บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ชุมนุมจอมยุทธ
แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (4)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13 - 14

หัวข้อ : เมืองพิษรณุโลก


เมืองพิษณุโลก
[ภาค ๑ ประวัติเมือง]



ธรรมดาการตั้งชื่อของสถานที่ สิ่งของ ชื่อคน แม้แต่ฉายาพระ จะถือเอาเหตุการณ์ ฤกษ์ยาม อาศัยอักษรตามวันเกิด และเอกลักษณ์มาประกอบเป็นหลักกับการตั้งชื่อนั้น เมืองพิษณุโลก มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ทั้งที่เคยเป็นเมืองหลวง เมืองลูกหลวง พระเจ้าแผ่นผลัดเปลี่ยนขึ้นปกครองหลายพระองค์ บางช่วงว่างพระเจ้าแผ่นดินปกครองถึง ๘ ปี ด้วยเหตุนี้เอง พิษณุโลกจึงมีหลายนาม ดังจะเห็นได้ ดังนี้


๑. เมืองสองแคว

เมืองสองแควนี้ มีลักษณะภูมิภูมิประเทศตั้งเมืองอยู่ระหว่างลำน้ำสองสายคือ แควใหญ่ กับแควน้อย สายแควใหญ่ได้แก่แม่น้ำน่านปัจจุบัน มีเส้นลำน้ำไหลผ่านมาจากจังหวัดอุตรดิตถ์เข้ามาเขตอำเภอวัดโบสถ์ อำเภอพรหมพิราม สำหรับสายแควใหญ่นี้ เมื่อมาถึงเขตอำเภอวัดโบสถ์ อำเภอพรหมพิราม ห่างจากเขตอำเภอเมืองพิษณุโลก ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ได้แยกเป็นสองสาย คือ แม่น้ำน่านเดิม กับแม่น้ำน่านปัจจุบัน แม่น้ำน่านเดิมจะเปลี่ยนทิศไปทางขวา ไปทางไปจังหวัดสุโขทัย ส่วนแม่น่านใหม่ ไหลตรงผ่านกลางเมืองพิษณุโลก ผ่านหน้าพระวิหารพระพุทธชินราชที่เป็นฝั่งตะวันออก ผ่านพระราชวังจันทน์เขตพระราชสถานที่เป็นฝั่งตะวันตก ซึ่งเดิมทีเป็นการขุดคลองเป็นเหมืองเพื่อทำการเกษตร แต่ภายหลังกลับกลายเป็นเส้นทางเดินน้ำหลัก ๆ เหตุนี้จังหวัดพิษณุโลก หากเรียกตามหลักภูมิศาสตร์ที่แม่น้ำผ่านใจกลางเมืองแล้ว จึงได้สมญานามว่า เมืองอกแตก สำหรับแม่น้ำสายแควน้อยนั้น มีต้นสายอยู่ที่อำเภอนครไทย ไหลผ่านเมืองพิษณุโลกทิศตะวันออก ติดกับเขาสมอแครงอยู่ในเขตอำเภอวังทอง ของจังหวัดพิษณุโลก ไปรวมกับแม่น้ำวังทอง ต้นแม่น้ำนี้ก่อนจะถึงอำเภอวังทองชื่อแม่น้ำเข็ก ซึ่งมีแหล่งน้ำอยู่ที่เขาค้อ ทุ่งแสลงหลวง ไหลพาดผ่านมาเรื่อย ๆ บางจุดสวยงามเป็นน้ำตก เช่นน้ำตกสกุโณทยาน น้ำตกแก่งโสภา น้ำตกวังนกแอ่น ท้ายสุดแม่น้ำสายนี้ไหลไปรวมกับแม่น้ำน่าน ที่ตำบลท่าฬอ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เหตุนี้เอง พิษณุโลกจึงได้ถูกกล่าวขานกันว่า เมืองสองแคว


๒. เมืองโอฆบุรี / เมืองจันทบูรณ์

สองเมืองนี้ มีที่มาอยู่ว่า การที่ชื่อว่า เมืองโอฆบุรี เพราะถือเอาเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาต และประทับนั่งเสวยใต้ต้นสมอ บนภูเขา ชื่อว่าเขาสมอแครง (เดิมชื่อ พนมสมอ) เป็นชื่อเมืองสำหรับฝั่งตะวันออก และเขาสมอแครงนี้ เป็นที่นิพพานของพระอุบาลีเถระ และพระศิริมานนท์ ในวันพฤหัสบดี เดือนสาม ขึ้น ๑ ค่ำ ปีฉลูศก เวลาเช้า แต่ถ้าถือเอาตามเหตุการณ์เดียวกันนี้ ในฝั่งตะวันตก จึงชื่อว่า เมืองจันทบูรณ์


๓. เมืองทวิสาขะ

เมืองทวีสาขะ เรียกตามเอกสารตำนานพุทธสิหิงค์จารึกเป็นภาษาบาลีว่า ทวิสาข นคร (ตำนานเดียวกันนี้บางตอนใช้คำว่า ไทวยนที) เป็นคำเรียกในตอนเหตุการณ์ว่าด้วย "พระเจ้าอัตถลือไท ที่อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปบูชาในนครสองแควเป็นนิจ" ดังนั้น คำว่า นครสองแควในที่นี้ ตรงกับคำว่า ทวิสาขนคร


๔. เมืองพิษณุโลก

การที่ชื่อว่าเมืองพิษณุโลกก็เนื่องจากพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกที่ ๑ (พญาลิไท) พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงศ์พระร่วง (พ.ศ.๑๘๙๗-๑๙๑๙) พร้อมด้วยเสนามาตย์ และพระราชโอรส คือ เจ้าไกรสร เจ้าชาติสาคร มีกองทัพหน้า-ทัพหลังมายังเมืองสร้างใหม่ พระองค์เสด็จ (จากกรุงสุโขทัย) ถึงเมืองพิษณุโลก ที่สร้างใหม่เป็นเวลายามพระวิษณุ จึงได้ชื่อว่า พิษณุโลก และพิษณุโลกนี้เป็นพระนามหนึ่งในความหมายของพระนามทั้งสามของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระเจ้าแผ่นแห่งกรุงศรีอยุธยา แปลว่า เป็นที่พึ่งของโลกทั้งสาม ได้แก่ โลกมนุษย์ หมายเอากรุงศรีอยุธยา โลกสวรรค์ หมายเอาสวรรคโลก และโลกพรหม หมายเอาพิษณุโลก นั่นเอง และสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนี้ได้เจริญรอยตามพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกที่มีศรัทธามั่งคงในพระพุทธศาสนา โดยทรงบูรณะวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยสร้างซุ้มเรือนแก้วถวายพระพุทธชินราช เป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธชินราชมาถึงปัจจุบัน พระองค์มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า เสด็จออกผนวชเป็นเวลา ๘ เดือน ๑๕ วัน มีพระราชบริพารติดตามผนวช จำนวน ๒,๓๔๘ รูป ประทับจำพรรษาที่วัดจุฬามณี ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก (เป็นที่มาของการบรรพชา และอุปสมบทหมู่) ปัจจุบันนี้ วัดนี้เจ้าอาวาสมีสมณศักดิ์ เป็นพระครูที่ พระครูพิทักษ์จุฬามณี และเป็นคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก และวัดนี้มีกิจกรรมประจำปีที่สำคัญคือ จัดอุปสมบทหมู่ ในช่วงปลายเดือนธันวาคม ทุกปี ๆ ละ ๒๐๐ กว่ารูป

พระพุทธชินราช

พระพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกภายหลังสร้างวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระองค์ได้สร้างพระพุทธชินราช พ.ศ. ๑๙๐๐ (ในปีเดียวกันกับการสร้างเมืองพิษณุโลก) พระองค์ได้พราหมณ์ฝีมือดีทำพิธี ๕ คน คือ บาอินทร์ บาพราหมณ์ บาพิษณุ บาราชสิงห์ และบาราชกุศล ทรงขอช่างจากศรีสัชนาลัย เมืองสวรรคโลก รวมช่างฝีมือเอกจากเมืองเชียงแสน และเมืองหริภุญชัยมาช่วยกันหล่อพระพุทธชินราช ขนาดหน้าตักกว้าง ๕ ศอก ๑ คืบ ๕ นิ้ว ปางมารวิชัย พร้อมกับพระพุทธรูปอีก ๒ องค์ คือ พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา พระพุทธชินราชต้องหล่อถึง ๒ ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีเถาะจุลศักราช ๓๑๗ (พ.ศ. ๑๙๐๐) เททองแต่ทองแล่นลงหุ่นปั้นไม่เต็มองค์ ช่างได้พยายามอย่างไรก็ยังไม่สำเร็จ จากนั้น ห่างกัน ๒ ปี เมื่อถึงวันพฤหัสบดี ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง จุลศักราช ๓๑๙ (พ.ศ. ๑๙๐๒) ทำพิธีเททองอีกครั้ง โดยครั้งนี้มีตาปะขาว สันนิษฐานมาจากคำว่า ตานุ่งผ้าขาว มาช่วยปั้นหุ่นและเททองด้วยตนเอง ทองแล่นเต็มองค์พระ เมื่อกะเทาะหุ่นออกมาปรากฏว่า เนื้อทองสัมฤทธิ์สุกสกาวสดใสงดงามหาที่เปรียบมิได้ ชาวจังหวัดพิษณุโลก จัดงานสมโภชพระพุทธชินราชทุกปีตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๓ (เริ่มงานสมโภชก่อนวันเททองหล่อครั้งที่ ๒ เพื่อคร่อมกับวันขึ้น ๘ ค่ำ คือวันเททองหล่อ แต่เดือนนั้นไม่ตรง)

การตั้งชื่อพระพุทธชินราช

อาณาจักรขอมสมัยนั้นอยู่ใต้อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์นิกายไศวะมาตั้งแต่อาณาจักรฟูกันและเจนละ ต่อมาเกิดลัทธิใหม่คือ ลัทธิเทวราช โดยถือพระศิวะหรืออิศวรเป็นใหญ่เหนือกษัตริย์ขอมคือพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ มาสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ พระพุทธศาสนามหายานเข้ามามีอิทธิพล พระองค์จึงได้รวมลัทธิ พราหมณ์นิกายไศวะกับพระพุทธศาสนามหายาน จึงเปลี่ยนลัทธิเทวราช เป็นพุทธราช ถ้าจะพระถวายพระนามว่า พระพุทธราช ก็คงสับสน ต่อมาอีกพระนามหนึ่งคือ พระชินราช ก็ยังคงไม่เหมาะสมอยู่ดี เพราะเกรงว่า จะซ้ำกับศาสดาของศาสนาเชน เพื่อให้แตกต่างกันไม่เข้าใจสับสนภายหลัง พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกจึงถวายพระนามให้สมพระเกียรติว่า "พระพุทธชินราช"



โดย : เณรขวาน
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 10 ก.พ. ปี 2005 [ เวลา 13 : 56 ]

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook