บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ชุมนุมจอมยุทธ
แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (4)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13 - 14

หัวข้อ : นิยายเรื่องใหม่ขอให้พิจารณาครับ


เป็นนวนิยายเยาวชนแนวแฟนตาซี ภาคนี้เป็นภาคกำลังภายใน ยังมีภาคต่ออื่นๆ เป็นแนวอื่นอีก ภาษาที่ใช้จะแตกต่างจากหนังจีนกำลังภายในแบบเก่าสิ้นเชิง จะมีบางช่วงแทรกปรัชญาแบบตรงไปตรงมา บางช่วงก็สอนให้คิดแบบอ้อมๆ บางช่วงก็ไร้สาระเอาความบันเทิง ทำให้ดูแปลกและไม่กลมกลืนกันนัก

ผมไม่เคยส่งที่ไหน แต่คาดว่าจะส่ง อยากขอคำแนะนำ เนื่องจากคิดว่าบางช่วงเรื่องมันเร็วไป บางช่วงก็อืดไปครับ

โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 16 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 17 : 2 ]

“Brick Puzzle”
ตอน ยอดยุทธ์วีรบุรุษสามก๊ก
……………………………………………………………………………………………………….
จุดเริ่มต้นอันแสนประหลาด
พระจันทร์เปล่งแสงนวลกระทบศาลาริมน้ำทรงโบราณ เด็กชายวัยรุ่นร่างเล็กผู้หนึ่งนั่งขดตัวในท่าประหลาดใบหน้าของเขาพุบลงกับโต๊ะ เบื้องหน้ามีกระดานหมากล้อมที่วางหมากขาวดำอยู่ครึ่งกระดาน ห่อผ้ากำมะหยี่ที่ถูกซ่อนทับไว้โผล่ออกมาเล็กน้อย แสงโคมเริ่มริบหรี่ลง ไฟจากตะเกียงของชายร่างท้วมผู้หนึ่งก็ค่อยสลายความมืดที่ปกคลุมผ่านม่านน้ำเข้ามาใกล้ เขาค่อยพาเรือลำน้อยโคลงเคลงมาช้าๆ แต่ทรงด้วยพลัง ในขณะที่เด็กหญิงสาวแรกรุ่นในชุดสตรีจีนสูงศักดิ์ค่อยย่างก้าวลงมาจากเกี้ยวสู่ทางเดินไปยังศาลาหลังนั้น พลางเผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย มือหนึ่งของนางถือหีบใบเล็ก อีกมือหนึ่งถือโคมไฟรูปดอกบัวเปล่งประกายงดงาม ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ
“โอ... จอร์จ มันยอดแย่อะไรอย่างนี้ หลบๆๆ เร็ว” เสียงชายคนหนึ่งตะโกนดังลั่นออกมา ทันใดนั้นวัตถุประหลาดรูปทรงคล้ายค้างคาว ที่โผล่อออกมาจากชายป่าพุ่งเข้าหาหลังคาศาลาริมน้ำนั้นอย่างรวดเร็ว ชายผู้นั้นโหนห้อยต่องแต่งอยู่ในชุดนักบิน ทำลายความสงบเสียสิ้น
“นี่ตัวทำอะไรน่ะ แผนเค้าเสียหมด” เด็กหญิงในชุดเจ้าหญิง กล่าวพลางมองขึ้นบนท้องฟ้า
“เฮ้ย... เจ้านิกสัน อย่ามาทางนี้สิวะ ตูหลบไม่ทันนะเฟ้ย” ชายร่างท้วมพยายามเบนเรือหนี
“มากันแย้วเหยอ...” เด็กชายร่างเล็กที่นอนฟุบหลับอยู่กับโต๊ะงัวเงียเงยหน้าขึ้น พลางดึงหมวกไหมพรมที่ปิดตาอยู่ออกไป เผยผมยุ่งๆ ออกมาแทนที่ พร้อมน้ำลายที่ไหลยืด
“เหวอ? เฮ้ย”
“ตูม...”
............................................................................................................................................................
ยุคจ๊กก๊กเรืองอำนาจ พระเจ้าเล่าเสี้ยนหลงงมงายนักพรตผู้ใช้สมองทารกปรุงยาทิพย์อำมตะ บ้านเมืองเกิดกลียุค ขุนนางชั่วข่มเหงราษฎร รีดนาทาเร้น ข้าวยากหมากแพง ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก เกิดกลุ่มโจรกบฏแผ่ขยายอำนาจเข้าปล้นสะดมไม่เว้นแต่ละวัน ทั่วแผ่นดินลุกเป็นไฟ...
............................................................................................................................................................
“เจ้าทำอย่างนี้ได้ยังไง”
“ชื่นชมข้าละสิ อยากทำแบบข้าได้ไหมละ”
“บ้าเหรอ ข้ากำลังด่าเจ้าอยู่”
“เจ้าด่าข้าอย่างนี้ได้ยังไง”
“ฮ่า ฮ่า เจ้าด่าสู้ข้าไม่ได้ละสิ ข้านี่ยอดไหมละ”
“เจ้าสองคนเงียบซะทีเถอะน่า”
“คนเดียวตะหากเล่า สองคนที่ไหน”
เสียงทะเลาะถกเถียงกันดังลั่นศาลาริมน้ำ ความสงบเมื่อครู่หายไปสิ้นเชิง ชายร่างใหญ่นั่งไขว่ห้างอย่างเสียอารมณ์ ในขณะที่ฟังชายร่างเล็กถกเถียงกับหญิงสาวแรกรุ่นในชุดสตรีจีนสูงศักดิ์ ในขณะที่ชายท่าทางประหลาดกำลังซ่อม “เครื่องยนต์บินกลางหาว” ของเขาอยู่ หญิงผู้หนึ่งกลับเถียงกับตนเอง ส่งเสียงเป็นหญิงครั้งหนึ่ง ส่งเสียงเป็นชายครั้งหนึ่งน่าเวียนหัวยิ่งนัก
“เจ้าเด็กแนว คราวนี้ขอข้าไปเปลี่ยนแปลงอดีตเอง คราวก่อนเจ้าทอมทำป่วนหมดแล้ว” เด็กหญิงในชุดสตรีจีนสูงศักดิ์ กล่าวกับเด็กชายวัยรุ่นร่างเล็ก พลางทำท่างอนไปมา เหมือนเด็กๆ ช่างขัดกับใบหน้าที่คมคายอ่อนหวานงดงามราวภาพวาด อายุของนางอยู่ประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี
“โธ่ คุณผู้หญิงแห่งง่อก๊ก อย่ากล่าวโทษผมเช่นนั้นสิครับ กระผมนะ วางรากฐานทุกอย่างด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงแล้วเชียว มันไม่น่าจะจบลงแบบนั้นได้ ตอนก่อนกลับมานะ ผมน่ะทำให้ประวัติศาสตร์จีนเป็นประเทศแรกในโลกที่มีเครื่องเหินหาวเชียวนา” ดร.ทอม... ชายร่างโย่งท่าทางประหลาด สวมแว่นตาหนาเตอะ หน้าตาเหมือนชาวยุโรป อายุประมาณยี่สิบหกปีกล่าวขึ้น
“ฉันละไม่อยากจะเชื่อใจนายเลย ประวัติศาสตร์จีนน่ะ มันไม่ควรจะจบลงด้วยเทคโนโลยีหรอกน่า มันต้องใช้ความคิด สร้างเมือง มันต้องใช้คนชำนาญเรื่องเกมสร้างเมืองอย่างฉันนี่ นายว่าไหมนายโรบัคโจ” เด็กแนวหน้าตาดูจืดๆ ไว้ผมปรกหน้าเหมือนหน้าม้าสั้นๆ มีจอนเล็กน้อย ใส่ชุดที่เขาตั้งเองว่าชุดแร้ป เขาพยายามหาแนวร่วมเป็นโรบัคโจ ชายร่างใหญ่ผู้เดินทางมาด้วยเรือลำเล็ก
“ฉันไม่เห็นด้วยกะนายนะ เด็กแนว นายมันเพิ่งจะวัยกระเตาะจะทำอะไรได้ละ ยุคสงครามมันต้องใช้กำลัง ในทีมเรานี่ฉันนี่ละกำลังเยอะที่สุด เตะบอลอันดับหนึ่ง ว่ายน้ำอันดับหนึ่ง รักบี้อันดับหนึ่ง ...” โรบัคโจ ไม่ทันพูดจบก็ถูกขัดขึ้นก่อน ด้วยคนผู้หนึ่งดูเหมือนกึ่งหญิงกึ่งชาย
“พวกนายต่างคนก็ต่างอยากแย่งโชว์ฝีมือกัน ทำให้ฉันต้องเป็นแบบนี้ เอาฉันออกไปจากนายว่อนบิ่นทีได้มั้ย เอ? ยายมาลิวัน เธอนี่รังเกียจฉันก็ออกไปจากตัวฉันเองสิ ทุเรศเธอก็ใช้ร่างฉันอยู่ในอีกมิติหนึ่งนะ เธอออกไปก่อนสิ ทำไม ทำไมต้องเป็นฉันกับเธอด้วยที่เกิดเหตุการณ์ประหลาดแบบนี้ นี่อย่าบ่นมากเลยน่า ก็ดีกว่าตอนที่เธอทำป่วนละนะ คราวนั้นโรบัคโจ ถึงได้กลายเป็นนักโทษเกือบตายเชียวละ” คนกึ่งหญิงกึ่งชายว่อนบิ่นและมาลิวันที่อยู่ในร่างเดียวกัน เถียงกับตัวเอง
“พอๆๆ ฉันนึกออกแล้ว ใช้กติกาเดิม ใครไขปริศนา บริค พลัสเซิ่นได้ก่อนคนนั้นเข้าไปแก้ไขอดีตให้กลับมาเหมือนเดิม พวกเราจะได้กลับมิติของตัวเอง นายว่อนบิ่นกับยายมาลิวันจะได้มีร่างๆ เดียวในมิติของตนเสียที แบบนี้ตกลงไหม” เด็กแนวสรุป ที่เหลือต่างพากันเห็นด้วย
............................................................................................................................................................
เหล่าขันทีต่างขุดศพเตียวหุย, กวนอู และขงเบ้ง ขึ้นมาประจาน ครองอำนาจชิงความเป็นใหญ่อยู่เบื้องหลัง กวาดล้างขุนนางตงฉิน รีดนาทาเร้น ราษฎรตกทุกข์ได้ยาก ผู้เป็นแม่ต้องตัดสินใจฆ่าลูกในท้องของตนเอง เพื่อเอาชีวิตที่เหลืออยู่ให้รอด ผู้เป็นพ่อเฉือนเนื้อรีดเลือดประทังชีวิตครอบ

โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 16 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 17 : 3 ]

ชีวิตครอบครัว ไร่นาก็เริ่มร้างลง เกิดโรคระบาดซ้ำซ้อน อุทกภัยครั้งใหญ่ ตำหนักหลวงถูกฟ้าผ่าไหม้ทั้งหลัง
............................................................................................................................................................
“สิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่ควรจะเป็น หรือสิ่งที่ต้องการ”
“คราวนี้ข้าขอเลือกสิ่งที่ควรจะเป็น”
“สิ่งที่ควรจะเป็น อาจมิใช่สิ่งที่เป็นจริง อาจหาใช่สิ่งที่ต้องการ เจ้าต้องการเช่นนั้นแน่หรือ?”
“ใช่ ข้าย่อมต้องการเช่นนั้น บริค พลัสเซิ่ล จงมอบแด่ข้า...”

กล่องปริศนารูปทรงลูกเต๋าหกด้านหกสี ที่ประกอบด้วยสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ ด้านละเก้ารูป ที่เรียกกันว่า “บริค พลัสเซิ่ล” ล่องลอยเปล่งประกายอยู่เหนือศีรษะเด็กแนว มันทำให้ท้องฟ้าที่สดใสสีคราม กลายเป็นสีรุ้งหกสีเปล่งประกายจรัสนุ่มนวลสายตา พวยพุ่งออกจากแต่ละด้านแล้วหมุนเป็นเกรียวราวกับลวดลายบนไอศกรีม ส่วนพื้นทะเลด้านล่างเนินผาที่มีแต่หินร้างนั่น พลันแปรเปลี่ยนเชื่อมต่อเข้ากับพื้นฟ้าและภูผา ร่างของเด็กชายค่อยล่องลอยขึ้น เบาหวิวผ่านสายลมที่เยือกเย็นและอบอุ่นสลับกัน จนเขาต้องหรี่ตาลงปล่อยให้ชายผมสั้นๆ สะบัดไปมา แล้ว “บริค พลัสเซิ่ล” ก็บิดสลับสีกันไปมาอย่างรวดเร็วจนดูแทบไม่ทัน จากนั้นก็สลายหลุดเป็นชิ้นๆ เปิดให้เห็นแสงสว่างสีขาวเจิดจ้าภายในนั้นที่ค่อยๆ ขยายกลบแสงสีทุกสีจนสลายหายไป
.............................................................................................................................................................
วิจารณ์วีรบุรุษสามก๊ก
เด็กชายร่างเล็กค่อยลืมตาขึ้น เมื่อพบว่าตนเองถูกประคองด้วยชายวัยฉกรรจ์ร่างเล็ก แต่มีใบหน้าเปี่ยมความรอยยิ้มดูมีสง่าราศี ข้างๆ มีชายผู้ติดตามอีกสองคน คนหนึ่งร่างกายใหญ่โต ใบหน้าออกสีแดงระเรื่อตลอดเวลาหนวดเครายาวถึงอก ดูน่าเกรงขาม ยืนถือง้าวราวกับรูปปั้นโบราณ อีกคนร่างกายใหญ่โตตาโตดุพองดูน่ากลัว แต่นิสัยราวกับเด็กทำท่าฮึดฮัด ออกไปยืนเสียไกล

“ท่านคงจะเป็น เล่าปี่ แล้วนั่นก็คงเป็นท่านกวนอู และนั่นก็เตียวหุย” เด็กชายกล่าวถามเล่าปี่
“ถูกแล้ว พวกเรากำลังเดินทางไปเยี่ยมเยียนท่านขงเบ้ง บังเอิญพบเจ้าสลบอยู่กลางทาง”
“ท่านทั้งสามกำลังไปหาท่านขงเบ้ง และชวนเขาไปเป็นกุนซือใช่ไหม” เด็กชายงัวเงียถาม
“ถูกต้อง ท่านรู้ได้เช่นไร เรื่องนี้ข้าไม่เคยแพร่งพรายให้ใครรู้มาก่อน” เล่าปี่ท่าทางตกใจ
“ข้ารู้ทุกอย่างละน่า แล้วยังรู้อีกว่าท่านจะยังไม่ได้พบเขาหรอก” เด็กชายพูดไปหาวไป
“หรือท่านคือบุรุษในตำนาน ฉายามังกรหลับ? ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน?” เล่าปี่ เคลือบแคลงสงสัย
“ไม่ใช่ๆ ข้านะเหรอบุรุษในตำนาน ท่านต่างหากละ เล่าปี่ ตอนที่ท่านกับโจโฉวิจารณ์ วีรบุรุษกันนั้น โจโฉก็คลางแคลงว่าท่านจะกลายเป็นวีรบุรุษในอนาคต คิดจะฆ่าท่านเสีย ดีที่ท่านไหวตัวทันหนีมาได้นะเนี่ย ในใจท่านไม่ยอมอยู่ในฐานะบ่าวใครอยู่แล้ว ที่ท่านอ้างจะกำจัดโจโฉเพื่อราชวงฮั่น แท้จริงท่านต้องการตั้งราชวงใหม่ตะหาก” เล่าปี่ได้ยินเด็กชายพูดก็ตกใจเงียบงัน
“เจ้าแต่งกายประหลาดนัก ใส่เสื้อผ้าตัวใหญ่ไม่มีชายผ้ากลางตัว กางเกงครึ่งหน้าแข้ง แล้วนั่นหมวกก็หมวกไหมพรม เจ้ามาจากที่ใดกันแน่?” กวนอูเห็นอาการเล่าปี่ จึงรีบเบี่ยงประเด็นทันที
“ข้าประหลาด แล้วท่านไม่ประหลาดเลยใช่ไหม ตอนที่โจโฉจะชวนท่านไปอยู่นั้น ไม่ใช่เพราะท่านซื่อสัตย์มากนักหรอกนะ ฐานะของท่านและเล่าปี่คือพี่น้องกัน หากพวกท่านเจริญรุ่งเรืองท่านย่อมได้ฐานะเป็นน้อง ไยท่านจะละทิ้งฐานะน้องไปเป็นบ่าวของโจโฉเล่า นี่ละที่เรียกว่าไม่ประหลาด เพราะคนฉลาดก็ล้วนตัดสินใจแบบท่านทั้งนั้น ฮ่าๆๆ” เด็กชายตอกกลับจนกวนอูอึ้งไป
“พี่ใหญ่ไม่น่าไปช่วยมันเลย เด็กที่ไหนไม่รู้ เป็นพวกโจโฉขึ้นมาจะว่ายังไง” เตียวหุยสมทบ
“เตียวหุย ท่านเองก็ลงทุนไปกับเล่าปี่เยอะ เสียอยู่อย่างเดียว จิตใจท่านยังเป็นเด็กไม่ต่างกับข้า งานใหญ่จะเสียเพราะท่าน ท่านจะต้องเหนื่อยกายลำบากใจ แต่ไม่มีใครสรรเสริญเยินยอท่านเลย” เด็กชายกล่าว เตียวหุย บันดาลโทสะจนอดรนทนอีกไม่ได้ ที่เห็นเด็กชายแฉพวกตนซึ่งๆ หน้า
“ปากดีนัก ข้าจะตัดลิ้นเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้” เตียวหุยชักดาบทันที เด็กชายตกใจสุดขีด ดีที่เล่าปี่เข้ามาฉุดรั้งได้ทัน ส่วนกวนอูวางตัวถอยห่างทำเป็นไม่สนใจ เล่าปี่จึงเข้ามาเจรจาโดยดี
“ข้ารู้ท่านไม่ได้มีเจตนาร้าย แม้จะพูดขัดหูไปบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นความจริง อายุท่านเพียงเท่านี้กลับอ่านใจคนได้ลึกซึ้งนัก ต่อให้ข้าอ่านตำราพิชัยสงครามสามรอบ ยังเทียบท่านไม่ได้เลย”
“พี่ใหญ่ ท่านห้ามข้าทำไม มันลบหลู่ท่านนะ ให้ข้าจัดการมันเถอะน่า” เตียวหุยทำท่าฮึดฮัด
“เจ้าเป็นใครกันแน่ บอกมานะ รู้เรื่องพวกข้าได้อย่างไร” กวนอูเข้ามาเค้นถามบ้าง
“คนที่เมืองข้าเรียกข้าว่าเด็กแนวนะ อย่าได้ตกใจเลย” ว่าแล้วเด็กชายก็ลุกขึ้นมา ร้องเพลงหนึ่งดังๆ พร้อมเต้นท่าแปลกๆ ท่ามกลางป่าไผ่เขียวขจีนั่น ชายฉกรรจ์ทั้งสามถอยห่างไปตั้งหลัก
“พี่ใหญ่ ระวัง” เตียวหุยรีบรุดเข้ามาให้ความคุ้มกันชายทั้งสองทันที พลางยืนคุมเชิงไม่ไหวติง แล้วเด็กชายผู้นั้นก็ทำท่าแปลกๆ ใช้ศีรษะลงบนพื้นดินปั่นร่างตัวเองหมุนเป็นวงหลายรอบ

...เด็กแนวไม่หลงผิด แต่มีความคิดของตัวเอง
เด็กแนวไม่ตามใคร แต่ใส่ใจสังคม
เด็กแนวไม่ใช่ที่หนึ่ง แต่มีเรื่องน่าทึ่งของตัวเอง
โย่... โย่... โย่...

“ขอถามหน่อย เจ้าต้องการอะไรกันแน่?” หลังจากเห็นเล่าปี่เงียบไป กวนอูก็รีบถามก่อน
“ข้าจะมาเปลี่ยนประวัติศาสตร์ยุคสามก๊ก ให้เป็นสิ่งที่ควรจะเป็น” เจ้าหนูนั่งลงตอบ
“ยุคสามก๊ก? ยุคไหนกัน? แล้วควรจะเป็นเช่นใด? ท่านโปรดชี้แนะ” เล่าปี่โค้งคาราวะถาม
“ยุคนี้นี่ละ อีกหน่อยแผ่นดินจะแยกออกเป็นสามส่วน ท่านส่วนหนึ่ง โจโฉส่วนหนึ่ง และซุนกวนส่วนหนึ่ง สงครามครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น สังคมไม่สงบ ผู้คนล้มตายมากมาย” เด็กชายกล่าว
“แยกเป็นสามส่วน? จริงหรือนี่? ท่านรู้ได้อย่างไร?” เล่าปี่รีบนั่งลงตรงหน้าเพื่อสนทนา
“พี่ใหญ่อย่าไปเชื่อมัน พวกนักพรตกำมะลอเดี๋ยวนี้เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด แล้วนี่มันเด็กออกขนาดนี้นะพี่ใหญ่ยังจะสนใจอีก” เตียวหุยรีบห้ามชายฉกรรจ์ทั้งสอง ท่าทางวิตกกังวลอย่างมาก
“เด็กสามหาวพูดจาไร้สาระ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เจ้ารู้ไหมว่าพวกข้า ฆ่าเจ้าได้ในพริบตา” กวนอู วีรบุรุษในตำนานกล่าวอย่างห้าวหาญพร้อมควงง้าวขนาดใหญ่ จ่อริมคอหอยในฉับพลัน
“เอาสิ ท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว เกิดก่อนข้า มีพละกำลังมากกว่า ย่อมจะมีอำนาจกำหนดความผิดถูกได้ตามใจ เพียงเพื่อเอาชนะความคิดเด็กๆ อย่างข้า แต่ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าสิ่งที่ข้าพูดผิดจริง หากท่านยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าข้าพูดผิด แล้วทำไมต้องกล่าวความผิดให้ข้าทั้งที่ตนเองก็ไม่ได้รู้แน่ชัด”
“หุบปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอันไร้สาระของเจ้าซะ ถ้าคิดจะเดามั่วๆ ก่อนที่ข้าจะโมโห” เตียวหุยโผเข้ามาคุมเชิงอีกด้าน เล่าปี่ถอยกลับไปครุ่นคิด ส่วนกวนอูถอนปลายง้าวออกไป
“หยุดก่อนเตียวหุย... ข้า กวนอู หาได้ต้องการรังแกเด็กไร้อาวุธอย่างเจ้า เพียงแต่เจ้าต้องพูดความจริงออกมา ท่าทางของเจ้าไม่ใช่นักปราชญ์เลยแม้แต่น้อย เจ้าเป็นไส้ศึกของโจโฉใช่หรือไม่”
“ท่านอย่าได้ดูคนเพียงรูปลักษณ์ภายนอก เด็กแนวอย่างพวกข้า ถึงดูไม่เคร่งครัดระเบียบประเพณี แต่เราไม่เคยคิดทำร้ายใคร ไม่มัวเมาในสิ่งเสพติด ไม่ลุ่มหลงการพนัน เรามีแนวทางของตนเอง” เด็กชายกล่าวชัดเจนห้าวหาญ จนเล่าปี่เริ่มได้สติ เข้ามาขออภัยพร้อมกับถามว่า
“ท่านผู้มีปัญญาประเสริฐแล้ว เมื่อกี้ท่านกล่าวว่าพี่ข้าจะได้ครองแผ่นดินส่วนหนึ่งหรือ?” กวนอูเปลี่ยนท่าทีลงมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า กล่าวถามอย่างสุภาพ เตียวหุยกลับทำท่าลุกลี้ลุกลน
“เอ่อ... เอาเป็นว่า ถ้าท่านได้คุยกับขงเบ้ง ก็จะรู้เอง ว่าข้าพูดไม่ผิด” เด็กชายขี้เกียจอธิบาย พลางทำท่าทางแปลกๆ แกะเล็บเท้าเสร็จก็แคะขี้ฟันต่อ ทำสิ่งต่างๆ ราวไม่ใส่ใจสิ่งใด หรือคนใด
“แล้วที่ท่านกล่าวว่า เปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้เป็นสิ่งที่ควรจะเป็นนั้น หมายถึงอย่างไร” เล่าปี่ถามต่อ เด็กชายร่างเล็กยิ้มยิงฟัน ลุกขึ้นอย่างท้าทาย พลางตอบอย่างภาคภูมิใจว่า
“ผู้คนรุ่นหลัง เอ? ไม่สิ ต้องพูดว่า อนาคตพวกท่านกลายเป็นบรรพชนที่คนรุ่นหลังนับถือมากที่สุด แต่ประวัติศาสตร์จะถูกบิดเบือนไป เพราะคนรุ่นหลังได้อ่านเรื่องราวของท่านครบสามรอบ แล้วไม่เข้าใจการกระทำของพวกท่าน คนร้ายกลายเป็นดี คนดีกลับถูกหลงลืม วีรบุรุษถูกพัดหาย ตายไปดั่งกระแสน้ำไหล สงครามยุติลงแล้วพวกท่านได้อะไร มีแต่ผู้คนล้วนทุกยาก ข้าจะอธิบายให้ฟังว่าเหล่าวีรชนในยุคของท่านที่สละชีพในสงครามแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร ฟังข้านะ...

กวนอู หุ้นส่วนร่วมอุดมการณ์ผู้ชาญฉลาด
ได้รับการนับถือเป็นเทพ เนื่องจากตายในหน้าที่ ทั้งยังได้รับการเทิดทูนจากโจโฉด้วยเหตุผลทางการเมือง การที่กวนอูตัดสินใจไม่ไปอยู่กับโจโฉนั้น แท้แล้วอย่างหนึ่งคือ ฐานะของกวนอูเป็นหุ้นส่วนของเล่าปี่ มีฐานะเป็นพี่น้องกัน แต่หากไปร่วมมือกับโจโฉ กวนอูจะถือเป็นบ่าวทันที


โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 16 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 17 : 5 ]

ชีซี ผู้ลองใจก่อนเลือกนาย
ครั้นเมื่อเล่าปี่พบชีซีผู้มีความสามารถแต่แกล้งเสียสติเพื่อปิดบังฐานะตนเอง ชีซีให้จับม้าเช็กเทาไปฆ่าทิ้งเสียเนื่องจากมีลักษณะอัปมงคล จึงจะยอมร่วมทำงานด้วย เล่าปี่กลับไม่ทำตามนั้น เพราะเป็นม้าคู่ทุกข์คู่ยาก สุดท้ายชีซียอมรับใช้ แม้ถูกโจโฉบังคับซื้อตัว ชีซียังไม่ยอมทำงานให้

กุยแก ทำงานหนักจนตัวตายมอบกายถวายชีวิต
เมื่อโจโฉ เปิดโอกาสให้หนึ่งในกุนซือทั้งหลายอย่าง กุยแก ผู้มีอายุน้อยที่สุดให้แสดงความสามารถได้เต็มที่ กุยแกก็ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ รับใช้โจโฉตลอดระยะเวลากว่าสิบปี จนโจโฉรวบรวมแผ่นดินได้เป็นปึกแผ่น กุยแกก็จบชีวิตลงกลางสมรภูมิรบท่ามกลางความโศกเศร้านั่นเอง

จูล่ง ผู้ละทิ้งครอบครัวเพื่องาน
จูล่ง วีรบุรุษหนุ่มรูปงาม กลับยอมละทิ้งความสุขทางโลก ไม่ยอมมีครอบครัว เพื่อให้ตนเองได้รบกลางสมรภูมิโดยไม่กลัวตาย ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง รักครอบครัวของนายดุจครอบครัวตนเอง “จูล่ง” กลายเป็นนักรบในตำนานที่แม้มิได้มีผู้กล่าวถึงมากนัก แต่คงความซื่อสัตย์ไม่แพ้ใคร

จิวยี่ ผู้ยอมทรยศเพื่อนเพื่อนาย
ใครเล่าจะรู้ใจจิวยี่เท่ากับขงเบ้ง ครั้งร่วมศึกเซ็กเพ็กแม้เป็นบ่าวต่างนาย แต่เพียงมองตาก็รู้ใจ เสียงพิณขงเบ้งจึงส่งผลให้จิวยี่กระอักเลือดตายในครานั้น เหตุเพราะเนื้อหาเพลงแทงใจดำจิวยี่ ผู้มีอุดมการณ์แต่มิอาจทำสำเร็จ จิวยี่ยอมทรยศขงเบ้งหลายครา เพียงเพื่อนายของตนจนวาระสุดท้าย

เกียงอุย ผู้ฝืนชะตาฟ้าสานต่ออุดมการณ์
หลังจากขงเบ้งตายไป “เกียงอุย” ศิษย์ก้นกุฏิผู้ได้รับการถ่ายทอดทั้งวิชาความรู้และอุดมการณ์อย่างเต็มเปี่ยม ก็ฝืนลิขิตฟ้าเพื่อสานต่ออุดมการณ์ตลอดมา ขงเบ้งได้เข้าฝันจงโฮย เพื่อเตือนให้เกียงอุยละทิ้งอุดมการณ์ แต่สุดท้ายเกียงอุยต้องตายพร้อมอุดมการณ์ที่ไม่อาจเป็นจริง

เตียนอุย ตัวตายยังมิวายพิทักษ์
เตียนอุย เป็นองครักษ์ประจำตัวโจโฉ ที่ได้รับความไว้วางใจอย่างมากจากโจโฉผู้ไม่ไว้วางใจแม้แต่เพื่อนร่วมอุดมการณ์ เตียนอุยถูกมอมเหล้าจนเสียอาวุธคู่กายและต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถ ในขณะที่จบชีวิตลงนั้น เตียนอุยไม่ยอมล้มลง ยังคงยืนตายหน้าประตูเมืองเพื่อปกป้องนายของตน

เตียวสง เลือกนายเพื่อราษฎร
เตียวสงถูกมองว่าเป็นคนโง่ เพราะนำแผนที่ไปให้ผู้อื่น จนเมืองของตนถูกเล่าปี่ยึดครอง ทว่าเตียวสงผู้นี้เอง ที่เพียงหยิบตำราพิชัยสงครามที่โจโฉแต่งขึ้นมองเพียงชั่วครู่เท่านั้น ก็สามารถท่องจำได้หมด แท้จริงแล้วเตียวสงต้องการเลือกนายอย่างเล่าปี ไปปกครองราษฎรของตนต่างหาก

เตียวเสี้ยน ถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงแพศยา
แม้ตายไป เตียวเสี้ยนก็จบชีวิตลงด้วยคำเย้ยหยันของผู้คน คำว่า “หญิงสองผัว” ทำลายความดีของนางงจนหมดสิ้น ด้วยอายุเพียงสิบหกปี กลับทำให้ทรราชตั๋งโต๊ะที่ผู้คนล้วนสาปแช่งต้องตายลง ซึ่งแม้แต่โจโฉยังมิอาจก่อการสำเร็จ นางสละความเป็นหญิงและชีวิตเพื่อคนทั้งแผ่นดิน

อ้องอุ้น ขุนนางสามสมัยใช้อ่อนสยบแข็ง
อุบายห่วงสัมพันธ์ของอ้องอุ้น โยงใยให้ลิโป้ฆ่าตั๋งโต๊ะ ปิดตำนานความโฉดชั่วด้วยสตรีวัยเยาว์เพียงคนเดียวนี้ อ้องอุ้นขุนนางสามสมัยแห่งราชวงฮั่นได้คิดขึ้น เพื่อฟื้นฟูราชวงที่ตนจงรักภักดีตลอดมา สุดท้ายอ้องอุ้นก็ถูกฆ่าตายและถูกลืมเลือนความจงรักภักดีพร้อมกับราชวงฮั่นไปในที่สุด

โลซก หน้าซื่อใจคดทรยศเพื่อนาย
โลซก เป็นบุคคลที่สามระหว่างการประลองปัญญาระหว่างจิวยี่และขงเบ้ง ตลอดเวลาที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางโลซกมักมีคำถามจิวยี่และขงเบ้งเสมอ นี่เองที่ทำให้เขาดูเป็นคนซื่อ งานสุดท้ายของโลซกคือเอาเมืองเกงจิ๋วคืน โลซกกลับตีหน้าซื่อ ลวงกวนอูผู้ทระนงตนไปฆ่าได้สำเร็จ

เตียวหุย จงรักเท่าชีวิตแต่ผิดที่อารมณ์
เตียวหุย ตัวละครที่สำคัญ มีบทบาทเคียงคู่มาพร้อมกับกวนอูและเล่าปี่ ในฐานะสามพี่น้องร่วมสาบาน เตียวหุยจงรักภักดีเล่าปี่ไม่แพ้กวนอูเลยแม้แต่น้อย น้ำใจของเตียวหุยนั้น เรียกได้ว่ามาก่อนหน้าที่ทีเดียว แต่อารมณ์หุนหันพลันแล่นกลับทำให้เขาต้องตายด้วยน้ำมือทหารเลวของตนเอง

โจโฉ กล้าคิดนอกกรอบกล้าหาญเสี่ยงตาย
ครั้งโจโฉยังคงรับราชการด้วยความภักดีจวบจนกระทั่งราชวงฮั่นล่มสลาย โจโฉดำรงบทบาทความเป็นลูกน้องท้ายแถวด้วยความกล้าหาญเป็นสำคัญ โจโฉคือผู้อาสาสมัครเข้าไปรับใช้ใกล้ชิดตั๋งโต๊ะ แม้กระทำการไม่สำเร็จแต่ในขณะนั้นมีเขาเพียงผู้เดียวที่กล้าคิดและแก้ปัญหานอกกรอบ

อองเฮา เสียหนึ่งหัวแลกหนึ่งกองทัพ
อองเฮา หัวหน้าคุมเสบียงตายในข้อหายักยอกเสบียงทั้งที่ตนเองมิได้กระทำผิด เพียงเพื่อปลุกใจทหารทั้งกองทัพ อองเฮาเสียสละหัวตนเองหนึ่งหัว เพื่อให้กองทัพทั้งกองทัพ มีกำลังใจฮึดสู้ต่อไปได้โดยไม่เต็มใจนัก แม้ต้องตายแน่ๆ แทนที่อองเฮาจะได้รับการยกย่อง จึงต้องตายตาไม่หลับ

บัณฑิตหยู ถกความรู้มากมายแต่ไร้ทางแก้
ครั้นขงเบ้ง เยือนง่อก๊กซึ่งอุดมด้วยปราชญ์ผู้มีความรู้มากมาย ในบรรดาปราชญ์เหล่านี้ นักปราชญ์หยูนับเป็นผู้ได้รับความเคารพนับถือและมีอำนาจสูงสุดในง่อก๊ก สงครามน้ำลายจึงเกิดขึ้น ทว่าบรรดาวิชาความรู้ที่เหล่าปราชญ์หยูมีเหล่านี้ หาได้ใช้เพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองเลยแม้แต่น้อย

เจียวก้าน เชื่อข้อมูลมิได้วิเคราะห์แหล่งที่มา
เจียวก้าน อาสาโจโฉ ไปเกลี้ยกล่อมจิวยี่ ระหว่างที่จิวยี่เผลอหลับเจียวก้านผู้เจรจาไม่สำเร็จ คิดอยากได้ผลงาน ครั้นแอบอ่านจดหมายลวงที่จิวยี่ทำไว้ มิได้ไตร่ตรองกลอุบายให้ละเอียด กลับเชื่อในข้อมูลดิบนั้น จึงนำจดหมายไปให้โจโฉ จนโจโฉถูกกลลวงของจิวยี่พ่ายแพ้ไปในที่สุด

บังทอง แย่งผลงานโชว์ความสามารถ
บังทองเป็นกุนซือที่มีความสามารถไม่แพ้ขงเบ้งเลยทีเดียว ทว่าบุคลิกลักษณะที่ดูไม่น่าเชื่อถือของเขา ทำให้ไม่เจริญในหน้าที่การงาน ครั้งเสนอความคิดแก่เล่าปี่ บังทองยังต้องเสนอทางเลือกถึงสามทางพร้อมกันกว่าจะได้รับการยอมรับ บังทองจึงเร่งเอาหน้า ประมาทจนนำไปสู่ความตาย

ม้าเจ็ก ยึดติดตำราแต่หาได้เข้าใจลึกซึ้ง
“ม้าเจ็ก พูดเกินจริงอย่าให้เขาได้การใหญ่” เป็นคำสั่งเสียสุดท้ายของเล่าปี่ที่เตือนสติขงเบ้ง ม้าเจ็กเป็นนักเรียนที่เรียนดี ศิษย์เอกของขงเบ้งทีเดียว ทว่าการท่องจำตำรากอร์ปกับไร้ประสบการณ์ ไม่เข้าใจคำสั่งขงเบ้งอย่างลึกซึ้ง ม้าเจ็กจึงฝ่าฝืนกฎกระทำผิดจนต้องโทษประหารชีวิตในที่สุด

อุยเอี๋ยน ถือความคิดตนเป็นใหญ่กว่านาย
อุยเอี๋ยนเด็ดหัวนายเก่าของตนมาอยู่กับเล่าปี่ ด้วยความสามารถที่สูงส่งและความคิดที่เฉียบแหลมพอตัว อุยเอี๋ยนจึงมักไม่เชื่อฟังใครแม้แต่นายของตน อุยเอี๋ยนนิยมนายที่คิดได้ตามความคิดตนเป็นหลัก หากเกิดความแตกแยกทางความคิดแล้ว อุยเอี๋ยนพร้อมที่จะฆ่านายของตนได้เช่นกัน

สิบขันที เอาใจนายแต่ไร้ซึ่งความจริงใจ
สิบขันที เป็นจุดเริ่มต้นของความสั่นคลอนในราชวงฮั่น ขั้วอำนาจที่แกว่งไปมาระหว่างฮองเฮาและพระสนมเอกหลังจากฮ่องเต้สวรรคต ก็ถูกแรงโยกให้เร็วขึ้นเมื่อเหล่าสิบขันทีต่างแย่งกันเอาอกเอาใจผู้เป็นนายทั้งสองและยุยงให้เข่นฆ่ากันเอง ในที่สุดราชวงฮั่นก็ล่มสลายลงเพราะสิบขันที

ลิโป้ ไอ้ลูกสามพ่อทรพีสามแผ่นดิน
ลิโป้ นักรบที่เก่งกาจที่สุดในตำนานสามก๊ก ที่แม้แต่ กวนอู, เตียวหุย และเล่าปี เข้าสู้รบพร้อมกันยังมิอาจเอาชนะได้ ลิโป้ผู้นี้มีนิสัยหูเบาและมุทะลุ กระทำการโดยไม่ยั้งคิด ในชีวิตกำพร้าของเขาได้เป็นลูกบุญธรรมของผู้ใดก็มิวายต้องฆ่าผู้นั้น สุดท้ายต้องจบชีวิตตนเองลงอย่างอนาถ...
ลิขิตฟ้ามิอาจฝืน อันสงครามท่านผู้เดียวมิอาจหยุดได้ สงครามมีเกิดเองย่อมมีทางดับเอง”
เด็กแนวหลับตาท่องบ่นออกมาเป็นฉากๆ ราวกับล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง จนเล่าปี่, กวนอู และเตียวหุยถึงกับอึ้งไปพร้อมๆ กัน อย่างไรก็ตาม แม้เด็กแนวจะกล่าวถูกบางส่วน แต่บางส่วนเป็นเรื่องในอนาคตที่ยังไม่เกิด ทั้งสามเลยคลางแคลงใจ ไม่อาจเชื่อได้ทั้งหมด เงียบไปสักพักเล่าปี่จึงถามขึ้น
“แต่ว่าข้าเป็นพระเจ้าอา จะให้ทนเห็นคนทุกข์ยาก ข้ายอมตกนรกพลิกชะตาฟ้าดีกว่า”
“ได้ ถ้าท่านมีปณิธานแรงกล้าเช่นนั้น ข้าจะแนะนำให้ท่านได้เจอขงเบ้งก็แล้วกัน” เด็กชายร่างเล็กพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย คราวนี้ เล่าปี่ค่อยยิ้มที่มุมปากขึ้นมาบ้าง พลางกล่าวว่า
“ขอทราบนามท่านจะได้หรือไม่ เอ่อ หากไม่รังเกียจขอเชิญร่วมเดินทางกับพวกเรา” เล่าปี่ปรามเตียวหุย พลางกล่าวเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขาเปล่งประกายดุจราชันย์
“เอ่อ? อืม? เรียกข้าว่า เด็กแนว ก็แล้วกัน ข้าเองก็ต้องการจะไปกับท่านพอดี ฮ่าๆๆ”
.............................................................................................................................................................
สู่ยอดยุทธ์วีรบุรุษสามก๊ก
“ท่านเล่าปี่ ขึ้นเขาประลองหมากล้อมกับสามศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณขอรับ” เด็กชายผู้รับใช้ของขงเบ้งกล่าว พลางเชื้อเชิญเข้าพักในกระท่อมกลางดงไผ่รายล้อมด้วยสระบัวงดงาม
“สำนักหมากล้อมโบราณ? สำนักนี้เร้นกายไม่ยอมเปิดเผย แต่ศิษย์ของเขาล้วนมีฝีมือด้านต่างๆ แทรกซึมอยู่ทั่วอาณาจักร เช่นนี้ย่อมเป็นโอกาสอันดีของเราแล้ว” เล่าปี่กล่าวอย่างตื่นเต้น
“เกรงว่าท่านอาจจะถูกรบกวน ศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณหาได้มีอาจารย์ที่แน่ชัดไม่ พวกเขาล้วนอาศัยการปะลองหมากล้อมเพื่อพัฒนาวิชาในสาขาของตน อาจารย์ขงเบ้งเอง ได้รับการเชิญเป็นผู้ร่วมประลองชั้นสุดท้าย แต่ละชั้นต่างมีผู้ต้องการเข้าปะลองมากมาย หลากหลายที่มานัก บ้างเป็นกลุ่มนักปราชญ์วิสัยวิญญูชน แต่บ้างก็เป็นนักฆ่า เกรงว่าจะไม่เหมาะ...” เด็กรับใช้กล่าว
“เอ? เรื่องนี้ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์นี่นา? ไม่ได้ละต้องดูให้แน่ชัด” เด็กแนวกล่าว
“พี่ใหญ่มันอันตรายนา? ท่านรอขงเบ้งอยู่ที่นี่ดีกว่า เดี๋ยวข้าจะไปดูเอง” เตียวหุยกล่าว
“ท่านเด็กแนว ที่ว่าไม่เคยมีในประวัติศาสตร์หมายความว่าอย่างไร?” เล่าปี่กล่าวถาม
“ท่านต้องแวะมาหาขงเบ้งถึงสามครั้งจึงจะได้พบเขา แต่ไม่เห็นปรากฏว่ามีสำนักหมากล้อมโบราณนี่นา?” เด็กแนวทำท่างุนงง เตียวหุยยังไม่เชื่อคำพูดของเด็กแนวนัก จึงตวาดต่อไปว่า
“เจ้ายังเด็กนัก ไม่รู้ก็อย่าเถียง พี่ข้าไม่เคยโกหกใครเช่นเจ้า” เด็กแนวไม่สนใจกล่าวต่อว่า
“ท่านเล่าปี่สมควรไป นี่ละคือสิ่งที่ควรจะเป็น มันต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนประวัติศาสตร์ได้แน่นอน ท่านอาจได้พบขงเบ้งในครั้งนี้ โดยไม่ต้องรอถึงครั้งที่สาม” เด็กแนวกล่าว
“ไร้เหตุผลสิ้นดี คำกล่าวของเจ้าช่างเลื่อนลอยไร้สาระยิ่งนัก พี่ใหญ่อย่าได้เชื่อมันนะ ยุคสามก๊กอะไรนั่นก็เหมือนกัน โกหกทั้งเพ แล้วยังเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อะไรนี่อีก ข้าเตียวหุยก็คือเตียวหุย ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนข้าได้หรอกน่า เจ้าท่องจำมาจากไหนก็ตาม พี่ใหญ่ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก”
“ท่านเล่าปี่ ประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้วนะ ข้าบอกท่านได้ทุกอย่าง แต่คนที่จะเปลี่ยนต้องเป็นท่าน ถ้าท่านไม่อยากให้เกิดกลียุคขึ้น ท่านก็อาจต้องไป”

“ตกลงข้าจะไป” เล่าปี่ครุ่นคิดจากนั้นจึงตอบอย่างเรียบเฉย
“พี่ใหญ่ ท่าน...” เตียวหุยกับกวนอูต่างงุนงงตามกัน

เล่าปี่ยกมือขึ้นห้ามไม่ให้กวนอูและเตียวหุยกล่าวทัดทานอีก ลมพัดมาเบาๆ หมู่มวลทิวไผ่โอนเอนไปมา ใบของมันเสียดสีกันส่งเสียงประหลาด ไม่ทราบเป็นรางร้ายของมัจจุราชที่ส่งเสียงครวญคราง หรือรางดีของเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญกันแน่ เมื่อเล่าปี่แสดงจุดยืนแน่ชัดเช่นนั้น ก็หามีผู้ใดกล่าวทัดทานได้อีก ที่เหลือจึงต้องจำใจ ได้แต่คล้อยตามไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

ตะวันใกล้ลับทิวเขาลงแล้ว เหลือแต่แสงทองรำไร ทั้งหมดจึงต้องขอพักค้างคืน ที่กระท่อมของท่านขงเบ้งก่อนออกเดินในวันพรุ่งนี้เช้า เด็กรับใช้คนนั้นจัดการต้อนรับแขกผู้มาเยือนแบบเรียบง่ายแต่ไม่ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย ท่ามกลางรติกาลนั้น ชายทั้งห้าคนก็ร่วมวงสนทนากัน
“น้องสอง... น้องสาม... จำสัญญาที่สวนท้อของเราได้หรือไม่” เล่าปี่เอ่ยขึ้น พลางยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม นัยน์ตาของเขาเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง ที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับเปล่งประกายแข่งกัน บนฟากฟ้าเหนือทิวเขา รัศมีของมันช่างเจิดจรัสชัดเจน ราวกับจะเอื้อมมือคว้ามาได้
“พวกเราย่อมไม่มีวันลืม” ทั้งสองตอบอย่างห้าวหาญ ขณะนั่งอยู่หน้าแสงตะเกียงเล็กๆ ที่มีไฟอยู่ริบหรี่ ไล่ความมืดออกไปได้เพียงบริเวณวงสนทนา ที่เหลือเป็นเพียงสีดำที่ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด
“พวกเจ้าอาจจะโกรธข้า ที่วันนี้ไม่ฟังคำทัดทานของพวกเจ้าทั้งสอง” เล่าปี่หันกลับออกมาจากหน้าต่างบานนั้น ลมพัดชายผ้าผูกจุกผมของเขาปลิวไปเบาๆ ร่างของเขาก็เปล่งประกายรัศมีประหลาด แม้แต่เด็กชายผู้รับใช้ขงเบ้งยังต้องชื่นชมแขกผู้มาเยือนท่านนี้ในใจ
“ไม่เลยพี่ใหญ่ ท่านย่อมมีเหตุผลของท่าน” เตียวหุยรีบกล่าวแทนกวนอู เขาทั้งสองคิดไม่ต่างกัน กวนอูก็พยักหน้าตามเบาๆ พลางเหลือบมองเด็กแนวที่เผลอหลับโดยไม่สนใจสายตาใคร
“ข้าจะอธิบายให้พวกเจ้าฟัง... ใช่ว่าข้าจะไม่กลัว เรื่องของศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณนั่น ข้าเองก็พอมีความรู้มาว่า การประลองของพวกเขาแต่ละครั้ง จะต้องมีการล้มตายอยู่เสมอ แต่เหล่าศิษย์สำนักนี้ หามีผู้ใดเกรงกลัวต่อความตายไม่ นี่คือคุณสมบัติแรกของการเป็นคนเหนือคน...
...พวกเขาย่อมยอมตาย เพียงเพื่อให้บรรดาเซียนหมากล้อมชี้แนะกลยุทธ์ในการพัฒนาวิชาของตนโดยมิยอมให้ผู้ใดล่วงรู้ถึงการฝึกวิชาลับนั้นๆ ดังนั้น เขาจึงต้องฆ่าคนปิดปากทันที หากมีใครบังเอิญเห็นเข้า แต่เจ้ารู้หรือไม่ พวกเขาเหล่านี้ล้วนไม่เห็นด้วยกับราชสำนัก เป็นกำลังพลที่ดีเยี่ยม แต่กลับหามีผู้ใดนำทางเขาได้ไม่ หากพวกเราสามารถเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาเห็นอุดมการณ์ของพวกเรา ข้าเชื่อว่าคำสัญญาของพวกเราในสวนท้อย่อมต้องสัมฤทธิ์ผลเป็นแน่แท้” เล่าปี่กล่าว ดวงตาของเขาเปล่งประกายสุกใส กวนอูและเตียวหุยก็เกิดความศรัทธาเชื่อมั่นขึ้นอย่างประหลาด
“ท่านพี่ข้าขอโทษ ข้ามันช่างโง่เขลานัก คิดไม่ถึงข้อนี้จริงๆ แต่ท่านอย่าได้กลัวไปเลย มีข้าเตียวหุยอยู่ทั้งคน ใครหน้าไหนเข้ามาต้องแลกชีวิตกับข้าก่อน” เตียวหุยบังเกิดความห้าวหาญ
“ข้าเองก็เช่นกัน ต่อไปข้าจะเชื่อฟังพี่ใหญ่ เชื่อการตัดสินใจของท่านให้มาก” กวนอูกล่าว
“ข้าขอชี้แนะสักนิดจะได้หรือไม่” เด็กรับใช้ของขงเบ้งกล่าวอย่างนอบน้อมเป็นที่สุด
“เชิญท่านกล่าวเถิด” เล่าปี่กลับมานั่งลงร่วมวงสนทนา
“ในการนี้ พวกท่านเองอาจต้องทำเสมือนหนึ่งเป็นศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณ แท้จริงแล้วใครๆ ล้วนเป็นได้ เพียงแต่ท่านฝึกหมากล้อมพิชิตด่านทั้งสาม ผู้เฝ้าด่านทั้งสามจะนำทางท่านสู่สนามปะลองเอง” เด็กรับใช้วัยใกล้เคียงกันกับเด็กแนวกล่าวพร้อมหยิบกระดานหมากล้อมขึ้นมา
“ประเสริฐนัก เชิญท่านช่วยชี้แนะข้าเพิ่มเติมสักนิดเถิด”
“ท่านทั้งสามช่วยกันจดจำหมากเหล่านี้ให้ดี ข้าจะเล่นหมากแสดงการพิชิตด่านทั้งสาม...
...เริ่มจากท่านต้องเป็นฝ่ายรุกเพื่อแย่งชิงพื้นที่ที่เหลืออย่างระมัดระวัง เพราะท่านจะเป็นผู้ลงหมากขาว หลังจากผู้เฝ้าด่านลงหมากดำไปเม็ดแรก สิ่งที่ท่านต้องทำคือ หยั่งเชิงเขาก่อน แล้วแกล้งออมมือ เขาจะประเมินฝีมือท่านต่ำแล้วประมาทท่านในที่สุด จากนั้นไม่ทันพิชิตท่าน ท่านก็หาทางสร้างความเข้มแข็งภายในในจุดยุทธศาสตร์ที่เขาไม่คาดคิด เมื่อท่านเข้มแข็งจึงหาจังหวะรุก”
“อืม... นี่ท่านเป็นเด็กรับใช้ของท่านขงเบ้งยังสามารถคิดได้ถึงเพียงนี้ แล้วถ้าอาจารย์ขงเบ้งละ จะเก่งกาจถึงเพียงไหน?” เล่าปี่กล่าวชื่นชม เด็กรับใช้ก็น้อมรับด้วยความภาคภูมิใจ
“ข้าได้รับการอบรมและชี้แนะการเดินหมากจากท่านขงเบ้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มิกล้าๆ”
“หมากกระดานนี้ท่านต้องได้ใช้จริงแน่ เพราะวันหนึ่งท่านจะต้องซ่องสุมกำลังเพื่อเตรียมต่อสู้กับโจโฉ ในขณะที่โจโฉเริ่มเข้มแข็งแล้ว ท่านต้องทำให้มันตายใจคิดว่าท่านไม่เก่งกาจ และรอเวลาเข้าโจมตีเป็นฝ่ายรุก เมื่อท่านเข้มแข็งเต็มที่แล้ว” จู่ๆ เด็กแนวที่แสร้งหลับอยู่ก็กล่าวออกมา...
“ท่านกล่าวประเสริฐนัก” เล่าปี่ชื่นชม ที่เหลือก็ต่างประหลาดใจ
“ท่านโปรดระวัง มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากเตือนท่าน...” เด็กรับใช้กล่าวอย่างเกรงใจ
“เชิญท่านกล่าวมาได้เลย” เล่าปี่เชื้อเชิญเพื่อผ่อนคลาย คาดว่าคงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
เด็กรับใช้ผู้นั้น ก้มลงคำนับจนศีรษะติดพื้น พลางร้องไห้โฮออกมาไม่ยอมหยุด กวนอูต้องรีบเข้าไปปลอมพลางพยุงขึ้น จากนั้นเขาก็ยิ่งคำนับเล่าปี่อีกครั้งแล้วครั้งเล่าจนศีรษะแตกเลือดไหล
“อันตัวข้านั้น เป็นเพียงบ่าวรับใช้ท่านอาจารย์ขงเบ้ง ทุกวันข้าสังเกตเห็นท่านอาจารย์ครุ่นคิดกังวลแต่เรื่องความเดือดร้อนของเหล่าประชาราช ไม่อาจกระทำการใดได้ ท่านอาจารย์รอท่านมานาน ก่อนหน้านี้ท่านได้ศึกษาวิชาต่างๆ อย่างหนักหน่วงยิ่งนัก กลางคืนไม่ได้หลับ กลางวันมิได้นอน ไม่มีวันใดเลยที่ท่านอาจารย์จะหลับตาลงได้สนิท ท่านสงสารผู้คนที่ล้มตายลงเพราะสงครามที่ไม่หยุดหย่อน ผู้คนเหล่านั้นต่างต้องตายลงราวผักปลา แม้แต่ท่านแม่ของข้า ก็ต้องตายเพียงเพราะกีดขวางเส้นทางเดินม้าของกองทัพเล็กๆ ไร้ชื่อเสียง ท่าน... ได้โปรดรับการคารวะจากข้าเถิด ข้าได้ยินชื่อเสียงท่านมานานแล้ว ท่านคือผู้ที่จะหยุดกลียุคในครั้งนี้...” เด็กรับใช้กล่าวต่อว่า
“การประลองหมากครั้งนี้ พวกท่านอาจต้องแลกด้วยชีวิต จึงจะได้พบกับท่านขงเบ้งและเหล่าศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณที่ล้วนแตกฉานในศาสตร์ด้านต่างๆ ด้วยกันสามด่าน ด่านแรกคือ ด่านวรยุทธ์ จะมีนักฆ่าผู้หนึ่งรอท่านไปปะลองหมาก หากท่านพ่ายแพ้ก็ต้องแลกด้วยชีวิตทันที หากท่านชนะจึงได้เข้าสู่สนามการปะลองวรยุทธ์ ในสนามนั้นท่านสามารถดูหรือเข้าปะลองต่อได้ แต่หากท่านต้องการสู่ด่านที่สองท่านต้องปะลองกับคนอีกผู้หนึ่ง เป็นด่านปะลองกลศึก ท่านจะพบแม่ทัพผู้หนึ่งเฝ้าด่านอยู่ และเช่นกันหากพ่ายแพ้ หมายถึงชีวิต ด่านนี้เมื่อเข้าไปแล้วท่านจะพบกับท่านขงเบ้ง และด่านสุดท้าย เป็นด่านธรรม ท่านจะเข้าไปต่อหรือไม่ก็ได้ แต่ท่านขงเบ้งเองยังจะต้องผ่านเข้าด่านนี้เช่นกัน ด่านสุดท้ายนี้ จะมีเด็กคนหนึ่งเฝ้าด่านอยู่ท่านชนะก็ผ่านไปได้ ถ้าแพ้จะไม่ถูกฆ่า”
“ขอบคุณท่านที่ชี้แนะเป็นอย่างยิ่ง ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก” เล่าปี่กล่าวพร้อมน้ำตา
“อุดมการณ์ของท่านพี่ยิ่งใหญ่นัก แม้แลกด้วยชีวิตพวกเราก็ยินยอม” เตียวหุยกล่าวด้วยน้ำตาอีกคน กวนอูพนักหน้าซาบซึ้งใจไม่ต่างกัน ทั้งสามพากันจับมือร้องไห้ เด็กแนวนั่งหาวคนเดียว...
............................................................................................................................................................


โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 16 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 17 : 7 ]

ช่วงนี้ผผมยืดเรื่องโดยการเอาบทวิจารย์ตัวละครสามก๊กมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าการเขียนเรื่องย้อนยุคสามก๊กของผมทำการบ้านมาพอควร และมองในมุมที่อาจแตกต่างจากหนังสือเล่มอื่น

เกรงว่าจะยืดยาวไปจนน่าเบื่อ ไม่น่าติดตามต่อ คิดว่าไงครับ

โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 16 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 17 : 11 ]

ยาวไปน้อง คนขี้เกียจอ่านอ่ะ

โดย : อาอี้
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 16 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 22 : 31 ]

อืม งั้นผมตัดให้วิจารณ์แค่บางคนที่เกี่ยวข้องกะตัวละครทั้งสามนี้ ให้เหลือซัก 3-4 คนก็พอ น่าจะดีขึ้นมั้ยครับ

โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 17 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 9 : 30 ]

ตะลุยสามด่านหมากล้อมมรณะ
หลังผ่านดงป่าดิบชื้นเขียวจนเกือบดำมืดทะมึน สูงปกคลุมราวกับท้องฟ้าคือยอดไม้ที่หนาแน่นติดกันจนแสงแดดแทบส่องลงเบื้องล่างไม่ได้ ลำต้นสีดำสูงสลับกันไปมาชวนให้ตาลาย สถานที่เช่นนี้ ช่างเหมาะแก่การลอบโจมตีเป็นอย่างยิ่ง คนทั้งสี่ต้องค่อยหยุดฝีเท้าลง พื้นดินที่ร่วนซุยปูด้วยใบไม้ทับถมยุบลงไปจมหลังเท้า กลิ่นอายความชื้นและหรีดหริ่งเรไรยังคงไม่หยุด ภาพเบื้องหน้าคือแสงสว่างที่ส่องประกายเป็นปล่องลอดระหว่างสองทิวไม้ กระทบสายน้ำที่ไหลไม่ขาดสายเป็นประกายระยิบระยับจนต้องเบนสายตาไม่กล้าปะทะ ด้านหนึ่งเป็นธารน้ำตกสูงเสียดฟ้าจากหน้าผาอันสูงลิบ ระหว่างสายธารและน้ำตกนั้น มีชายชรานั่งตกปลาบนโขดหินด้านหน้า การแต่งกายดูซ่อมซ่อสีเทาทึม สวมหมวกสานจากใบไม้เก่าๆ ขาดๆ เห็นหน้าไม่ชัดนัก แต่สังเกตได้ว่าหนวดเคราของเขามีสีขาวครึ่งหนึ่ง ดำครึ่งหนึ่ง นั่งแน่นิ่งไม่ไหวติง ผีเสื้อตัวหนึ่งเกาะอยู่บนปลายหมวก ชายผู้นี้ช่างเหมือนรูปปั้นก็ไม่ปาน ข้างกายของเขามีกระดานหมากล้อม ที่มีหมากขาวดำลงไว้เกือบครึ่ง ศพชายผู้หนึ่งในชุดผู้ดีมีตระกูลลอยน้ำผ่านไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก เลือดของเขาไม่มีแม้แต่หยดเดียว มาตรว่าคงถูกฆ่าภายหลังจากพ่ายแพ้หมากกระดานนั้นแก่ชายชราผู้นี้เป็นแน่แท้
“มาสี่ไปสี่” ชายชราพึมพำเบาๆ พลันตวัดสายเบ็ดอย่างรวดเร็ว ฉับพลัน ร่างของผู้มาเยือนทั้งสี่ก็ถูกสายเบ็ดรวบรัด กระชากจนตัวลอยวูบ แล้วตกลงบนก้อนหินใหญ่ที่เรียงรายอยู่กลางสายน้ำเชี่ยวกราก จำนวนสี่ก้อนด้วยกัน บนก้อนหินนั้น มีกระดานหมากล้อมวางรออยู่
“เฮ้ย นี่เจ้าจะทำอะไรพวกข้า” เตียวหุยโมโหร้องเสียงลั่น พลางชี้หน้าชายชราผู้นั้น
“ฮ่าๆๆ พวกเจ้าอยากเล่นหมากกับข้ามิใช่รึ?”
ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงดังกังวาน แสดงถึงพลังวัตรที่ล้ำลึก ระยะห่างระหว่างคนทั้งสี่ไกลกันพอควร ประกอบกับเสียงธารน้ำเชี่ยวกรากและน้ำตกที่ดังกลบไปทั่วบริเวณ จนไม่อาจได้ยินเสียงระหว่างคนทั้งสี่ได้ชัด แต่ชายชราผู้นี้นั่งอยู่ห่างไกลออกไปหลายเท่านัก จนมองเห็นหน้าไม่ชัด กลับสามารถเปล่งเสียงฝ่าสายน้ำได้ยินชัดเจน ทั้งสี่ต่างเข้าใจในทันที พลางนั่งลงช้าๆ เล่าปี่หันมามองเตียวหุย, กวนอู และเด็กแนว พลางบอกเป็นนัยๆ ว่าให้ตั้งสมาธิเตรียมรับมือให้ดี คนที่เหลือจึงเริ่มได้สติ ต่างพยายามระลึกถึงแนวทางการเดินหมากที่ได้รับการแนะนำมาจากเด็กรับใช้ของขงเบ้ง เมื่อเหตุการณ์เข้าสู่ความสงบแล้ว ทั้งสี่เริ่มต้นวางหมากสีดำ ชายชราผู้นั้นก็เปล่งเสียงดังออกมาอีก คราวนี้เริ่มพลางซัดหมากสีขาวพุ่งผ่านลำน้ำตกลงบนกระดานหน้าบุคคลทั้งสี่ได้อย่างแม่นยำ และแน่นิ่งยิ่งนัก วิชาซัดหมากของชายชราช่างล้ำลึกไม่แพ้สายตาที่แหลมคมอ่านหมากได้ในระยะไกล
“น้ำกร่อนหิน, หินทับดิน, ดินกลบไฟ, ไม้ซับน้ำ” ชายชรากล่าวพลางซัดหมากต่อ นิ้วมือของเขาดีดออกไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ร่างกายไม่ไหวติงแม้แต่น้อย คราวนี้หมากของกวนอูที่เดินอย่างมีหลักการมั่นคงเริ่มถูกเซาะทำลายทีละน้อย หมากของเตียวหุยที่เดินอย่างมุทะลุห้าวหาญก็ถูกสกัดกั้นพื้นที่ที่ครอบครอง หมากของเล่าปี่ที่เดินจากรากฐานพร้อมเติบโต ก็ถูกแนวหมากที่แข็งแกร่งกว่าปิดกั้น และหมากที่ไหลต่อเนื่องกันห่างๆ ของเด็กแนวก็ถูกแทรกซึมเข้าแต่ละจุด ชายชราผู้นี้นอกจากวรยุทธ์ล้ำลึกแล้ว ยังเป็นเซียนหมากที่เล่นหมากหนึ่งต่อสี่พร้อมกันได้อย่างสบาย
“ฮ่าๆๆ ขืนยังไม่เปลี่ยนแนวทางหมาก พวกเจ้ากลายเป็นศพแน่” ชายชรากล่าวเตือน
‘ใช่แล้ว ใช้ไม้ซับน้ำ’ กวนอูคิดในใจ พลางลงหมากต่อเนื่องจากแนวหมากที่แข็งแกร่ง เพื่อแตกกิ่งก้านแนวหมากขึ้นบน เสมือนไม้แตกกิ่งก้าน เพื่อแก้แนวทางหมาก ‘น้ำกร่อนหิน’
‘ใจเย็นไว้ เตียวหุย’ เตียวหุยคิดในใจ พลางลงหมากใหม่ คราวนี้เน้นความมั่นคงแทนความมุทะลุห้าวหาญ เป็นลักษณะของธาตุหิน แก้แนวทางหมาก ‘ดินกลบไฟ’ ของชายชรา
‘โดนกด ต้องรีบกระจายก่อน’ เล่าปี่คิดในใจ พลางลงหมากเชื่อมกระจายออกด้านข้างแทน เป็นลักษณะของธาตุน้ำ เพื่อแก้ทางหมาก ‘หินทับดิน’ ของชายชราอย่างสุขุมรอบคอบ
‘แย่ละสิตู ไม่น่ามาเลยคราวนี้ตายแน่’ เด็กแนวคิดกังวล อยากร้องไห้ อยากกลับ อยากไปให้พ้นๆ แต่ก็ทำไม่ได้ พลางข่มใจเดินหมากลงมั่วๆ ตามสัญชาติญาณ ต่อเชื่อมหมากแนว “น้ำ” กลายเป็นหินแทน ปิดกั้นทางออกของหมากแนว “ไม้” ของชายชรา ทำให้ไม้ไม่งอกเงย พ่ายแพ้ลง
“อืม... ดีมาก พวกเจ้าแก้หมากข้าได้ ข้าให้พวกเจ้าผ่านทาง แต่จะรอดชีวิตกลับมาหรือไม่ ก็แล้วแต่พวกเจ้าก็แล้วกัน” พูดจบก็พลางตวัดสายเบ็ดรวบรัดร่างคนทั้งสี่ทีละคน โดยไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเหวี่ยงข้ามลำน้ำที่เชี่ยวกรากนั้นไปสู่ผืนป่าอีกฟากหนึ่ง ซึ่งเป็นลานปะลองยุทธ์นั่นเอง
.............................................................................................................................................................

“นั่นมันวิชาในคัมภีร์ทานตะวัน” ชายผู้หนึ่งกล่าวขึ้นอย่างประหลาดใจ
“งั้นชายผู้ใช้วิชานั้น คงไม่เหลือความเป็นชายนะสิ” ชายอีกคนกล่าว
“ใช่แล้ว วิชานี้ผู้ฝึกต้องละเพศของตนก่อนฝึก นั่นคือ ตัดอวัยวะเพศทิ้ง”

ชาวยุทธ์กลุ่มเล็กๆ ประมาณ 6-7 คน สนทนากันเบาๆ แต่ก็พอทำให้กลุ่มคน 10 กว่าคนที่ประลองกันอยู่กลางทุ่งหญ้าเบื้องหน้าได้ยิน คณะเดินทางของเล่าปี่ค่อยๆ นั่งลงดูการปะลองในทุ่งหญ้ากว้างไกลเบื้องหน้าอย่างตื่นเต้น สองฝั่งชายป่ามีเหล่าศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณอยู่มากมาย

“ฮ่าๆๆ ชายหรือหญิงใช่สำคัญ พวกโง่เขลาคิดว่าการละเพศคือการตัดอวัยวะเพศจึงมิอาจฝึกสำเร็จถึงขั้นสูง วิชานี้เป็นวิชาของเส้าหลิน ศิษย์โง่ขโมยออกมา จิตใจมิอาจละเรื่องโลกีย์ จึงเข้าใจผิด ตัดอวัยวะเพศของตนฝึกวิชา เมื่อฝึกไปจิตใจก็กลับเปลี่ยนเป็นหญิงอีก แม้หมดสมรรถภาพทางเพศ ทำให้ธาตุไฟไม่เข้าแทรกช่วงฝึกปราณ แต่ไม่อาจละเพศ จึงต้องตายอย่างอนาถในที่สุด”

นักพรตเต๋าผู้หนึ่งกล่าวอธิบาย เขาคือหนึ่งในแปดอาจารย์ผู้แนะนำแนวทางหมากของสำนักหมากล้อมโบราณที่ถูกเชิญมาในด่านนี้ อีกเจ็ดคนนั่งกระจัดกระจายรอบทุ่งหญ้านั้น ด้านหน้ามีหมากกระดานคนละกระดาน ต่างนั่งวางหมากเองคนเดียว สองฝั่งฟากของทุ่งหญ้ามีผู้คนล้อมดูอยู่ ชายผู้ใช้เข็มเป็นอาวุธโฉบร่างโผขึ้นจากดงหญ้าอ้อมไปด้านหลังของชายอีกคน ผู้ใช้กระบี่เป็นอาวุธ ได้ยินเสียงอาวุธกระทบกันครั้งหนึ่ง ชายผู้ใช้เข็มก็หลบวูบหายไป ฉับพลันชายผู้ใช้กระบี่คนนั้นก็ล้มลงสิ้นใจ บนร่างกายของเขาไร้ซึ่งรอยแผล จากนั้นชายอีกคนก็โผเข้ามาด้วยมือเปล่า

“ดูนั่นสิ ชายอีกคนใช้มือเปล่าต่อสู้ กลับไม่มีแผลเลย” เสียงชายคนหนึ่งวิจารณ์
“นั่นคือ วิชาร่างระฆังทองสินะ เสื้อเขาขาดหมด แต่กลับไม่มีรอยแผล” ชายอีกคนอธิบาย
“เขาเคลื่อนย้ายจุดตายได้ แถมมีร่างระฆังทอง เช่นนี้อาวุธใดจะทำร้ายเขาได้อีก ”

“ผิดแล้ว วิชาในคัมภีร์ทานตะวันนั้น ประสานจากศาสตร์วิชาสามสาขา คือ วิชากระบี่ที่มุ่งฆ่าคนโดยดัดแปลงใช้เข็มแทนกระบี่ด้วยกระบวนท่าหลากหลายและรวดเร็วจนจับตาไม่ทัน วิชาปราณที่มุ่งเสริมพลังจากจุดใต้ท้องน้อยเพื่อให้เข็มมีอานุภาพเทียบเท่ากระบี่ และวิชาฝังเข็มซึ่งมิได้มุ่งทำลายผิวเนื้อ หากแต่กระตุ้นจุดชีพจรจุดตาย เพียงเท่านั้นก็สามารถปลิดชีพคนผู้หนึ่งได้อย่างไม่มีผู้ใดล่วงรู้ วิชานี้จึงถือเป็นวิชาอันตรายต่อยุทธภพหากผู้ใช้ปลอมตัวเป็นหมอฝังเข็ม” นักพรตอีกท่านกล่าวขึ้นจากชายป่ามีอีกฟากหนึ่ง มิทันที่ทั้งสองจะต่อสู้กันต่อ ฉับพลันชายอีกคนชิงเข้าไปปะลองกับวิชาร่างระฆังทอง เขาผู้นี้เป็นผู้ใช้พิษ ผู้ปะลองคนอื่นต่างพากันหลีกหนีจนหมดสิ้น

“ฮ่าๆๆ ใช้คมกระบี่ทำลายมิได้ ย่อมต้องใช้พิษทำลาย” ชายผู้ใช้พิษสวมหน้ากากเงิน พลันขยับแขนสองข้าง กลุ่มควันก็พวยพุ่งขึ้นมาจากปลายแขนเสื้อทันที ฉับพลันทุ่งหญ้าก็เหี่ยวเฉาตายเป็นบริเวณกว้าง คนผู้หนึ่งสวมชุดขาวทั้งชุดโผเข้าปะทะอย่างไม่เกรงกลัวพิษเหล่านั้นเลย

“อา... นั่นกระบี่เทพวายุนี่นา สำนักกระบี่สำนักนี้ แปลกประหลาดนัก ใช้วิชากระบี่แต่กลับไม่ใช้กระบี่” ชายผู้หนึ่งวิจารณ์อย่างตื่นเต้น เมื่อเห็นชายชุดขาวใช้พัดเหล็กร่ายรำ ปัดกลุ่มควันพิษออกจนหมดสิ้น มิเพียงเท่านั้น ยังบังคับลมได้ดังใจ ควันพิษของเซียนพิษจึงถูกกระบี่เทพวายุควบคุมไว้จนหมดสิ้น อีกฝ่ายไม่ยอมแพ้พ่นพิษชนิดน้ำออกจากปากตัวเองทันที พิษชนิดนี้ร้ายแรงกว่าเก่า กัดกร่อนก้อนหินจนละลายได้ในพริบตา ในขณะที่ผู้ปะลองที่เหลือเข้าต่อสู้กันชุลมุน

ชายผู้ใช้เข็มเป็นอาวุธ ร่ายกระบวนท่าประหลาดต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็ว จนตาลายดูไม่ออกว่าใช้กระบวนท่าใดบ้าง ประกายเข็มที่ใช้สำหรับฝังรักษาโรคขนาดเล็กราวเส้นขนต้องแสงอาทิตย์ราวกับกำลังจะปักผ้าประสานกันเป็นรูปมังกรรวบรัดร่างกายของอีกฝ่าย ในขณะที่ชายอีกคนกลับแทบไม่ออกแรงตอบโต้ กลับนิ่งเฉยเป็นฝ่ายรับ โดยที่ร่างกายไม่มีรอยแผลเลยแม้แต่น้อย แต่เสื้อของเขาขาดกระจายไม่มีชิ้นดี ทั้งสองล่องลอยอยู่บนปลายยอดหญ้าด้วยวิชาตัวเบา

“จะร้อยกระบวนท่าอยู่แล้ว ยังหาจุดตายไม่ได้อีก หากรุกต่อเจ้าจะเป็นฝ่ายอ่อนแรงก่อน ต้องใช้ท่าไม้ตายทะลวงพร้อมกันให้สิ้นในคราวเดียว ไม่เช่นนั้นเจ้าพ่ายแพ้แน่” นักพรตผู้ซุ่มอยู่ในทิวป่าฝั่งตรงข้ามกล่าวขึ้น นักพรตพวกนี้แบ่งเป็นชุดขาวและดำแยกกันคนละฝั่ง ฝั่งละสี่คน ชายผู้ใช้เข็มเป็นอาวุธดีดตัวกลับมายืนนิ่งอยู่บนใบหญ้าเล็กๆ ความเงียบสงบมาแทนที่ ลมพัดมาเบาๆ ทำให้ทุ่งหญ้าไหวเอนราวกับมีชีวิต อีกฝ่ายเตรียมตั้งท่าสุดท้ายเพื่อรับมือ นักพรตทั้งหลายต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ แลกเปลี่ยนความรู้เชิงวรยุทธ์กันอย่างหลากหลาย บ้างถกเถียงกันไม่สิ้น กวนอูได้ยินเข้าก็ครุ่นคิดทำความเข้าใจ ฝ่ายเตียวหุยก็ทดลองร่ายรำกระบวนท่าต่างๆ ตามเพลงยุทธ์ของจอมยุทธ์ทั้งสอง ดัดแปลงกลายเป็นเพลงทวนและง้าว ฝ่ายเล่าปี่ก็คอยอาศัยการถ่ายทอดจากทั้งสองอีกคราวหนึ่ง เนื่องจากเล่าปี่ไม่ถนัดวรยุทธ์นัก ส่วนเด็กแนวได้แต่ตกตะลึงไม่คาดคิดว่าจะได้พบเห็นมาก่อน

จังหวะนั้นเอง เสียงพิณดังขึ้นจากหญิงผู้หนึ่งที่มีผมดำขลับสยายยาวถึงหลัง พลันผู้คนต่างขาดสติไปชั่วครู่หนึ่ง พอรู้สึกตัวอีกครั้งชายผู้วิจารณ์วรยุทธ์หลายคนก็พุ่งร่างเข้าต่อสู่ในดงหญ้าด้านหน้าอันกว้างไกลสุดสายตานั่นแล้ว อีกฝ่ายร่ายรำประหลาด ไม่เห็นแม้แต่อาวุธ แต่กลับเสมือนควบคุมร่างกายผู้คนอีกสามสี่คนพร้อมกันได้ ผู้หญิงสองคนนี้ต่อสู้กันด้วยการควบคุมผู้อื่น คนหนึ่งใช้พิณควบคุม คนหนึ่งใช้การร่ายรำควบคุม ให้ผู้อื่นเข้าต่อสู้และพลีชีพแทนตน

“อา... ข้ารู้แล้ว นั่นต้องเป็นไหมฟ้าแน่ๆ นางใช้ไหมฟ้าควบคุมร่างกายคน ไหมที่ไม่มีใครมองเห็น คมยิ่งกว่าเส้นผม แข็งดุจกระบี่” ชายผู้หนึ่งกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังมาจากอีกฟากป่า
“พิณพิฆาต ปะลองกับวิชาไหมฟ้า ในโลกนี้ยังมีวรยุทธ์ที่แปลกประหลาดเช่นนี้อีกหรือ?”

อีกด้านหนึ่งชายผู้ใช้เข็มเป็นอาวุธก็แสดงท่าไม้ตายในที่สุด เขาย่อตัวลงช้าๆ กางแขนทั้งสองข้างออกแล้วค่อยๆ เคลื่อนมาข้างหน้า พลันเหล่ายอดหญ้าก็เริ่มเคลื่อนไหวตาม เสียงใบของมันกระทบกันดังราวกับกระบี่นับล้านเล่มเสียดสีกันเบาๆ เป็นรัศมีวงกว้างราวสามวาเศษ จากนั้นปลายใบหญ้าก็ชี้ตรงไปยังจุดเดียวกันคือร่างของชายฉกรรจ์อีกคน ผู้ยืดร่างจนเบ่งพองผิวกายของเขาคล้ายดั่งระฆังทอง ล่องลอยขึ้นเหนือพงหญ้ากางเขนออกขนานกับพื้นดิน ผู้คนรอบข้างต่างพากันหลบภัย

“แย่แล้วพวกเราอยู่นานอีกไม่ได้ รีบไปกันเถอะ” กวนอูกล่าวให้สัญญาณเตือน ทั้งหมดจึงพากันรีบหลบออกไปอีกด้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เหล่าศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณทั้งหลายยังคงหลงใหลอยู่กับวรยุทธ์อันพิศวงเหล่านั้น มิทันระวังอันตรายร้ายแรงถึงแก่ชีวิตที่กำลังจะตามมา

พ้นชายป่ามาได้ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงหวีดหวิวประหลาดดังไล่หลังมา พร้อมเสียงผู้คนโหยหวนราวกับเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสในดงป่านั้น ช่างสยดสยองชวนขนพองสยองเกล้ายิ่งนัก
.............................................................................................................................................................
ดินแดนลึกลับ สำนักหมากล้อมโบราณ
เดินลัดเลาะเขามาได้ไม่นาน ก็พบลานหินประหลาดจำนวนมาก หมอกเริ่มลงแน่นจนมองเห็นทางข้างหน้าไม่ชัด อากาศหนาวเย็นลงทันที ผาหินที่กระหนาบทางสองด้านบีบให้ทั้งสี่ต้องเดินสู่พื้นที่แคบๆ กลิ่นคาวเลือดโชยมาติดจมูกจนเกือบไม่ทันตั้งตัว เด็กแนวก็ล้มลงจมพื้นดินเหลวเละ คราบเลือดติดมือเด็กแนวก่อนที่เตียวหุยจะคว้าเอาไว้ได้ทัน

“เหวอ ผี... ผีหลอก...ช่วยด้วย”

เด็กแนวร้องลั่น เมื่อสิ่งที่ตนล้มลงทับนั้นคือศพใครคนหนึ่งที่ร่างเละราวกับถูกหินทับจนแหลกเหลว เขาคือผู้ใดกันไยมานอนตายในสถานที่แห่งนี้ ทั้งหมดจึงพากันระวังตัว เล่าปี่เตรียมชักดาบคู่ออกมา ในขณะที่กวนอูกำทวนเหล็กแน่น เด็กแนวรู้สึกกลัวขึ้นมาโผเข้าเกาะขาเตียวหุยโดยอัตโนมัติ เตียวหุยเอะอะโวยวายตามวิสัย ทันใดนั้น กลุ่มก้อนหินรกร้างเหล่านั้นก็ขยับเปลี่ยนทิศทันที ทั้งสามตกใจยิ่งก้าวหลบกลับยิ่งห่างกันไปโดยไม่รู้ตัว พอเริ่มตั้งสติได้ ต่างก็ถูกแยกกันด้วยกลุ่มหมอกที่หนาแน่นนั้น ทั้งสี่ต่างส่งเสียงร้องเรียกกัน แต่ไม่สามารถจับทิศทางเสียงที่ดังกึกก้องวนเวียนรอบตัวไปมาได้ พลันเสียงหญิงสาวอันทรงพลังเสียงหนึ่งก็ดังกึกก้องขึ้นทั่วบริเวณ

“พวกเจ้าติดกับดักค่ายกลหยินหยางแปดทิศแล้ว ถ้าพวกเจ้าทั้งสี่อยากรอดชีวิตไปสู่ด่านปะลองหมากด่านที่สอง ก็หาตำแหน่งเดินหมากที่ถูกต้อง ก้อนหินสีดำที่พวกเจ้าเห็น เสมือนตัวหมากล้อมฝ่ายดำ ส่วนพวกเจ้าและก้อนหินสีขาวที่พวกเจ้าเห็น เสมือนตัวหมากล้อมฝ่ายขาว”

“น้องสอง น้องสาม ท่านเด็กแนว ระวังตัวด้วย ตั้งสติดีๆ นึกถึงคำแนะนำของลูกศิษย์ท่านขงเบ้ง เราต้องผ่านได้เหมือนด่านที่แล้ว” เล่าปี่กล่าวผ่านกลุ่มหมอกขาวหนาทึบ ให้กำลังใจคนอื่นๆ

“ดีมาก ท่านทั้งสี่ เสมือนหมากล้อมสี่ตัว ก้อนหินแต่ละก้อนคือตารางหมากล้อม หากท่านคนใดคนหนึ่งเดินผิด ย่อมหมายถึงชีวิต แต่ละคนเดินได้เพียงตาเดียวเท่านั้น ท่านจงเลือกเอาเองว่าจะให้ใครเดินก่อน” หญิงผู้นั้นกล่าวอย่างห้าวหาญ พลันก้อนหินขนาดใหญ่ก็ขยับตามคำพูดนาง

“ลงหมากทำลายรากฐาน” หญิงผู้นั้นออกคำสั่ง ทำให้ก้อนหินก้อนหนึ่งกลิ้งเข้ามาด้านหน้า เกือบชนร่างเล่าปี่ เล่าปี่ครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนออกคำสั่ง ให้กวนอูขยับร่างกายตามตน

“เสริมความเข้มแข็งจากภายใน กวนอูท่านเดินต่อเถิด” เล่าปี่สั่งทั้งที่ไม่เห็นตำแหน่งของกวนอู ทั้งหมดต้องใช้ใจประสานเท่านั้นจึงจะแก้หมากนี้ได้ กวนอูเป็นคนระวังรอบคอบ เมื่อเล่าปี่สั่ง กวนอูจึงเดินถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อดูท่าทีศัตรูก่อน ฉับพลันก้อนหินที่กวนอูเหยียบก็ขยับเลื่อนไปอีกทาง กวนอูตกใจ หญิงลี้ลับคนนั้น จึงบอกให้นิ่งไว้ห้ามขยับ ไม่เช่นนั้นอาจตายในค่ายกล ค่ายกลเคลื่อนไปมาครู่เดียว กวนอูก็ขยับมาอยู่ทางด้านหลัง ซ้ายมือของเล่าปี่ ทั้งคู่ต่างยิ้มมุมปาก

“ดีมาก ผ่านหมากแรกไปได้ งั้นข้าล้อมทางออกปิดตาย” หญิงลี้ลับพูดจบ ก้อนหินอีกก้อนก็ขยับเคลื่อนมากันทางหนีด้านขวามือของเล่าปี่ไว้ ก้อนหินสีดำเหล่านี้ ล้วนซ่อนค่ายกลไว้ทั้งสิ้น

“ข้าคงต้องทะลวงออกอีกด้าน เตียวหุยเจ้าจงเดินอย่างระมัดระวัง” เล่าปี่ครุ่นคิดแล้วจึงนึกถึงเตียวหุย ผู้มีนิสัยมุทะลุดื้อรั้น ไม่ฟังใคร เล่าปี่คิดว่าหมากนี้เหมาะสมกับเตียวหุยเป็นที่สุด

“แหมพี่ใหญ่ กลัวมันทำไม กะแค่กองหินสวะ ข้าจะทำให้มันแหลกเดี๋ยวนี้” พูดจบเตียวหุยผู้มุทะลุ ก็กระโดดไปข้างหน้าอย่างท้าทาย หินก้อนที่เขาเหยียบก็ขยับขับเคลื่อนไปอย่างประหลาด เตียวหุยทะลวงอาวุธออกไปอย่างบ้าระห่ำ ทันใดนั้น ร่างเขาก็ปรากฏตรงด้านหน้า ซ้ายมือเล่าปี่

“ยอดมาก ท่านเลือกใช้คนถูกงาน งั้นข้าขอพิชิต หมากทะลวง” หญิงลึกลับพูดจบ หินสีดำก้อนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาระหว่างเล่าปี่และเตียวหุยทันที มาตรว่าจะโจมตีบุคคลทั้งสองนี้ได้พร้อมกัน

“ท่านเด็กแนว ชีวิตของพวกข้าทั้งสาม... คงต้องพึ่งพาท่านแล้ว” กวนอูพลางตกใจ แต่ไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้ เตียวหุยยิ่งหนักกว่า พลางกล่าวสำทับเด็กแนวให้คิดไตร่ตรองให้มากก่อนเดิน

“ห๋า ทีนี้ ข้าจะทำอย่างไรดีละเนี่ย โธ่ ใครจะไปเห็นทาง โอ้ย ช่วยข้าด้วย” เด็กแนวโอดครวญ ทำท่าจะเป็นลม แล้วเผลอก้าวออกมาตรงหน้าอย่างไม่ทันยั้งคิด พลันก้อนหินนั้นก็ขยับ ร่างเด็กแนวเลื่อนไปกันก้อนหินระหว่างเล่าปี่และเตียวหุย สกัดหมากทะลวงของหญิงลึกลับเสียสิ้น

“ยอดมาก ท่านใช้คนได้เหมาะสมกับสถานการณ์ไม่ผิดเพี้ยน เชิญท่านสู่ด่านที่สองเถิด” กล่าวจบบรรดาก้อนหินระเกะระกะนั่นก็เคลื่อนย้ายอีกครั้ง พาคนทั้งสี่ออกมานอกเขตหุบเขานั่น เมฆหมอกก็จางหายไป เล่าปี่หันกลับไปเห็นเงาดำของหญิงลึกลับอยู่บนหุบเขา สง่างามราวแม่ทัพ
.............................................................................................................................................................


โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 17 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 9 : 32 ]

เรื่องนี้ อย่างที่บอกว่าไม่ใช่นิยายกำลังภายในโดยตรง แต่เหมือนวรรณกรรมเยาวชนประเภทแฟนตาซี แนวเขียนจะเสียดสีและวิจารณ์ทางอ้อม งานนิยายกำลังภายในเรื่องอื่นๆ

บางช่วงดูยืดยาว เน้นปรัชญาความรู้ พอเข้าช่วงบันเทิงก็เดินเรื่องเร็ว อย่างเช่นตอนนี้ ตัวละครสำคัญๆ ก็ออกมาเรียงหน้าให้เห็นมากมายเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่เดินเรื่องได้ไม่นาน

สไตล์การเขียนพลิกแนวการเขียนเดิมๆ หาผู้อ่านชินกับเดิมๆ อ่านวางลงเร็ว ไม่อ่านต่อไป อันนี้ไม่รู้จะแก้ไขยังไงดีครับ?

โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 17 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 9 : 46 ]

ถ้าอ่านคงใช้เวลาเป็นชม.แน่เลย



โดย : ทางผ่าน
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 18 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 8 : 55 ]

เนื่องจากนวนิยายกำลังภายในก็ถึงจุดสูงสุดของมันแล้ว เขียนไปก็ไม่พ้นซ้ำแนวโก้วเล้ง, กิมย้ง หากจะอ่านของท่านอื่นๆ จะเห็นว่าตามแนวสองท่านนี้เยอะ ทั้งเรื่องวรยุทธ์และบุคคลิกตัวละคร เพียงแต่ผู้เขียนบางท่านอาจสำนวนภาษาต่างกัน สรุปแล้วไม่ดิ้นออกจากแนวเดิมๆ นัก

กรณีเรื่อง เจาะเวลาหาจิ๋นซี แบบนี้เป็นแนวใหม่ ที่แหวกแนวเดิมๆ น่าสนใจ จึงดังขึ้นมา แต่หากได้อ่านแรกๆ จะรู้ว่าเรื่องอืดมาก คือเน้นพระเอกกับสารพัดสาวสวย อันที่จริงแม้แต่เรื่อง มังกรหยกเองแรกๆ ก็อืดมาก เน้น คุณธรรม การใช้ชีวิตของ ก๋วยเจ๋งค่อนข้างมาก ทำให้เรื่องมีคุณค่า อ่านหลังๆ สนุก แต่แรกๆ จะสะท้อนเกร็ดประวัติศาสตร์ การใช้ชีวิตของชนชางมองโกลได้อีกด้วย หากผู้อ่านวางแต่แรก จะไม่เห็นความสนุกของนิยายเรื่องนี้เลย หรือหากผู้เขียนไม่เขียนอืด คนอ่านจะได้แต่ความสนุก ไม่ได้สิ่งดีๆ เท่าไรนัก

สำหรับเรื่องนี้ ผมเอาปรัชญาการมองโลกที่แตกต่างกัน 3 รูปแบบมาให้ดู กล่าวคือ ความเป็นจริง, สิ่งที่ควรจะเป็น และสิ่งที่เราต้องการให้เป็น บางครั้งคนเราบิดเบือนความเป็นจริง เพราะต้องการสิ่งที่อยากให้เป็น บางครั้งสิ่งที่ควรจะเปนก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการ ฯลฯ ความแตกต่างของการมองโลก ทำให้ความวุ่นวายเกิดขึ้นมา

ผมใช้สัญญลักษณ์แทนด้วย ลูกบิดปริศนา (Brick pluzzle) ที่มี 6 ด้าน แทนโลกยุคใดยุคหนึ่ง เมื่อคนเห็นยุคนั้นวุ่นวาย ก็จะเข้าไปขยับเปลี่ยน แต่ผลกระทบเกิดขึ้นทั้งหกด้าน ความวุ่นวายจึงมากขึ้น ผมสมมุติตัวละครหกตัว ย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต ต่างคนต่างมองต่างมุม วางแผนให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้น จากความแตกต่างด้านมุมมองนี่เอง

ปกติ หนังเรื่องอื่นมีย้อนยุค ความยากคือ ต้องจบให้ตรงประวัติศาสตร์ แต่เรื่องนี้ มีหกด้าน ความยากคือ ต้องเขียนให้คนยอมรับตัวเอกหกตัว และเห็นมุมมองหกด้าน เหมือนดูนิยายหกเรื่องในคราวเดียว ตัดฉากสลับไปมา หากตัดหกด้านสลับเท่าๆ กัน จะทำให้ไม่มีใครเด่นเลย แต่หากตัดไม่เป็นจะเด่นแค่ด้านเดียว ความยากจึงต้องตัดฉากสลับอย่างไร ให้เกิดเป็นความเด่นหกด้าน? ให้คนอ่านเชียร์ ความเป็นไปได้หกทางของหนัง แล้วลุ้นจุดจบเองว่าจะจบลงเช่นไร

ไม่รู้จะทำยังไง มีวิธีเขียนแบบไหนบ้างนะครับ?

โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 18 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 14 : 26 ]

“ยอดมาก ท่านใช้คนได้เหมาะสมกับสถานการณ์ไม่ผิดเพี้ยน เชิญท่านสู่ด่านที่สองเถิด” กล่าวจบบรรดาก้อนหินระเกะระกะนั่นก็เคลื่อนย้ายอีกครั้ง พาคนทั้งสี่ออกมานอกเขตหุบเขานั่น เมฆหมอกก็จางหายไป เล่าปี่หันกลับไปเห็นเงาดำของหญิงลึกลับสวมมงกุฏดอกหญ้าอยู่บนหุบเขา
.............................................................................................................................................................

ภาพทิวทัศน์เบื้องหน้างดงามราวภาพวาด ตรึงให้คนทั้งสี่หยุดนิ่งไม่อาจกล่าวคำใดอธิบายได้ หน้าผาสูงชันที่ยืนอยู่นั้น ทำให้มองเห็นทัศนียภาพของเมืองเล็กๆ ในหุบเขาแห่งนี้ได้จนหมดสิ้น ฟ้าสีครามใสจรดขอบทิวเขาที่โอบล้อมอยู่ไกลลิบ ช่างสูงตระหง่านน่าเกรงขาม พื้นเบื้องล่างเขียวขจีด้วยผืนป่าทึบ สลับท้องทุ่งนาเขียวชอุ่ม ลำธารขนาดเล็กสี่สายกระจายคดโค้งทั่วถึง แล้วไหลรวมเป็นแอ่งทะเลสาบขนาดใหญ่ใจกลางที่ราบแห่งนั้น อาคารและหอคอยต่างๆ ช่างบรรจงนำศิลปะยุคราชวงฮั่นหลอมรวมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน สายลมโชยพัดขึ้นมา ทำให้คนทั้งสี่ต้องสะท้านกับความยิ่งใหญ่ของมัน ตะวันเบื้องหน้าเริ่มเปลี่ยนสีทองอร่ามลงลับทิวเขาแล้ว สักครู่เล่าปี่จึงกล่าว

“ฟ้าดินเป็นพยาน ข้าสัญญาจะทำให้แผ่นดินฮั่นรวมเป็นหนึ่ง ประสกนิกรพบความสงบสุขเช่นนี้โดยเร็ว โปรดจงช่วยให้อุดมการณ์ของข้าสำเร็จได้ด้วยเถิด” เล่าปี่กล่าวด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่นจริงใจ บุคลิกช่างสง่างามราวเทพจุติ ทำให้กวนอู และเตียวหุย ผู้ติดตามทรุดลงคุกเข่าโดยมิรู้ตัว ทั้งสามต่างสะท้านกับคำพูดของเล่าปี่ จนน้ำตาไหลอาบแก้ม ส่วนเด็กแนวยังงุนงง จึงแกล้งๆ ทำท่าตามกวนอู น้ำตาไม่ไหล ก็ทำท่าทางและเสียงประกอบแทน

“เป็นอะไรของเจ้า อย่ามาเสแสร้งหน่อยเลยน่า” เตียวหุยกระชากแขนเด็กแนว ขู่ด้วยตาอันพองโต เด็กแนวเผลอตัวจึงล้มฟุบลง กวนอูตำหนิเตียวหุยที่เสียมารยาท เด็กแนวได้แต่เย้ยหยัน
“เชิญท่านทั้งสี่ตามข้ามาทางนี้” เสียงชายชราร่างแคระแกรนถือไม่เท้าค้ำยัน กล่าวขึ้นมาจากพุ่มไม้ด้านหลังโดยที่คนทั้งสี่ไม่ทันรู้ตัว ต่างสะดุ้งพร้อมกัน คิดว่าภูตผีปิศาจตนใดหลอกหลอน
“ท่าน คือผู้ใด ขอทราบนาม ข้าน้อยเล่าปี่” เล่าปี่หันกลับไปคาราวะ คนที่เหลือจึงหันตาม
“ข้า... ผู้เฒ่าโลงผุ หน้าที่ข้าคือนำทางผู้ผ่านด่านที่สอง เชิญท่าน เชิญ” กล่าวจบพลางหันหลังลงเดินผ่านพุ่มไม้นั้นทันที โดยมิได้สนใจคนทั้งสี่ว่าจะตามมาหรือไม่ หน้าผาแห่งนี้ ไม่มีทางลง สูงชันเสียดฟ้า มาตรว่าทางที่ผู้เฒ่าผู้นี้นำไป คงเป็นเส้นทางลับสู่เมืองกลางหุบเขานี้เป็นแน่ ทั้งสี่จึงรีบรุดตามไปอย่างรวดเร็ว ทางลับนั้นลัดเลาะผ่านอุโมงค์ไปอีกด้าน ในอุโมงค์นั้นไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นทางเดินปกติของคน นอกจากคบเพลิงที่ห่างกันเป็นช่วงๆ ทำให้บางช่วงมองเห็นเส้นทางไม่ชัดแล้ว อย่างอื่นช่างเต็มไปด้วยความไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย ชายชราร่างเล็กผู้นี้เดินเร็ว ราวกับล่องลอยอยู่ในความมืด แม้แต่เสียงฝีเท้าก็ไม่มีให้ได้ยิน คนทั้งสี่จำต้องกึ่งวิ่งกึ่งเดิน เด็กแนวเกือบสะดุดหินหกล้มหลายครั้ง ยังดีที่เตียวหุยโมโห จึงหิ้วเด็กแนวหนีบเข้ารักแร้เสียให้พ้นความน่ารำคาญ

“อ่ะ ผู้เฒ่าโลงผุ หายไปไหนแล้ว” กวนอูกล่าวเตือนอย่างระมัดระวัง พลางกำด้ามง้าวเตรียมปกป้องนายตน ทั้งสี่ต้องหยุดด้วยความงุนงง เตียวหุยรีบวางเด็กแนวลง กล่าวอย่างหัวเสีย
“แย่แล้ว โดนไอ้เฒ่านั่นหลอกจนได้ ระวังตัวนะพี่ใหญ่ มีข้าอยู่ท่านไม่ต้องกลัว”
“เหวอ น่ากลัว ช่วยด้วยๆๆ เดอะบีทเทิ่ล ไมเคิล แจ็คสัน ลักซ์อองซิล หมิว มาดอนน่า ช่วยด้วย” เด็กแนวท่องบทสวดมนต์เป็นภาษาประหลาด พลางวิ่งวุ่นด้วยความตกใจ เตียวหุยไม่ทันห้ามปราม ทันใดนั้น เด็กแนวชนเข้าสิ่งหนึ่งอย่างจัง ผนังหินก็พลันเลื่อนออกด้านข้าง เผยให้เห็นความสว่างวาบเข้ามา เป็นประกายอาวุธของคนสองคน กำลังประลองกันอยู่ เบื้องหลังเป็นค่ายทหารเล็กๆ เจ็ดสิบนาย ต่างรายล้อมดูการปะลอง ลานด้านหน้ามีกระถางขนาดใหญ่สุมไฟลุกโชนจนทั้งสี่ต้องรีบหรี่ตาเพราะไม่ชินกับความสว่าง รอบกายก็พลันเข้าสู่ความมืดมิด ไม่รอข้า คนทั้งสี่จึงมุ่งหน้าออกจากทางลับนั้นทันที เล่าปี่กล่าวคาราวะผู้นำกองทหารนั้นก่อนใครอื่นด้วยความเป็นมิตร

“ผู้น้อยเล่าปี่ ขอคาราวะท่านจอมทัพ” คนทั้งสี่ก้มลงคาราวะ ชายในชุดเกราะทั้งตัว มองไม่เห็นใบหน้าไม่ลุกขึ้นตอบแต่อย่างใด ยังคงนั่งนิ่งเฉยบนหอคอยสูงราวตึกสามชั้น ด้านหน้าลานประลองนั้น เตียวหุยรู้สึกราวถูกเย้ยหยัน มิทันได้ลุกขึ้นกล่าวอันใด ด้วยกวนอูรีบห้ามปรามไว้ก่อน

“เจ็ดดาวพิฆาต เตรียมรับมือค่ายกลผกผันแปดทิศได้แล้ว” เสียงคนผู้หนึ่งเปล่งพลังมาแต่ไกล ไม่ทันเห็นตัว ทันใดนั้น คนกลุ่มหนึ่งก็แห่กันออกมาจากที่มืด ล้อมรอบกองทัพนั้นไว้
“ฮ่าๆๆ ใช้คนร้อยคนล้อมคนเจ็ดสิบคนรึ ผิดหลักพิชัยสงครามชัดๆ” ชายในชุดเกราะทั้งตัวกล่าวตอบ พลางส่งสัญลักษณ์บางประการ การปะลองยุทธ์ของเหล่าทหารหยุดลง คนทั้งหมดก็จัดขบวนแปรเปลี่ยนเป็นรูปเจ็ดดาวเหนือในทันใด ส่วนกลุ่มคนร้อยคนที่แห่กันเข้ามาต่างรายล้อมค่ายของเจ็ดดาวพิฆาตจนหมดทางออก เล่าปี่และเหล่าผู้ติดตามจึงต้องรีบหลบเข้าไปซ่อนตัวดูสถานการณ์ในทางลับนั้นก่อนอย่างรวดเร็ว มิทันได้กล่าวอะไรกันอีก ทหารทั้งสองค่ายก็ถูกบัญชาการให้ตะลุมบอนกันพัลวันท่ามกลางเสียงขลุ่ยเล็กแหลมจากคนผู้หนึ่ง ค่ายกลเจ็ดดาวเหนือแบ่งกลุ่มทหารเป็นเจ็ดกลุ่ม เมื่อกลุ่มหน้าสองกลุ่มเข้าตี สองกลุ่มกลางก็คอยหนุนไว้ ปีกซ้ายขวาโอบโฉบไปมาเพื่อให้ศัตรูสับสน ส่วนหางที่เหลืออีกหนึ่งกลุ่ม ก็คอยระวังการลอบโจมตีด้านหลัง ส่วนค่ายกลผกผันแปดทิศ ก็แปรเปลี่ยนจุดโจมตี จากด้านหน้าเป็นด้านหลัง เปลี่ยนซ้ายเป็นขวา เปลี่ยนกลับไปมา จนไม่อาจคาดเดา ยิ่งเพิ่มความสับสนงุนงงให้กับเล่าปี่และผู้ติดตามเป็นอย่างยิ่ง ขณะที่กำลังตะลึงกับค่ายกลทั้งสองอยู่นั้น ร่างชายชุดขาวก็โฉบลอยมาจากแห่งใดมิทันสังเกตเห็น คนผู้นี้คือ ผู้ใช้ขลุ่ยบัญชาการรบควบคุมค่ายกลแปดทิศนั่นเอง ทันใดนั้น ชายในชุดเกราะก็ปราดออกไปกลางอากาศทันที ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเกราะหนักหลายชั่งนัก แต่กลับลอยละลิ่วได้อย่างง่ายดาย ทั้งสองปะทะกันกลางอากาศหนึ่งฝ่ามือ แล้ววูบหายไป ชายลึกลับทั้งสองผู้นี้ก็พลันควบคุมทหารของตนแยกจากกัน ทิ้งให้ค่ายทหารกลายเป็นค่ายร้าง เล่าปี่และผู้ติดตามต่างงุนงงกับเหตุการณ์เมื่อครู่

เมื่อเหตุการณ์สงบลง ทั้งหมดจึงค่อยทยอยออกมาจากที่ซ่อนตัว พลางอาศัยค่ายทหารนั้นเป็นที่หลับนอนไปคืนหนึ่ง ก่อนคิดที่จะตามหาขงเบ้งต่อไป ในคืนนั้นต่างปรึกษาหารือกันยาวนาน

“พี่ใหญ่ เหล่าศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณช่างเก่งกาจหลายด้านยิ่งนัก หากชักชวนเขาเข้าร่วมอุดมการณ์กับเราได้ การณ์ใหญ่ของเราย่อมสำเร็จเป็นแน่” กวนอูกล่าวขึ้น ท่ามกลางค่ายทหารร้าง กองไฟเล็กๆ และสุราปลาปิ้งที่ยังพอหลงเหลืออยู่บ้างกลายเป็นอุปกรณ์บนเวทีสนทนาของคนทั้งสี่ในคืนนี้ แสงไฟสีเหลืองวอมแวบลูบเลียใบหน้าเด็กแนวที่อิดโรยด้วยความเหนื่อยล้า พลางกึ่งหลับกึ่งตื่นระหว่างการสนทนา แต่ไม่พ้นสายตาเตียวหุยที่ต้องคอยปลุกอยู่ตลอดเป็นระยะ
“อืม ข้าเองก็คิดเช่นนั้น แต่วิธีที่จะเกลี้ยกล่อมพวกเขานี่สิ ข้าเองยังจนปัญญา” เล่าปี่ตอบ
“ไม่เห็นยากเลยพี่ใหญ่ ตอนนี้ใครๆ ก็ล้วนเกลียดไอ้โจโฉกันทั้งนั้น พวกนี้ต้องร่วมมือกับเราอยู่แล้ว” เตียวหุยชิงตอบอย่างรวดเร็ว กวนอูทำสีหน้าเห็นด้วย ในขณะที่เล่าปี่กลับครุ่นคิดหนัก
“เฮ้อ ผิดแล้ว เหล่าศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณ นอกจากจะสันโดษ ซ่อนเร้นตัวตน แล้วยังไม่สนใจสังคมรอบนอก ต่างแก่งแย่งกันเป็นหนึ่งในบรรดาศิษย์ร่วมสำนัก ข้าเกรงว่า พวกเขาจะไม่สนใจไม่ว่าจะข้า หรือว่าโจโฉด้วยซ้ำ” เล่าปี่ ลุกขึ้นเหม่อมองท้องฟ้าที่เปี่ยมด้วยดาวระยิบระยับ
“จริงของพี่ใหญ่ พวกเขาเอาแต่แข่งขันกันเป็นหนึ่ง ไม่คิดถึงเรื่องชาติบ้านเมือง เสียดายมีความสามารถไม่กลับไม่นำมาใช้ประโยชน์” กวนอูเสริม พลางลูบเคราเบาๆ ก่อนยกเหล้าขึ้นดื่ม
“หากข้าได้พบขงเบ้ง ปัญหานี้คงไม่ยากที่จะแก้” เล่าปี่ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เป็นเช่นนี้เอง ท่านถึงได้เร่งให้พวกเราตามหาขงเบ้ง ท่านพี่ใหญ่ช่างหลักแหลมยิ่งนัก ข้าเตียวหุยรู้สึกผิดจริงๆ ที่ไม่เชื่อท่านตั้งแต่แรก คอยแต่จะรั้งท่านไว้ตั้งนาน” เตียวหุยกล่าวเศร้าสร้อย
“ท่านจะได้พบกับขงเบ้งในด่านที่สาม ต้องผ่านด่านที่สองนี้ไปก่อน” เด็กแนวสะลึมสะลือ พึมพำเบาๆ ราวกับคนละเมอ คนทั้งสามก็พลันหัวเราะด้วยความเอ็นดูออกมาพร้อมกัน
.............................................................................................................................................................

ย่ำรุ่งคืนนั้น ค่ายทหารอันเป็นที่พักพิงชั่วคราวของเล่าปี่และเหล่าผู้ติดตามดูสงบผิดปกติ หมอกเคลื่อนคล้อยลงต่ำ อากาศเย็นถึงจุดหยุดนิ่ง เสียงไฟจากไต้, ตะเกียง และกองฟืน ล้วนดับลงหมดสิ้น เงาคนวูบวาบกลุ่มหนึ่งวิ่งวนรอบค่ายทหารไปมา สักพักได้ยินเสียงคนเจรจากันเบาๆ กวนอูเห็นผิดสังเกตได้ก่อนใครอื่น พลางค่อยปลุกเล่าปี่และเตียวหุยให้ตื่นขึ้นเบาๆ พริบตา กองไฟก็ลุกโชนทั่วทิศ เสียงโห่ร้องกึกก้องดังระงมไปทั่ว จากนั้นก็กลายเป็นเสียงอาวุธกระทบกันรัวถี่ขึ้น, เร็วขึ้น และเข้าใกล้มากขึ้นตลอดเวลา ทั้งหมดจึงสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เตียวหุยรีบปิดปากเด็กแนวมิให้ส่งเสียงร้องตกใจ มาตรว่าสองกองทัพที่หายไปเมื่อคืน คงหวนกลับมารบพุ่งกันต่อเป็นแน่แท้

“ยึดค่ายทหารร้างก่อนเร็วเข้า” เสียงชายชราคนหนึ่งตะโกนร้องเสียงดังไล่หลังมา
“ฮ่าๆๆ อยากได้ค่ายนักข้าจะเผาซะเลย” อีกฝ่ายตะโกนตอบเสียงแหลมด้วยความสะใจ

ทั้งสี่ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจสถานการณ์โดยทันที ต่างพลางค่อยลอบย่องออกจากกระโจม ดูลาดเลาเห็นปลอดภัยแล้ว จึงค่อยพากันวิ่งกรูโดยเร็ว กระโจมสามสิบกว่าหลังวอดไปแล้วเกือบครึ่ง พวกเขานอกจากจะหลบจากสายตากองทัพทั้งสองแล้ว ยังต้องระแวดระวังภัยจากไฟอีกด้วย

“พวกเจ้าอยู่ข้างไหน ไม่อยากตายจงตอบมา” เด็กแนวเงยหน้าขึ้น เห็นแม่ทัพหญิงผู้หนึ่งแต่งกายเฉกเช่นชายชาติทหาร แต่สวมมงกุฎดอกหญ้าสีขาวแซมขนไก่และปุยนุ่น ขี่ม้าร่างตัวโต ปิดผ้าคลุมหน้ามิดชิด ช่างสง่างามท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวาย คนผู้นี้เป็นบุคคลเดียวกันกับ สตรีลึกลับเป็นหุบเขาที่คอยทดสอบผู้กล้าก่อนเข้าสู่ด่านที่สองเป็นแน่แท้ พอได้สติ เด็กแนวก็ร้องตกใจลั่น เมื่อปลายหอกที่ชายบนม้าจี้ตนอยู่นั้นตวัดไปมาผ่านร่างตนอย่างแผ่วเบาและรวดเร็วจนมองไม่ทัน
“อ้า... ฮือๆๆ เอวิส เพรสรี่ย์ ข้าตายแล้ว ข้าได้ไปอยู่กะเจ้าแล้ว” เด็กแนวร้องไห้ฟูมฟายลั่น
“เดี๋ยวก่อนท่านแม่ทัพ ได้โปรดไว้ชีวิตเด็กผู้นี้ เขาหาได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ใดไม่”
เล่าปี่รีบเจรจาช่วยเหลือเด็กแนวทันที ฝ่ายเตียวหุยและกวนอูไม่ทันได้ชักอาวุธออกรบ ก็ถูกเล่าปี่ปรามไว้ก่อน แม่ทัพบนหลังม้านั้น ไม่ฟังคำเจรจาของเล่าปี่ เสื้อผ้าของเด็กแนวจึงถูกปลายหอกกรีดขาดสิ้น เด็กแนวเป็นลมหงายหลังล้มฟุบหมดสติลงทันใด ทำให้เห็นรอยปานดำบนหน้าอกของเด็กแนวที่มีรูปสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ ราวกับภาพปริศนาของ Brick puzzle ชายบนหลังม้าเจ้าของเสียงเล็กแหลมนั้น ตลึงราวกับค้นพบอัญมณีล้ำค่าที่ตามหามาชั่วชีวิต ฉับพลันก็โฉบเข้าคว้าร่างเด็กแนวลอยละลิ่วขึ้นหลัง และโผนม้าทะยานหายไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตื่นตระหนกของคนทั้งสี่ ไม่ทันได้ช่วยเหลือเด็กแนว ทหารกลุ่มหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามาพร้อมกัน
.............................................................................................................................................................
แย่งกุมารเทพ... ชิงโอสถทิพย์
บนยอดเขาสูงลิบแห่งหนึ่ง เต็มด้วยหมอกปกคลุมตลอดทั้งปี ผู้คนที่ได้ย่างกรายถึงที่นี่ ดั่งได้ขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บนยอดเขานั้นเต็มไปด้วยน้ำแข็ง และบนลานน้ำแข็งขนาดใหญ่มีปราสาทน้ำแข็งแกะสลักราวแก้วอัญมณีล้ำค่าเปล่งประกายระยิบระยับ กล่าวขนานนามว่า “วิหารเหมันต์” เสียงกระบี่ดังเสียดแก้วหู วันนี้ความเงียบสงบของวิหารเหมันต์ถูกทำลายไปจนสิ้น สตรีชุดขาวร่ายรำเพลงกระบี่ไปมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งพลางอุ้มเด็กชายตัวแข็งทื่อไม่ไหวติง ไม่ส่งเสียงพูดจากเอาไว้ ชายชุดดำอีกสิบคน ล้วนใช้กระบี่รูปวงเดือนเข้ารุมล้อมหมายเอาชีวิต กระบี่ของพวกเขาสามารถบินได้รอบทิศดังใจต้องการ เมื่อถึงเป้าหมายก็สามารถหมุนย้อนกลับมาสู่มือผู้ใช้ได้ดังใจสั่ง กองทัพขนาดเล็กที่คอยคุ้มครองสตรีชุดขาว ไม่อาจต้านทานชายชุดดำสิบคนได้ ต่างล้มตามราวใบไม้ร่วง ต่างต้องหลั่งเลือกจนพื้นน้ำแข็งเต็มไปด้วยสีแดงฉาน กระบี่วงเดือนหมุนคว้างทะลุร่างกองทหารเหล่านั้นทีละนายสองนายราวมัจจุราชผู้หิวโหย ไม่นานนักสตรีชุดขาวเริ่มอ่อนแรง ชายชุดดำทั้งสิบยิ่งได้ใจ ใช้ค่ายกลเข้าเล่นงานทันที กระบี่วงเดือนทั้งสิบปลิวจู่โจมเข้ามาพร้อมๆ กันรอบทิศ ดูท่าทางนางคงไม่อาจมีชีวิตรอดเสียแล้ว นางได้แต่หลับตาลงทำใจในวาระสุดท้าย กระบี่วงเดือนทั้งสิบพุ่งเข้ามาเกือบถึงร่างก็เบี่ยงออกลงปักบนพื้นน้ำแข็งรอบกายในสภาพบิดเบี้ยวผิดรูปร่าง ไม่อาจใช้งานได้อีก นางได้สติลืมตาขึ้น เห็นไอน้ำระเหยเป็นทางขนาดเล็กๆ พุ่งออกมาจากปากประตูทางเข้าวิหารน้ำแข็งเบื้องหน้าข้ามศีรษะไปสู่ชายชุดดำทั้งสิบ ฉับพลันชายชุดดำประสานฝ่ามือกัน ลอยตัวกลางอากาศ ชายผู้หนึ่งนำหน้าดันฝ่ามือขึ้นรับไอน้ำที่พุ่งเข้ามา ฝ่ามือของชายชุดดำมีควันสีดำระเหยออกมาอันเป็นลักษณะของวิชามาร พื้นน้ำแข็งด้านล่างที่ชายทั้งสิบลอยตัวอยู่ก็แตกปริออกเสียงดังลั่นสนั่นหวั่นไหว พื้นน้ำแข็งแตกร้าวเป็นรอยมาจนเกือบถึงจุดที่สตรีชุดขาวยืนอยู่ นางต้องเกร็งกำลังป้องกันตัว ไอน้ำขนาดเล็กจางหายไปแล้ว ร่างชายทั้งสิบร่วงลงสู่พื้น ร่างกายพวกเขาค่อยสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ราวกับถูกไฟไหม้จนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก สตรีชุดขาวถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ

“คาราวะท่านเทพมารดร... ขอบคุณที่ช่วยชีวิต ข้าธิดาเทพ นำตัวกุมารเทพมาพบท่านแล้ว”

สตรีวัยเยาว์ผู้งดงามราวเทพธิดากล่าวขึ้นพลางทำความเคารพเทพมารดร นางคือแม่ทัพบนหลังม้า ผู้คว้าตัวเด็กแนวฝ่าวงล้อมสงครามเมื่อคืนมานั่นเอง ทว่าตอนนี้นางสวมมงกุฎดอกหญ้าเล็กๆ มวยผมขึ้นสูง พลางปล่อยผมที่เหลือประบ่า ดูมีเสน่ห์ลึกลับอย่างประหลาด ก้มลงแนบสนิทกับพื้น นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์เปลือยไหล่ ประดับด้วยผ้าแพรไหมบางๆ ล่ามผ่านแขนท่อนบนแล้วเลื้อยลงกับพื้นน้ำแข็ง ประตูน้ำแข็งแห่งวิหารเหมันต์เปิดขึ้นต้อนรับแขกผู้มาเยือน เผยให้เห็นห้องโถงที่เต็มด้วยน้ำแข็งสลักเพดานสูงลิบลิ่วที่ประดับประดาด้วยไฟทิพย์ กระถางเทพ และรูปปั้นเทพธิดาหยกในกริยาต่างๆ กลิ่นกำยานคลุ้งอยู่ตลอดเวลา เบื้องหน้าเป็นบัลลังก์เทพมารดร ไกลและสูงจนมองเห็นร่างอันบอบบางนั้นไม่ชัดด้วยม่านบางๆ สีขาวละมุนกั้นไว้อีกชั้น ด้านซ้ายและขวามีหญิงสาวสะคราญงดงามไม่แพ้กันนั่งปรนนิบัติอยู่อย่างใกล้ชิด มิเคยมีผู้ใดได้ยลโฉมของเทพมารดรแม้แต่เพียงครั้ง สถานที่เช่นนี้ช่างสงบและเย็นเยียบ เป็นสถานที่ต้องห้ามที่ใครๆ ล้วนต้องการย่างกรายเข้ามา อันเนื่องมาจากเทพมารดรผู้นี้เป็นเสมือนแม่ผู้ให้พลังปราณอันสูงส่ง แก่บรรดาเหล่าศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณน้อยคนนักจึงจะได้เข้าใกล้เช่นนี้ สตรีวัยเยาว์ผู้นี้ได้โอกาสใกล้ชิดด้วยเพราะนางได้ตัวกุมารเทพมานั่นเอง เทพมารดรดูสงบนิ่ง, ลึกลับและสูงส่งยิ่งนัก เทพมารดรมิได้ขยับร่างกายส่วนใด ฉับพลันกลุ่มไอน้ำจางๆ ก็พวยพุ่งออกมาจากบริเวณที่เทพมารดรนั่งอยู่ เข้าสู่ร่างของสตรีในชุดขาว คราวนี้ดูนางพึงพอใจที่ถูกพ่นไอน้ำใส่มาก ร่างของนางลอยละลิ่วขึ้นจากพื้นแล้วพลิกหัวกลับขึ้นยืน สีหน้าออกชมพูเปล่งปลั่งราวดรุณีแรกรุ่นที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิต

“ขอบพระคุณท่านเทพมารดรที่มอบพลังปราณเทพสุริยันแก่ข้า ไม่เคยรู้สึกกระชุ่มกระชวยแบบนี้มาก่อนเลย” นางดีใจมาก จนไม่ได้อยู่ในอาการสำรวม กริยาของนางช่างเริงร่าน่ารักยิ่ง
“อย่าได้ดีใจเร็วเกินไป พลังนี้ไม่เหมาะกับเจ้า ข้าถ่ายทอดให้เจ้าเพียงเล็กน้อย เพื่อให้เจ้าคุ้มครองกุมารเทพ ในช่วงที่เขายังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับพลังของข้าได้เท่านั้น” เทพมารดรกล่าว
“อู้อี้ๆ” (ช่วยด้วย) เด็กแนวถูกจับจี้จุดใบ้ ไม่สามารถขยับปากพูดและเคลื่อนไหวใดๆ ได้ ต้องนอนนิ่งบนพื้นสภาพเปลือยท่อนบน พยายามเปล่งเสียงได้เพียงเสียงครางในลำคอเบาๆ เท่านั้น
“ไยเจ้าจึงนำตัวกุมารเทพมาในสภาพเช่นนั้น” เทพมารดรกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
“เอ่อ ข้าคิดว่ากุมารเทพใช้บดเป็นส่วนผสมปรุงยาโอสถทิพย์ ไม่เห็นว่าต้องมากพิธี” สตรีชุดขาวตอบหน้าตาเฉย แต่เด็กแนวผู้ถูกเข้าใจว่าเป็นกุมารเทพกลับตกใจมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
“อี้อู้ๆ” (อย่านะ ข้าไม่ใช่กุมารเทพ) เด็กแนวพยายามพูดให้ทุกคนในห้องโถงนั้นเข้าใจ
“ธิดาสวรรค์ เจ้าหาได้ล่วงรู้ความลับของกุมารเทพโอสถทิพย์ไม่ จงอย่าได้เดาไปเอง บัวเทพ, บัวทิพย์ นำกุมารเทพไปหาข้าในห้องลับผลึกเหมันต์” เทพมารดรกล่าวเตือนพลางจากไป
“อี้ๆ อู้ๆ อู้ๆ อี้ๆ อี๊... อี๊...” (อะไรกันเนี่ยนี่ข้าเป็นคนนะ มีสิทธิ์จะไปหรือไม่ไปก็ได้ พวกเจ้าจะมาบังคับข้าได้ยังไงกัน มันผิดนะ) เด็กแนวแม้หนาวเหน็บเพียงใดยังไม่อาจขยับร่างสั่นได้

เด็กแนวได้แต่คิดอยู่ในใจ ฉับพลัน ดอกบัวสองดอกพุ่งออกมาจากมือของบัวเทพ บัวทิพย์ สายบัวยาวยืดขึ้นเรื่อยๆ แล้วเลื้อยเข้ารัดร่างเด็กแนวลอยขึ้นแล้วหมุนคว้างตามเทพมารดรเข้าไปในห้องลับขนาดเล็กห้องหนึ่ง ที่เย็บยะเยือกจับใจ เนื่องจากผนังทั้งหมดล้วนทำด้วยน้ำแข็งพันปี เทพมารดรนั่งหันหลังให้ สวมผ้าแพรสีขาวบางใสจนมองเห็นแผ่นหลังขาวนวล งดงามราวเทพจุติ ผ้าแพรผืนนั้นพันรอบร่างนางเบาๆ ตลอดทั้งตัว ในห้องลับนั้นหามีใครอื่นอีกไม่ นอกจากนางและเด็กแนว อย่าบอกนะว่านี่คือนิยายรักๆ ใคร่ๆ และเทพมารดรกำลังคิดมิดีมิร้ายกับเด็กแนว

“เจ้าอย่าได้คิดอกุศล เป็นอันขาด” เทพมารดรกล่าวสั้นๆ พลันร่างของนางลอยละลิ่วขึ้นไปกลางศีรษะเด็กแนวแล้วดิ่งศีรษะตนเองลงมาชนกับศีรษะของเด็กแนว ที่นั่งขัดสมาธินิ่งรออยู่ด้วยเพราะถูกสกัดจุดนั่นเอง เด็กแนวรู้สึกร้อนไปทั้งตัวทันที ความหนาวเย็นเมื่อครู่มลายไปสิ้น

“ตั้งสติดีๆ อย่าวอกแวก ข้ากำลังถ่ายทอดปราณเทพสุริยันให้เจ้า หากผิดพลาด เจ้าและข้าต้องตายทั้งคู่” เทพมารดรกล่าวจบก็เข้าสู่ฌานขั้นสูง นางแน่นิ่งไปราวหมดสติ แต่ร่างกายกลับห้อยกลับทิศลง ส่วนหัวของคนทั้งสองที่ติดกันนั้น มีไอน้ำระเหยอยู่เป็นเนื่องนิจ แล้วร่างทั้งสองก็ค่อยๆ หมุนวนในทิศทางตรงข้ามกัน เด็กแนวรู้สึกเคลิ้มไปราวกับหลุดไปอยู่อีกมิติหนึ่ง ขณะถ่ายพลังนี้ จิตของคนทั้งสองก็เข้าหากัน ปรากฏนิมิตในใจของเด็กแนว เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยไอน้ำและหมอกสีขาว เด็กแนวกล่าวสนทนากับเทพมารดรในประเด็นที่ตนสงสัยไปต่างๆ นานา

‘นี่มันที่ไหนกันเนี่ย เกิดอะไรขึ้น เป็นไปได้ยังไงกัน แล้วเจ้าทำอะไรข้า แล้ว...’ เด็กแนวถามต่อเนื่องไม่หยุดหายใจ แท้จริงแล้วเด็กแนวไม่ต้องหายใจ เพราะนี่เป็นเพียงเสียงในความคิด
‘เจ้าจงใจเย็นๆ ก่อน ข้าจะเล่าทุกสิ่งที่เจ้าต้องการให้ฟังเรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจาก เหล่าศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณที่ล้วนต้องการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ต่างพากันมาที่แห่งนี้เพื่อปะลองหมากในด่านที่สอง ซึ่งจะเป็นด่านแห่งกลยุทธ์การทำศึกต่างจากด่านแรกที่เจ้าผ่านมาเป็นด่านวรยุทธ์ หากใครมีความสามารถในการรบทัพจับศึกโดดเด่น จะได้รับเทียบเชิญจากบุคคลลึกลับเพื่อผ่านเข้าไปสู่ด่านที่สาม ซึ่งเป็นด่านการปกครองประเทศ ในด่านนั้นท่านขงเบ้งจะเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ ขงเบ้งนั้นใครๆ ก็อยากพบ ต้องการเชิญเขาเป็นกุนซือแห่งกองทัพ ทว่าน้อยคนนักจึงจะได้พบเขา ความวุ่นวายก็เริ่มต้นขึ้นจากการก่อตั้งกองทัพ แล้วเข้ารบพุ่งกันเองเพื่อแสดงศักดานุภาพให้ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ด่านที่สามอย่างที่เจ้าได้พบเห็นมา ข้าต้องการหยุดความวุ่นวายนี้ แต่เนื่องจากจิตมารผู้มีพลังกระตุ้นจิตใจคนให้สำเร็จวิชาฝ่ายมารได้นั้น คอยยุยงส่งเสริมให้บรรดาเหล่าศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณเข่นฆ่ากันเองตลอดเวลา นางต้องการให้พวกเขาเหล่านั้นร่วมมือกับนาง และยอมรับนางเป็นเจ้านายเหนือหัว จากนั้นจึงจะรวบรวมผู้คนเข้าชิงราชบัลลังก์ ข้าฝืนฝึกวิชาปราณเทพสุริยันเพื่อถ่ายทอดพลังนี้ให้แก่เจ้า อันเป็นบุคคลในตำนานที่จะยุติความวุ่นวายนี้ได้ หลังจากที่ได้รับพลังนี้แล้วข้าจะไม่อาจดำรงพลังชีพในฐานะเทพมารดรได้อีกต่อไป เหล่าศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณฝ่ายมารจะก่อกรรมทำเข็ญ เจ้าต้องกำจัดคนเหล่านี้แทนข้า ซึ่งก็คือ...’ เทพมารดรกล่าวต่อไปเรื่อยๆ มโนภาพของนางในใจของเด็กแนว ปรากฏเสมือนดั่งเทวรูป ศักดิสิทธิ์องค์หนึ่ง

..
‘หาจบแล้วเหรอ เรื่องนี้ทำไมสั้นนัก’


‘ปกตินิยายมันต้องยาวนี่นา เดี๋ยวนี้อะไรๆ มันช่างรวดเร็วทันใจวัยรุ่นจริงๆ’ เด็กแนวสงสัย แต่เพราะเวลาในจิตคนเรานั้นรวดเร็วกว่าปกติ ความทรงจำของเด็กแนวก็ถูกบรรจุทุกอย่างที่ต้องการรู้ไว้เรียบร้อย เมื่อทราบสิ่งต่างๆ และพลังปราณเทพสุริยันจนหมดสิ้น เด็กแนวมีจิตใจที่สงบนิ่งขึ้น แต่ร่างกายยังคงสั่นเทาเล็กน้อย น้ำตาไหลลงอาบสองแก้ม มีเสียงสะอื้นไห้เบาๆ ส่วนเทพมารดรพลิกตัวกลับลงนั่งที่เดิมห่างจากเด็กแนวไม่ไกลนัก เทพมารดรหันหลังให้ไม่ไหวติงราวกับสิ้นลมแล้ว ผมของนางเปลี่ยนจากสีดำเป็นขาวจนหมดสิ้น เด็กแนวก้มศีรษะจนติดพื้นทำความเคารพนางหลายครั้ง ก่อนจะรีบถอยออกไปอย่างรีบร้อน และดูมีท่าทางหวาดกลัวอย่างผิดปกติ

เทพมารดรถ่ายทอดความทรงจำอันใดอีกบ้างกันแน่? และเด็กแนวจะเป็นเช่นไรต่อไป?
.............................................................................................................................................................
“เทพมารดรฝึกวิชาเทพสุริยัน วิชานี้เดิมเป็นวิชาของชาย และต้องฝึกตั้งแต่ยังเด็ก ต้องมีวันเวลาที่เกิด มีลักษณะตรงตามกำหนด พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นวิชาสำหรับกุมารเทพคนเดียวเท่านั้น นางฝืนฝึกเพื่อสืบทอดวิชานี้ให้แก่กุมารเทพ เวลาฝึกร่างกายนางจะร้อนจัด ต้องอยู่ในวิหารเหมันต์ที่ทำด้วยน้ำแข็งตลอดเวลา แถมยังต้องถือศีลตลอดชีวิต กินอาหารก็ต้องกินแต่ธาตุเย็นเท่านั้น แม้แต่เสื้อผ้าอาภรณ์นางก็ใส่มากไม่ได้ นางจึงไม่อาจออกมาพบหน้าผู้คน แต่วิชานี้ เป็นวิชาฝ่ายธรรมะ ยิ่งฝึกจะยิ่งทำให้มีพลังชีวิตมากขึ้น เป็นอำมตะไม่แก่ ไม่ตาย ศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณล้วนแต่ต้องการกันทั้งนั้น ข้าได้รับพลังปราณเทพสุริยันมาเล็กน้อย จึงไม่เป็นอันตราย แต่เจ้า... เอ่อ กุมารเทพได้รับพลังของนางมาทั้งหมดกลับไม่เป็นอะไร เพราะฟ้าลิขิตให้วิชานี้แก่กุมารเทพเพียงคนเดียวเท่านั้น ช่างน่าอิจฉาเจ้าจริงๆ แต่ภาระหน้าที่ของคนที่เป็นกุมารเทพก็แสนจะยุ่งยาก ข้าน่ะอยากจะช่วยเจ้าจริงๆ เสียดายลำพังวรยุทธ์ที่ข้ามีนี่มันยังไม่เพียงพอ ถ้าเจ้าแบ่งให้ข้าละก็...” ธิดาเทพจอมเจ้าเล่ห์พยายามพูดเกลี้ยกล่อมกุมารเทพให้ถ่ายทอดพลังปราณให้ตน นางได้รับมอบหมายให้ดูแลกุมารเทพ
“ข้านะเหรอ น่าอิจฉา เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายมารรู้ว่าข้าได้พลังจากเทพมารดรแล้ว ก็จะจับข้าไปทำโอสถทิพย์กินนะซี พวกมันน่ะ ฝึกวิชาอย่างพวกเจ้าไม่ได้ ดึงพลังจากข้าก็ไม่ได้ ทำได้แต่เอาข้าไปกินเท่านั้น จึงจะได้พลังปราณมารเหมันต์ ซึ่งเป็นวิชาเย็นเยือกที่ตรงกันข้ามและเทียบเท่ากับพลังปราณเทพสุริยัน ต่อไปนี้ ข้าจะต้องถูกพวกมันตามล่าไปจนตายแน่ๆ วัยรุ่นเซ็งจริงๆ เลย”
“โธ่... นี่เจ้าไม่ต้องกลัวเลยนะ เจ้าถ่ายทอดพลังให้ข้าเมื่อไร ข้าจะปกป้องเจ้าเอง” ธิดาเทพกล่าวพลางอ้อมมาด้านหลังบีบนวดกุมารเทพ เอาอกเอาใจสารพัดต่างจากก่อนหน้านี้สิ้นเชิง กริยาท่าทางของนางช่างแตกต่างกับตอนที่นางใส่ชุดนักรบบุกเผาค่ายทหาร อันเป็นที่พักพิงของเล่าปี่และคณะติดตามเมื่อคืนก่อนโดยสิ้นเชิง ทั้งคู่เดินกระเซ้าเหย้าแหย่กันลงเขาไป ตลอดทางเต็มไปด้วยดอกหญ้าปลิวไสวลู่ลมตอนเย็น ส่งประกายสีขาวนวลยามต้องแสงอัสดง นกน้อยต่างเริ่มทยอยกลับรัง ทิวเขาสลับซับซ้อนถูกย้อมด้วยสีทองอร่าม หมอกจางๆ ค่อยเคลื่อนช้าลงจนเกือบหยุดนิ่ง
“ข้าถ่ายทอดพลังให้ใครไม่ได้หรอก” เด็กแนวหรือก็คือกุมารเทพนั่นเอง กล่าวอย่างเศร้าสร้อย เขาถูกจับแต่งตัวใหม่ ด้วยผ้าไหมเงินเคลือบม่วง กลายเป็นบุคคลสูงศักดิ์ราวโอรสสวรรค์
“อ้าวทำไมละ ได้มาตั้งเยอะ แบ่งให้ข้านิดหน่อยไม่ได้หรือไง” ธิดาเทพทำท่าแสนงอน
“ถ้าข้าถ่ายทอดพลังให้ใครอีกข้าก็ต้องตาย เพราะพลังปราณเทพเข้าหลอมรวมกับพลังชีวิตของข้าจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ข้าจึงมอบพลังนี้แก่ใครไม่ได้อีกนะซี” กุมารเทพยิ่งอธิบาย ก็ยิ่งดูเศร้าสร้อยมากยิ่งขึ้น แต่ดูเหมือนธิดาเทพจะไม่สนใจความสลดหดหู่ในแววตาของเขาเลย
“โธ่ นี่ที่ข้าอุตส่าห์ทำดีต่อเจ้ามาตั้งเยอะก็เท่ากับสูญเปล่านะซี เจ้านี่มันหลอกให้ข้าทำดีชัดๆ ไปตายซะไป ไปเลยไป” นางกล่าวพลางเปลี่ยนจากการบีบนวดเป็นการทุบแทน กุมารเทพร้องโวยวาย แต่ไม่ทันที่กุมารเทพจะตอบโต้ ฉับพลันกลุ่มควันสีดำ, แดง, ม่วง, เหลือง เส้นเล็กๆ พุ่งเป็นสายออกมาจากสองข้างทางตรงเข้าหาคนทั้งสองอย่างรวดเร็ว นี่คือพิษสี่สีของตำหนักมารพิษ
“เจ้าหลบไป” ธิดาเทพสะบัดหน้า รวบรวมลมปราณที่ท้องน้อยแล้วพ่นลมหายใจอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ลมหายใจของนางกลายเป็นลมหอบใหญ่พัดกลุ่มควันเหล่านั้นกลับไป พิษชนิดนี้เมื่อแตะกับหญ้าแห้งๆ กับไม่มีปฏิกิริยา แต่เมื่อได้รับความชื้นจากลมหายใจของธิดาเทพ กลับกลายเป็นกรดพิษกัดกร่อนดงหญ้าริมทางและก้อนหินต่างๆ จนสลายกลายเป็นไอตลบอบอวล กว่ากุมารเทพจะรู้ตัวก็พบว่าถูกธิดาเทพคว้าร่างล่องลอยไปอยู่บนผาหินเสียแล้ว ธิดาเทพกวาดสายตาจ้องมองทางเบื้องล่างเพื่อหากลุ่มผู้ลอบทำร้าย แต่กลับไร้วี่แวว คนตำหนักมารพิษนอกจากจะเก่งกาจในเรื่องพิษแล้ว การลอบโจมตี, การแปลงกาย, การสะกดรอย ล้วนแต่เป็นอาวุธที่ร้ายกาจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าตำหนักผู้เร้นกายลึกลับ ไม่มีใครเคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขา แต่ผลงานของเขาล้วนถ่ายทอดผ่านบรรดาลูกศิษย์ผู้ใช้พิษสารพัดรูปแบบในการฆ่าคน ครั้งหนึ่งหมอกพิษแปดสีของเจ้าตำหนักเคยฆ่าคนได้ทั้งกองทัพมาแล้ว คราวนี้คนทั้งสองต้องมาเจอพิษสี่สีเข้าจึงนับว่ายังโชคดี

“คนตำหนักมารพิษดีก็เป็นแค่เต่าหดหัว ต่อให้ใช้พิษแปดสีของเจ้าตำหนัก ก็ทำได้แค่หลบหนีหางจุกตูดละน่า” ธิดาเทพพยายามยั่วโทสะศัตรูเพื่อล่อให้ออกมาจากที่ซ่อน ทันใดนั้นควันพิษทั้งแปดสี คือ ดำ, แดง, เขียว, เหลือง, ม่วง, ส้ม, น้ำเงิน, ขาว ก็พวยพุ่งออกมาจากใต้หน้าผาหิน ล้อมรอบตัวคนทั้งสองอย่างรวดเร็ว ธิดาเทพพลันตกใจจนต้องผงะถอยหลัง ไม่คาดคิดว่าเจ้าตำหนักมารพิษที่เหล่าศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณเคารพในฐานะผู้แนะนำหมากผู้หนึ่ง ถึงกลับมาเยือนด้วยตนเอง นางพยายามใช้วิชาพลังลมปราณ “วายุผกผัน” พัดกลุ่มควันพิษกลับทว่าพิษอีกสี่สีไม่ทันถูกลมปราณพัดกลับก็ถึงตัวกุมารเทพและนางเสียแล้ว ท่าทางนางอึดอัดราวหายใจไม่ออก สีหน้ากลายเป็นสีม่วงคล้ำทันที นางทรงตัวแทบไม่ไหว ร้องไห้ไม่ออก แต่กุมารเทพกลับไม่รู้สึกอะไรนอกจากบ่นเสียงดังว่าเหม็นยิ่งกว่าหมาเน่าเสียอีก ฉับพลันเงาร่างคนผู้หนึ่งวูบเข้ามาตรงหน้ากุมารเทพพอดี กลุ่มควันแปดสีกระจายออกจากปากคนผู้นั้นอย่างเชื่องช้า กระจายครอบคลุมจนมองแทบไม่เห็นทัศนวิสัยเบื้องหน้า เห็นเพียงกงเล็บยาวน่าเกลียดน่ากลัวสีดำสนิทที่คว้ากลุ่มควันเหล้านั้น พลันซัดกงเล็บมา ทันทีที่ปะทะใบหน้า กุมารเทพก็ร้องเสียงดังด้วยความตกใจ พลังในร่างก็พวยพุ่งออกมาจากปากของกุมารเทพพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของชายลึกลับเจ้าของเงาร่างนั้นทันที เงาร่างนั้นถึงกับผงะหงาย ส่งเสียงกรีดเล็กแหลมด้วยความเจ็บปวด กระอักเลือดก้อนหนึ่งออกมาใส่ใบหน้าของกุมารเทพ แล้วหลบวูบหายไปอย่างลึกลับ กุมารเทพงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

“อ้วก...” กุมารเทพทนความเหม็นโสมมของกลิ่นควันและก้อนเลือดนั้นไม่ได้จึงอาเจียนออกมา พลางบ่นด่าสารพัด โวยวายลั่นไปหมด เมื่อได้สติ เขากลับต้องเห็นร่างอันไร้สติของธิดาเทพนอนกองอยู่ข้างๆ ร่างกายแข็งเกร็งไม่ไหวติง ใบหน้าของนางที่เคยงดงาม กลับเหมือนผีตนหนึ่ง เมื่อเห็นใบหน้านางตอนนี้แล้ว ทันใดนั้นกุมารเทพรู้สึกคลื่นไส้เป็นเท่าทวีคูณ เขาจึง....

“อ้วกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”
............................................................................................................................................................


โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 18 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 15 : 13 ]

น่าสนใจดีค่ะ

โดย : จื่อหลาน
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 29 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 15 : 28 ]

มาถึงตรงนี้ อยากอ่านต่อไหมครับ?

โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 30 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 13 : 53 ]

สนุกมากค่ะ ถ้ามีมาให้อ่านอีก็จะอ่านต่อนะค่ะ

โดย : จื่อหลาน
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 30 เม.ย. ปี 2005 [ เวลา 22 : 20 ]

งั้นก็จะลงต่อ ตอนต่อๆ ไปจากนี้ เริ่มสนุกแล้ว เพราะตัวละครเด่นๆ จะออกมาเยอะขึ้น พระเอกได้วรยุทธ์แต่กลับยังใช้ไม่เป็น ก็ดันมีตัวร้ายฝีมือฉกาจตามล่า เดี๋ยวเขาจะไปพึ่งพาสุดยอดฝีมือแห่งยุค ที่ฝึกวิชาประหลาดคู่หนึ่ง พระเอกนางเอก จะต้องดูแลกันปกป้องกันและกัน แบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน (บางส่วนกำลังปรับแก้ เพราะรู้สึกเขียนยังไม่ดีครับ)

โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 2 พ.ค. ปี 2005 [ เวลา 22 : 11 ]

ตำหนักมารพิษ
กุมารเทพได้สติแต่ไม่อาจช่วยเหลือธิดาเทพ ได้แต่ร้องไห้ฟูมฟายเสียงดัง ธิดาเทพแม้รู้จักกันเพียงข้ามคืน ภายนอกดูเหมือนไร้เยื่อใยมุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ ภายในจิตใจเบื้องลึกของนางหาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่เหตุที่นางต้องตายตั้งแต่ยังแรกรุ่นนั้น เพราะปกป้องชีวิตของกุมารเทพนั่นเอง แม้นางสิ้นลมนางยังไม่วายเป็นห่วงกุมารเทพ มือที่แข็งแกร่งของนางจับข้อเท้ากุมารเทพไว้แน่น แม้กุมารเทพพยายามจะแกะออกเท่าไร ก็ไม่อาจทำสำเร็จ นางต้องตายตาไม่หลับจริงๆ

“ฮือๆๆ เจ้าเป็นผีแล้ว อย่ามาหลอกหลอนข้าเลยนะ ข้าไม่ได้ใช้ให้เจ้าตายแทนข้าสักหน่อย อย่ามาโทษข้าเลย อย่าจองเวรข้าเลย ข้าแค่แอบดูเจ้าอาบน้ำเมื่อคืน ข้าไม่ได้ทำความผิดอะไรมากมายไปกว่านี้เลยจริงๆ นะ ที่ข้าขโมยขนมเจ้ากินเมื่อคืนเดี๋ยวข้าคืนให้เจ้า ข้าไม่เอาแล้ว ข้า... ฮือๆๆ”

“เกร็งกำลังที่ท้องน้อย แล้วขับปราณออกมาทางข้อเท้าเร็วเข้า” เสียงคนผู้หนึ่งออกคำสั่ง ยังไม่ทันที่กุมารเทพจะได้ตอบ หรือเข้าใจสิ่งใด เงาร่างคนสี่คนก็วูบเข้ามาพร้อมกัน คนหนึ่งตาบอดแบกร่างคนหนึ่งขาขาด คนหนึ่งรั้งท้ายทำท่าทางส่งภาษามือคล้ายคนใบ้ พลางขีดเขียนอักษรบนหลังชายแขนขาดทั้งสองข้างอีกคน ซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งเมื่อครู่ กุมารเทพยังคงงุนงงทำสิ่งใดไม่ถูก ชายทั้งสี่เห็นดังนั้น ก็ส่งสัญญาณบางประการ พลันชายแขนขาดก็ตีลังกาลอยละลิ่วเข้ามา ใช้เท้าทั้งสองข้างเกาะหลังกุมารเทพจนกุมารเทพต้องทรุดตัวลงนั่งโดยไม่ตั้งใจ แล้วชายตาบอดก็เข้าจับแขนข้างซ้าย ชายใบ้จับแขนข้างขวา ชายขาขาดโผนเข้าใช้แขนทั้งสองข้างดันร่างธิดาเทพลุกขึ้นนั่ง กุมารเทพถูกจับร่างให้อยู่ในท่าถ่ายทอดพลังปราณสู่ร่างของธิดาเทพทันที กุมารเทพรู้สึกถึงพลังความร้อนที่พุ่งออกจากท้องน้อยผ่านฝ่ามือทั้งสองออกไปปะทะร่างธิดาเทพ เพียงครู่เดียวธิดาเทพพลันลืมตาขึ้น กุมารเทพตกใจราวกับเห็นผี ปากก็ส่งเสียงร้องลั่นว่าผีหลอก คนทั้งสี่ต้องรีบห้ามปรามให้กุมารเทพสงบสติอารมณ์ พลางอธิบายว่านางยังไม่ตาย ต้องรีบใช้พลังปราณเทพสุริยันขับพิษออก

“แย่แล้ว พลังปราณกุมารเทพเริ่มปั่นป่วน เกิดอะไรขึ้น?” ชายแขนขาด ผู้ใช้ขารัดร่างกุมารเทพสัมผัสถึงความปั่นป่วนได้ก่อนใครกล่าวเตือนขึ้น สักพักกุมารเทพก็หมดสติวูบลงไป ส่วนธิดาเทพกลับมีสีหน้าดีขึ้นดังเดิม ควันแปดสีค่อยคลายออกมาจากปาก, ตา, หู และจมูกของนาง คนทั้งสี่รีบพากันดึงร่างกุมารเทพหลบออกมา เมื่อกลุ่มควันเหล่านั้นออกมาหมด พื้นหญ้าและต้นไม้ขนาดเล็กรอบบริเวณนั้นก็แห้งตายทันที ธิดาเทพก็ฟื้นคืนสติ นางปรับลมปราณชั่วครู่ จึงกล่าวขอบคุณ

“ข้าธิดาเทพ ขอขอบคุณ สี่ประหลาดหนึ่งพเนจร ที่ช่วยชีวิต บุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่ลืมเลย”
“เฮ้ย เจ้าขอบคุณคนผิดแล้ว เจ้าหนูกุมารเทพนี่ตั้งหากที่ช่วยเจ้า” ชายตาบอดอุ้มร่างกุมารเทพที่หมดสติอยู่อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ชายอีกสามคนรีบเข้ามาดูอาการกุมารเทพต่อ
“แย่แล้ว ลมปราณเจ้าหนูนี่ปั่นป่วนมาก หากปล่อยไว้ก็ตายเหมือนกัน” ชายขาขาดกล่าว
“พวกเราบังคับให้กุมารเทพ ถ่ายพลังใส่ตัวท่าน จู่ๆ กุมารเทพก็ลมปราณปั่นป่วน” ชายแขนขาดรับสารภาพโดยดี ทั้งสี่สีหน้าเปลี่ยนไป เนื่องด้วยวู่วามรักษาผิดวิธี ทำให้ชีวิตต้องแลกชีวิต
“หา? กุมารเทพบอกข้าว่า หากเขาถ่ายทอดพลังให้ใครเขาต้องตาย ถ้าอย่างนั้นเราจะทำอย่างไรดี” ธิดาเทพรีบเข้ามาดูอาการกุมารเทพด้วยความร้อนรน นางเองรู้สึกผิดด้วยอีกคนหนึ่ง
“ไม่เห็นจะยาก ขอให้เทพมารดรรักษา เขาต้องหายแน่” ชายตาบอดออกความคิดเห็น
“ไม่ได้... เทพมารดรจำศีลสามปี หากมิใช่เรื่องสำคัญจริงๆ แล้ว ไม่อาจให้ใครเข้าพบได้อีกพวกเรายังมิอาจอยู่ในตำหนักหยกทิพย์ได้นาน ต้องรีบออกมาก่อน ครั้นจะย้อนกลับไปอีกคงมิได้แล้ว” ธิดาเทพกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย พลางซ่อนเลศนัยบางอย่าง คนทั้งสี่ต่างมองหน้ากัน
“ประหลาดนัก เทพมารดรให้ความสำคัญกับกุมารเทพเป็นที่สุด พวกเราล่วงรู้ความลับมาว่า เทพมารดรถ่ายทอดพลังปราณเทพสุริยันให้กุมารเทพแล้ว ทำไมนะ?” คนทั้งสี่รู้สึกเคลือบแคลง แต่เนื่องจากมิใช่คนในตำหนักหยกทิพย์ จึงไม่อาจเสียมารยาทถามต่อ ชายแขนขาดจึงแนะนำว่า
“งั้นพาเขาไปพบกระบี่คู่เดียวดายโดยเร็วที่สุด คนทั้งสองเชี่ยวชาญการฝึกยุทธ์คู่และการถ่ายทอดปราณระหว่างชายหญิงมากที่สุด ‘กระบี่เทพ’ หนึ่งในกระบี่คู่เดียวดายเป็นศิษย์ของเทพมารดรเขาย่อมต้องช่วยเหลือแน่ นี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว” คนที่เหลือพากันหมดหวังยิ่งกว่าเดิม
“เขาเร้นกายสิบปี พวกเราจะหาเขาได้ทันการณ์หรือ เป็นไปไม่ได้หรอก” ธิดาเทพกล่าว
“แม้พวกเราสี่ประหลาดหนึ่งพเนจรจะรู้ที่ซ่อนของพวกเขา แต่ ‘ดาบมาร’ หนึ่งในกระบี่คู่เดียวดาย คงไม่ยอมยื่นมือช่วยเหลือพวกเราแน่ เพราะหากเขาช่วยเหลือเรา เขาต้องถูกคนตำหนักมารพิษตามล่า อยู่ก็ไร้ความสุข ตายก็ไร้ความสงบเป็นแน่” ชายตาบอดกล่าว
“แล้วทำไมพวกท่านซึ่งพเนจรร่อนเร่ด้วยกันชั่วชีวิต จนเสมือนเป็นคนๆ เดียวกัน ไม่เข้าฝ่ายใด ยังต้องช่วยพวกข้าด้วยละ” ธิดาเทพย้อนถามกลับอย่างดุดัน นางวิตกกังวลอย่างที่สุด
“เอ่อ... พวกเราตกลงกันว่าเมื่อใดที่กุมารเทพ ผู้ซึ่งกล่าวขานล่ำลือในตำนานว่าเป็นผู้ปลดปล่อยปรากฏตัวเมื่อใด พวกเราจะทำหน้าที่เป็นบ่าวรับใช้” สี่ประหลาดหนึ่งพเนจรกล่าวพร้อมกัน
“เหลวไหลจริงๆ งานแรกของพวกท่าน ก็ทำให้นายของท่านต้องตายเสียแล้วนะหรือ?”
“ได้... พวกเราจะเสี่ยงชีวิต ขอร้องกระบี่คู่เดียวดายให้ช่วยกุมารเทพ” ทั้งสี่รู้สึกผิด จึงตกลงกันว่าจะพากุมารเทพไปพบ กระบี่คู่เดียวดาย ซึ่งเป็นสหายเก่าลับๆ ของคนทั้งสี่ในที่สุด
“แต่พวกเราขอร้องท่านเรื่องหนึ่ง ท่านต้องปลอมตัวเร้นกาย อย่างแนบเนียนที่สุด ห้ามมิให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าพวกเรากำลังตามหากระบี่คู่เดียวดายเด็ดขาด มิเช่นนั้นแผนการของเราย่อมล้มเหลว”
เหตุการณ์ช่างพลิกผัน จู่ๆ คนทั้งสองก็ถูกลอบทำร้ายด้วยคนในตำหนักมารพิษ ส่วนธิดาเทพที่เสมือนตายกลับฟื้น กุมารเทพที่เสมือนรอดกลับเข้าใกล้ความตายไปทุกขณะ แล้วจู่ๆ ก็มีสี่ประหลาดหนึ่งพเนจรผู้ไม่ยอมเข้าข้างผู้ใด ก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พร้อมนำพาพวกเขาไปสู่กระบี่คู่เดียวดายที่ซ่อนเร้นกายมานับสิบปี เหตุการณ์จะเป็นเช่นไรต่อไป กุมารเทพจะรอดชีวิตหรือไม่ กระบี่คู่เดียวดายจะเป็นมิตรหรือศัตรู แล้วคนตำหนักมารพิษจะกลับมาแก้แค้นพวกเขาหรือไม่
.............................................................................................................................................................


โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 3 พ.ค. ปี 2005 [ เวลา 17 : 24 ]

ก็ดีค่ะ

โดย : นิ้ง
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 4 พ.ค. ปี 2005 [ เวลา 8 : 23 ]

กุมารเทพจะตายไหมค่ะ แล้วพวกเล่าปีเป็นอย่าไรบ้าง

โดย : จื่อหลาน
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 4 พ.ค. ปี 2005 [ เวลา 10 : 47 ]

มีคนรออ่านก็จะโพสต่อนะครับ ตอนต่อไปนี้ ได้เจอกับสุดยอดจอมยุทธ์คู่หนึ่ง ฝึกวิชาประหลาดที่ไม่เคยมีมาก่อน ลองดูครับว่าเป็นอะไร?

.............................................................................................................................................................
ยอดยุทธ์กระบี่คู่เดียวดาย
การค้าขายแถบชานเมืองดีขึ้นมาก หลังจากเหล่าศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณเข้ามาแฝงกายในเมืองนี้เต็มไปหมด กลิ่นอาหารจางๆ ลอยมาจากร้านบะหมี่ข้างทางเล็กๆ ร้านหนึ่ง ที่มีคนไม่พลุกพล่านนัก ปะทะจมูกคนพิการทั้งสี่ ธิดาเทพชวนคนทั้งหมดเข้าแวะกินอาหารกลางวันกันก่อนออกเดินทางต่อ ชายใบ้แบกกุมารเทพขึ้นหลังดีใจเมื่อได้พักวางกุมารเทพลงสักครา กุมารเทพแปลงกายในชุดเด็กชายชาวป่าถูกสกัดจุดเพื่อยับยั้งพลังปราณที่ปั่นป่วนชั่วคราว ร่างที่ไม่ขยับเขยื้อนนั่งหลับตาปี๋ราวกับหุ่นปั้น จึงกลายเป็นเป้าสายตาของลูกค้าทั้งร้าน ธิดาเทพปลอมกายในชุดชาวบ้านไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ต้องระงับอารมณ์โกรธไว้ชั่วขณะ นางสั่งหมี่ร้อนๆ ไอบะหมี่หอมยั่วยวนใจคนเดินทางไกลเป็นอย่างยิ่ง ยังไม่ทันได้กิน ลูกค้าอายุรุ่นราวคราวเดียวกับกุมารเทพคนหนึ่งก็ล้มฟุบลงไปเฉยๆ สายตาคนในร้านแทบทุกคู่ย้ายไปมองพร้อมกันทันที เถ้าแก่เห็นผิดวิสัยก็เข้าไปปลุก

“ตี๋น้อย คิดจะเบี้ยวเหรอ ไม่ทันจ่ายเงิน ทำเป็นหลับ เดี๋ยวก็ซัดให้ลูกตาหลุดเสียเลย”
เถ้าแก่ไม่พูดเปล่า พลางคว้าคอเสื้อด้านหลังกระชากร่างเด็กชายวัยรุ่นให้เงยหน้าขึ้น ลูกกลมๆ ขนาดเท่าลูกมะนาวสองลูกสีขาวโพลนก็หลุดร่วงลงในชามบะหมี่ดังต๋อม จนน้ำบะหมี่กระจาย เถ้าแก่หันมามองหน้าเด็กชายผู้นั้นอย่างหัวเสีย เห็นใบหน้าของเขาลอกหลุดออกเป็นชิ้น จนเห็นกระดูกขาวโพลน เบ้าตากลวงโบ๋ทั้งสองข้างเพราะหลุดลงไปในชามบะหมี่เสียแล้ว .
“ห๋า พิษผงกร่อนกระดูกนี่นา” ลูกค้าคนหนึ่งรำพันขึ้น แน่นอนว่าคนผู้นี้ย่อมต้องเป็นศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณจึงรู้จักพิษชนิดนี้ พลันคนทั้งร้านต่างลุกฮือหนีออกไปด้วยความหวาดกลัว ผู้คนทั้งหลายต่างหวาดกลัวว่าจะพลอยถูกพิษของตำหนักมารพิษเล่นงานไปด้วย ในร้านจึงเหลือเพียงศพตี๋น้อย ชายร่างท้วมคนหนึ่งที่ไม่เคยหันไปแยแสใคร และพรรคพวกของกุมารเทพเท่านั้น
“ลอบฆ่าผิดตัว กรรมย่อมสนองเจ้า” พูดจบชายแขนขาดทั้งสองข้างก็ดีดร่างลอยละลิ่ว พุ่งเข้าหมายใช้ปลายเท้าร่ายรำกระบวนท่าเท้าท่องยม เพื่อสังหารชายร่างท้วมคนนั้นทันที
“ฮึ่ม สี่ประหลาดหนึ่งพเนจรอย่าได้ยุ่งเรื่องของคนตำหนักมารพิษจะดีกว่า” ชายร่างท้วมเมื่อถูกจับได้ ก็มิได้ตระหนกตกใจ ยังคงนั่งนิ่งไม่หันหลังกลับมา ทว่าฝูงแมลงพิษกลุ่มหนึ่งพลันบินเข้ามาปกป้องชายร่างท้วมเสียสิ้นจนดูราวกลุ่มควันสีดำแดง ชายแขนขาดแม้นรู้พิษสงของแมลงพิษดีแต่ไม่อาจถอยกระบวนท่าหนี ชายตาบอดพลันซัดพัดเหล็กทั้งสองตามไปสมทบ ฝูงแมลงพิษแยกออกเป็นทางเปิดช่องให้พลังฝ่าเท้าท่องยมของชายแขนขาดแทรกเข้าไป ทว่าร่างชายร่างท้วมคนนั้นก็หายไปเสียแล้ว ฉับพลันชายขาขาดก็ดีดตัวพุ่งขึ้นทะลุหลังคามุงจาก ยินเสียงหวดแส้เหล็กคู่กระทบกับอาวุธซัดอาบยาพิษครั้งหนึ่ง ร่างชายขาขาดก็ลงมาเกาะหลังชายตาบอดดังเดิม จากนั้นเสียงขลุ่ยก็ดังขึ้นจากชายใบ้ อาวุธซัดพลันปลิวออกสกัดทางหนีของชายร่างท้วม ธิดาเทพไม่รอช้า เมื่อเห็นร่างชายร่างท้วมชัดเจนก็ซัดฝ่ามือกลางอากาศทะลุหลังคาตรงไปทันที ได้ผลชายร่างท้วมร้องเสียงดังลั่นเห็นเลือดสดๆ ทะลักออกจากปากราวน้ำพุ คาดว่าอวัยวะภายในล้วนแหลกเหลวสิ้น ไม่ทันได้ดีใจ ควันสีขาวกระจายล้อมรอบร้านบะหมี่เสียแล้ว เห็นร่างตี๋น้อยต้องควันพิษค่อยๆ สลายกลายเป็นน้ำสีดำเหม็นจนแทบอาเจียนออกมาทันที ทั้งหมดรีบโจนออกจากร้านอย่างรวดเร็ว

“แย่แล้ว คนตำหนักมารพิษรู้ตัว ตามล่าพวกเราแล้ว” ธิดาเทพร้องเตือน ทั้งหมดกึ่งวิ่งกึ่งเหินออกมาจนถึงริมทะเลสาบที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง ด้วยความกลัวการตามล่าของตำหนักมารพิษพวกเขายิ่งต้องหาสถานที่โปร่งโล่ง จากนั้นจึงค่อยหยุดพักด้วยความเหนื่อยล้า ชายใบ้ดูจะเหน็ดเหนื่อยที่สุด เพราะต้องแบกร่างกุมารเทพด้วย แต่ไม่เคยปริปากหรือแสดงอาการเหนื่อยล้าให้เห็น
“ข้าขอพักสักครู่เถอะ นี่ก็หนีมาไกลแล้ว” ชายตาบอดกล่าว เขาต้องแบกชายขาขาดตลอดเวลา จึงเหน็ดเหนื่อยกว่าผู้อื่น ชายขาขาดผู้เป็นดวงตาให้ชายตาบอดอยู่ในที่สูงกว่าคนอื่น เขาเหม่อมองภาพทัศนียภาพเบื้องหน้าพลางอธิบายให้ชายตาบอดฟังราวบทกลอนกวีชมธรรมชาติ
“ทิวเขาข้างหน้าสลับซับซ้อนเป็นแนวยาวค่อยจางหายไป ขนาบตลอดสองข้างของทะเลสาบที่สงบนิ่ง ไม่ไหวติงจนเห็นเงาสะท้อนของท้องฟ้าสีครามสดใสยิ่งนัก โขดหินใหญ่น้อยค่อยแซมริมน้ำ ช่างหน้าขึ้นไปโลดโผนเล่นยิ่งนัก ข้าได้กลิ่น... กลิ่น?” ชายขาขาดชะงักทันที กลิ่นฉุนจางๆ ประหลาดค่อยรุนแรงขึ้น มาจากเหนือบริเวณผิวน้ำเบื้องหน้าห่างจากคนทั้งหกเพียงสามก้าว

“ระวัง กรดพิษ” ชายตาบอดร้องเตือน พลันชายขาขาดพุ่งร่างออกไป ชายตาบอดก็ร่ายรำเพลงพัดเหล็กปัดป้องสายน้ำเจ็ดสายที่จู่ๆ ก็พุ่งออกมาจากผิวน้ำในทะเลสาบ หวังเข้าปะทะคนทั้งหก ชายใบ้รีบเป่าขลุ่ยลงพื้นน้ำอันเป็นที่มาของสายน้ำทั้งเจ็ด อาวุธลับชุดหนึ่งพุ่งลงไปอย่างรวดเร็ว ฉับพลันเหล่าผู้ลอบทำร้ายทั้งเจ็ดคนก็โจนออกจากผิวน้ำ เสียงปะทะเสียดแก้วหูของแส้เหล็กจากชายขาขาดและกระบี่วงเดือนในมือคนทั้งเจ็ดดังขึ้นเจ็ดครั้งถี่ๆ จนแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน ชายแขนขาดก็ร่ายรำท่าเท้าท่องยมตามไปสมทบ ทว่าศัตรูมีจำนวนมาก ธิดาเทพจำต้องคอยดูแลกุมารเทพจึงไม่อาจเข้าสมทบ คนทั้งเจ็ดเดี๋ยวโจนลงน้ำ เดี๋ยวโผล่ขึ้นจากน้ำ ชายพิการทั้งสี่ไม่อาจวู่วามโจมตีคนทั้งเจ็ดนี้ยามที่พวกเขาหนีลงน้ำได้ เนื่องจากเกรงอันตรายจากกรดพิษและการลอบโจมตีจากใต้น้ำ พวกเขาจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ประกอบกับน้ำกลายเป็นอาวุธสำคัญของพวกเขา สถานการณ์จึงยิ่งเลวร้ายลงไปอีก สายน้ำกระจายไปทั่วบริเวณ มันไม่ใช่น้ำธรรมดา เพราะถูกผสมด้วยกรดพิษกัดกร่อนก้อนหินริมทะเลสาบจนระเหยเป็นควันคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ชายพิการทั้งสี่ต่างถูกล้อมรอบด้วยกำแพงน้ำกรดจนต้องติดอยู่ในค่ายกลริมทะเลสาบนั่นเสียแล้ว ไม่อาจหนีออกมาได้ พวกเขาต่างใช้อาวุธที่มีเพื่อทรงตัวและดีดตัวขึ้นยามเมื่อร่างดิ่งลงเกือบกระทบผิวน้ำ ชายแขนขาดมีพลังตัวเบาล้ำลึกที่สุด เพียงใช้เท้าแตะผิวน้ำก็ดีดตัวขึ้นได้อีก ชายตาบอดต้องใช้พัดเหล็กปัดผิวหน้าน้ำเป็นแรงส่งให้ตนลอยขึ้น ชายขาขาดใช้แส้เหล็กเป็นเครื่องหยั่งร่างขึ้นจากผิวน้ำ ส่วนชายใบ้ใช้เพียงขลุ่ยเลาเดียว ทั้งหมดติดอยู่ในวงล้อมน้ำกรด ไม่อาจออกมาภายนอก แม้นว่าหมดแรงร่วงลงปะทะผิวน้ำ หรือกระทบสายน้ำที่กระเซ็นเป็นสายพุ่งโจมตีไปมาเมื่อใด ย่อมต้องถึงแก่ความตายเป็นแน่แท้ ในขณะที่ผู้ลอบโจมตีทั้งเจ็ดคนกลับดำดิ่งหายไปในทะเลสาบอย่างไร้ร่องรอย
“พวกท่านทั้งสี่ มีสิ่งใดให้ข้าช่วยเหลือ” เสียงชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าวขึ้นอย่างอ่อนโยน ทันใดสายน้ำก็สงบนิ่ง ค่ายกลถูกทำลายสิ้น พื้นน้ำมีกลุ่มเลือดผุดออกมาเจ็ดจุด มาตรว่ากลุ่มคนที่ลอบโจมตีทั้งเจ็ดคนนั้นถูกอาวุธบางอย่างสังหารสิ้น โดยไม่ทันเห็นชายผู้นี้ออกอาวุธเลยแม้แต่น้อย
“กระบี่เทพ ท่านมาได้ทันเวลาจริงๆ” ชายแขนขาดโจนออกจากค่ายกลบนผิวน้ำนั้น เข้ามาทักทายก่อนใครเพื่อน คนอื่นๆ จึงตามมาสมทบ พวกเข้าทักทายกันราวกับสนิทกันดี ชายวัยกลางคนผู้นี้โผล่มาแต่เมื่อใดไม่มีใครสังเกตเห็น ธิดาเทพหันกลับไปพร้อมๆ กับชายวัยกลางคนผู้นี้หันกลับมาพอดี ระยะห่างกันเพียงสามก้าว ธิดาเทพแทบไม่เชื่อสายตา ชายผู้นี้ดูอ่อนเยาว์ต่างจากน้ำเสียงของเขายิ่งนัก ใบหน้าคมคายงดงามราวเทพจุติ แต่แฝงแววตาอ่อนโยน ท่าทางราวผู้ดีมีสกุล
“พวกเราตัดขาดจากโลกภายนอกแล้ว ไม่รับแขก เชิญท่านกลับไป” จู่ๆ สตรีนางหนึ่งก็โผล่ออกมาสมทบอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง นางคว้าแขนกระบี่เทพออกห่างจากชายพิการทั้งสี่ ใบหน้าของนางน่าเกลียดน่ากลัวราวปีศาจ ทั้งสองคนนี้ เคลื่อนย้ายร่างกายรวดเร็วราวกับหายตัวทีเดียว
“ดาบมาร พวกข้าหาได้ตั้งใจทำลายความสงบของพวกท่าน” ชายขาขาดกล่าว
“พวกเรามีบุคคลสำคัญในตำนานต้องการให้ท่านช่วยเหลือ” ชายตาบอดเสริม
“กุมารเทพปรากฏตัวแล้ว เขาคือผู้ยุติความวุ่นวายทั้งปวง” ธิดาเทพรีบพาร่างไร้สติของกุมารเทพมาทันที ธิดาเทพรู้จักชื่อเสียงอันเลื่องลือของกระบี่เทพมานาน ครั้งนี้นางเพิ่งเห็นตัวจริงจึงตื่นเต้นเป็นพิเศษ เสียดายกระบี่เทพไม่สนใจผู้ใดนอกจากดาบมารผู้เคียงข้างกายผู้นี้เท่านั้น
“กุมารเทพ? พาเขาไปเกาะคู่พิสดารเร็วเข้า” กระบี่เทพเห็นร่างกุมารเทพก็รู้อาการทันที พลางเหินร่างขึ้นเรือลำหนึ่งนำคนทั้งหมดไปยังเกาะคู่พิสดาร อันเป็นที่อยู่อาศัยลับๆ ของตนทันที
.............................................................................................................................................................



โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันพุธ ที่ 4 พ.ค. ปี 2005 [ เวลา 12 : 56 ]

ตอนแรกก็คิดว่ากระบี่คู่เดียวดายจะเป็นผู้ชายทั้งคู่ซะอีก

โดย : จื่อหลาน
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 5 พ.ค. ปี 2005 [ เวลา 17 : 36 ]

มีความลับ และชีวิตคู่แบบพิสดารของคู่รักคู่นี้ ในตอนต่อไปครับ

..............................................................................................
เรือลำเล็กพาคนทั้งแปดไปด้วยพลังวัตร แม้นในความเป็นจริงมันไม่ควรจะรับน้ำหนักคนทั้งหมดได้ แต่ด้วยทั้งหมดต่างมีวิชาตัวเบาชั้นสูง เรือจึงแล่นฉิวราวใบไม้ล่องลอยตามกระแสน้ำ ยิ่งเรือแล่นไปไกลเท่าใดทั้งสองข้างทะเลสาบก็ยิ่งถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ ภาพทิวเขาทั้งสองข้างเริ่มเลือนหายไปแล้ว หากมิใช่กระบี่คู่เดียวดาย คงไม่มีใครล่วงรู้เส้นทางนี้เป็นแน่แท้ ฉับพลันกระบี่เทพต้องหยุดเรือกะทันหัน คนในเรือต่างระวังตัวทันที ดาบมารหันมาส่งสัญญาณทางสายตา จากนั้นก็ฟาดดาบผ่านอากาศธาตุอย่างเชื่องช้าไปข้างหน้าเบาๆ พลันอากาศธาตุสีขาวทึมข้างหน้าห่างจากพวกเขาเพียงสองสามวา ที่ต่างคิดว่าเป็นหมอกกลับมีเลือดสดๆ ทะลักออกมา พร้อมเสียงคนโหยหวนลำตัวขาดเป็นสองท่อนร่วงลงน้ำไป เงาคนสีขาวทึมแทบแยกแยะไม่ออกอีกสองสามเงาก็วูบอ้อมมาด้านหลัง ล้อมรอบเรือไว้ทุกทิศ ฉับพลันต่างรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกจับใจที่แทรกซึมมาจากแผ่นน้ำด้านหน้า กว่าจะไหวตัวได้ทันก็รู้สึกเหมือนถูกสกัดจุดจนแน่นิ่งเสียแล้ว เม็ดน้ำแข็งลูกกลมเล็กนับพันพุ่งเข้ามารอบด้าน เสียดสีกับหมอกรอบตัวยินเสียงราวโลหะกรีดแก้ว ดาบมารตวัดดาบเพียงฉับเดียว เห็นเม็ดน้ำแข็งเหล่านั้นเกาะเต็มดาบของนางจนมองดูราวไข่มุกจำนวนมาก ฉับพลันนางก็ตวัดกลับออกไปรอบทิศ ในขณะที่กระบี่เทพเกร็งพลังปราณเทพสุริยันออกขับไล่ความเย็นยะเยือกนี้ เพื่อช่วยคลายจุดให้ทุกคนบนเรือและสลายพื้นน้ำที่จับตัวจนเป็นน้ำแข็ง ในขณะที่ดาบมารล่องหนหายตัวไป ได้ยินเสียงกรีดร้องและโลหะกระทบดาบอย่างต่อเนื่อง ครู่เดียวเท่านั้น นางก็กลับมายืนบนหัวเรือดังเดิม คาดว่าผู้ลอบโจมตีทั้งสี่คงตายใต้คมดาบของนางไปเรียบร้อยแล้ว
“ตำหนักวังวารีจับทิศทางเดินเรือของเราได้แล้ว ต้องใช้ค่ายกลมังกรวารีล่อพวกมันให้หลงทาง” พูดจบกระบี่เทพก็แล่นเรือหันทิศสลับไปมาจนจับทางไม่ถูกว่าจะไปทางใด เรือแล่นไปอย่างรวดเร็ว หมอกเย็นๆ ปะทะหน้าธิดาเทพ นางเห็นมาได้ไกลระยะหนึ่งจึงถามขึ้นว่า
“ตำหนักวังวารีก็ตามล่าพวกเราด้วยเช่นนั้นหรือ?” สีหน้านางตกใจยิ่งกว่าเดิม
“เขาตามล่าดาบมาร พวกมันคิดล้างแค้น นี่คือเหตุผลที่พวกเราเร้นกาย” กระบี่เทพกล่าว
“วรยุทธ์พวกมันล้วนไม่อาจเทียบข้า เพียงแต่พวกข้าต้องการความสงบ” ดาบมารกล่าว
“ทำไมท่านกระบี่เทพจึงต้องออกจากวิหารเหมันต์ ไยท่านทอดทิ้งเทพมารดร” ธิดาเทพไม่อาจอดรนทนได้ จึงถามคำถามที่นางอยากรู้มานานด้วยสายตาวิงวอน เนื่องด้วยนางใกล้ชิดเทพมารดร จึงได้รู้เรื่องราวของกระบี่เทพเป็นอันมาก กระบี่เทพคือคนรักเก่าของเทพมารดร เมื่อกระบี่เทพจากไป เทพมารดรจึงฝึกวิชาปราณเทพสุริยัน ทำให้นางต้องดำรงพรหมจรรย์ตลอดชีวิต
“ถึงข้าและนางจะรักกันเพียงใดก็ตาม แต่นางไม่อาจทิ้งภาระหน้าที่เพื่อเริ่มชีวิตกับข้า นางมีทางที่นางต้องเดิน ส่วนข้าก็เลือกทางเดินของข้าแล้ว” กระบี่เทพพูดพลางทอดสายตาไปยังดาบมาร ดาบมารจ้องตอบกลับด้วยแววตาสงบนิ่ง เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่หลอมรวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน
“ภาระหน้าที่ของนางคือการถ่ายทอดพลังปราณเทพสุริยันให้กุมารเทพ เพื่อให้กุมารเทพยุติความวุ่นวายของเหล่าศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณทั้งหมดตามตำนานที่เซียนทำนายได้กล่าวไว้” ธิดาเทพอธิบายเสริม น้ำเสียงนางเศร้าสร้อย ในที่สุดก็ไม่อาจกลั้นน้ำตา นางพยายามร้องไห้เบาๆ
“ทำไมเจ้าต้องร้องไห้ หรือว่าเทพมารดรตายแล้ว” กระบี่เทพถามอย่างตื่นตระหนก
“ฮือๆ นางตายเพราะถ่ายทอดพลังปราณทั้งหมดให้กุมารเทพ ฉายาเทพมารดรนั้น เซียนทำนายตั้งขึ้นด้วยเห็นชะตากรรมของนางล่วงหน้า” ชายพิการทั้งสี่ได้ยินธิดาเทพกล่าวเช่นนั้น ก็มองหน้ากัน ความสงสัยที่เคยมีมาว่าทำไมเทพมารดรจึงไม่ยอมรักษากุมารเทพจึงได้สลายไปสิ้น ส่วนกระบี่เทพ แม้น้ำตาไม่อาจไหล แต่สีหน้าเศร้าสลด, เหม่อลอย, ดูระโหยโรยแรงลงไปทันที
“เทพมารดร ผู้ให้กำเนิดทั้งดีทั้งร้าย หากจิตอกุศลย่อมก่อเกิดโอสถทิพย์ หากจิตกุศลจะก่อเกิดกุมารเทพ เมื่อนางให้กำเนิดสิ่งหนึ่งสิ่งใด นางจะต้องตาย เหตุนี้พวกเราจึงต้องไม่ปล่อยให้กุมารเทพตายเป็นอันขาด การตายของเทพมารดรจึงจะไม่เป็นสาเหตุให้เกิดโอสถทิพย์อันเป็นประโยชน์แก่พวกมาร” สี่ประหลาดหนึ่งพเนจรกล่าว เขาเป็นผู้หนึ่งที่ล่วงรู้ความลับของโอสถทิพย์กุมารเทพ แท้แล้วเขาคือไม่กี่คนที่ได้ฟังคำทำนายของเซียนทำนายในวันนั้น ที่แม้แต่ธิดาเทพยังไม่อาจล่วงรู้
“ที่แท้ท่านทั้งสี่ คือ ผู้ผ่านเข้าสู่ด่านที่สามของการประลองหมากล้อมโบราณ แล้วไยท่านจึงมีสภาพเช่นนี้” ธิดาเทพ พอทราบมาบ้างว่าด่านที่สามอันเป็นด่านสุดท้าย คนที่ผ่านได้จะได้ฟังคำทำนายของปรมาจารย์หมากล้อม ซึ่งก็คือ “ขงเบ้ง” หรือที่เรียกกันตามฉายาของเหล่าศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณว่า “เซียนทำนาย” นั่นเอง ว่ากันว่าผู้ได้ฟังคำทำนาย จะเป็นผู้ควบคุมได้ทั้งฟ้าดิน
“แม้ผ่านด่านได้ถึงด่านที่สาม แต่พวกเราล้วนต้องแลกมาด้วยร่างกาย เราต่างต้องเป็นคนพิการเพราะต่อสู้กับผู้คนมากมาย วรยุทธ์ก็ถูกทำลายจนหมด เมื่อรู้คำทำนายแล้ว พวกเราต้องพเนจรเสมือนคนจรจัดเป็นเวลานาน กว่าจะฟื้นฟูวรยุทธ์ได้อย่างเช่นทุกวันนี้ พวกเราก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้อีกแล้ว” ชายแขนขาดอธิบายอย่างเศร้าสร้อย อีกสามคนที่เหลือพลางก้มหน้าเงียบ
“คำทำนายที่ท่านกล่าวถึง คืออะไรหรือ ช่วยบอกพวกเราหน่อยได้ไหม” ธิดาเทพถามต่อ
“คำทำนายกล่าวว่า ชะตาของพวกเราเหล่าศิษย์หมากล้อมโบราณเป็นชะตาที่ไม่ในประวัติศาสตร์ พวกเราไม่ควรมีตัวตนในยุคนี้ และจะถูกคนผู้หนึ่งเปลี่ยนแปลงชะตา อาจตายทั้งหมด หรือ รอดชีวิต ก็ขึ้นอยู่กับคนผู้นี้เท่านั้น” ชายขาขาดจ้องมายังกุมารเทพ คนที่เหลือล้วนเข้าใจในทันที
“ยังหรอกพวกท่าน คราวนี้ขอให้ช่วยกุมารเทพได้ เราย่อมเปลี่ยนแปลงชะตาได้” ธิดาเทพสรุปให้กำลังใจ กระบี่คู่เดียวดายพลางชื่นชมในใจ เมื่อบทสนทนาจบลง เรือลำน้อยค่อยแหวกดงหมอกแล้วเทียบท่าบนเกาะแห่งหนึ่ง เกาะเล็กๆ นี้เป็นเกาะฝาแฝดที่มีชื่อว่าเกาะคู่พิสดารนั่นเอง
“สี่ประหลาดหนึ่งพเนจรรีบพาเจ้าหนูไปเกาะคู่ขาวกับกระบี่เทพเร็วเข้า ส่วนเจ้าตามข้ามาที่เกาะคู่ดำ” ดาบมารออกคำสั่งทันทีที่ถึงเกาะคู่พิสดาร เกาะทั้งสองนี้แตกต่างกันอย่างลิบลับราวเทพกับมาร บนยอดเกาะเห็นที่พักขนาดเล็กคาดว่าเป็นที่พักของคนทั้งสอง ธิดาเทพสงสัย จึงเอ่ยถามขึ้น
“เอ? นี่ท่านเป็นคู่รักกันไยจึงแยกกันอยู่ละ?” ดาบมารดูจะไม่พอใจคำถามนี้นักนางไม่ตอบ
“พวกเราฝึกวิชาคู่กันถึงขั้นสละรัก จึงตัดรักด้วยรัก แยกกันอยู่พบกันเพียงปีละครั้ง ยกเว้นก็เพียงครั้งนี้ ที่พวกเราพบกันก่อนครอบรอบหนึ่งปี” กระบี่เทพตอบแทน แล้วนำหน้าแยกไปทันที
“เจ้าหนูนี่จะตายภายในคืนพระจันทร์อับแสงนี้ หากข้าและกระบี่เทพ ไม่อาจทำให้เจ้าช่วยเขาทัน” ดาบมารตอบเสร็จก็คว้าร่างธิดาเทพเหินขึ้นเนินหน้าผาไปยังยอดเกาะอีกฝั่งหนึ่งทันที
.............................................................................................................................................................


โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 6 พ.ค. ปี 2005 [ เวลา 12 : 55 ]




โดย : จื่อหลาน
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 7 พ.ค. ปี 2005 [ เวลา 17 : 41 ]

ถ้ายังมีคนอ่านอยู่ กะจะลงต่อไปนะครับ
ตอนต่อไป จะได้พบวิธรักษาของกระบี่คู่เดียวดาย
หนังจะแปลกไปทันที อารมณ์หนังจะเปลี่ยนกะทันหันนะครับ

ดีแย่ประการใด โปรดแนะนำครับ
เพราะผมจะปรับแก้ก่อนส่งขายจริง

โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 8 พ.ค. ปี 2005 [ เวลา 22 : 15 ]


ตอนนี้มี มาสเตอร์ฝ่ายมารเปิดตัวด้วยนะครับ ลองติดตามดูครับ
.................................................................................................
จิตมารแห่งมารพิษ
ณ ถ้ำใต้ภูเขาไฟร้างแห่งหนึ่ง เต็มไปด้วยผาหินและผนังหินงอกหินย้อยสูงสลับซับซ้อน สะท้อนแสงเตาไฟขนาดใหญ่ตรงกลางและเถ้าควันภูเขาไฟน่าหวาดกลัวราวนรกอเวจี โถงในถ้ำนั้น เป็นลานหินกว้างใหญ่ตกแต่งด้วยอัญมณีมีค่ามากมาย บัลลังก์ทองคำยกตัวขึ้นสูงบนบันไดปูผ้ากำมะหยี่แดงราวกับบัลลังก์จอมจักรพรรดิ ม่านสีแดงทำด้วยแพรไหมบางๆ ห้อยระโยงระยางกั้นไว้หลายชั้น คนผู้หนึ่งนั่งบนบัลลังก์นั้น ผมสีขาวยาวปกคลุมใบหน้า อยู่ไกลจนไม่อาจเห็นใบหน้าได้ชัดเจน ท่าทางน่ากลัวราวยมทูต ชายอีกคนแต่งชุดสีดำสนิท ก้มลงคาราวะแนบพื้น สถานที่ลับแห่งนี้เป็นอีกแห่ง ซึ่งผู้ที่จะย่างกรายเข้ามาได้นั้นมีได้เพียงไม่กี่คน บรรดาศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณฝ่ายมารเรียกมันว่าถ้ำอเวจี เจ้าของถ้ำอเวจีผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์เรียกกันว่า “จิตมาร” เขาคือจอมมารอันดับหนึ่ง ผู้เก็บตัวลึกลับและคอยให้พลังปราณแก่มารทั้งปวงแลกกับการใช้ไปทำลายศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณฝ่ายธรรมะ คนผู้นี้เป็นปรปักษ์ที่มีฝีมือร้ายกาจที่สุด เทียบได้กับ “เทพมารดร” ผู้ให้กำเนิด “กุมารเทพ” นั่นเอง จิตมารขยับร่างเบาๆ ราวคนแก่ที่ไม่มีเรี่ยวแรง กลุ่มควันพิษเก้าสีค่อยๆ ออกจากปากของเขา จากนั้นจึงใช้กงเล็บกำควันพิษแต่ละสีเบาๆ ก่อนที่จะพุ่งพลังกงเล็บทั้งเก้าสีไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ควันเหล่านั้นล่องลอยไปเป็นก้อนราวกับวิญญาณ หลอมรวมกันในกระถางใบใหญ่ที่มีเปลวไฟลุกโชน จนไฟค่อยๆ ดับลง สักพักสัตว์พิษทั้งเก้าชนิด ได้แก่แมงมุมพิษ, งูพิษ, ตะขาบพิษ, หนอนพิษ, ผึ้งพิษ, แมงป่องพิษ, คางคกพิษ, เม่นพิษ และค้างคาวพิษ ก็กรูกันเข้าไปในกระถางนั้นยั้วเยี้ยะไปหมด พวกมันกัดกินกันเองอย่างบ้าคลั่ง เลือดสดๆ ไหลออกมาจนเกือบเต็มกระถาง กลิ่นเหม็นรุนแรงคละคลุ้งไปหมด ไม่นานนักก็เหลืองูเพียงตัวเดียวที่รอดชีวิต จิตมารชี้นิ้วไปยังกระถาง พยักหน้าใส่ชายชุดดำที่หมอบลงกับพื้นเบาๆ พลันชายชุดดำก็เกร็งพลังลมปราณคายพิษแปดสีออกมาอย่างช้าๆ เขาคือ เจ้าตำหนักมารพิษผู้ลอบทำร้ายกุมารเทพนั่นเอง เมื่อควันพาแปดสีเข้าล้อมรอบตัวเขาจนทั่วแล้ว ก็โจนร่างลงกระถางขนาดใหญ่ที่มีงูยักษ์สีดำเลื้อยอยู่กลางซากสัตว์พิษทั้งเก้าชนิดที่ตายทับถมรออยู่ แทนที่เจ้าตำหนักมารพิษจะหลบเลี่ยงกลับปล่อยให้งูตัวนั้นฉกกัด แล้วทนความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นถ้ำ แต่เขากลับไม่ยอมฆ่างูตัวนั้น สักพักงูเริ่มอ่อนแรงลง หลังคายพิษจนหมดตัวแล้วมันกลับตายอย่างไม่ทันรู้ตัว เจ้าตำหนักมารพิษโจนออกมาจากกระถาง สลัดเศษซากสัตว์พิษ คาราวะจิตมารอีกครั้งแล้วส่งเสียงหัวเราะดังสนั่น จากนั้นจึงค่อยเดินออกจากถ้ำ แต่ละย่างก้าวของเขาทิ้งรอยหินย่อยสลายตลอดทาง
.............................................................................................................................................................


โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันอังคาร ที่ 10 พ.ค. ปี 2005 [ เวลา 21 : 38 ]

ความลับแห่งเกาะคู่พิสดาร
แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องเข้ามาจากหน้าต่างทั้งสิบสองบาน ที่ถูกฉลุเป็นช่องซี่ไม้ลวดลายธรรมชาติ ไว้ให้ชื่นชมทิวทัศน์ทะเลสาบอันไกลโพ้น สู่ห้องหรูหราประดับประดาด้วยเครื่องตกแต่งงานฝีมือต่างๆ ทั้งผ้าม่านไหมแดงปักดิ้นทองลายหงส์ ชุดโต๊ะเครื่องไม้สีแดงลงรักรูปมังกรแกะสลัก แจกันหยก ภาพวาดเจ้าแม่กวนอิมประทานพร ภายในห้องของดาบมารล้วนถูกตกแต่งด้วยของมีค่าควรเมืองที่หาได้ยากยิ่ง บ่งบอกถึงรสนิยมผู้อยู่อาศัย ช่างแตกต่างจากใบหน้าอันอัปลักษณ์ของนางยิ่งนัก ธิดาเทพมัวแต่สนใจสิ่งของเหล่านั้น ไม่ทันสังเกตดาบมารที่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้รอนางอย่างสงบมานานพอดู ธิดาเทพจ้องภาพวาดบนผนังภาพหนึ่งอยู่นาน นางเหมือนระลึกอะไรอย่างหนึ่งได้ ภาพนั้นเป็นภาพใบหน้าสตรีที่มีใบหน้าสวยงามคมคายยิ่งนัก มวยผมขึ้นสูงปักปิ่นทองด้ามยาวสามอันเรียงกัน ปลายคิ้วเรียวตวัดขึ้นรับดวงตากลมโตเรียวยาว จมูกเรียวงอนขึ้นตามมาด้วยริมฝีปากที่อวบอิ่ม และปลายคางโค้งขึ้นรับเล็กน้อยดูเป็นเอกลักษณ์ที่มีเสน่ห์อย่างแปลกประหลาด

“นางคือหนึ่งในสิบสาวงามแห่งสำนักหมากล้อมโบราณ เช่นเดียวกับเจ้า” ดาบมารกล่าวจบก็กระชากหน้ากากอันอัปลักษณ์ออก เผยให้เห็นใบหน้าที่สวยสะคราญแบบเดียวกับในภาพวาด
“ผู้หญิงในรูปคือดรุณีดอกท้อที่กล่าวขานกันทั้วทั้งสำนักหมากล้อมโบราณ แท้จริงเป็นเจ้าดอกหรือ?” ธิดาเทพถามด้วยความตกใจ เมื่อเห็นใบหน้าที่แท้จริงของนางที่สวยสะคราญไม่แพ้ตน
“นั่นคือ อดีต ข้าเป็นนักฆ่าฝ่ายมาร แฝงกายในรูปดรุณีดอกท้อ ปลิดชีพคนมานับไม่ถ้วนแล้ว ข้าฝึกวิชามารขั้นสูงต้องตัดใจจากสิ่งที่ตนรักและหวงแหนที่สุด ตอนนั้น สิ่งที่ข้ารักและหวงแหนที่สุดสองอย่าง คือ จอมยุทธ์กระบี่เทพและใบหน้าที่งดงามของข้า ข้าไม่อาจตัดสิ่งใดทิ้งได้ จึงจำใจไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าตำหนักมารพิษแปลงโฉมข้า ให้อัปลักษณ์เพื่อตบตาจอมมารดาบ ทอง ผู้เป็นอาจารย์ของข้า สุดท้ายเมื่อข้าไม่อาจสำเร็จวิชาขั้นสูงสุดอาจารย์จับข้าได้ อาจารย์จะทำลายโฉมข้าหากข้าไม่ฆ่ากระบี่เทพ กระบี่เทพเป็นผู้ช่วยเหลือข้าออกมา ข้าต้องการพิสูจน์ใจกระบี่เทพจึงแกล้งแปลงโฉมอัปลักษณ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ข้าและเขายังคงเป็นอย่างที่เจ้าเห็น ข้าคือนางมารร้ายที่น่าเกลียดน่ากลัว และยอมพบเขาเพียงปีละครั้งเท่านั้น” ดาบมาร เล่าความเป็นมาให้ฟัง
“ทั้งที่เจ้าแสร้งอัปลักษณ์ กระบี่เทพกลับเลือกเจ้าแทนที่จะเลือกเทพมารดรผู้มีความงดงามเป็นหนึ่งในสิบสาวงามแห่งสำนักหมากล้อมโบราณเช่นกัน เพราะอะไร?” ธิดาเทพยังคงค้างคาใจ
“เฮ้อ เทพมารดรฝืนฝึกวิชาปราณเทพสุริยันได้สำเร็จทั้งๆ ที่ผู้ฝึกจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีวันเดือนปีเกิดเป็นกุมารเทพเท่านั้น แต่นั่นเป็นเพราะนางแอบฝึกวิชามารควบคู่กัน” ดาบมารกล่าว
“อะไรนะ ท่านไยกล่าวร้ายเทพมารดรเช่นนี้” ธิดาเทพโกรธดาบมารที่กล่าวร้ายอาจารย์ตน
“หาได้กล่าวร้าย นี่เป็นความจริง ผู้ฝึกวิชาปราณเทพสุริยันหากมิใช่กุมารเทพแล้วจะร้อนภายในจนตาย ทางเดียวที่นางจะรอดชีวิตได้ คือ ต้องใช้วิชาพลังขั้วตรงข้าม ให้กระบี่เทพฝึกวิชามาร นางฝึกวิชาเทพ แล้วร่วมสลับพลังช่วยชีวิตซึ่งกันและกัน กระบี่เทพไม่อาจฝึกวิชามารที่โหดร้ายได้ทำให้เขาต้องแยกจากกัน นางจึงฝึกวิชามารปราณเหมันต์ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามจึงได้รอดชีวิต แต่ทุกวันคืนเดือนมืดนางจะต้องทรมานอย่างยิ่ง ที่ข้ากล่าวมาทั้งหมดนี้ กระบี่เทพบอกกับข้าเอง หากเจ้าไม่เชื่อเมื่อพบกระบี่เทพ ก็จงถามเขาได้ หากไม่เห็นว่าเจ้าต้องฝึกวิชาเพื่อช่วยชีวิตกุมารเทพแล้ว ข้าย่อมไม่ให้เจ้าล่วงรู้ความลับนี้เป็นอันขาด” ดาบมารกล่าวขึ้น ธิดาเทพมีท่าทางสับสนลังเลอย่างชัดเจน
“กุมารเทพ ถ่ายพลังปราณเทพสุริยันให้เจ้า พลังชีวิตของเขาหลอมรวมกับพลังปราณ เขาจะฟื้นขึ้นได้ เจ้าต้องถ่ายพลังปราณคืนให้เขา และนั่น จะทำให้เจ้าตกอยู่ในสภาพเช่นเขา เจ้าทั้งสองคนต้องสลับกันถ่ายทอดพลังปราณทุกวัน เพื่อรักษาชีวิตของแต่ละคนไว้ ในคืนเดือนเพ็ญเจ้าทั้งสองจะได้รับพลังชีพคืน คืนนั้นเจ้าทั้งสองต้องฝึกพลังขั้วตรงข้ามที่ข้าจะสอนให้ แต่จะสำเร็จขั้นสูงได้เช่นข้าและกระบี่เทพนั้น เจ้าต้องรักกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ระหว่างฝึกเจ้าจะสามารถติดต่อกับเขาในขณะที่เขาไร้สติได้ด้วยการสื่อสารทางจิต เพื่อให้เจ้าทั้งสองรักกัน เมื่อสำเร็จถึงขั้นสูงแล้ว เจ้าทั้งสองก็จะมีพลังชีวิตเดียวกัน อยู่รอดได้ทั้งคู่โดยไม่ต้องสลับกันถ่ายพลังอีก หรือไม่เช่นนั้น เจ้าก็ต้องฝึกวิชามารสูบพลังชีวิตผู้อื่นจึงจะมีชีวิตได้ เจ้าจะฝึกวิชานี้หรือไม่จงเลือกเอา” ดาบมารยื่นคำขาด
“ข้า... ข้าต้องรักเขาอย่างนั้นหรือ?” ธิดาเทพสับสนลังเล เพราะนางปลื้มกระบี่เทพมากกว่า
“ไม่มีเวลาคิดแล้ว หากเจ้าไม่เริ่มฝึก อาจไม่สำเร็จทันการณ์กุมารเทพจะตายเสียก่อน” ดาบมารเข้าไปปลอมประโลมนาง คราวนี้นางเข้าใจจิตใจกันดี ในฐานะผู้หญิงด้วยกัน สิ่งนี้ลำบากใจยิ่ง
“แต่... แต่ ถ้าข้าไม่ทำเขาก็ต้องตายเพราะสละชีวิตเพื่อข้า และเหล่าศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณจะนำความหายนะมาสู่แผ่นดินเพราะไม่มีกุมารเทพ ก็ไม่มีใครหยุดได้” ธิดาเทพพึมพำ ธิดาเทพร้องไห้พลางกอดดาบมารเบาๆ นางเสียใจกับทุกอย่างมามากแล้ว ตั้งแต่เรื่องการตายของเทพมารดร การหนีการตามล่าของคนตำหนักมารพิษ จนถึงครานี้ นางต้องสละความสุขทั้งชีวิตของนาง

“ได้ ข้า ข้าจะต้องทำให้ได้”
………………………………………………………………………………………………….……


โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 21 พ.ค. ปี 2005 [ เวลา 10 : 7 ]

………………………………………………………………………………………………….……
‘ตั้งสติให้จงดี แล้วฝึกวิชาตามข้า’
‘นั่นใคร ใครพูดกับข้าน่ะ?’
‘ข้าคือกระบี่เทพ ศิษย์ร่วมสำนักของเทพมารดร จะช่วยเจ้าให้ฟื้นคืนร่างเดิม แต่ตอนนี้พลังชีวิตของเจ้าอยู่ที่ธิดาเทพ หากเจ้าไม่สำเร็จวิชาขั้วตรงข้าม จะต้องตายในคืนวันพระจันทร์อับแสงนี้’
‘อะไรนะ ข้าจะต้องตาย? ไม่นะข้ายังทำภารกิจไม่สำเร็จ ข้าจะกลับไปเมืองของข้า’
‘ผู้ฝึกวิชาขั้วตรงข้ามจะสามารถสื่อสารกันได้ทางจิต เจ้ากับธิดาเทพจะสื่อสารกันได้ทางจิตหลังจากฝึกวิชานี้แล้ว แต่เจ้าทั้งสองจะต้องผลัดกันถ่ายพลังชีวิตให้กันและกัน จนกว่าจะสำเร็จวิชาขั้นสูงสุดจึงจะรอดตายทั้งคู่ และเจ้าจะสำเร็จวิชานี้ได้ เจ้าจะต้องรักกันอย่างบริสุทธิ์ใจ ไว้วางใจซึ่งกันและกัน หากใครคนหนึ่งทรยศไม่ถ่ายทอดพลังปราณชีวิตแลกเปลี่ยนกันแล้ว อีกคนหนึ่งก็จะต้องตาย ผู้ฝึกวิชานี้คู่กันจึงต้องรักและเสียสละเพื่อกันและกันอย่างแท้จริง’
‘อะไรนะ จู่ๆ บังคับให้ข้าฝึกวิชา แล้วจู่ๆ ก็บังคับให้ข้ารักยายบ้านั่น’
‘หรืออีกทางเลือกหนึ่งเจ้าฝึกวิชามารสูบพลังชีวิตผู้อื่น เพื่อให้ตนรอดชีวิต’
‘อะไรนะ ข้าไม่เลือกสักทาง ข้าไม่เอาทั้งนั้น นี่มันอะไรกันเนี่ย’
‘ธิดาเทพปกป้องเจ้าจากตำหนักมารพิษ จนตนเองต้องเกือบตายด้วยพิษแปดสีไม่ใช่หรือ เจ้าไม่รู้สึกละอายหรือไรที่นางคอยช่วยชีวิตเจ้ามาตลอด หรือเจ้าไร้หัวใจไม่คิดอะไรกับนางบ้าง’
‘แต่ว่า จะให้ข้ารักนางนี่นะ นางก็สวยอยู่หรอก แต่ว่าข้าไม่ใจง่ายอย่างนั้นนี่’
‘ตายอย่างไร้คู่ครอง หรือ รอดแล้วได้ธิดาเทพเป็นภรรยา เจ้าเลือกอะไร’
‘โธ่ ข้าเพิ่งเข้าสู่วัยรุ่นหนุ่มกระเตาะเองนะ จะเสียพรหมจรรย์เร็วแบบนั้นได้ยังไง’
‘ไม่ต้องพูดมากแล้ว ข้าบังคับให้เจ้าฝึก และต้องรักธิดาเทพคนเดียวเท่านั้น เจ้าก็ต้องทำ’
‘ไม่ๆๆๆ ข้าไม่เอา ข้าไม่รัก ไม่เอาอะไรทั้งนั้น ข้าไม่ชอบผู้หญิงโว้ยยยยย...’

ภายในห้องที่เรียบง่าย ดูสมถะแต่ได้รับการตกแต่งจัดวางตามหลักวิชาฮวงจุ้ยขั้นสูง แสงอาทิตย์อัสดงสาดเข้ามาอาบร่างคนสองคนที่นั่งนิ่งอยู่กลางห้อง ชายพิการทั้งสี่เฝ้าสังเกตกระบี่เทพและกุมารเทพขณะถ่ายพลังสื่อสารกัน กระบี่เทพมีสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย หลับตาใช้สองฝ่ามือทาบบนหลังกุมารเทพมีไอสีขาวจางๆ ลอยกรุ่นขึ้น ส่วนกุมารเทพยังดูไร้สติอยู่เช่นเดิม เสมือนหนุ่มน้อยผู้หนึ่งที่หลับอยู่ชั่วกาลนาน ทั้งสองกำลังสื่อสารกันทางจิตด้วยวิชาขั้วตรงข้ามของกระบี่เทพ บางครั้งเสมือนกระบี่เทพผงกศีรษะขึ้นลงเบาๆ บางครั้งเสมือนกุมารเทพสั่นศีรษะปฏิเสธเบาๆ

‘เจ้าต้องทำให้ได้’
‘ไม่ ไม่ ข้าทำไม่ได้’
‘ได้’
‘ไม่ได้’

.............................................................................................................................................................
ยอดวรยุทธ์พลังขั้วตรงข้าม
“ทำไมจิตเจ้ามีสองดวง ดวงละครึ่ง อีกครึ่งหนึ่งอยู่ในกัน ทำไมข้าตามไปไม่พบสักทีนะ?”
เสียงยายแก่ผมขาวทั้งศีรษะบ่นพึมพึมๆ ขณะเดินวนรอบกระถางธูปยักษ์กลางถ้ำอเวจี

“ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าทำอะไรผิด ฮือๆๆ” เสียงชายผู้หนึ่งดังออกมาจากกระถางธูปยักษ์
“เงียบได้ไหม ร้องไปก็ไม่ช่วยอะไรดีขึ้นหรอก” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากที่เดียวกัน
“นอกจากร้องไห้แล้ว จะให้ข้าทำอะไรได้อีกละ” เสียงถกเถียงของฝ่ายชายเริ่มอ่อนแรงลง
“ก็ข้าบอกให้เจ้าเงียบอยู่นี่ไงเล่า” เสียงผู้หญิงเถียงขึ้นทันควัน ดูท่าจะไม่มีจุดจบ
“ไม่ ข้าบอกให้เจ้าทั้งสองพูดว่าเจ้าฝึกวิชาอะไรกันแน่ ถึงได้หลอมรวมเป็นร่างเดียวกันได้ เมื่อไม่พูดก็ต้องเจอแบบนี้” เสียงเล็กแหลมของคนอีกผู้หนึ่งดังแทรกออกมาจากที่ใดไม่ทราบ ในถ้ำอเวจีที่น่าสะพรึงกลัว ลานหินขนาดใหญ่มีกระถางธูปยักษ์ที่พอบรรจุคนได้สิบคนทีเดียวตั้งอยู่ พลันพลังเสียงที่กึกก้องนั้นก็สะท้อนไปมาในกระถางธูปยักษ์ ดีดร่างคนผู้หนึ่งที่อยู่ภายในกระถางธูปลอยออกมานอนกองกับพื้น บนร่างกายของเขามีหนอนแมลงน่าขยะแขยงเกาะติดประปราย
“ฮึ่ม ขังพวกเจ้าไปก็ไร้ประโยชน์ จะฆ่าให้ตายก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ แต่อย่าหวังว่าข้าจะปล่อยเจ้าไปง่ายๆ ตราบใดที่ไม่เปิดเผยความลับของการรวมร่างเป็นหนึ่งเดียวของพวกเจ้า”
“ข้าบอกเจ้าแล้วนี่นาว่าพวกข้ามาจากมิติอื่น พวกข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมร่างกายถึงได้รวมเป็นหนึ่งเดียวแต่คนละมิติกับเจ้าทึ่มนี่” ชายคนนั้นพูดเป็นเสียงบุรุษ แล้วฉับพลันก็กลายเป็นเสียงสตรี ทั้งๆ ที่ทั้งสองอยู่ในร่างเดียวกัน ในขณะเจ้าของเสียงอีกเสียงหนึ่งไม่ยอมปรากฏโฉม
“เจ้านี่มันหาเรื่องจริงๆ ปล่อยให้เด็กแนวมันเข้ามาแก้ไขประวัติศาสตร์คนเดียวก็พอแล้ว ยังจะเสี่ยงย้อนมิติกลับมาอีกทำไม แถมต้องมาใช้ร่างข้าด้วย ถ้าข้าตายขึ้นมาจะทำยังไง เอ? นี่เจ้าหาว่าข้าผิดคนเดียวละสิ แล้วใครกันที่บ่นว่าเด็กแนว บอกจะต้องมาแก้ไขอดีตเองนะ เจ้านี่มันยุ่งจริงๆ เจ้าต่างหากละที่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง โอ้ย จะบ้าตายอยากออกไปจากร่างเจ้าว่อนบิ่นนี่ซะที ข้าก็ไม่อยากให้เจ้าอยู่หรอกยายมะลิวัน นี่มิติที่ข้าอยู่เริ่มเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว เกิดอะไรขึ้นเจ้าเด็กแนวทำอะไรน่ะ”
“ข้าจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ราชวงฮั่นจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง พอเถอะอย่าคิดเช่นนั้นเลย ฟ้าลิขิตแล้วให้ราชวงฮั่นล่มสลาย เจ้าเป็นเพียงองค์หญิงองค์หนึ่งแห่งราชวงฮั่น สืบต่อราชบัลลังก์ไม่ได้ อย่าได้คิดการณ์ใหญ่เลย ไม่ ข้าไม่ยอม วรยุทธ์ของข้าจะพลิกชะตาฟ้าลิขิตให้ดู” เสียงผู้หญิงสองคนเถียงกันดังลั่นถ้ำอเวจี ดังเสียดแก้วหูจนว่อนบิ่นและมะลิวันที่อยู่ในร่างว่อนบิ่นต้องรีบอุดหูอย่างรวดเร็ว ฉับพลันหญิงผมขาวโพลนปรกหน้าก็โจนมากลางลานหิน นางซัดกงเล็บรอบตัวอย่างรวดเร็ว ก้อนหินพลันระเบิดกระจายอย่างรุนแรงเฉียดร่างว่อนบิ่นไป หญิงผมขาวคนนี้ คือ “จิตมาร” ผู้จับว่อนบิ่นขังไว้นั่นเอง นางมีท่าทางทุรนทุราย เมื่อโพรงถ้ำด้านหนึ่งเผยให้เห็นท้องฟ้าที่ดำสนิทไร้แสงจันทร์ นางก็ยิ่งทุรนทุราย สักพักก็โฉบร่างวูบหายไปอย่างรวดเร็ว
“อย่าทำเลวอีกเลย หยุดเสียเถอะ ข้าทนไม่ไหวแล้ว” สักพักร่างหญิงคนหนึ่งก็โฉบเข้ามาตรงหน้าว่อนบิ่น นางใส่ชุดเดียวกันกับหญิงคนเมื่อครู่ ต่างกันตรงใบหน้าที่เผยให้เห็นความงดงาม และผมที่สยายยาวสีดำสนิท นางสลัดปลายนิ้วออกไป ไอน้ำขนาดเล็กพุ่งเข้าร่างว่อนบิ่น
“เจ้าหนีไปเสียเถอะ ภายในสามสิบวันอย่าให้นางจับตัวได้” หญิงผมดำคลายจุดให้ว่อนบิ่น
“อ่ะ ข้าขยับตัวได้แล้ว ขอวิ่งก่อนละ” พอขยับร่างได้ว่อนบิ่นก็วิ่งออกไปด้านหนึ่งทันที
“ผิดด้านแล้ว ด้านนั้นมีแต่กับดัก ไปทางนี้” หญิงคนนั้นไม่พูดเปล่า นางตวัดข้อมือเบาๆ ร่างว่อนบิ่นลอยละลิ่วออกไปอีกด้านหนึ่งทันที สักพักนางก็ล้มฟุบลงร้องโหยหวนแล้วโจนหายไป
“จะหนีไปไหน กลับมานี่” เสียงผู้หญิงผมขาวตวาดลั่น ร่างว่อนบินก็ลอยย้อนกลับมาเหมือนเดิม ว่อนบิ่นถูกสกัดจุดขยับไม่ได้ ไม่มีโอกาสหนีอีกแล้ว ร่างหญิงผมขาวก็โจนเข้ามาแทน
“ข้าน่าเกลียดน่ากลัวนักหรือไง ทำไมต้องหนีข้า เจ้าดูหน้าข้าดีๆ น่ากลัวไหม” นางโผล่เข้ามาตรงหน้าว่อนบิ่นอย่างรวดเร็ว คราวนี้นางสยายผมไปด้านหลังเผยให้เห็นใบหน้าที่เหมือนกับใบหน้าของหญิงผมดำราวกับฝาแฝด แต่แววตาของนางช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ว่อนบิ่นงงไปหมด
“ในถ้ำอเวจีนี้ เทพมารดรไม่อาจควบคุมข้าได้ ข้าจะให้เจ้าเห็น สิ่งที่ข้าต้องการ” นางโฉบร่างหายไปอีก คราวนี้ไม่ได้ยินเสียงของหญิงผมดำ นางทั้งสองคนเสียงก็เหมือนกัน หน้าตาก็เหมือนกัน แตกต่างกันเพียงสีผม และจิตใจเท่านั้น ว่อนบิ่นไม่อาจขยับร่างหนีได้อีก จำใจต้องดูละครฉากนี้ต่อไป สักพักนางโฉบร่างกลับมาใหม่ ในชุดมังกรราชวงฮั่นสีทองอร่าม สวมมงกุฎจักรพรรดิร้อยไขมุกล้ำค่าห้อยปิดหน้า นางนั่งลงบนบัลลังก์ด้านหน้าว่อนบิ่นห่างประมาณสิบก้าว ดูสง่างามน่าเกรงขามยิ่งนัก ว่อนบิ่นรู้สึกสับสนและประหลาดใจกับสองคนนี้ ทว่าไม่อาจเอ่ยถ้อยคำใดๆ ได้
“ต่อไปนี้ เจ้าจะต้องเรียกข้าว่าองค์ฮ่องเต้ ข้าจะดูแลเจ้าอย่างดี ในฐานะแขกผู้มีเกียร์ติ แต่ถ้าคิดหนี เจ้าต้องตายอย่างอนาถแบบนี้” นางชี้นิ้วออกคำสั่งมาที่ว่อนบิ่น ท่าทางเหมือนคนบ้าไร้สติ แล้วซัดกงเล็บไปยังกระถางธูปยักษ์แตกกระจายออกไปทางด้านหลังทันที ว่อนบิ่นสะดุ้งตกใจ
“ข้าจะทำให้เจ้าดู ดูนี่” นางกล่าวจบก็ตวัดนิ้วเบาๆ โต๊ะขนาดเล็กตัวหนึ่ง ก็ลอยมาตั้งอยู่ตรงหน้านาง โต๊ะตัวนี้เป็นโต๊ะกระดานหมากล้อมเก่าคร่ำคร่าเสมือนของโบราณล้ำค่า นางดีดนิ้วไปมา หมากสีขาวและสีดำตัวเล็กก็ล่องลอยออกมาจากแขนเสื้อทั้งสอง วางลงบนโต๊ะที่อยู่ระหว่างนางและว่อนบิ่นห่างจากคนทั้งสองประมาณฝั่งละสามเก้าพอสังเกตเห็นได้ชัด เม็ดหมากขนาดเล็กร่วงลงบนโต๊ะนั้นที่ละเม็ดอย่างแผ่วเบาจากนั้นก็หยุดนิ่งไม่ไหวติงราวกับมีคนค่อยบรรจงจับวาง เสียงตัวหมากกระทบโต๊ะกระดานไม้ก้องกังวานใสดุจเสียงดนตรี บางครั้งก็เป็นเสียงชวนให้ลุ้นระทึก แสดงถึงความพิเศษของกระดานล้ำค่าอันนี้และพลังวัตรที่ล้ำลึกของนาง นางเล่นหมากไปอธิบายไป
“ข้าเริ่มจากฝึกวรยุทธ์วิชาขั้วตรงข้ามจนสำเร็จขั้นสูงสุด อันเป็นรากฐานของการชิงชัยในสงคราม ดั่งหมากตัวแรกที่เริ่มจากการสร้างรากฐาน จากนั้นก็ถ่ายทอดวรยุทธ์ให้เหล่าผู้กล้า แลกกับการรับใช้ของพวกมันในฐานะเหล่าขุนพลของข้า ดังหมากตัวที่สองขยายอิทธิพลเข้ากลางกระดาน จากนั้นจึงให้พวกมันซ่องสุมกำลังคนเสริมกองทัพของข้า ดังหมากเม็ดที่สามที่เสริมความแข็งแกร่งของกลุ่มหมากเข้าไป เมื่อภายในพร้อมก็เริ่มรุกจากกลุ่มหมากที่อ่อนแอก่อน ดังหมากตัวที่สี่ที่เริ่มบุกศัตรู นั่นคือ ข้าจะใช้พวกมันเข้าบุกยึดเมืองขนาดเล็ก จากนั้นจึงค่อยเข้าโจมตีเมืองที่ใหญ่ขึ้น จากนั้นเปลี่ยนรุกเป็นรับ เมื่อเมืองใหญ่เริ่มสังเกตเห็นข้าซ่องสุมผู้คน ข้าก็จะหลอกล่อมันเข้ามา ข้าจะคอยตั้งรับก่อนตีกลับทำลาย ชัยชนะย่อมต้องเป็นของข้าแต่ผู้เดียว...” นางเล่นหมากอยู่คนเดียว พลางพูดคนเดียวเพื่ออธิบายให้ว่อนบิ่นฟัง อาการของนางเสมือนคนบ้าไร้สติที่ต่อสู้กับตนเองอยู่ แล้วก็ร้องลั่นโหยหวน สักพักก็โจนร่างวูบหายออกไปจากถ้ำอเวจี คืนนี้นางต้องสูบพลังชีวิตคน!

“ข้าคือฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ ข้าคือฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ ฮ่าๆๆๆ”

.............................................................................................................................................................


โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 2 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 15 : 50 ]


ไม่รู้เอาเรื่องมาลงก่อนส่งจะโดนลอกเลียนหรือเปล่า เพราะหลังๆ จะมีวรยุทธ์พิศดารที่ไม่มีในนิยายเรื่องเก่าๆ มาอีก (ถึงตอนนั้นผมอาจตัดออกไม่ให้อ่านละกัน)
.............................................................................................................................................................
ณ หอชมจันทร์แห่งเกาะคู่พิสดาร เป็นหอสูงริมทะเลสาบระหว่างเกาะฝาแฝดทั้งสอง แสงโคมไฟหลายสิบดวงสาดส่องเป็นทางยาว ตามทางเดินจากที่พักของกระบี่คู่เดียวดายทั้งสองจุดบนยอดเกาะทั้งสอง ลัดเลาะตามซอกเขาแล้วบรรจบกันที่หอชมจันทร์ ระหว่างทางมีแมกไม้และโขดหินทรงสูงสง่าสลับกันไปตลอด บริเวณนี้มีหมอกตลอดทั้งปี หอชมจันทร์จึงเสมือนหนึ่งตัดขาดจากโลกที่วุ่นวายมาสู่โลกแห่งความสงบส่วนตัว สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเสพความงามตามธรรมชาติได้อย่างน่าอภิรมย์เป็นที่สุด ท้องฟ้าเบื้องบนยามนี้มืดสนิทไร้ดวงจันทร์ มีเพียงหมู่ดาวที่ระบายความมืดให้ระยิบระยับชวนให้จินตนาการเป็นรูปร่างสัตว์ในนิยายปรำปราเต็มไปหมด คืนพระจันทร์ อับแสงเป็นคืนเดียวเท่านั้นที่พลังชีวิตของกุมารเทพ และธิดาเทพฟื้นคืนขึ้นมาพร้อมกัน กระบี่คู่เดียวดาย ล้วนต้องการให้คนทั้งสองได้อยู่ด้วยกันให้นานที่สุดในคืนนี้ เพื่อทำให้เขาทั้งสองสำเร็จวิชาขั้วตรงข้ามโดยเร็ว เสียงขลุ่ยหวิวหวานเบาๆ ล่องลอยประสานเสียงพิณกังวานใสไพเราะดุจน้ำทิพย์กระทบระฆังเงินเคล้าคลอเสียงลมจากสรวงสวรรค์ จากฝีมือบรรเลงของกระบี่คู่เดียวดาย

“ไม่น่าเชื่อว่าคนโง่อย่างเจ้าจะฝึกวิชาขั้วตรงข้ามได้”ธิดาเทพกล่าวดูถูกกุมารเทพ
“โธ่คิดว่าข้าอยากฝึกหรือไง ถ้าไม่เพราะจะต้องตายละก็ ข้าก็ไม่ยอมฝึกหรอก”
“นี่เจ้าอย่าได้ลำพองใจนัก แค่ฝึกได้แค่นี้ หากเจ้าฝึกไม่สำเร็จขั้นสุดยอด เจ้าก็ไม่มีทางพ้นความตายไปได้หรอกน่า” ธิดาเทพกล่าว นางเจ็บแค้นเป็นที่สุดเมื่อได้ล่วงรู้ว่ากุมารเทพไม่อยากฝึกเพราะไม่อยากรักนาง ในบรรดาศิษย์สำนักหมากล้อมโบราณทั้งหมด นางคือหนึ่งในสิบหญิงงาม จึงไม่มีชายใดที่ไม่ต้องการเชยชมนาง ไม่เคยมีใครปฏิเสธนางเช่นนี้มาก่อน นางจึงเจ็บใจยิ่งนัก
“ก็ข้าไม่อยากรักใครนี่ ข้าไม่ชอบเจ้าเลยแม้แต่น้อย” กุมารเทพยืนยันเสียงแข็ง
“นี่เจ้า เจ้าคิดว่าข้าอยากชอบเจ้านักหรือไง ถ้าไม่เป็นเพราะข้าต้องการสานต่อปณิธานของมารดรเทพละก็ แม้แต่หน้าเจ้าข้าก็ไม่ต้องการจะเห็นแม้แต่น้อย” นางยิ่งโกรธจนหน้าแดงไปหมด
“ดูสิ ดูเจ้าโกรธหน้ายังกะยายแม่มดอย่างนี้นะเหรอจะให้ข้ารักเจ้า” กุมารเทพแกล้งแหย่ต่อ
“เจ้าไปตายซะ” ธิดาเทพตบหน้ากุมารเทพดังฉาดใหญ่ ได้ยินเสียงกุมารเทพร้องดังลั่น แล้วทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบ เพลงขลุ่ยประสานพิณก็ค่อยๆ แววกังวานดังขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งสองก็กลับได้สติ พลางคิดขึ้นได้ว่าที่ต้องมาพบกันในคืนเดือนมืดนี้ก็เพียงเพื่อบรรลุวิชาขั้วตรงข้ามขั้นสุดยอด นั่นคือ ทั้งคู่ต้องรักกัน มิฉะนั้นก็ต้องตาย หรือไม่ก็ต้องสูบพลังชีวิตผู้อื่นตลอดไป
“เจ้าคงอยากให้ข้าตายใช่ไหม เจ้าจะได้เป็นอิสระ ไม่ต้องรับภาระ พลังชีวิตจะเป็นของเจ้าคนเดียวตลอดไป เจ้าจะได้ไม่ต้องถ่ายพลังชีวิตให้ข้าอีก ไม่ต้องเสี่ยงว่าหากถ่ายพลังชีวิตให้ข้าแล้ว ข้าจะไม่ยอมถ่ายพลังชีวิตคืนกลับให้เจ้า ไม่ต้องมาพบหน้าข้าทุกคืนเดือนมืด ซึ่งเป็นยามที่พลังชีวิตของเราทั้งคู่ฟื้นคืนพร้อมกัน ไม่ต้องสื่อสารทางจิตกับข้าทุกวันในยามที่คนใดคนหนึ่งไร้สติ”
“ใช่ ถ้าทำได้ ข้าคงทำไปแล้ว ข้าอยากปล่อยทิ้งให้เจ้าตายไปเสีย เจ้าทำได้ไหมละ”
“ข้าก็ไม่คิดอยากมีชีวิตอยู่ในโลกนี้หรอกน่า ข้าต้องกลับมิติที่ข้ามา ไปพบหญิงที่ข้ารักเพียงคนเดียว ไม่อาจเปลี่ยนใจได้ ข้าอยากตายหนีหน้าเจ้าไปซะ” พูดจบกุมารเทพก็พลันจะกระโดดลงจากหอชมจันทร์ที่สูงยิ่งราวหอคอยสิบชั้น ธิดาเทพรีบยื้อยุดฉุดรั้งไว้ได้เสียก่อน
“เจ้าทำบ้าอะไร เจ้าตายไม่ได้นะ จะให้ความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นศูนย์ไปหรือไง”
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอะไรเล่า นี่เป็นสิ่งที่เจ้าต้องการไม่ใช่หรือ” กุมารเทพพูดไปร้องไห้ไป
“ใช่ ข้าต้องการ แต่ข้าต้องการสำเร็จวิชาขั้นสูงสุดมากกว่า” ธิดาเทพกล่าว มือทั้งสองของนางเหนี่ยวรั้งร่างของกุมารเทพเอาไว้ แม้นางจะเป็นดรุณีแรกรุ่นเพียงอายุสิบหกปี แต่กุมารเทพยังอายุน้อยกว่านางอยู่ดี ประกอบกับกุมารเทพมีคนรักต่างมิติอยู่แล้ว จึงยากนักที่กุมารเทพจะยอมทำใจรักนาง เมื่ออยู่ใกล้ชิดกันเช่นนี้ ธิดาเทพจึงสังเกตใบหน้าและอารมณ์ของกุมารเทพได้ชัดเจน กุมารเทพมีแววตาที่สุกใสแฝงพลังความสุขอยู่ภายในตลอดเวลา แม้นภายนอกจะร้องไห้เพียงใดก็ตาม ใบหน้าของเขาดูทะลึ่งทะเล้น แต่ยามเงียบขรึมนิ่งเฉยก็ดูหล่อเหลาคมคาย แม้ไม่คมเข้มดังกระบี่เทพ แต่ก็แฝงความซุกซนน่ารัก และเสน่ห์น่าค้นหาอย่างแปลกประหลาด ส่วนกุมารเทพมีหรือที่จะไม่หวั่นไหวยอมอยู่ใกล้หญิงงามหนึ่งในสิบของแผ่นดิน กุมารเทพพลางกล่าวว่า
“ข้าขอโทษ ข้าไม่อาจฝึกวิชาสำเร็จ ข้าไม่อาจรักเจ้าได้จริงๆ” กุมารเทพกล่าวจบ น้ำตาอุ่นๆ ของธิดาเทพก็หลั่งริน คืนนี้เป็นคืนที่นางต้องถ่ายทอดพลังชีวิตคืนให้กุมารเทพ เพื่อรักษาชีวิตกุมารเทพไว้ แต่เมื่อกุมารเทพไม่มีใจ นางอาจต้องตายด้วยกุมารเทพไม่ยอมคืนพลังชีวิตให้สลับกันทุกวันตามขั้นตอนการฝึกวิชาขั้วตรงข้าม นางยิ่งสับสนลังเลใจ สักครู่นางก็ได้สติกลับเข้มแข็งขึ้น
“ได้ งั้นข้าจะเป็นคนตายเอง เจ้าเอาพลังชีวิตคืนไป แล้วไม่ต้องถ่ายคืนให้ข้า” กล่าวจบนางจับร่างกุมารเทพนั่งลง ไม่ทันได้ขัดขืน นางก็ถ่ายทอดพลังชีวิตคืนให้ทันที ซึ่งแน่นอนว่าพรุ่งนี้นางจะต้องตกอยู่ในภาวะไร้สติเป็นเจ้าหญิงนิทรา จนกว่ากุมารเทพจะถ่ายพลังคืนให้ในวันต่อมา
.............................................................................................................................................................
บ้านหลังเล็กริมชายป่าอันโดดเดี่ยวแห่งหนึ่ง ในคืนพระจันทร์อับแสงที่ท้องฟ้ามืดมิดไร้เงาผู้คน บรรยากาศชายคาอันสงบเงียบมีเสียงคนผ่าฟืนและสนทนากันตามประสาชาวบ้านป่า เสียงทารกร้องไห้ดังลั่นเป็นที่น่าผิดปกติ ช่วงนี้มีข่าวการตายของเด็กทารกจำนวนมาก โดยเฉพาะในคืนพระจันทร์อับแสง ทารกคนหนึ่งจะต้องถูกดูดสมองกินจนตายอย่างน่าอนาถ และตามมาด้วยศพคนในครอบครัวนั้นทั้งครอบครัวที่ต้องตายภายใต้กงเล็บฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ราวกับสัตว์ร้ายในนรกผุดขึ้นมาคร่าชีวิตผู้คน พลันลมชายป่าพัดกระโชกเข้ามาวูบหนึ่ง เงาร่างคนผู้หนึ่งแต่งกายในชุดฮ่องเต้ยืนทะมึนอยู่หน้าประตูอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครในบ้านหลังนั้นสังเกตว่าร่างนี้โผล่ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร สักพักเสียงเด็กร้องไห้ก็เงียบลง แล้วตามมาด้วยเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและเจ็บปวดเหลือประมาณ เพียงไม่ถึงอึดใจทุกอย่างก็เงียบสงบ เงาร่างมัจจุราชผู้มาเยือนหายไปแล้ว ศพทารกที่ถูกเปิดกะโหลกออกมันสมองหายไปจนหมดสิ้น นอนกลิ้งอยู่บนเศษซากร่างกายของผู้เป็นพ่อและแม่
.............................................................................................................................................................


โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 10 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 16 : 27 ]

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook