได้เข้าพิธีเรียกขวัญและรดน้ำมนตที่เจ้าพ่อกับเจ้าแม่จัดขึ้น เพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายที่ท่านทั้งสองเชื่อว่ามะเมียะได้กระทำแก่เจ้าน้อยฯ อันเป็นเหตุให้เจ้าน้อยฯ หลงไหลในตัวนาง หลังจากพิธีรดน้ำมนต์ผ่านพ้นไป ช้างพาหนะและไพร่พลที่จะใช้ในการส่งตัวมะเมียะกลับเมืองมะละแหม่งก็ถูกจัดเตรียมทันทีตามคำสั่งของเจ้าแก้วนวรัฐ

เมื่อเจ้าน้อยฯ กลับไปถึงที่พักในคืนนั้น มะเมียะได้รับการเกลี้ยกล่อมโดยหญิง-ชาย ชาวพม่าฝ่ายละคน ให้นางกลับไปรอเจ้าน้อยฯ ที่เมืองมะละแหม่ง มิฉะนั้นบ้านเมืองอาจเดือดร้อน นางได้เอ่ยขึ้นด้วยความเสียใจและยินยอมจากไปเพื่อมิให้ผู้ใดได้รับความเดือดร้อน แม้ตัวนางจะจากไกล แต่ความรักอันมั่นคง ยังคงอยู่ดังคำสาบานที่เคยให้ไว้แก่กันและกัน ฝ่ายเจ้าน้อยฯ ยังคงยืนยันในความรักที่มีต่อมะเมียะ และขอให้นางกลับไปรอที่บ้านก่อน หากมีวาสนาจะกลับไปรับนางมาอยู่ด้วยกันที่เชียงใหม่ให้ได้

ในเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษายน นับเป็นวันเดินทางกลับเมืองมะละ แหม่งของมะเมียะที่ดูเหมือนจะเป็นการจากลาชั่วนิรันดร์ ณ ประตูหายยาที่เนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่ใคร่เห็นโฉมหน้าของมะเมียะ ที่ลือกันว่างามนักงามหนา บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และเศร้าหมอง เมื่อเจ้าน้อยฯ พูดภาษาพม่ากับมะเมียะได้เพียงไม่กี่คำ นางผู้มีใจรักมั่นได้ร่ำไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจ ในอ้อมแขนที่ยากจะแยกจากกันได้ เวลานั้นก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เจ้าน้อยฯ ได้รับปากกับมะเมียะว่าตนจะยึดมั่นในคำปฏิญาณที่ให้ไว้ต่อหน้าพระพุทธรูปวัดใจ้ตะหลั่นจนกว่าชีวิตจะหาไม่ หากท่านนอกใจมะเมียะโดยสมรสกับหญิงอื่น ขอให้ชีวิตของตนประสบแต่ความทุกข์ทรมานใจ แม้แต่อายุก็จะไม่ยืนยาว เจ้าน้อยฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าภายใน เดือนจะกลับไปหามะเมียะให้จงได้ นางจึงคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้า สยายผมออกเช็ดเท้าเจ้าน้อยฯ ด้วยความอาลัยหา ก่อนที่เธอจะขึ้นไปบนกูบช้าง

เมื่อกลับไปถึงเมืองมะละแหม่งแล้ว มะเมียะได้มอบเงินทองจำนวนหนึ่งซึ่งเจ้าแก้วนวรัฐและเจ้าแม่จามรีมอบให้นางก่อนเดินทางกลับเป็นการปลอบขวัญแก่พ่อแม่และน้อง จากนั้นนางได้แต่เฝ้ารอคอยเจ้าน้อยฯ จนครบกำหนด เดือนที่ท่านได้รับปากไว้ แต่นี่กระไรกลับไร้วี่แววใดๆ มะเมียะจึงตัดสินใจเข้าพึ่งใต้ร่มพุทธจักร ครองตนเป็นแม่ชีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่านางยังซื่อสัตย์ ต่อความรักที่มีต่อเจ้าน้อยศุขเกษม

หลังจากที่มะเมียะทราบข่าวการเข้าพิธีมงคลสมรส ระหว่างร้อยตรีเจ้าอุตรการโกศล (ยศของเจ้าน้อยฯ ในขณะนั้น) กับเจ้าหญิงบัวนวล ณ เชียงใหม่ แม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่และขอเข้าพบเจ้าน้อยฯ เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความยินดีกับชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ องค์อดีตสวามีผู้เป็นที่รัก ก่อนที่ตนจะตัดสินใจครองตนเป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต แต่เจ้าน้อยศุขเกษมผู้ยึดสุราเป็นที่พึ่งดับความกลัดกลุ้มอันเกิดจากความรักอาลัยในตัวมะเมียะ ชีวิตที่ไม่เคยมีความสุขในชีวิตสมรส ท่านไม่สามารถหักห้ามความสงสารที่มีต่อมะเมียะได้ จึงไม่ยอมลงไปพบแม่ชีมะเมียะตามคำขอร้อง เพียงแต่มอบหมายให้เจ้าบุญสูง พี่เลี้ยงคนสนิท นำเงินจำนวน ๘๐บาท ไปมอบให้กับแม่ชีมะเมียะเพื่อใช้ในการทำบุญ พร้อมกับมอบแหวนทับทิมประจำกายอีกวงหนึ่งเป็นตัวแทนของเจ้าน้อยฯ ให้กับแม่ชีมะเมียะ

เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นทำให้มะเมียะและเจ้าน้อยต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด หลังจากเดินทางถึงเมืองมะละแหม่ง มะเมียะได้ครองชีวิตเป็นแม่ชีตามความตั้งใจ จนกระทั่งถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.๒๕๐๕ รวมอายุได้ ๗๕ ปี

จากตำนานรักระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและมะเมียะ ได้รับการเผยแผ่ทั้งโดยการเล่าขานสืบต่อกันมา จากการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว อาจกล่าวได้ว่าสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักเจ้าน้อยฯ และมะเมียะมากขึ้น คือ "เพลงมะเมียะ" ซึ่งขับร้องโดยคุณจรัล มโนเพชร นักร้อง โฟลคซองชาวล้านนา ดังเนื้อเพลงที่ยกมาต่อไปนี้

"มะเมียะ"

มะเมียะเป็นสาวแม่ก๊า คนพม่าเมืองมะละแหม่ง
งามล้ำเหมือนเดือนส่องแสง คนมาแย่งหลงฮักสาว
มะเมียะบ่ยอมฮักไผ มอบใจ๋หื้อหนุ่มเชื้อเจ้า เป็นลูกอุปราชท้าวเจียงใหม่
แต่เมื่อเจ้าชายจ๊บการซึกษา จำต้องลาจากมะเมียะไป
เหมือนโดนมีดซับดาบฟันหัวใจ๋ ปล๋อมเป๋นป้อจายหนีตามมา
เจ้าชายเป็นราชบุตร แต่สุดตี้ฮักเป๋นพม่า ผิดประเพณีสืบมา ต้องร้างลาแยกทาง
โอ่โอ๊ก็เมื่อวันนั้น วันตี้ต้องส่งคืนบ้านนาง
เจ้าจายกะจัดกบวนชจ๊าง ไปส่งนางคืนทั้งน้ำตา
มะเมียะตรอมใจ๋อาลัยขื่นขม ถวายบังคมทูลลา สยายผมลงเจ๊ดบาทบาทา
ขอลาไปก่อนแล้วจ้าตินี้เจ้าชายก็ตรอมใจ๋ตาย มะเมียะเลยไปบวชชี
ความฮักมักเป็นจะนี้ แลเฮย.........


(เรียบเรียงจาก ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง ชีวิตรักเจ้าเชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๒๓ และ เพ็ชรลานนา พ.ศ.๒๕๓๘)


โดย : เฒ่าโล้ว
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 10 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 10 : 5 ]

เศร้าจัง...



โดย : มารเหล้าขาว
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 10 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 11 : 9 ]

วันหนึ่งเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมได้ออกเดินเที่ยวตามห้างร้านในตลาด จึงได้พบกับมะเมียะ
ซึ่งเพิ่งกลับมาจากเมืองตองอู หลังจากไปอาศัยอยู่กับป้าของเธอเป็นเวลาหลายปี
ทั้งคู่เกิดถูกใจในกันและกัน จึงได้คบหากันเรื่อยมา
หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองจึงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ด้วยความสนับสนุนของทางบ้านของมะเมียะ
และในวันพระทั้งสอง จะพากันไปทำบุญตักบาตรและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุตามสถานที่ต่างๆ
ในเมืองมะละแหม่งอยู่เสมอ วันหนึ่ง ณ ลานกว้างหน้าพระธาตุใจ้ตะหลั่น
ทั้งสองได้กล่าวคำสาบานต่อกันว่าจะรักกันตลอดไป และจะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรักที่มีให้กัน
ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้น



โดย : ซาอากิก
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 10 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 11 : 11 ]




.//น้อมคาระวะ..และน้อมขอบคุณ..ท่านผู้เฒ่าโล้ว...มากเลยค่ะ...//

....ดีใจมากๆ ถึงมากที่สุดเลย..ข้าน้อยขอเนื้อเพลงแต่ได้ ประวัติความเป็นมาด้วย...

....เนื้อเรื่อง..เนี่ยเคยแต่นั่งฟังพี่เค้าเล่า แล้วก้อน้ำตาไหลไปด้วยเพราะอินจัด...ประทับใจมากค่ะ...

.....ประทับใจในความรักที่งดงาม...มั่นคงในรัก...เพลงก้อร้องจนได้แล้ว...
......
......เป็นโชคดี..ได้ท่านผู้เฒ่าใจดี...นำเนือ้เรื่องมาลงให้...ไม่คาดฝันมาก่อนเลย...อยากตะโกนว่า



...........เย้...เย้...ดีใจจังเลย...ดีใจที่สุด....

............ขอกราบงามๆ..ที่อกท่านเลยนะเจ้าคะ...



//.....ขอคาระวะท่านด้วยความซาบซึ้งใจค่ะ....//




โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 10 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 12 : 40 ]




..//.น้อมคาระวะ..ท่านซาอากิก..เจ้าค่ะ..//


.....ไม่เป็นไรมิได้ค่ะท่าน....ถึงท่านไม่มีเพลงนี้...มาให้

.....แค่มีน้ำใจมาบอกกล่าว ก้อ ดีใจแล้วค่ะ...

.....เพลงน่ะ อยากหาซื้อเหมือนกันนะคะ...แต่ไม่รู้จะหาซื้อได้ที่ใหน

.....หากรู้ว่ามีขายที่ใหนจะไปเสาะหา ซื้อมาเลยค่ะ..


....ขอบคุณนะคะ...สำหรับคำแนะนำ








โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 10 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 12 : 46 ]






....//...คาระวะท่านมารเหล้าขาว..เจ้าค่ะ..//

...........อืมมม ขนาดท่านเป็นชายอ่านแล้วยังเศร้า....

...........แล้วข้าน้อยจะเหลือรึ...คะ...อ่านไปน้ำตาซึมไป....ซึ้งๆๆๆ...มากเลยค่ะ...

...........ขอให้ท่านมีความสุข...กับการได้อ่านนะเจ้าคะ....






โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 10 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 12 : 50 ]

ขอให้ท่านพิจารณาด้วยเพราะบางเรื่องก็เกินเลยความเป็นจริง
ท่านทั้งหลายอาจเคยได้ยินเรื่องหญิงสาวเชียงใหม่
ที่รักกับนายร้อยภายหลังทราบว่ามีภรรยาแล้ว
จึงกระโดดหน้าผาที่น้ำตกเชียงใหม่ห้วยแก้ว
ตรงวังบัวบานเสียชีวิต
บางที่มันเกินเลยความสวยงามของความรักไป
เอาแต่พอดีๆ เถิด
เรื่องมะเมี้ยก็เช่นกัน
หรือแม้กระทั้งเรื่องพระสุพรรนกัลยา
(ไม่รู้สะกดถูกหรือเปล่านะ)
ส่วน ฒ...ก็ชอบเล่าเรื่องที่แต่งแต้ม(โกหก)เป็นประจำ
555555

ฒ...วัยทอง

โดย : ฒ...วัยทอง
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 10 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 16 : 0 ]

เมื่อเจ้านายในล้านนาสูญเสียทั้งอำนาจในการปกครองและรายได้จากการค้าไม้สัก อำนาจของสยามในล้านนาก็นับวันเพิ่มขึ้น ๆ เจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สิ้นชีวิตในปี 2440 ลูกสาวที่ถูกเรียกลงเป็นเจ้าจอมที่บางกอกเมื่ออายุได้ 13 ปี (พ.ศ. 2430) คือเจ้าดารารัศมีก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาเผาศพพ่อ และแผ่นดินเชียงใหม่ก็ไม่มีเจ้าผู้ครองนครเพราะสยามไม่แต่งตั้งผู้ใด นั่นคือช่วงปี พ.ศ. 2441 - 2442


และช่วงเวลานั้นเอง (พ.ศ. 2441) ที่เจ้าแก้วนวรัฐ - ราชบุตรของเจ้าอินทวิชยานนท์ผู้วายชนม์ และเป็นราชบุตที่ไม่รู้ว่าจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าผู้ครองนครต่อจากพ่อหรือไม่ ก็ได้ส่งลูกชายคือเจ้าน้อยศุขเกษมวัย 15 ปี ไปเรียนที่โรงเรียน St. Patrick's School โรงเรียนกินนอนชายซึ่งเป็นคาธอลิคในเมืองเมาะละแหม่ง โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2385 ทำไมเจ้าราชบุตรจึงส่งลูกชายไปเรียนที่นั่น กล่าวกันว่าเจ้าแก้วนวรัฐค้าไม้สักกับพม่าเมืองเมาะละแหม่งจนสนิทสนมเป็นอันดีกับเศรษฐีพ่อค้าไม้ชาวพม่าคนหนึ่งชื่อ อูโพดั่ง เจ้าน้อยศุขเกษมนั่งช้างจากเชียงใหม่ไปถึงเมาะละแหม่งได้พักที่บ้านพ่อค้าอูโพดั่งในช่วงวันหยุด วันเรียนหนังสือก็อยู่ที่โรงเรียนกินนอน


จนเมื่อปี 2445 หนุ่มน้อยศุขเกษมวัย 19 ปีไปเที่ยวตลาดไดวอขวิ่น ซึ่งเป็นตลาดห่างจากบ้านพ่อค้าอูโพดั่งราว 10 นาที ก็ได้พบและหลงรักสาวน้อยวัย 15 ปี นาม "หมะเมียะ" (ภาษาพม่าแปลว่ามรกต) สาวหมะเมียะ ขายบุหรี่เซเล็ก (ภาษาพม่าแปลว่ายามวน) ก็รักหนุ่มน้อยจากเชียงใหม่เช่นกัน


เมื่อความรักเพิ่มพูนกลายเป็นความมุ่งมั่นและความผูกมัด วันหนึ่ง ทั้งสองก็ชวนกันขึ้นไปไหว้พระเจดีย์ไจ้ตาหล่านอันเป็นที่เคารพสูงสุดของชาวเมือง สาบานว่าจะครองรักกันไปตราบสิ้นลม และถ้าผู้ใดผิดคำสาบานก็ขอให้มีอันเป็นไป


เมื่อเจ้าศุขเกษมอายุ 20 ปีกลับบ้านพร้อมกับหมะเมียะวัย 16 ที่ปลอมตนเป็นชายร่วมเดินทางมาด้วย ฝ่ายชายก็พบว่าพ่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าราชบุตร ส่วนเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่คนใหม่คือเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ผู้เป็นอนุชาต่างมารดาของพ่อ


เจ้าศุขเกษมได้พบว่าผู้เป็นพ่อและแม่ได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล ลูกเจ้านายในเชียงใหม่ไว้รอท่าแล้ว และครั้นทราบว่าลูกชายรักและได้สามัญชนชาวพม่าเป็นเมีย วิกฤตการเมืองก็เกิดขึ้นทันที และเจ้านายในเชียงใหม่ก็ทำทุกอย่างเพื่อให้หนุ่มสาวแยกทางกัน และผลักดันให้หมะเมียะต้องกลับเมืองเมาะละแหม่งเพียงสถานเดียว


หลายปีมานี้ มีบทความและเพลงพูดถึงเรื่องนี้หลายราย หลากหลายความคิดเห็น แต่ผู้เขียนเห็นว่าในสถานการณ์ดังกล่าว เจ้าศุขเกษมไม่มีทางเลือกอื่นเลยนอกจากหนทางที่ได้เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2446 กล่าวคือ


ในทัศนะของฝ่ายสยาม เจ้าราชบุตรทำไม่ถูกต้องที่ส่งลูกชายคือเจ้าน้อยศุขเกษมไปเรียนที่พม่าในปี พ.ศ. 2441 เพราะขณะนั้นสถานการณ์เริ่มคับขันแล้ว สยามกำลังจะยกเลิกฐานะเมืองขึ้นของล้านนาและรวมล้านนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยาม มีข่าวว่าเจ้านายล้านนาหลายคนไม่พอใจอำนาจท้องถิ่นที่ถูกสยามลิดรอน เจ้าดารารัศมีจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาเคารพและเผาศพพ่อในปี 2440 และน่าเชื่อว่าเจ้าราชบุตรส่งเจ้าน้อยศุขเกษมไปเรียนหนังสือที่พม่าโดยมิได้แจ้งหรือปรึกษาหรือขออนุมัติจากสยาม


ในด้านล้านนา ฝ่ายพ่อแม่ของเจ้าน้อยศุขเกษมอาจโกรธขึ้งที่ลูกชายได้สาวพม่าเป็นภรรยา โดยไม่บอกกล่าวหรือขออนุญาตจากพ่อแม่ก่อน ฝ่ายผู้ใหญ่ของเจ้าหญิงบัวนวลก็ย่อมไม่พอใจและเสียหน้าที่เจ้าน้อยศุขเกษมมีภรรยาแล้ว ทำให้แผนการแต่งงานระหว่างเจ้าน้อยศุขเกษมและเจ้าหญิงบัวนวลต้องสิ้นสุดลง

แต่ปมปัญหาสำคัญที่สุดคือ เจ้าราชบุตรไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องส่งตัวหมะเมียะกลับพม่า เพื่อแสดงให้สยามเห็นว่าแม้ตนเองได้ทำผิดที่ส่งลูกชายไปเรียนที่พม่า แต่ต่อจากนี้ไป ล้านนาจะต้องไม่มีสัมพันธ์ใด ๆ กับพม่าอีก สัมพันธ์รักระหว่างลูกชายกับสาวพม่าจะต้องยุติอย่างเด็ดขาด


ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าฉากความรักและความอาลัยระหว่าง 2 หนุ่มสาวในตอนเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษายน พ.ศ. 2446 จะโศกเศร้าสะเทือนใจจนใครต่อใครที่พบเห็นร้องไห้ตามเพียงใดก็ตาม แต่เรื่องจริงเรื่องนี้ก็ต้องจบลงเช่นนั้น ไม่ใช่เรื่องของกรรมเวร ไม่ใช่ศักดินาที่ต่างกันระหว่างคนรักทั้งสอง และไม่ใช่เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ต่างกัน หรือประเพณี แต่เป็นปัญหาการเมือง


การเมืองที่สยามกำลังกำหนดเส้นทางเดินของล้านนา และเจ้าราชบุตรเลือกที่จะเป็นฝ่ายยอมจำนน การเมืองที่พ่อส่งลูกไปเรียน ด้วยหวังว่าลูกจะมีความรู้ในเรื่องภาษาอังกฤษ สถานการณ์การเมืองในพม่าและนโยบายของอังกฤษ เพื่อลูกจะได้กลับมามีบทบาทในล้านนาต่อไป (ไม่มีหลักฐานว่าเจ้าราชบุตรมีความคิดทางการเมืองอย่างใด) แต่แล้วความรักที่เกิดขึ้นและขัดแย้งกับปัญหาการเมืองก็ต้องพ่ายแพ้แก่การเมืองในที่สุด

เมื่อวันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2545 ที่ผ่านมา นักวิชาการชาวเชียงใหม่ท่านหนึ่งซึ่งสนใจเรื่องหนุ่มศุขเกษมและสาวหมะเมียได้ไปเยือนเมืองเมาะละแหม่ง เธอคือ รศ.จีริจันทร์ ประทีปะเสน เส้นทางที่ปิดระหว่างเมียวดีกับเมาะละแหม่งทำให้คนไทยที่สนใจจะไปเยือนเมาะละแหม่งต้องบินจากฝั่งไทยไปที่นครย่างกุ้ง แล้วนั่งรถยนต์หรือรถไฟย้อนกลับมา


น่าเสียดายที่อาจารย์จีริจันทร์ไปถึงเมืองเมื่อค่ำแล้ว และต้องเดินทางจากเมืองตอนสายวันรุ่งขึ้น แต่กระนั้น ในความมืดของคืนนั้นและความสลัวรางของเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อาจารย์ก็ได้เห็นหลายสิ่งที่น่าตื่นใจ และจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการเดินทางของเธอครั้งต่อไปและของผู้สนใจศึกษารุ่นต่อไป


อาจารย์เล่าว่า ค่ำคืนนั้น เธอได้ขึ้นไปที่วัดไจ้ตาหล่าน เมื่อขึ้นไปถึงลานกว้างหน้าพระเจดีย์ ขณะที่เธอกำลังไหว้พระเจดีย์สีทองอร่าม มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งเคยงกันอยู่ไม่ไกลนักกำลังไหว้พระเจดีย์เช่นกัน ลานนี้เองเมื่อ 99 ปีก่อน (พ.ศ. 2446) ที่หนุ่มเชียงใหม่กับสาวพม่าคู่หนึ่งนั่งเคียงกันไหว้พระเจดีย์เบื้องหน้า และสัญญาต่อกันและต่อหน้าพระเจดีย์ว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อกันตราบฟ้าสิ้นดินสลาย


เมื่ออาจารย์พบพระรูปหนึ่งและถามถึงแม่ชีของวัดนี้ ท่านได้พาเธอไปพบเจ้าอาวาสซึ่งมีอายุราว 60 ปี ท่านเจ้าอาวาสเล่าว่าวัดนี้เคยมีแม่ชีคนเดียวเมื่อนานมาแล้ว กล่าวคือเมื่อท่านเริ่มบวชเณรอายุ 18-19 ปีประมาณ พ.ศ. 2504-2505 ที่วัดมีแม่ชีชรารูปหนึ่ง ชื่อ ด่อนังเหลี่ยน อายุ 70 ปีเศษ และหลังจากนั้นไม่นาน แม่ชีก็เสียชีวิต


เจ้าอาวาสเล่าว่าท่านได้ยินว่าแม่ชีผู้นี้บวชชีตั้งแต่เป็นสาว เป็นแม่ชีที่ชอบมวนบุหรี่ และมีคนมารับไปขายเป็นประจำ แม่ชีได้บริจาคเงินให้วัดสร้างศิลาจารึกเป็นภาษามอญมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธประวัติ ที่ยังคงเก็บไว้ที่วัด


เจ้าอาวาสเล่าว่าห้องพักของแม่ชียังคงอยู่ หม้อข้าวและเครื่องใช้บางอย่างก็ยังคงอยู่
อาจารย์จีริจันทร์คิดว่าแม่ชีด่อนังเหลี่ยนคือหมะเมียะ เพราะเป็นที่รู้กันที่เชียงใหม่ว่าหลังจากที่หมะเมียะถูกพรากจากเจ้าน้อยศุขเกษม เธอก็ไปรอชายคนรักที่เมืองเมาะละแหม่ง ไม่ได้รักใครอีก หลังจากนั้น เธอได้กลับมาที่เมืองเชียงใหม่อีกครั้งเพื่อมาพบเจ้าน้อยศุขเกษม


ในตอนนั้น เจ้าน้อยแต่งงานแล้วก็กับเจ้าหญิงบัวชุม ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าดารารัศมีและพิธีสมรสจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อเจ้าน้อยทราบว่าหมะเมียะมารอพบที่บ้านเชียงใหม่ เจ้าน้อยศุขเกษมไม่ยอมออกมาพบ แม้ว่าหมะเมียะจะรออยู่นานแสนนาน โดยที่เจ้าน้อยได้ฝากเงินให้ 800 บาทและแหวนทับทิมที่ระลึกวงหนึ่ง


หลังจากนั้น หมะเมียะก็กลับมาบวชชีที่วัดใหญ่ในเมืองเมาะละแหม่งจนสิ้นชีวิต


อาจารย์จีริจันทร์สนใจข้อเท็จจริงที่ว่าแม่ชีผู้นี้บวชตั้งแต่ยังสาว และชอบมวนบุหรี่ไปขายหารายได้ จึงน่าเชื่อว่าด่อนังเหลี่ยนกับหมะเมียะเป็นคนเดียวกัน ส่วนคำว่าหมะเมียะเป็นภาษาไทใหญ่แปลว่าสีแดง (ด่อ คือนาง) ก็เป็นประเด็นที่ต้องค้นคว้าต่อไปว่าเหตุใดหมะเมียะจึงเปลี่ยนชื่อ และเหตุใดต้องใช้ชื่อว่านังเหลี่ยน


เช้าวันรุ่งขึ้น อาจารย์ไปถามหาบ้านไม้สักหลังใหญ่ของเศรษฐีอู โพดั่ง ซึ่งเคยเป็นบ้านที่พักของเจ้าน้อยศุขเกษม อาจารย์บอกว่าอู โพดั่งเป็นชื่อถนนสายหนึ่งในย่านนั้น ส่วนบ้านนั้นรื้อขายไปแล้ว อาจารย์ได้ไปที่ตลาดได วอขวิ่น ที่เจ้าน้อยได้พบกับหมะเมียะ และเป็นตลาดที่ หมะเมียะเคยขายบุหรี่ที่นั่น เพราะเป็นตลาดที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านของเศรษฐีอู โพดั่ง เธอได้พบตลาดเก่าแก่ และมีสภาพที่ไม่น่าจะแตกต่างจากสภาพเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน และได้พบย่านขายบุหรี่


จากนั้น อาจารย์ได้ไปที่โรงเรียน St. Patrick ได้พบว่าเป็นโรงเรียนที่มีเนื้อที่กว้างขวางเกือบ 10 ไร่ มีอาคารสร้างด้วยไม้สัก มีเสาขนาดใหญ่กว่า 60 ต้น มีโบสถ์ มีอาคารตึกที่เป็นหอพัก มีโรงอาหารขนาดใหญ่ และสระว่ายน้ำ แต่ขณะนี้โรงเรียนดังกล่าวได้ปิดกิจการไปแล้ว และกลายเป็นโรงเรียนสอนวิชาบัญชี

ชีวิตรักอันรันทดของเจ้าน้อยศุขเกษม (พ.ศ. 2426-2456) และหมะเมียะ (พ.ศ. 2430-2505) จบลงแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2446 อันเป็นปีที่ทั้งสองเดินทางกลับถึงเชียงใหม่และถูกพรากจากกันไม่นานหลังจากนั้น


เมื่อปี พ.ศ. 2446 หรือ 99 ปีที่แล้ว ทั้งสองถูกแยกจากกันและไม่ได้พบกันอีก แม้หมะเมียะจะเดินทางกลับไปหาอีกครั้งเพื่อร่ำลาหลังจากทราบว่าเจ้าน้อยแต่งงาน เจ้าน้อยศุขเกษมน่าจะรู้สึกผิดและเจ็บปวดอย่างที่สุด จึงไม่อาจทำใจออกมาพบหญิงคนรักได้ ได้แต่ฝากของที่ระลึกให้


แม้เจ้าน้อยศุขเกษมจะสิ้นชีวิตอีก 10 ปีหลังจากการพลัดพรากในปี 2446 และหมะเมียะจะสิ้นชีวิตอีก 59 ปีหลังจากนั้น แต่กล่าวสำหรับเจ้าน้อยศุขเกษมชีวิตของเขาจบสิ้นแล้วตั้งแต่ปีนั้น ปีที่เขาถูกการเมืองทำลายความรักและเขาได้ละเมิดคำสัญญาที่เขามีไว้กับหญิงสาวที่เขารัก 10 ปีหลังจากนั้นที่เขามีชีวิตเหลืออยู่ก็มีเพียงกายที่เดินไปมา และกายที่คอยแต่ดื่มสุรา ดื่มเพื่อที่จะลืมอดีต ดื่มจนทำให้กายนั้นหยุดทำงานก่อนวัยอันควร


แม้เจ้าน้อยศุขเกษมจะเสียชีวิตด้วยพิษสุรา และหมะเมียะจะเสียชีวิตด้วยโรคชรา แต่ความรักของเขาไม่เคยสิ้นสุด ชีวิตของเขาทั้งสองได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาได้สร้างขึ้นในวัยหนุ่มสาว


วันหนุ่มสาวที่ผู้ใหญ่หลายคนคิดว่าเป็นวัยที่รักง่าย ลืมง่าย คิดว่าแยกพวกเขาออกจากกันไม่นานก็ลืมกันไปเอง วัยหนุ่มสาวและความรักที่การเมืองระหว่างสยามกับล้านนาคิดว่าเป็นเรื่องเล่น ๆ ไม่มีความสำคัญใด ๆ


สุดท้าย ความรักอันยิ่งใหญ่นั้นก็ยืนยง ที่เจ้านายล้านนาไม่ว่าจะอยู่ที่เชียงใหม่หรือกรุงเทพฯ ก็ตกตะลึงคิดไม่ถึงว่าเจ้าน้อยศุขเกษมจะรักหมะเมียะ และมีใจให้หญิงสาวคนนั้นเพียงผู้เดียวอย่างเหนียวแน่นถึงเพียงนั้น และก็คงไม่มีใครคิดว่าสาวน้อยชาวพม่าคนนั้นจะมีหัวใจเพียงดวงเดียวมอบให้แก่ชายหนุ่มชาวเชียงใหม่ และเธอได้พิสูจน์ให้เห็นตลอดชีวิตอันยาวนานของเธอ


น่าเสียดายนักที่ราชนิกูลแห่งสกุล ณ เชียงใหม่ จะช่วยกันปิดบังเรื่องราวอีกหลายด้านเกี่ยวกับความรักและความรันทดของคนทั้งสอง จนกระทั่งพวกเขาเองลับหายจากโลกไปทีละคนทีละคน จนเวลานี้จวนจะครบ 100 ปีของความรักและโศกนาฏกรรมนั้น ยังมีอีกหลายอย่างมากที่ดำมืด มีเพียงการคาดคะเนและวิเคราะห์ไปตามข้อมูลที่มีอย่างจำกัด


ขณะเดียวกัน ที่เมืองเมาะละแหม่ง แผ่นดินอันเป็นที่เกิดและที่สืบสานความรักและการรอคอยก็ดูเหมือนจะเกิดประเด็นใหม่ ๆ จากการไปเยือนของอาจารย์จีริจันทร์


ในหนังสือน่าอ่านเรื่อง วันฤดูหนาวในพม่า ของคุณอนุรักษ์ พันธุรัตน์ (สำนักพิมพ์บานชื่น 2544) ผู้เขียนไม่เพียงแต่เดินทางไปมาหลายครั้งระหว่างกรุงเทพฯ กับเมาะละแหม่ง หายังมีพ่อซึ่งท่านเคยเรียนโรงเรียน St. Patrick เช่นเดียวกับเจ้าน้อยศุขเกษม ศิษย์เก่าโรงเรียนนี้น่าจะช่วยอธิบายลักษณะของโรงเรียนนี้ให้คนรุ่นหลังได้ทราบ


นั่นหมายความว่าถ้าหากคุณอนุรักษ์ได้ทราบเรื่องความรักอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นเกือบ 100 ปีก่อนที่เมืองเมาะละแหม่ง และอาจจะมีคนอื่น ๆ อีกที่เพิ่งได้ทราบเรื่องนี้


ในโอกาส 100 ปีของความรักอันอมตะนี้ คนล้านนา-สยามและพม่าจะได้รับรู้เรื่องราวและแง่มุมเพิ่มขึ้น ได้บทเรียนใหม่ ๆ สำหรับชีวิตของคนที่ยังอยู่ และเติมพลังแห่งความรักของเขาทั้งสองให้แก่คนรุ่นหลัง


อย่างน้อย โลกนี้ก็มีคนบางคนที่ได้พิสูจน์แล้วว่า ความรักนั้นยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด ไม่มีกำแพงแห่งเชื้อชาติ ภาษา ประเพณี หรือการเมืองใดจะขวางกั้น


และแม้วันเวลาจะผ่านไป 1 ศตวรรษแล้ว ความรักนั้นไม่เพียงแต่ยังคงทรงพลังเช่นนั้น แต่ดูเหมือนจะเปี่ยมพลังยิ่งขึ้น และสร้างความมหัศจรรย์ใจยิ่งกว่าเดิม แม้ว่าขณะนี้ ความรักและความเข้าใจของ 2 ชาติจะจืดจางเหลือเกินก็ตาม

โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์พลเมืองเหนือ

เอามาฝาก










โดย : กาแฟ
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 10 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 20 : 40 ]





..//.คาระวะท่าน ฒ วัยทอง ค่ะ..//

....ท่านก็กล่าวไว้น่าคิดนะคะ....เรื่องราวเล่าขาน เป็นตำนานสืบมา

.....เป็นธรรมดาค่ะท่านที่ต้องมีการเสริมแต่ง....

.....แต่ก้อมีเนื้อในความเป็นจริง อยู่นี่เจ้าคะ...

.....คงต้องจับประเด็นที่เป็นจริง ที่เหลือ ก็เป็นเพียงบทบรรยาย ให้น่าอ่าน มาเสริมบ้าง แล้วแต่กรณีไป

.....อ่านไว้...รับรู้ไว้..ไม่เสียหายค่ะ...เรื่องที่สวยงามแบบนี้...

.....ทำให้ซาบซึ้ง..อารมณ์ สุนทรีย์ จิตใจอ่อนโยน..อีกด้วยนาคะ..

//.....คาระวะท่านอีกทีเจ้าค่ะ...//

.




โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 10 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 21 : 34 ]





.//...น้อมคาระวะ ท่านพี่กาแฟ...เจ้าค่ะ...//..

.....ขอบคุณมากนะคะ ที่นำประวัติมาลงให้อย่างละเอียดอีกครั้ง....

......นั่งอ่านพร้อมกันกับน้องสาวเลยค่ะ..อ่านแล้วบอกตรงกันว่าขนลุก...

......ประทับใจในความรักที่มั่นคง รักเดียวใจเดียว..จังเลยค่ะ..


.....///..หากชาตินี้ไม่มีชายที่พึงเชย...
............ก้ออย่ามีเสียเลยจะดีกว่า.....///

....." ชายที่พึงเชย > ..คงหมายถึง...ชายที่นางมอบใจรักที่แท้จริงให้.".

.....อืม..อืม....

....ขอบคุณอีกครั้งค่ะ//





โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 10 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 21 : 50 ]

เรื่องของตำนานหรือพงศาวดารเก่าๆ ล้วนมีที่มาและที่ไป
ไม่ควรรีบเชื่อ ฟังไว้ ถ้าสนใจก็ตามหาเพิ่มเติม
หรือหากจะไม่เชื่อ ก็ควรหาเหตุหาหลักฐานในการสนับสนุนความไม่น่าเชื่อ
ทั้งเชื่อและไม่เชื่อ ไม่ควรตัดสินด้วยอารมณ์หรือความรู้สึก
ถ้าเป็นสมัยนี้เขาก็อาจจะเรียกว่าตามกระแส

เรื่องตำนานสาววังบัวบาน กับเกร็คประวัติศาสตร์ของพระนางสุพรรณกัลยา ย่อมไม่อาจนำมาเปรียบเทียบในระดับเดียวกันกับเรื่องมะเมียะได้ แค่ยุคสมัยก็ต่างกันหลายร้อยปีแล้ว

ถ้าสนใจจะอ่านเรื่องมะเมียะให้มากกว่านี้ลองไปดูที่
http://www.siamskill.com/school-board/show.php?Category=piyachatja&No=153

ที่จริงเล่าฮิวมีภาพถ่ายของร.ต.เจ้าอุดรการโกศล (สุขเกษม ณ เชียงใหม่) เสียดายที่โพสต์ไม่ได้

เพลงมะเมียะก็อยากให้ มีตั้งแต่สมัยคุณสุนทรีร้องไว้ครั้งแรก ตอนหลังคุณจรัลร้องเอง และหลังกว่านั้นคุณสุนทรีก็กลับมาร้องอีกรอบ
เล่าฮิวมีทั้งหมดแหละ ช่วยไม่ได้ก็คนมันชอบ
เมื่อชอบก็อยากรู้ เมื่ออยากรู้ก็ต้องตาม
เมื่อรู้ว่ามีคนชอบด้วย ก็ยินดีแบ่งปันความชอบน้อยๆนี้
เท่าที่เป็นไปได้แค่นี้แหละ

โดย : เฒ่าโล้ว
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 10 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 23 : 11 ]

อ่านทีไรเศร้าเหมือนเคย

ความรัก..ช่างเป็นสิ่งที่น่าหลงใหลยิ่งนัก
แต่มองอีกด้านก็แฝงไว้ด้วยพิษที่ร้ายแรงนัก....





โดย : มารเหล้าขาว
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 11 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 1 : 40 ]

"มะเมี๊ยะเห็นใจเจ้าแล้ว มะเมี๊ยะต้องจากเจ้าไป ตลอดชีวิตของมะเมี๊ยะจะไม่ขอเป็นของใครอีก มะเมี๊ยะ จะเป็นของเจ้าคนเดียวเท่านั้น มะเมี๊ยะมีใจเดียวรักเดียว จะขอรอเจ้าจวบจนชีวิตดับ"

เสียงมะเมี๊ยะขาดห้วงลง เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอหอยมิให้พูดต่อไปอีก เจ้าศุขเกษมดึงร่างมะเมี๊ยะ กระชับเข้ามาอีก แล้วคร่ำครวญเป็นภาษาพม่าอย่างชัดถ้อยชัดคำ

"สุดที่รักของฉัน ฉันเกิดมามีกรรม เราเคยสาบานกันว่าใครทรยศต่อรักขออย่าให้อายุยืนยาว แล้วฉันก็ ต้องทำลายเธอ ทำลายชีวิตเธอทางอ้อมขอกลับไปรอฉันที่บ้านเถิด หากฉันมีบุญวาสนาในวันหน้า ฉัน จะไปรับเธอกลับมาอยู่เชียงใหม่จนได้ มะเมี๊ยะจ๋า ฉันจะรักเธอจนวันตาย"

"แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ถูกพลัดพรากจากกันจนชั่วชีวิต
มันเป็นเช้าของเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๔๖"

เจ้านายข้าราชการและประชาชน รวมทั้งชาวพม่า มอญ เงี้ยว ต่อสู้ที่ทราบข่าวการตัดสินใจเดินทางกลับ มะระแหม่งของมะเมี๊ยะ ยอดหญิงของทายาทเจ้าอุปราชผู้ยอมหลีกทางให้แรงกดดันทางการเมืองเพื่อ ความสุขสวัสดิ์สถาพรเพื่ออนาคตของสามีอย่างน่าสรรเสริญ ต่างก็จับกลุ่มเดินมุ่งสู่ประตูหายยา ซึ่ง ณ ที่นั้นขบวนช้างอันเป็นพาหนะและคนติดตามควบคุมขบวนและเสบียงกรังได้ไปรอคอยอยู่

เสียงสนทนาพาทีของประชาชนเซ็งแซ่ล้วนแต่สงสารเอ็นดูสาวน้อยวัย ๑๖ ผู้มีกรรมจำพราก ท้าวบุญสูง ผู้มีหน้าที่ไปรับตอนเดินทางมาแต่แรกต้องรับภาระนี้อีก ควบคุมลูกหาบประมาณ ๒๐ คนรวมทั้งช้าง ๓ เชือก ทุกคนรอการมาถึงของมะเมี๊ยะด้วยกระสับกระส่ายกระวนกระวายใจต่างใคร่เห็นรูปโฉมโนมพรรณ
ของสาวพม่าที่ร่ำลือกันว่างามแสนงาม

อีกสักครู่ใหญ่ รถม้าของคุ้มอุปราชก็ค่อยๆ ชะลอมาหยุดกึกลง มะเมี๊ยะในชุดแต่กายพม่ามีผ้าคลุมผมก้าว ลงจากรถก่อน ติดตามด้วยเจ้าศุขเกษม ทั้งคู่มีหน้าหมองคล้ำ ไม่มีอะไรแล้วที่จะปิดบังหรือละอายใจถึง แม้ประชาชนจะห้อมล้อมมุงดูอยู่รอบด้านมืดฟ้ามัวดินเจ้าศุขเกษมพูดพม่ากับมะเมี๊ยะได้ไม่กี่คำเสียงร้อง ให้โฮของฝ่ายหญิงก็ดังขึ้น เจ้าศุขเกษมเองก็พลอยสะอื้นตื้นตันใจคร่ำครวญสุดแสนอาดูรพูลเทวษ จน ท้าวบุญสูงมาเตือนครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ถึงเวลาจะเคลื่อนขบวนเดินทางนั่นแหละทั้งสองจึงยอมแยกจาก
โอบกอดกัน

แม้จะขึ้นไปบนกุบช้างแล้วก็ตาม มะเมี๊ยะก็ขอลงมาหาเจ้าศุขเกษมอีกจนได้ เธอคุกเข่าลงกับพื้นก้มหน้า สยายผมออกเช็ดเท้าสามีด้วยความรักอาลัย เรียกน้ำตาของเจ้าสุขเกษมไหลลงนองสองแก้ม แล้วก็โผเข้า กอดรัดกันอีก

เหตุการณ์ต่อหน้าต่อตาที่คาดไม่ถึงทำให้ประชาชนทั้งชายหญิงที่มีจิตใจไม่เข้มแข็งกลั้น น้ำตาไว้ไม่อยู่เหมือนกัน ท้าวบุญสูงต้องอึดอัดใจอย่างยิ่งเพราะไหนจะปลอบใจให้มะเมี๊ยะกลับขึ้นไปบน หลังช้าง ไหนมะเมี๊ยะจะดึงดันกลับลงมาอีก เป็นหนที่สองวิ่งเข้าสู่อ้อมกอดเจ้าศุขเกษมอีก กว่าขบวนจะ ออกเดินทางได้ก็เลยกำหนดเวลาไปนานอักโข

เจ้าศุขเกษมยืนเหม่อมองดูจุดเล็กๆ ที่ขยับเขยื้อนเหลียวมองด้านหลังจากบนหลังช้างนั้นตลอดเวลา จนลับจากสายตาจึงยอมกลับสู่คุ้ม

ประชาชนชาวเชียงใหม่ไม่มีโอกาสประสบพบเห็นความรักต่างแดนอันลงเอยด้วยความโศรกสลดรันทดใจ มาก่อน และไม่มีโอกาสจะพบเห็นได้อีกแล้วในประวัติศาสตร์ของเวียงพิงค์ .....

..................................................................................................
///

..............ไปอ่านมาแล้วเจ้าค่ะ...........

..............ตอนนี้ทำเอาข้าน้อยน้ำตาซึม....เศร้าใจตามไปด้วย......

..............ขอบคุณท่านผู้เฒ่าโล้ว..มากๆที่นำมาขยายผล..ให้ได้อ่านอีก
..............ทราบว่าท่านมีรูป เจ้าสุขเกษม ณ เชียงใหม่....อยากเห็นจังเลยค่ะ ว่า..หน้าตาเป็นเยี่ยงไร..

...............อือ...อยากเห็นจริงๆ...เลย....
...............
...............เพลงยังมีขายอยู่หรือเปล่าคะ...
...............ใช้ชื่ออัลบั้ม...ว่าอย่างไรคะ........
...............จะได้ลองฝากพวกพี่ๆ ให้ซื้อมาให้น่ะค่ะ

.//.....ขอบคุณอีกครั้ง ด้วยความซาบซึ้งใจค่ะ......//






โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 11 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 7 : 53 ]




.//...คาระวะท่าน มารเหล้าขาวอีกทีค่ะ....

........ดีใจนะคะ...ที่ท่านคอยติดตามอ่าน.....

........ภายใต้ ความเศร้า ยังแฝงความมั่นคง เด็ดเดี่ยว ในหัวใจรักอันยิ่งใหญ่ ของคนสองคนไว้นะคะ...

........สงสารเจ้าน้อย..ที่คงทุกข์ใจทรมาน..ยิ่งกว่ามะเมี๊ยะ..ซะอีก..จนต้องละสังขาร ตั้งแต่อายุยังน้อย .....น่ะค่ะ...อืมมมม


.....




โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 11 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 7 : 59 ]

ภาพเจ้าน้อยสุขเกษมบอกเมล์มาแล้วกันจะส่งมาให้

ส่วนเพลงไม่รู้เมล์ได้หรือเปล่าแต่ถ้าจะหาซื้อ

1.ชุดลูกข้าวนึ้ง ครั้งแรกที่สุนทรีเวชานนท์ร้อง ชุดนี้มีเพลงดังเยอะมาก เช่น สาวเชียงใหม่ ตากับหลาน สามล้อ ซอของแปง สาวโรงบ่ม
ชุดนี้คงไม่ต้องหาแล้ว หรือไม่แน่ อาจจะมีตามรวมฮิตเอ็มพีสาม แต่บอกตรงๆ หายาก

2.ชุดของกึ๋นคนเมือง ชุดนี้มีทั้ง จรัลและสุนทรี ร้อง มีเพลงดังๆอื่นอีก เช่นน้อยใจยา รักสับสบ ดอกฝิ่น เมียวๆมูๆ หนุ่มเชียงใหม่ สาวเชียงใหม่

3.ชุดรางวัลแด่คนช่างฝัน ชุดนี้จรัลร้องเอง นี่ก็รวมฮิต อุ๊ยคำ ลุงต๋าคำ แม่ค้าปลาจ่อม เอื้องผึ้ง-จันผา ตากับหลาน มิดะ เรียกว่า ใครชอบเพลงบัลลาดของจรัล ก็เกือบครบแหละ อ้อ เพลงรางวัลแด่คนช่างฝัน ออกครั้งแรกในชุด เอื้องผึ้งจันผานะ ไม่ใช่ชุดนี้

4.ชุดโฟล์คซอง คำเมือง จรัล มโนเพ็ชร กับคณะ 16 เพลงรวมฮิต
ก็เป็นชุดรวมฮิตที่ขับร้องและบรรเลงใหม่

หาซื้อที่ไหนนั้นเราผู้เฒ่าคงจนใจที่จะบอกได้ เพราะเราผู้เฒ่าอยู่ไกลเมืองกรุงเกือบพันกิโล คงรู้มาไม่ถึงหรอก


โดย : เฒ่าโล้ว
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 11 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 8 : 31 ]

เพลงมะเมียะ
http://www.cm77.com/song_online/listen.php?idd=157

อยากเก็บไว้ใช้Jet Audio บันทึกไว้เลยก็ได้

โดย : เฒ่าโล้ว
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 11 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 9 : 37 ]

หาภาพเจ้าเจ้าน้อยจากเน็ตให้ได้แล้ว คงไม่ต้องเมล์ แต่เป็นคนละภาพกับที่เราผู้เฒ่ามี

http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/E2633434/E2633434.html

แนะนำให้ตามอ่านเรื่องในลิงค์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ล้านนา บางทีคนไทยทั้งหลายจะได้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้นเยอะ

ขออภัยท่านซาอากิก ที่มาแย่งหน้าที่โดยมิได้รับเชิญ

โดย : เฒ่าโล้ว
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 11 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 9 : 50 ]


คุณหนูอิ่มอุ่น...
เด๋วจัดให้ บอกมาดิ ยินดี ยินดี บอริการอยู่แล้น
ถ้าไม่รีบนะหนูนะ ป้าไม่ค่อยว่าง แต่จะพยายามไปหามาให้จ้ะ


โดย : อิสตรีมาร
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 11 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 16 : 34 ]



.....น้อมคาระวะ และน้อมขอบคุณท่านผู้เฒ่าโล้ว อีกหลายๆรอบเลยค่ะ//

.....ภาพ เจ้าสุขเกษมเข้าไปดู แล้วค่ะ เห็นแล้ว..ชอบมาก

......ท่านช่างรูปงามนักนะคะ..เห็นแล้วชักอิจฉา..มะเมี๊ยะ...ขึ้นมาตะหงิดๆ ค่ะ..ที่ได้มอบหัวใจรักให้ชายที่งามทั้งรูป งามทั้งจิตใจ เช่นนี้...
......ตอนนี้เก็บภาพท่าน เข้า file ไปเรียบร้อยแล้วค่ะ

......ส่วนเพลงก็เข้าไปฟังได้แล้ว เพราะมาก ฟังแล้วนึกถึงความหลัง ตอนได้ฟังใหม่ๆ เปิดฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก จนบัดนี้เลย...
......ไม่มีคำพูดใดจะกล่าว แล้วค่ะ นอกจากคำว่า ดีใจ และซาบซึ้งใจ
......
//
..อยากขอบคุณสักพันครั้ง..

..มิอาจยั้งใจไว้ได้...

..น้อมขอบคุณจากหัวใจ...

..ข้าน้อยไซร้น้อมขอบคุณ....

//




โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 11 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 17 : 8 ]



//.....น้อมคาระวะ ท่านพี่อิสตรีมาร เจ้าค่ะ... ..//

......แหม แหม ท่านพี่ อ่ะ จะให้นู๋ เป็นคุณหนู เลยรึคะ...

......นึกภาพตัวเองตอนเป็นคุณหนู ไม่ออกเลยค่ะ...คิก คิก

......เพราะตัวจริงแสนจะกระโดกกระเดก ซุ่มซ่าม ชอบเปิ่น เปิ่น เสียยิ่งนัก ชอบปล่อยไก่ตัวโต้งๆ ก้อประจำ...

.//......และใช้แทนตัวเองว่า ป้าเชียวรึคะ...คิกคิก.....

.......ท่านพี่น่ะ ยังไม่ถึงปานนั้นซักหน่อย...

.......ดึงอายุลงมาค่ะ ดึงลงมา..อย่าดึงขึ้นจิคะ...

.......นู๋เองบางทียัง..บอกตัวเองอยู่เลยว่า ยังเป็นสาววัยรุ่นอยู่อ่ะค่ะ...
.......เพราะฉะนั้น ท่านพี่ก็ต้องยัง...สาวๆๆ อยู่เหมือนกันล่ะน่า...


//...มิกล้ารบกวนท่านพี่เท่าไร...

....แค่ตอนที่ส่งหนังสือมาให้อ่าน. ก้อดีใจมากแล้ว

....ยังมิได้มีโอกาส ส่ง สิ่งไรไปตอบแทนเลยค่ะ

....ขอบคุณมากนะคะ...

....ซึ้งใจจังค่ะ.. ..






โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 11 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 17 : 20 ]



อืม..........
นานๆจะได้เห็น........ว่าบรรดาท่านจอมยุทธทั้งหลายได้ช่วยกันค้นคว้าหากันมาคนละนิดละน้อยให้กับท่านอิ่มอุ่น
ข้าผู้น้อยขอคารวะทุกท่าน

ท่านกาแฟ ผู้น้อยอยากทราบว่าคนเดียวกับท่านคนหลังเขารึเปล่า
ถ้าไม่ใช่ขออภัยดัวย
ถ้าใช่ก็อยากทราบว่าท่านสบายดีรึไม่ และยังอยู่ยอดดอยรึไม่
เพื่อนๆไม่ทราบข่าวคราวมานาน
โปรดส่งข่าวให้ทราบด้วย


โดย : พรานพเนจร
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 11 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 18 : 43 ]

... ยกจอก ...
...
... ยกจอก ....
...
... ยกจอก ....
...
... รัก คือ รัก ...
... ... ...

โดย : ร้อยสาย
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 12 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 3 : 50 ]


//

...คาระวะ..ท่านพรานพเนจร...เจ้าค่ะ

...นับเป็นความกรุณาของท่านเหล่าจอมยุทธ...น่ะคะ

...ข้าน้อย ซึ้งใจเหลือที่จะกล่าว...สิ่งใดได้อีก..





โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 13 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 1 : 51 ]



//
....คาระวะ ท่านร้อยสาย เจ้าค่ะ...

....ยกจอก....เช่นกันท่าน.....

....ยกหลายหลายจอก...เลย...

....ยกจอกนี้ ขอยกมั่ง.............

....ยกสักครั้ง แค่จอกเดียว...

//




โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 13 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 1 : 56 ]

แค่เปิด net ทิ้งไว้เฉยๆ ก็ได้ตัง

ลองทำดูนะ ได้เงินดีด้วย ก็คือ...
หาเงินง่ายๆเพียงเล่นอินเตอร์เน็ตได้เงินอย่างน้อยเดือนละ3000 บาท
ถ้าอยากจะได้เงินอย่างง่ายๆ กับการเล่น net ไม่จำกัด
ประเทศ
วิธีการคือเปิดโปรแกรมนี้เอาไว้ในขณะแล่น Internet ,
จะเล่นเกม
Online , Chat หรือ เช็ค mail ได้ทั่งนั้น
โปรแกรมจะแสดงแถบโฆษณาไว้ด้านบนของจอ และจะคำ
นวนคะแนนให้ขณะที่เรา
Online อย่าลืมสังเกตดูตัวการ์ตูนทางซ้ายบนของ bar
ด้วยนะ ให้มันเดินอยู่ตรงมุมไว้ตลอดอย่าให้นั่งนิ่ง
หรือเดินไปมาบนป้ายโฆษณาโดยสังเกตดูที่รูป $ (ตรงมุม
ด้านขวาล่าง ครับ)
ว่าถ้ามันเปลี่ยนเป็นสีแดง เราต้องคอยขยับเม้าท์ไปไว้บน
ป้ายโฆษณา
นอกจากขณะที่ไม่มีโฆษณาตัวการ์ตูนจะหยุดเดินซึ่งเราไม่
สามารถทำให้มันเดินต่อได้
ต้องรอให้มีโฆษณาขึ้นมาใหม่จึง เอาเมาท์ไปไว้บน
Banner เหมือนเดิม
เพราะเขาจะทดสอบว่าเราอยู่หน้าจอหรือไม่
ไม่ใช่แค่เปิดเครื่องคอมเอาไว้เฉย ๆ รูปตัว $
จึงเปลี่ยนเป็นสีเขียวซึ่งแต้มจะเพิ่มขึ้นทุก 6 วินาที
ชั่วโมงหนึ่งจะได้ 600-800 แต้ม 1,000 แต้มจะได้ 1.66
ดอลล่าห์

แนวทางสู่การได้มาของคะแนน ก็มีหลายอย่าง
1. เล่น net บ่อยๆ
2. แนะนำเพื่อนมาสมัครต่อจากคุณ (เพิ่มคะแนนได้อย่าง
ทวีคูณเลย)
โปรแกรมมีวิธีคำนวนดังนี้ ครับ
ลำดับ คุณจะได้
Level 1 (เพื่อนที่คุณแนะนำ) 15%
Level 2 (Level 1 เป็นผู้แนะนำ) 7%
Level 3 5%
Level 4 5%
Level 5 5%
Level 6 3%
Level 7 1%
Level 8 1%

ตัวอย่าง เล่น Net วันละ 1 ชม x 30 วัน (800 คะแนน x 30
วัน =24,000
คะแนน) และแนะนำเพื่อนให้สมัคร 2 คน

ลำดับ จำนวนคน x 24,000 คะแนน คุณจะได้
ตัวคุณเอง 1 คน 24,000 pt 24,000 pt
Level 1 2 คน 48,000 pt x 15% = 7,200 pt
Level 2 2x2 = 4 คน 96,000 pt x 7% = 6,720 pt
Level 3 4x2 = 8 คน 192,000 pt x 5% = 9,600 pt
Level 4 8x2 = 16 คน 384,000 pt x 5% = 19,200 pt
Level 5 16x2 = 32 คน 768,000 pt x 5% = 38,400 pt
Level 6 32x2 = 64 คน 1,536,000 pt x 3% = 46,080 pt
Level 7 64x2 = 128 คน 3,072,000 pt x 1% = 30,720 pt
Level 8 128x2 = 256 คน 6,144,000 pt x 1% = 61,440 pt
รวม 273, 360 pt
273,360 pt / 1000 x 1.666 = 455.4 ดอลล่าร์ ประมาณ
19,128 บาท (1
ดอลลาร์ = 42 บาท)

ดังนั้น หากคุณเล่น Internet มากขึ้น และแนะนำเพื่อนมาก
ขึ้น
รายได้จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำกัด ครับผม

3. สมัครเป็นสมาชิกเวบที่ร่วมรายการ
4. เล่นเกมส์ ในเว็บนั้น

นอกจากนี้เราจะต้องไปกดปุ่ม REQUEST PAYMENT
button ที่หน้า member
เมื่อเราเป็นสมาชิกแล้ว
เพื่อเป็นการร้องขอให้ทางเวบไซต์ส่งเช็คมาให้เรา
โดยจะปุ่มนี้จะปรากฎขึ้นทุกวันที่ 1-15 ในแต่ละเดือน หรือ
เมื่อครบ
50 ดอลล่าห์ หรือประมาณสองพันบาท ซึ่งส่วนมากจะได้ถึง
10,000 บาท
(ขึ้นอยู่กับความขยันของคุณ ครับ)
ที่นี้เขาก็จะส่งเช็คมาที่บ้านเลย ครับ
แล้วเราก็เอาเช็คไปขึ้นเงินตามธนาคารได้ทุกที่ แต่ต้อง
เป็นธนาคารใหญ่
ๆ หน่อยนะ โดยจะเสียค่าธรรมเนียมของธนาคาร
ประมาณ 200 บาท
ขอแนะนำที่ ธ. กรุงไทย นะ เพราะถูกที่สุด
รู้อย่างนี้แล้วจะมัวรีรอทำไม มาหารายได้จากการเล่นเนต
กันดีกว่า

สมัครได้ที่ http://www.cashfiesta.com/php/join.php?ref=arsenaljunior

*ที่บริทัษจ่ายเงินให้เราได้ก็เพราะมีผู้ว่าจ้าง
จ้างให้บริษัทนี้โฆษณาให้จำนวนมากโดยผ่านสื่ออินเตอร์
เนต ซึ่งเป็น
ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันและอนาคต
ทำให้บริษัทมีผลกำไรที่จะจ่ายตอบแทนให้สมาชิกทุกคน

ขั้นตอนการสมัคร

1. คุณ Copy ชื่อ Web Site
http://www.cashfiesta.com/php/join.php?ref=arsenaljunior
แล้วไปเปิดใน Internet Brownser ก็จะเข้าไปหน้า
Sign Up ครับ
2.ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ครับ *จะต้องใส่ทุกช่อง ครับ*
3. login คือ ช่องที่ให้คุณตั้ง ชื่อ ไว้สำหรับ login ของคุณ คะ
4. password ช่องนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ ครับ ว่าคือ ให้คุณตั้ง
password
ตามใจตัวเองไปเลย
5. Verify password ช่องนี้ก็คือ คุณจะต้อง ใส่ password
เดิมอีกครั้ง
6. First name = ชื่อจริงของคุณ Last name = นามสกุล
Street address = ชื่อถนน และ บ้านเลขที่ของคุณ
แต่ต้องกรอกเป็นภาษาอังกฤษ เพราะเขาจะส่งเงิน มาตาม
ที่อยู่ที่กรอกไว้

City = อำเภอ
Zip/Postal code = รหัสไปรษณีย์
State = ช่องนี้ไม่ต้องใส่ เขาให้ใส่เฉพาะ คน อเมริกา
Province = จังหวัด
Country = ประเทศไทย
E-mail address = ใส่ e-mail
Verify e-mail address = ใส่ e-mail อีกที
7. จากนั้นก็อายุ เพศ ระดับการศึกษา และก็รายได้
8. Please tell us why you use Internet คือ เขาถามว่า คุณ
ใช้ net
ทำอะไรบ้าง
9. What do you search for or buy online คือ ถ้าคุณจะ ซื้อ
สินค้าทาง
net คุณจะซื้ออะไร
10. ตรงช่อง Payment Information ควรใส่ไว้ที่ $50 ดีแล้ว
คะ
เพราะว่าเขาถามว่า จะให้ส่งเงินไปตอนที่ได้เงินแค่ไหน
แล้ว
11. ตรงช่อง Referred by ใส่ว่า nanachifiesta นะ
12. ติ๊ก ที่ ช่อง I have read and understand the Member
Agreement
ด้วยนะ
* * จำไว้นะ ว่าจะต้อง ใส่ให้ครบทุก ช่องที่มีเครื่องหมาย
ดอกจันทน์ * *
เมื่อคุณทำ 12 ข้อง่ายๆ ข้างบนแล้ว คุณก็ถือว่าเป็นสมาชิก
คนนึงไปแล้ว

จากนั้นก็กด submit ไปเลย จนมาถึงหน้าให้ download
โปรแกรมสุดยอดที่จะทำให้เราได้เงิน
www.cashfiesta.com/php/download.php
มาแล้วนะก็ทำตามขั้นตอนดังนี้
1. เปิด File Cash--.exe ที่ Download ขึ้นมา
2. จากนั้นก็เรียกมันขึ้นมา เสร็จแล้วก็รอสักครู่นะ(
ในกรณีที่ไม่สามารถเปิดโปรแกรมได้ ให้เราคลิกที่
additional file ในหน้าที่เราdown load เมื่อได้มาแล้วก็นํา
ไป unzip
สู่ folder ที่ cash--.exe อยู่
3. จะมีช่องให้เราใส่ login และ password
ก็ใส่อันที่เราลงทะเบียนไว้นะ
4. จากนั้นจอของคุณก็จะมีแถบโฆษณา ขึ้นมา
ด้านซ้ายจะมีตัวการ์ตูนเดินอยู่
ขณะมันเดินโปรแกรมจะนับคะแนนให้เรื่อยๆ

ถ้าการ download ตามขั้นตอนไม่สำเร็จ ให้เข้าไปที่
www.cashfiesta.com/php/download.php
เพื่อสั่ง download ใหม่ หรือเข้า
www.cashfiesta.com แล้ว
เข้า member เพื่อ login เมื่อ login แล้วจะมีปุ่มให้
เลือก dowload
ทางจอด้านขวา

เมื่อ เข้า internet แล้ว ระบบจะเข้า login นี้ให้ทุกวัน
แต่ถ้าไม่ขึ้น ให้เลือก shot cut ที่เป็นรูป $ double
click เองก็ได้ครับ
รวยแล้วอย่าลืมเรานะ ได้จริง ทุกวันนี้เราได้ประมาณ เดือนล่ะ 15000-20000 บาทเลยที่เดียว
ลองดูนะ อยากให้ลองดูก่อน ถ้าสงสัยอะไรก็ถามมาได้นะ

แผนธุรกิจ และสุดยอดหัวใจสำคัญของธุรกิจ ห้ามพลาด!!!

1. บริษัทนี้ จ่ายจริง ถึงจะให้ค่าตอบแทนน้อย แต่เพราะค่าตอบแทนน้อยนี่แหละ ทำให้บริษัทนี้อยู่ได้นาน และไม่มีวันปิดตัวได้ง่ายๆ เพราะมีสปอนเซอร์มาสนับสนุนอยู่เรื่อยๆ ต้องการให้บริษัทนี้เป็นสื่อ ในการโฆษณาอยู่เรื่อยๆๆๆ
2. การลุยธุรกิจด้านนี้ ให้เน้นการหาสมาชิกสายต่อเป็นหลัก ลุยไปเรื่อยๆที่ละนิด เปิดป้ายวันละนิด หาสมาชิก วันละคน หรือสัปดาห์นึง หาได้ 1 คนก็ยังดี
3. ให้ทำธุรกิจด้านนี้ แบบงานอดิเรก ใจเย็นๆ หรือจะลุยแบบสุดๆก็แล้วแต่ แต่ไม่ควรวางมือ อย่างน้อยก็ให้เป็นงานอดิเรก ทำไปเรื่อยๆ เป็น ปี สองปี หรือ สามปี ไปเรื่อยๆ เพราะผลจากธุรกิจด้านนี้ จะทำให้ท่านมีรายได้เรื่อยๆ จากการขยายตัวของสมาชิก และรายได้จะไม่มีสิ้นสุด
4. ท่านคิดดูว่า ท่านอาจจะใช้เวลาในการ หาสาย 2-3 ปี หาแบบสบายๆ ว่างก็หา ไม่ว่างก็ไม่หา แต่ไม่เคยทิ้งตรงนี้ เมื่อ 2-3 ปี ผ่านไป ตอนนั้น ยอดที่ท่านได้จากสายต่อของท่าน โดยที่ท่านอยู่เฉยๆไม่ต้องทำอะไรเลย จะทวีคูณมากแค่ไหน เดือนนึง ท่านอาจมีเงินเดือนกินฟรีๆ เป็นหมื่น หรือหลายหมื่นบาท ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเหนื่อยเลย เป็นงานที่วิเศษมาก แต่ขอให้ ให้เวลากับตรงนี้ และไม่ทิ้งมัน ไม่ต้องท้อ เพราะ เราไม่เสียอะไรอยู่แล้ว ขอเน้นว่า ว่างก็หาสายต่อ ไม่ว่างก็ไม่ต้องหาสาย เปิดป้ายสปอนเซอร์บ้าง วันนึงมีสิทธิ์เปิดได้แค่ 4 ชม. ก็เปิดๆไปเถอะครับ แต่ขออย่าทิ้งงานตรงนี้
มันเลี้ยงคุณ!!! ได้แน่นอน!!!


โดย : vv
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 13 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 12 : 49 ]

ตั้งใจว่าจะมาเติมให้อีกหน่อย เจอแบบนี้เข้า
ช่างเหมือนเสียงผายลมในโรงละครเลยจริงๆ

มะเมียะเป็นภาษาพม่า ออกเสียงจริงๆว่า ม่ะเมียะ
ม่ะ เขาไว้เรียกผู้หญิง เหมือนกับคำว่านางของเรา
เมียะแปลว่า สวยงามอย่างเพชร อย่างพลอย หรืออัญมณี
เพราะฉะนั้น ม่ะเมียะเมื่อเปรียบเป็นภาษาไทย
จะแปลว่านางแก้วก็ไม่ผิด


โดย : เฒ่าโล้ว
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 13 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 13 : 48 ]

เรียนท่านผู้เฒ่า

ช่วงนี้บ้านนี้ทำไมต้องถูกก่อกวนนักเกือบทุกกระทู้เลย
ถ้าเป็นอย่างนี้ข้าน้อยคิดว่า...ไม่นานเหล่าชาวยุทธคงเบื่อหน่ายเป็นแน่..เฮ้ย


โดย : มารเหล้าขาว
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 13 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 15 : 43 ]


ต้องร้องเรียนท่านเจ้าบ้านจอมยุทธเวบมาสะเตอร์

โดย : อิสตรีมาร
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 14 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 12 : 58 ]

..


.//....คาระวะ ท่านผู้เฒ่าโล้ว..เจ้าค่ะ..///

....มะเมียะ...เปรียบนางแก้ว...สวยจริงสมคำเล่าขาน

....ตอนนี้ข้าน้อยได้ยลรูปนาง..แล้วเจ้าค่ะ...สวย...แก้มอิ่ม..ตาคม...ตัวจริง..คงจะยิ่งสวย...

....เป็นโชคดี..ที่ได้คนใจดี และน่ารัก..ท่านนึงส่งมาให้ พร้อมรูปเจ้าน้อย...
....ตอนนี้ยังปลาบปลื้มใจมิหายเลยค่ะ...

....ขอบคุณนะคะ ..ที่นำข้อมูลมาลงเพิ่มเติมให้..
....และขอบคุณอีกครั้งสำหรับ..รูปเจ้าน้อย รวมถึงเนื้อเรื่อง....
....ยินดีหนักหนา...ที่บ้านจอมยุทธ แห่งที่..ทำให้ได้มาพานพบคน..ใจดีมีน้ำใจ มากมาย...

//...ขอบคุณบ้านจอมยุทธ.....นะคะ...//





โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 14 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 17 : 18 ]




//....น้อมคาระวะ ท่านมารเหล้าขาว....อีกครา...ค่ะ..

........จำได้ที่ท่านเคยบอกว่า ขอแจมร่วมเป็นเพื่อนร่วมกระทู้...
..
........และท่านก็ได้ทำสมที่ลั่นวาจา...เป็นเพือ่นร่วม..อ่านในกระทู้ข้าน้อยจริงๆ.

........ยินดียิ่งนักเลยค่ะท่าน...
.........ใครจะก่อกวนก้อช่างเขาเถิดท่าน...
.........เดี่ยวคงเบื่อไปเอง...หากสิ่งที่ทำนั้นไม่ได้รับการตอบสนอง...

//
....


โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 14 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 17 : 23 ]



.//..น้อมคาระวะ..ท่านพี่อิสตรีมาร..เจ้าค่ะ...//

...ช่วงนี้ท่านพี่ดูอารมณ์ดีจริง...ค่ะ...

...หรือเป็นเพราะ..ช่วงวันวาเลนไทน์ หรือเปล่าหนอ....^_^...

...ตรงข้านกันนู๋..ในวันนี้ รู้สึกหดหู่..ในหัวใจพิกลค่ะ...

...
...


โดย : อิ่มอุ่น
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 14 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 17 : 28 ]

รักมากแต่ไม่เป็น
รักเป็นแต่ไม่เข้าใจ
รักที่ไรก็อกหัก(ดังเปาะ)

น่าสงสารจัง..................!

โดย : เทพอาถรรพ์
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 14 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 18 : 33 ]

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook