บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ชุมนุมจอมยุทธ
แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (4)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13 - 14

หัวข้อ : FIC มือปราบพญายม : ก่อนตำนานเปิดฉาก ตอนที่ 1


เอามาให้ลองอ่านเล่นๆดูค่ะ ถ้าว่างๆก็วิจารณ์ให้ทีนะเจ้าค่ะ

FIC มือปราบพญายม : ก่อนตำนานเปิดฉาก

ตอนที่ 1 คนเลือดเย็นกับผู้ไร้น้ำใจ

BY Narutear

คำเตือน : เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นโดยหยิบยืมตัวละครมาจากเรื่อง มือปราบพญายม แต่เพียงอย่างเดียว เนื้อเรื่องทั้งหมดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ท่านอุนสุยอันเขียนเอาไว้

**************************************************************************

เลือดเย็นลึกล้ำล่าชีวิตทั่วหล้า
หมัดพิทักษ์คุณธรรมอาวุธลับไร้น้ำใจ

เส็งไงอื้อ บุรุษหนุ่มผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น มือปราบอันดับหนึ่งแห่งนครหลวง หากเพราะฝีมือที่เฉียบขาด และการรักษาความยุติธรรมโดยเคร่งครัด กลับทำให้ผู้คนเรียกขานเขาเป็น บ้อเช้ง(ไร้น้ำใจ)
คำเรียกจากปากต่อปาก ถ่ายทอดบอกออกสู่ฝูงชน แปรเปลี่ยนให้เสียงกระซิบเป็นการยอมรับ
ในที่สุด เขาจึงกลายเป็น บ้อเช้ง
หาก บ้อเช้ง (ไร้น้ำใจ)ใช่ไร้น้ำใจ จริงหรือไม่?
ผู้ใดเล่าจะรู้ซึ้งเท่าแนฮ่วย(เลือดเย็น)?
แนฮ้วยในที่นี้ย่อมหมายถึง แนฮ่วย แนเล่งคี ผู้เป็น สี่ซือตี๋ (ศิษย์น้องที่สี่) ของบ้อเช้งนั่นเอง
แนฮ่วย เข้าสังกัดช้าที่สุดในบรรดาศิษย์ทั้งหมดของจูกัวะซิงแซ ดังนั้นจึงรั้งตำแหน่งสุดท้าย ส่วนบ้อเช้งแม้จะอายุเยาว์กว่าทิชิ่วและตุยเมี่ย หากได้รับการเลี้ยงดูจากจูกัวะซิงแซมาตั้งแต่เมื่อสิบแปดปีก่อนขณะอายุเพียงหกปี จึงเป็นศิษย์พี่ใหญ่
แต่ด้วยชะตาที่อาภัพในวัยเยาว์ บ้อเช้งแม้มีโอกาสได้รับการสั่งสอนจากยอดคนแห่งยุคกลับมิสามารถฝึกวิชายุทธ์ที่แท้จริงได้ สืบเนื่องมาจาก เมื่อครั้งที่ถูกฆ่าล้างตระกูล สองเท้าของเขาถูกทำร้ายจนพิการ อวัยวะภายในได้รับความบอบช้ำสาหัส จนไม่อาจฝึกวิชากำลังภายใน กระนั้นเขากลับมิยอมย่อท้อต่ออุปสรรค มุมานะจนสำเร็จยอดวิชาอาวุธลับ ประกอบกับสติปัญญาที่เฉียบแหลม ทำให้รับการกล่าวขานเป็นยอดฝีมืออาวุธลับแห่งตงง้วน
บ้อเช้งมักเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงเย็นชา ลงมืออย่างไร้น้ำใจ ซ่อนความอ่อนไหวเบื้องหลังความเยียบเย็น เพียงเพราะเรียนรู้บทเรียนในอดีต
' หากมีรัก ย่อมมีทุกข์ ยากยุติ
เมื่อถึงขั้นสูงสุด ยังคงลืมรัก
ใยมิสู้ตัดรักไร้น้ำใจ ประเสริฐกว่า '
แต่ ' ไร้รัก ' กล่าวไปง่ายดาย คิดกระทำยากเย็น เช่นเดียวกัน ' คน ' ย่อมมิอาจไร้น้ำใจ
โดยเฉพาะ บ้อเช้ง มิเพียงไม่ไร้น้ำใจ ตรงกันข้าม เขากลับมิเคยลืมเลือนน้ำใจ
แต่ผู้ที่เขาสามารถเปิดเผยด้วยได้นั้นมีน้อยยิ่ง
หากหนึ่งในนั้นย่อมต้องมี แนฮ่วย
...และจากนี้ คือ เรื่องราวมากน้ำใจของผู้ไร้น้ำใจ

เมื่อตอนที่แนฮ่วยอายุสิบเก้าปีเคยเข้าป่าออกตามล่าสิบสามมหาโจร ชายหนุ่มสามารถปลิดปลงสังหารศัตรูได้ทีละคน ในที่สุดแม้แต่หัวหน้าโจรที่มีฝีมือสูงเยี่ยมกว่าเขาขั้นหนึ่ง ยังตายใต้คมกระบี่ของเขา หากแนฮ่วยเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ตลอดร่างเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผล ทุกผู้คนเข้าใจว่า เขาคงมิอาจมีชีวิตรอดสืบไป และก็คงจะเป็นเช่นนั้น ถ้าขาดคนผู้นี้ไป
คนผู้นี้ย่อมมิใช่ใครอื่นนอกเสียจาก ตั่วซือเฮีย(ศิษย์พี่ใหญ่) ของแนฮ่วยนามว่า บ้อเช้ง
ทันทีที่แนฮ่วยย่างเท้ากลับเข้าตำหนักจูกัวะ บุคคลแรกที่เขาพบคือ บุรุษหนุ่มสวมชุดยาวสีขาว ใบหน้าขาวซีดเย็นชา หากยามจ้องมอง แววตากลับทอประกายอ่อนโยน
แนฮ่วยแม้บาดเจ็บยิ่ง แต่ยังร้องเรียกด้วยความยินดีว่า
" ศิษย์พี่ใหญ่ "
อีกฝ่ายก็เรียกหาว่า
" ศิษย์น้องสี่ "
ทางหนึ่งผลักดันเก้าอี้ล้อเลื่อนที่นั่งอยู่เข้าหา
แต่แนฮ่วยมิอาจประคองสติไว้ได้อีกต่อไป สุดท้ายร่างสูงจึงทรุดล้มลง บ้อเช้งรีบโอบรั้งร่างไร้สติของแนฮ่วยไว้ พลางสั่งสี่ทารกกระบี่ว่า
" อาซา(คนที่สาม) เล่าสี่(อันดับสี่) พาท่านอาสี่ไปที่ห้อง ลิ้มเท้ายี้(หัวหน้าแซ่ลิ้ม) รีบเรียนเชิญท่านหมอเอี๊ยบ เซี่ยวยี่(สองน้อย) เจ้าไปกราบเรียนท่านอา "
มิทันสิ้นเสียง เด็กรับใช้สี่กระบี่พลันแยกย้ายปฏิบัติตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วครู่ ร่างของแนฮ่วยก็นอนอยู่บนเตียง โดยมีจูกัวะซิงแซถ่ายทอดพลังวัตรให้อยู่ข้างกาย ผ่านไปอีกประมาณชั่วน้ำเดือด ท่านหมอเอี๊ยบจึงมาถึง
เอี๊ยบเจ็กจี้ได้รับการยกย่องให้เป็น หมอหลวงอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน แม้แต่องค์ฮ่องเต้ก็ยังทรงเรียกหาเพียงหมอผู้นี้ หากหลังจากตรวจอาการของแนฮ่วยอยู่พักใหญ่ หมอเอี๊ยบกลับกล่าวอย่างหนักใจว่า
" อาการบาดเจ็บภายนอกของท่านมือปราบที่สี่แม้หนักหนา แต่ไม่น่ากังวลมากนัก ขอเพียงดื่มยาตามใบสั่งและพักผ่อนซักหนึ่งเดือน รับรองว่า จะทุเลาเป็นปรกติ แต่อาการบาดเจ็บภายใน.... "
ท่านหมอถอนใจเบาๆ แล้วกล่าวต่อว่า
" หากก่อนคืนไหว้พระจันทร์หมดลง ท่านมือปราบที่สี่ยังไม่ฟื้นสติ เกรงว่า จะไม่มีรุ่งอรุณสำหรับเขาอีกแล้ว "
หนึ่งชราหนึ่งเยาว์วัยต่างลอบตระหนกในใจ ดวงตาของจูกัวะซิงแซฉายแววหม่นหมองวูบหนึ่ง ส่วนบ้อเช้งขมวดคิ้วคราหนึ่ง แล้วกล่าวถามว่า
" มิมีหนทางอื่นเลยหรือ? "
เอี๊ยบเจ็กจี้ส่ายหน้าช้าๆกล่าวด้วยความอับจนปัญญาว่า
" คงต้องขึ้นกับความเมตตาของสวรรค์แล้ว พวกเราเพียงทำเท่าที่ได้ "
จูกัวะซิงแซยกมือลูบเครากล่าวว่า
" ถ้าเช่นนั้น มิรบกวนแล้ว ขอบคุณท่านยิ่งที่สละเวลามา เซี่ยวลิ้ม(ลิ้มน้อย) เจ้าออกไปส่งท่านหมอ "
หมอเอี๊ยบคำนับจูกัวะซิงแซและบ้อเช้ง ก่อนล่าถอยออกจากห้องพร้อมเด็กรับใช้กระบี่ทอง
สามทารกกระบี่ที่เหลือจ้องมองแนฮ่วยที่นอนนิ่งด้วยความโศกเศร้า ในดวงตามีหยาดน้ำใสคลอ จูกัวะซิงแซสบตากับบ้อเช้งครู่หนึ่ง คล้ายกับสื่อสารกันโดยไร้คำพูด จากนั้นจึงกล่าวเพียงว่า
" ลำบากเจ้าแล้ว "
บ้อเช้งมิได้เอ่ยตอบ เขาเพียงยิ้มเล็กน้อย ยิ้มอย่างอ้างว้างอยู่บ้าง เศร้าสร้อยอยู่บ้าง

เทศกาลไหว้พระจันทร์กำลังจะมาถึงในอีกห้าวัน เวลาห้าวันกล่าวไป มิอาจบอกว่า สั้น แต่ก็ไม่นับว่า ยาวนาน หากสำหรับผู้คนในตำหนักจูกัวะแล้ว นับเป็นห้าวันที่ทรมานใจยิ่ง โดยเฉพาะ บ้อเช้ง
บ้อเช้งเฝ้าประจำอยู่ข้างเตียงของแนฮ่วยมิยอมห่าง ทางหนึ่งคอยตรวจดูอาการ ทางหนึ่งก็ใช้วิชาฝังเข็มที่ช่ำชองช่วยเหลือ ส่วนเด็กรับใช้ทั้งสี่ก็คอยต้มยาบ้าง ผลัดเปลี่ยนมาเป็นลูกมือบ้อเช้งบ้าง หากสุดท้ายมักถูกบ้อเช้งไล่กลับไปเมื่อเผลอแสดงอาการง่วงงุน
ฮ่อฮ่วม เด็กรับใช้กระบี่เงินเคยถามบ้อเช้งว่า เหตุใด จูกัวะซิงแซจึงไม่ใช้พลังวัตรช่วยรักษาแนฮ่วย?
บ้อเช้งอธิบายว่า
" เซี่ยวยี่ เจ้าอย่าเข้าใจผิดท่านอาไป มิใช่ท่านไม่คิดช่วยเหลือ หากแต่ไม่อาจกระทำได้ เรื่องนี้กล่าวไปนับเป็นคราวเคราะห์ของศิษย์น้องที่สี่ ก่อนหน้าที่เขาจะกลับมา ท่านอาเพิ่งได้รับสาส์นท้าประลองจากง้วนซือเจ่ก (ศิษย์น้องของอาจารย์แซ่ง้วน) มิหนำซ้ำวันประลองยังตรงกับวันไหว้พระจันทร์ เหตุนี้ ท่านอาจึงมิสามารถเสี่ยงแบ่งพลังยุทธ์มาช่วยรักษาศิษย์น้องสี่ ได้ "
แต่คราวเคราะห์ของแนฮ่วยยังมิสิ้นสุดเพียงแค่นี้ เพราะผู้ที่จะช่วยเขาได้อีกสองคน อันได้แก่ ทิชิ่ว ศิษย์พี่รองและตุยเมี่ย ศิษย์พี่สามนั้นกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่แดนไกล แม้ได้รับข่าวการบาดเจ็บของศิษย์น้อง ก็มิอาจละทิ้งหน้าที่กลับมา ดังนั้นในเวลานี้จึงเหลือเพียง บ้อเช้งผู้เดียวที่สามารถช่วยเหลือแนฮ่วยได้
ทุกๆวัน แนฮ่วยจะได้รับการทายาและเปลี่ยนผ้าพันแผลวันละสามครั้ง ดื่มยาทุกสองชั่วยาม เช็ดตัวเมื่อเหงื่อออก ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมา บ้อเช้งจะเป็นผู้กระทำโดยมีเด็กรับใช้กระบี่ทองคอยช่วย ส่วนฮ่อฮ่วมรับหน้าที่ต้มยาที่ทารกกระบี่ทองแดง ตั้งยิกง้วนและทารกกระบี่เหล็ก เอี๊ยบเกา ผลัดกันไปรับมาจากหมอเอี๊ยบเจ็กจี้ พร้อมกับคำแนะนำใหม่ๆ สำหรับการดูแลรักษา
ตลอดเวลา คนเจ็บเพียงนอนนิ่งไร้สติ มีบ้างบางครั้งที่ละเมอเพ้อ หากสภาพทั่วไป คือ ไข้ขึ้นสูง เหงื่อออกมาก และสำลักโลหิตยามมีอาการไอ
ทุกครั้งที่เห็นศิษย์น้องต้องทรมาน บ้อเช้งมักมีแววตาเศร้าหมอง นิ้วเล็กเรียวดุจอิสตรีของเขาจะยกขึ้นปาดเช็ดหยดเลือดออก ก่อนค่อยๆป้อนน้ำให้แนฮ่วย
' ทั้งๆที่แนฮ่วยมีเลือดอันอุ่นระอุถึงเพียงนี้ ผู้คนกลับหาว่า เขาเลือดเย็น '
หากแนฮ่วยมิเคยสนใจ เขากล่าวว่า
' คำของบุคคลอื่นเป็นแค่ลมปาก ข้าขอเพียงท่านอาและศิษย์พี่เข้าใจ '
บ้อเช้งเองก็เช่นกัน เขาถูกเรียกว่า บ้อเช้ง เพราะผู้อื่นเห็นว่า เขาไร้น้ำใจ แต่หากเขาไร้น้ำใจจริง ควรเรียกขานสิ่งที่เขาทำว่าอันใด?
หน้าที่?
หรือ น้ำใจ?

สนธยามาเยือนแล้ว
นี่เป็นยามเย็นครั้งที่สี่นับจากวันที่แนฮ่วยกลับมาถึง และเขายังคงหมดสติอยู่เช่นเดิม...
บ้อเช้งขยับผ้าชุบน้ำในมือขึ้นแตะริมฝีปากของคนป่วยเบาๆ พลางใช้สายตาเยือกเย็นจ้องมอง จากนั้นทอดถอนใจคำหนึ่ง
เขาครุ่นคิดอย่างตัดพ้อว่า
' หากแม้คราวนี้แนฮ่วยจบสิ้นลง ใยมิใช่ฟ้าใคร่ริษยา ให้คนดีตกตาย คนชั่วกลับรุ่งเรืองกระนั้นหรือ? '
แต่บ้อเช้งก็รีบปรับเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เขาปลุกปลอบตนเองว่า สวรรค์ย่อมมิไร้ดวงตา กลั่นแกล้งคนไร้ความผิด หากบางครั้ง ก่อนที่ฟ้าจะมอบหมายภารกิจสำคัญแก่ผู้คน ต้องทดสอบจิตใจทรมานร่างกาย
...เหมือนเช่นที่เขาเคยประสบมา
เมื่อคิดได้ดังนั้น ความคิดอ่านของบ้อเช้งค่อยกลับคืนสู่ความสดใส เขาเชื่อมั่นว่า แนฮ่วยจะต้องฟื้น
มาตรว่า ผู้อื่นเฝ้ารอปาฏิหารย์ ศิษย์ของจูกัวะซิงแซกลับรู้จักสร้างปฏิหารย์ขึ้นเอง
...ต่อให้ฟ้าคิดทดสอบแน่ฮ่วยจริง
ศิษย์พี่คนนี้ก็พร้อมเคียงข้างฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกับท่าน
บ้อเช้งกุมมือของแนฮ่วยแนบแน่น คล้ายจะถ่ายทอดกำลังใจ หากจู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นหันเหให้เขาต้องละสายตาจากศิษย์น้องไปยังผู้มาใหม่
ผู้มาเป็นเพียงชายชราผู้หนึ่ง แต่พอพบหน้าแววตาของบ้อเช้งพลันเปลี่ยนเป็นเคารพยกย่อง เรียกอย่างนอบน้อมว่า
" สี่เจ่ก (ท่านอา) "
จูกัวะซิงแซผงกศีรษะถามว่า
" อาการของแนฮ่วยเป็นเช่นใด? "
บ้อเช้งกล่าวว่า
" ยังคงดุจเดิม "
จูกัวะซิงแชขบคิดชั่วขณะจึงกล่าวว่า
" แนฮ่วยจะรอดหรือไม่? ย่อมเป็นไปตามชะตากรรม แต่เจ้าร่างกายอ่อนแอ ซ้ำยังป่วยเป็นโรคหอบหืดตั้งแต่เล็ก ขอให้นึกถึงตัวเอง แบ่งเบาภาระให้สี่ทารกกระบี่บ้างเถอะ "
บ้อเช้งรีบกล่าวว่า
" นี่นับเป็นภาระอันใด ข้าพเจ้าเป็นพี่ใหญ่ หากศิษย์น้องกำลังลำบาก ย่อมต้องช่วยเหลือ มิเช่นนั้นคงเสียแรงที่เป็นพี่น้องกันแล้ว อีกอย่างข้าพเจ้ายังสบายดี ขอบคุณท่านอาที่เป็นห่วง "
จูกัวะซิงแซยิ้มพลางกล่าวว่า
" ไงอื้อ เจ้ามีน้ำใจกับแนฮ่วยถึงเพียงนี้ ถ้าแนฮ่วยฟื้นขึ้นมาคงซาบซึ้งยิ่ง แต่หากเป็นเพราะตนเอง ทำให้เจ้าล้มป่วย แนฮ่วยย่อมไม่ยินดีแน่แท้ "
บ้อเช้งยิ้มอย่างอับจนปัญญา ส่วนจูกัวะซิงแซเองก็ทราบดีว่า ยากที่จะเปลี่ยนความตั้งใจของศิษย์ผู้นี้ได้ ท่านจึงมิรุกไล่ต่อ เพียงกล่าวถามถึงเด็กรับใช้ทั้งสี่แทน
สี่วันมานี้ ทารกกระบี่ทุกคนต่างทำหน้าที่ตามคำสั่งของบ้อเช้งอย่างเคร่งครัด เด็กรับใช้กระบี่ทองซึ่งมีไหวพริบปราดเปรียว จึงอยู่ข้างกายบ้อเช้งเพื่อคอยช่วยเหลือ เพียงแต่ก่อนที่จูกัวะซิงแซจะเข้ามา เด็กหนุ่มเพิ่งนำน้ำออกไปเปลี่ยน เด็กรับใช้กระบี่เงิน ฮ่อฮ่วม มีนิสัยสุขุมหนักแน่นรับหน้าที่ต้มยา หน้าที่นี้ ดูไปคล้ายไม่สำคัญ แต่แท้จริงกลับจำเป็นยิ่ง เพราะหากมีคนคิดร้ายต่อแนฮ่วย ขอเพียงใส่ยาพิษลงไป แนฮ่วยย่อมไม่มีโอกาสรอด ส่วนอีกสองคนที่เหลือ อันได้แก่ ทารกกระบี่ทองแดงและทารกกระบี่เหล็ก พอล่วงรู้หลักการแพทย์ จึงเป็นคนรายงานอาการของแนฮ่วยต่อท่านหมอเอี๊ยบที่กำลังรักษาองค์ชายอยู่ในวัง ทั้งยังต้องนำคำแนะนำเหล่านั้นมาบอกต่อกับบ้อเช้ง
ขณะที่บ้อเช้งกำลังบอกกล่าวอยู่นั้น ลิ้มเท้ายี้ก็เดินเข้ามา เด็กชายชุดเขียววางอ่างน้ำลงบนโต๊ะข้างเตียงก่อนประสานมือคำนับต่อจูกัวะซิงแซ จากนั้นถอยกายมายืนเบื้องหลังบ้อเช้ง
จูกัวะซิงแซเหลียวดูร่างของแนฮ่วยพลางกล่าวว่า
" คืนนี้ ยามสาม(ประมาณเที่ยงคืน) เราจะไปพบง้วนซือตี๋ "
ดวงตาของบ้อเช้งเบิกกว้าง รีบเรียนถามว่า
" เหตุไฉนง้วนซือเจ่กจึงเลื่อนเวลานัดเร็วขึ้น? "
จูกัวะซิงแซแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา กล่าวว่า
" เรื่องนี้ คาดว่า คงเป็นเพราะคนใกล้ตัวของอาจารย์อาเจ้ายุยง หวังให้เรากับง้วนซือตี๋แตกหักเร็วขึ้นกระมัง "
หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อว่า
" จะด้วยเหตุผลใด คืนนี้ตำหนักจูกัวะคงเหลือเพียงเจ้าแล้ว "
บ้อเช้งรับคำอย่างสงบยิ่ง จูกัวะซิงแซยิ้มเล็กน้อยแล้วหันกายจากไป แต่ก่อนที่ท่านจะพ้นประตูห้อง จูกัวะซิงแซกลับหันมาสบตาบ้อเช้งวูบหนึ่ง ในดวงตาปรากฏแววกลอกกลิ้งแฝงความนัย
แต่จะเป็นความนัยเยี่ยงใด คาดว่า คงมีเพียงบ้อเช้งที่เข้าใจ ทั้งนี้เพราะในดวงตาสุกใสของเขาเองก็ฉายแววเจ้าเล่ห์เช่นกัน
อาทิตย์เลือนลับขอบฟ้า จันทราทอแสงนวลตา ท่ามกลางความมืดมิดแห่งราตรี ในตำหนักของจูกัวะซิงแซเหลือเพียงโคมไฟดวงเล็กในห้องของแนฮ่วยเท่านั้นที่ยังจุดอยู่ แสงไฟสีเหลืองจากเปลวเทียนอาบไล้ใบหน้าที่เย็นชาเป็นนิจให้เพิ่มความอ่อนละมุนขึ้นสามส่วน
หากยามนี้บนใบหน้าเย็นชากลับแสดงสีหน้าครุ่นคิด
ขณะที่บ้อเช้งครุ่นคิด กลับแฝงความงามที่สงบนิ่งราวหญิงสาวบริสุทธิ์
เขาครุ่นคิดเรื่องใด?
ขณะที่เขาครุ่นคิด มือขาวเรียวยังขยับเช็ดเหงื่อให้แนฮ่วย
ราตรีนี้ความจริงเงียบสงบดียิ่ง แต่หากเงียบเกินไปกลับมิน่าวางใจ
คล้ายช่วงเวลาก่อนพายุร้ายก่อตัว คลื่นลมมักสงบเงียบ
ดังนั้น บ้อเช้งจึงครุ่นคิด
แต่แล้วการครุ่นคิดของเขากลับถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตู
ผู้มารอจนบ้อเช้งออกปากอนุญาตจึงผลักประตูเข้ามา ปรากฏว่า เป็นหญิงรับใช้ในตำหนักจูกัวะนางหนึ่งประคองถาดใส่ขนมไหว้พระจันทร์กับป้านน้ำชาเข้ามา นางกล่าวอย่างนอบน้อมว่า
" ผู้น้อยกลัวท่านมือปราบจะหิวจึงนำของว่างเหล่านี้มา "
บ้อเช้งส่งเสียงดังอ้อเป็นเชิงเข้าใจ หากมิทันขาดคำ เขาพลันลงมือ
เขาลงมือด้วยฝีมือใด นางมิทราบได้ นางเห็นเพียงประกายสีขาววูบหนึ่ง จากนั้นกลับล้มลงขาดใจ
หญิงรับใช้ที่ทอดร่างเป็นศพ บนลำคอเพิ่มคมมีดเรียวบางสะท้อนประกายสีเงิน ยาวประมาณหนึ่งเชียะท่อนหนึ่ง
บ้อเช้งไม่แม้กระทั่งเหลือบมอง เขาเพียงกล่าวเสียงเย็นชาว่า
" เมื่อมาแล้ว ไยต้องซ่อนตัว "
ทันใดนั้น หน้าต่างด้านข้างพังทลาย ชายชุดดำสองคนกระโจนเข้ามา ในมือของทั้งคู่ถือดาบคมกล้าฟาดฟันใส่บ้อเช้ง
หากบ้อเช้งย่อมเป็นบ้อเช้ง(ไร้น้ำใจ)
เขาเม้มริมฝีปากที่บางเบาดุจกระบี่ ชุดขาวที่สวมใส่สั่นพริ้วเพียงเล็กน้อย กลับปรากฏลูกดอกเหล็กสองตัวพุ่งปักกลางทรวงอกชายชุดดำ มันทั้งสองจ้องมองบ้อเช้งอย่างตะลึงลานครู่หนึ่งก่อนหงายร่างล้มลง
บ้อเช้งถอนทอดใจกล่าวว่า
" ถ้าท่านยังไม่ออกมา ข้าพเจ้าจะมิเกรงใจแล้ว "
สิ้นเสียง เงาร่างสายหนึ่งก็มาหยุดตรงหน้าประตู
เป็นชายชุดดำอีกผู้หนึ่ง
คนผู้นี้สูงยิ่ง
ผ่ายผอมยิ่ง
และอำมหิตยิ่ง
คนผู้หนึ่งต่อให้อำมหิตเยี่ยงใด ย่อมมีขีดจำกัด อย่างมาก มันเพียงอำมหิตต่อผู้อื่นนอกสายเลือด
หาก "มัน" ผู้นี้กลับอำมหิตกว่าพยัคฆ์
พยัคฆ์ย่อมมิทำร้ายลูกของตน หากคนผู้นี้มิเพียงทำร้ายบุตรในสายเลือดเท่านั้น มันยังถึงกลับฆ่าบุตรของตนเองเพียงเพราะ บุตรชายต่อต้านขัดใจมัน
บ้อเช้งหวังว่า ผู้มาจะมิใช่มัน
แต่ "มัน" เมื่อมาแล้ว ย่อมมิยอมกลับไปโดยง่าย
ครั้งนี้ เขาคงต้องไร้น้ำใจแล้ว
บ้อเช้งตระเตรียมลงมือ คิดไม่ถึงชายในชุดดำกลับคิดกล่าววาจา
มันถามว่า
" เจ้ารู้ได้อย่างไร? "
มันถามเช่นนี้ ผู้อื่นฟังอาจสงสัยว่า มันหมายถึงเรื่องใด แต่บ้อเช้งย่อมเข้าใจ
เขาจึงตอบว่า
" เพราะผู้คนในตำหนักจูกัวะล้วนทราบดีว่า ข้าพเจ้าดื่มเพียงน้ำเปล่า ไม่ดื่มชาหรือสุรา ดังนั้น เมื่อนางนำน้ำชามา ข้าพเจ้าย่อมรู้ได้ว่า นางมิใช่หญิงรับใช้นางนั้น "
คนตรงหน้าพยักหน้าคราหนึ่งกล่าวว่า
" เราเข้าใจแล้ว ตอนนี้เจ้าตายเถอะ "
ยามนั้น ขณะที่มันกล่าวคำว่า "ตาย" กระบี่ใส่มือก็บรรลุถึงหน้าบ้อเช้งแล้ว
ยอดฝีมือชิงชัย ตัดสินในชั่วพริบตา
แต่เมื่อมันคิดเคลื่อนไหว บ้อเช้งกลับเคลื่อนไหวเร็วยิ่งกว่า
ดังนั้น กระบี่ยังมิทันสัมผัสถูก คนกลับหายไป
มันเห็นเป้าหมายหายไปจึงรีบรั้งกระบี่คืน กล่าวไป การรั้งคืนครั้งนี้ยังรวดเร็วกว่าตอนจู่โจม แต่ไม่ว่า จะรวดเร็วเพียงใดก็มิอาจป้องกันมันจากมีดบินใบหลิวยาวหกนิ้วสองหุนสามเล่มได้
มีดบินเหล่านี้พุ่งมาจากสามทิศทาง หนึ่งมุ่งจากด้านข้างสู่ลำคอ หนึ่งมุ่งจากด้านหลังสู่กลางอก อีกหนึ่งนั้นมุ่งจากเบื้องล่างสู่ท้องน้อย ชายชุดดำใช้ด้ามกระบี่กระแทกมีดบินเล่มหนึ่งพ้นจากตำแหน่งลำคอ แต่มิสามารถหลบรอดมีดบินอีกสองเล่มที่เหลือได้
มีดบินจมหายเข้าไปในร่างของมันเกือบสิ้น ปรากฏโลหิตไหลซึมชโลมเสื้อจนแดงฉาน หากมันยังฝืนกายหันกลับไปจ้องบ้อเช้งที่เบื้องหลัง เห็นชายหนุ่มชุดขาวนั่งกับพื้น คิ้วเรียวงามดวงตากระจ่างใส รูปร่างผอมบาง ปากกล่าวอย่างเย็นชาว่า
" ความจริง เราท่านมิเคยมีความแค้นอันใด แต่เมื่อท่านคิดร้ายต่อเราสองซือเฮียตี๋(ศิษย์พี่ศิษย์น้อง) เราจึงต้องกำจัดท่าน "
ชายชุดดำก้มลงมองบาดแผล จากนั้นเหลียวมองเก้าอี้ล้อเลื่อนของบ้อเช้ง มีดบินที่ปักท้องน้อยของมันมาจากเก้าอี้ตัวนี้ หากมีดบินมีเพียงสอง อย่างนั้นไม่แน่ว่าไม่สามารถหลบรอดมีดที่เหลือได้ ดวงตาของมันทอแววไม่ยอมรับและสิ้นหวัง จากนั้นทอดถอนใจคราหนึ่ง ในที่สุดล้มตัวลง จบชีวิตไป
บ้อเช้งนั่งอยู่บนพื้นกวาดตามองซากศพทั้งสี่ที่จบสิ้นใต้เงื้อมมือของเขา เขาแม้ได้ชัย กลับปรากฏสีหน้าที่เศร้าสร้อยอย่างยิ่ง อ้างว้างอย่างยิ่ง คล้ายกับชัยชนะที่ได้ปราศจากซึ่งความสุข
หากอย่างน้อย เขายังมีชีวิตอยู่ พวกมันตกตาย
คนผู้หนึ่งขอเพียงมีชีวิตอยู่ ย่อมกระทำการใดๆได้
เขายังมุ่งหวังผดุงความยุติธรรม ปกป้องผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น เขามิคิดใคร่ตาย
เขาเพียงเศร้าเสียใจต่อชีวิตที่ดับสูญ
สำหรับเขาที่ครอบครัวถูกฆ่าล้างตระกูล จึงให้ความสำคัญกับชีวิตเสมอมา ไม่ว่า จะยิ่งใหญ่หรือเล็กน้อยเพียงใด ล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน แต่ทุกครั้งที่เขาลงมือ หากมิใช่ท่านตาย ก็เป็นเราสิ้น
เขาจึงได้แต่ไร้น้ำใจ
เขาต้องเยือกเย็น
ศัตรูอำมหิต เขาอำมหิตยิ่งกว่า
เพราะว่า เขาคือ บ้อเช้ง(ไร้น้ำใจ)
เป็นมือปราบอันดับหนึ่งบ้อเช้ง

ขณะที่บ้อเช้งยังทอดอาลัยอยู่นั้น ปรากฏเสียงวัตถุหนึ่งดังแหวกอากาศขึ้นจากเบื้องนอก เป็นเสียงที่เกิดจากลูกบัวเหล็กลูกหนึ่งพุ่งผ่านมาทางหน้าต่างที่พังทลาย
เป้าหมายของมันอยู่ที่แนฮ่วย
พริบตา มือของบ้อเช้งสะบัดออก ชายแขนเสื้อสีขาวพริ้วไหวต้องประกายจันทร์ ลูกบัวเหล็กที่กำลังพุ่งมาอย่างเร่งร้อนรุนแรงกลับถูกลูกดอกตะขาบเจ็ดสังหารม้วนรัดไปปักอยู่ข้างผนังห้อง ครู่หนึ่งลูกบัวเหล็กก็แตกออก ปรากฏพิษร้ายฤทธิ์แรงกล้ากัดกร่อนกำแพงเป็นวงกว้าง
บ้อเช้งขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาฉายแววเหยียดหยาม ตวาดคำ " ต่ำช้า " พลันกดสองมือใส่พื้น บังคับร่างเหินหาวดุจปักษาขาวสง่าออกติดตามยังเบื้องนอก
ผู้ซัดอาวุธลับเห็นเหตุการณ์ไม่เป็นดังคาดก็รีบรั้งกายหมายหลบหนี หากทว่า เมื่อมันหันไป กลับแทบปะทะกับร่างของบุรุษผู้หนึ่ง
บุรุษผู้นี้ไม่สูงใหญ่เท่าใด อย่างมากสูงเพียงห้าเชียะสามนิ้ว แต่มีบุคลิกภาพสยบขวัญผู้คน
...คลับคล้ายขุนเขาสูงตั้งตระหง่านมั่นคง
มันเมื่อเผชิญหน้ากับคนผู้นี้แล้ว พลันรู้สึกว่า ตัวเองช่างกระจ้อยร่อยนัก
คนตรงหน้ายกมือลูบเครา
เป็นมือที่ทั้งหนุ่มแน่น ทั้งอมเลือดฝาด
แต่เจ้าของมือกลับสูงวัยมากแล้ว
ท่านคือ จูกัวะซิงแซ
ไฉนจูกัวะซิงแซจึงอยู่ที่นี่?
จูกัวะซิงแซมิใช่ไปตามนัดประลองกับง้วนจับซาหังหรอกหรือ?
ชายลึกลับสับสนงุนงงยิ่ง แต่ยังฝืนใจข่มความกลัว ชักกระบี่ข้างเอวออกมาเตรียมพร้อม มาตรว่า สู้มิได้ก็ขอตกตาย ไม่ยอมเป็นนักโทษให้อายผู้คน
จูกัวะซิงแซทอดถอนใจยาว ขยับมือคราวหนึ่ง กระบี่ของฝ่ายตรงข้ามกลับหักออกเป็นสองท่อน
ชายลึกลับความจริงถือดีว่า ตนเป็นมือกระบี่เลื่องชื่อ แม้ฝีมือมิสูงล้ำเท่าจูกัวะซิงแซ แต่อย่างน้อยสมควรรับมือท่านได้ซักร้อยกระบวนท่า มิคาด ท่านเพียงขยับมือใช้สองนิ้วคีบกระบี่วูบหนึ่ง กระบี่ในมือกลับหักกลางโดยที่มันแทบไม่รู้สึกตัว
ท่าทำลายนี้สร้างความสะท้านขวัญแก่มันยิ่ง
ฝีมือของจูกัวะซิงแซสูงล้ำถึงเพียงนี้ ไยมันจึงอาจหาญคิดเทียบเคียงท่านได้?
อย่าว่าแต่ด้านหลังมันยังมีศัตรูอีกผู้หนึ่งนั่งอยู่
เป็นชายหนุ่มเท้าพิการที่มีฝีมือซัดอาวุธลับเป็นเลิศ
ในที่สุด มันทิ้งกระบี่ลง ตัดใจยอมรับความตาย
แต่ก่อนตาย มันยังมีข้อข้องใจประการหนึ่ง หากมิได้รับคำตอบคงไม่อาจตายตาหลับ
มันถามจูกัวะซิงแซว่า
" เหตุใดท่านจึงมิไปตามนัด? "
ท่านเห็นมันยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดีจึงตอบว่า
" แผนล่อเสือออกจากถ้ำของพวกเจ้า ความจริงถูกต้องสมบูรณ์ยิ่ง เพียงแต่คนคิด มิสู้ฟ้าคำนวน พวกเจ้ามิควรอ้างชื่อศิษย์น้องของเรา... "
ท่านหยุดยิ้มอย่างขมขื่นเล็กน้อยค่อยกล่าวต่อว่า
" ง้วนซือตี๋แม้ชิงชังเราเพียงใดก็ต้องไม่ลดตัวฉวยโอกาสที่แนฮ่วยบาดเจ็บ นัดประลองกับเราซึ่งสูญเสียพลังยุทธ์รักษาศิษย์ ดังนั้น เราจึงแสร้งเล่นละครดำเนินการย้อนแผนพวกเจ้า "
มันได้ฟังจูกัวะซิงแซเปิดเผยแผนการของตนแล้ว อดมิได้ที่จะยิ้มเย้ยหยันตนเอง
เป็นมันประมาทศัตรูเกินไป
ดูแคลนศัตรูเกินไป
ยามนี้ จึงต้องสำนึกเสียใจ
ค่าตอบแทนของความผิดพลาด ย่อมต้องชดใช้ด้วยชีวิต
มันหลับตาลง เชิดหน้าพร้อมรับความตาย
...แต่บุคคลเช่นจูกัวะซิงแซย่อมสูงส่งเกินกว่าที่มันจะคาดถึง ท่านมิเพียงละเว้นชีวิตมันเท่านั้น ซ้ำยังมอบโอกาสให้มันกลับตัวกลับใจ เสนอทางเลือกให้แก่มัน
" เจ้าไปเถอะ จากนี้ขอเพียงเจ้ายอมกลับใจ เราจะไม่ติดตามจับกุม มาตรว่า เจ้าคิดผละจากความมืดสู่แสงสว่าง เราจูกัวะเซี่ยวฮวย ยินดีต้อนรับเจ้าร่วมพิทักษ์คุณธรรม "
มันเบิกตากว้างจ้องมองชายชราตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง คล้ายไม่เชื่อในความโชคดีของตนเอง มันเห็นจูกัวะซิงแซมองมันด้วยความเมตตา ประหนึ่งสายตาของบิดาผู้โอบอ้อมอารีมอบให้แก่บุตรที่หลงผิดเกเร
มันทั้งซาบซึ้งใจยิ่ง ทั้งรู้สึกสำนึกบุญคุณยิ่ง ดังนั้นจึงคุกเข่าลงคำนับจูกัวะซิงแซเป็นการขอขมา จากนั้นลุกขึ้นหันมาประสานมือให้แก่บ้อเช้งอำลาจากไปอย่างรวดเร็ว
จูกัวะซิงแซมองร่างที่หายลับในความมืดพลางยิ้มอย่างพึงพอใจอยู่บ้าง
บ้อเช้งยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า
" น้ำใจครั้งนี้มิเพียงสามารถทำให้คนผู้หนึ่งหลุดพ้นจากความมืด ยังทำให้เสี่ยงเอี้ย(มหาเสนาบดี) สูญเสียมือดีผู้หนึ่งอีกด้วย "
จูกัวะซิงแซหัวร่อฮาฮากล่าวว่า
" มือดีข้างกายเสี่ยงเอี้ยมีมากหลาย สูญเสียไปหนึ่งนับเป็นเช่นไร การช่วยให้คนผู้หนึ่งกลับใจได้ต่างหากเล่าที่สำคัญยิ่งกว่า "
แต่แล้ว ท่านสลายรอยยิ้มถามว่า
" เล่งคีเป็นอย่างไร? "
สีหน้าของบ้อเช้งก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม กล่าวว่า
" ด้วยโอสถทิพย์ของท่านหมอเอี๊ยบรวมกับวิชาฝังเข็มของข้าพเจ้า แนฮ่วยมีอาการทุเลาขึ้นมาก คาดว่า ผู้ที่เข้มแข็งเช่นศิษย์น้องสี่จะฟื้นสติก่อนเย็นวันพรุ่งนี้เป็นแน่ "
จูกัวะซิงแซได้ยินเช่นนั้นก็ผงกศีรษะรับด้วยความปลอดโปร่งยิ่ง ท่านมีความเชื่อมั่นในตัวเหล่าลูกศิษย์ของท่านเสมอว่า ต้องมิทำให้ท่านผิดหวัง และยังคงเป็นนั้นเรื่อยมา เพราะ พวกเขามิเคยล้มเหลว
แท้ที่จริง ตอนที่เอี๊ยบเจ็กจี้บอกเล่าอาการของแนฮ่วย จูกัวะซิงแซรู้สึกกลัดกลุ้มยิ่งนัก หากพอท่านสบสายตากับบ้อเช้ง ท่านคล้ายเห็นหนทางรอดของแนฮ่วย บ้อเช้งความจริงมีความรู้เชิงการแพยท์อยู่ไม่น้อย ทั้งยังถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นให้แก่ ทารกกระบี่ทองแดงและทารกกระบี่เหล็ก แต่สิ่งที่จะช่วยชีวิตแนฮ่วยกลับมิใช่ความรู้เหล่านั้น หากเป็นวิชาฝังเข็มที่เขาได้รับจากมารดาเมื่อครั้งเยาว์วัยแทน
มารดาของบ้อเช้งมีฉายาว่า นงคราญร้อยกระสวย อิ่งซิ่วอี นางสามารถปักดอกไม้ที่แม้แต่ในวังหลวงยังปักไม่ได้ ขณะเดียวกันเข็มปักดอกไม้หากทิ่มแทงจุดเส้นทั้งเจ็ดสิบสองจุดบนร่างกายยังใช้รักษาและฆ่าคนได้
ตอนนั้นแม้ยังเป็นเพียงเด็กน้อย บ้อเช้งกลับจดจำจุดทั้งเจ็ดสิบสองแห่งได้อย่างแม่นยำ เมื่อผนวกเข้ากับฝีมือการใช้อาวุธลับที่ยากไร้ผู้ทัดเทียมของเขา ขอเพียงแนฮ่วยยังมิสิ้นใจ บ้อเช้งย่อมทุ่มเทกำลังรักษาชีวิตศิษย์น้องไว้ให้ได้ ยิ่งรวมกับโอสถทิพย์ที่ท่านหมอเอี๊ยบทนอดตาหลับขับตาตื่นปลีกตัวแบ่งเวลาจากการรักษาองค์ชายปรุงให้ทุกวี่วัน แนฮ่วยจึงอาการดีวันดีคืนเช่นนี้
และ แนฮ่วยย่อมมิปรารถนาให้เหล่าผู้มีน้ำใจต่อเขาต้องผิดหวัง
แนฮ่วย ผู้ถือคติว่า แม้ตายก็ขอยืนหยัด
แนฮ่วย ผู้เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวยึดมั่นไม่คลอนคลาย
ในที่สุด แนฮ่วยก็ฟื้นแล้ว

สิ่งแรกที่แนฮ่วยผู้หมดสติมาตลอดสี่วันพบคือ สีหน้าปิติยินดีของอาจารย์ผู้มีพระคุณยิ่ง
เมื่อชั่วครู่ จูกัวะซิงแซยังยืนสนทนากับบ้อเช้งที่เบื้องนอก พลันได้ยินเสียงแผ่วครางจากภายในห้อง ทั้งสองจึงรีบรุดเข้ามา เห็นแนฮ่วยกะพริบตาก่อนเหลียวมองมาทางคนทั้งคู่
คาดว่า เขาคงคิดเอ่ยวาจา เพราะริมฝีปากของคนเจ็บขยับเปิดปิดอยู่หลายครา หากแม้แต่จูกัวะซิงแซที่ยืนชิดขอบเตียงกลับมิได้ยินคำกล่าวอันใด ทั้งนี้ สืบเนื่องจากการที่แนฮ่วยสลบหลับไหลมาถึงสี่วันเต็ม ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากมิอาจเปล่งเสียงได้ดั่งใจนึก
จะอย่างไร จูกัวะซิงแซยังสามารถเข้าใจในสิ่งที่แนฮ่วยคิดกล่าว ท่านแม้มิได้ยิน แต่ยังอ่านริมฝีปากของศิษย์รักได้ว่า
' เป็นข้าพเจ้าทำร้ายพวกท่าน '
ดวงตาของจูกัวะซิงแซปรากฏรอยยิ้มขึ้น กล่าวว่า
" เจ้าสบายใจเถอะ ทุกประการล้วนยุติแล้ว "
สีหน้าแนฮ่วยคล้ายสำนึกเสียใจต่อความลำบากที่ผู้เป็นอาจารย์และศิษย์พี่ใหญ่ต้องได้รับ ที่แท้ ขณะที่จูกัวะซิงแซสนทนากับมือสังหาร แนฮ่วยฟื้นสติขึ้นมาพอดี เขาจึงรับรู้เรื่องราวทั้งหมด
แนฮ่วยยังคิดกล่าววาจาอีกหลายประโยค หากจูกัวะซิงแซส่ายหน้ายับยั้ง พยุงเขาขึ้นดื่มน้ำ แนฮ่วยยอมสงบคำดื่มน้ำในถ้วยที่จ่อริมฝีปากลงหมดสิ้น จากนั้น ค่อยหันไปสบตากับบ้อเช้งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อเลื่อน
ก่อนหน้านี้ บ้อเช้งใช้วิชาตัวเบาออกติดตามคนร้ายไปยังเบื้องนอก จึงทิ้งเก้าอี้ประจำตัวไว้ข้างโต๊ะในห้อง แต่พอได้ยินเสียงแนฮ่วยเขาก็พริ้วกายกลับเข้ามานั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม
บ้อเช้งเห็นศิษย์น้องปลอดภัยดีแล้ว จึงปรบมือคราหนึ่ง เด็กรับใช้สี่กระบี่ก็เดินเข้ามาจัดการแบกยกศพของมือสังหารที่จบชีวิตออกไป เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย บ้อเช้งค่อยหันกลับมาหาแนฮ่วย พอดีกับจังหวะที่อีกฝ่ายเองก็มองหาเขาเช่นกัน
บ้อเช้งยิ้มแล้ว ยิ้มอย่างอ่อนโยนยิ่ง
แนฮ่วยก็ยิ้ม ยิ้มด้วยความปลาบปลื้มยินดี
สองซือเฮียตี๋สบตากันเพียงครู่หนึ่ง กลับแลกเปลี่ยนความห่วงใยมากล้น
สุดท้าย เป็นบ้อเช้งเอ่ยปากก่อน
" สี่เจ่ก หากไม่มีธุระอื่นใด ข้าพเจ้าขอตัวก่อน "
จูกัวะซิงแซกล่าวด้วยความรักเมตตาว่า
" ไปพักเถิด เจ้าเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว "
บ้อเช้งน้อมกายคารวะ ผลักดันล้อเลื่อนจากไป
แนฮ่วยมองตามศิษย์พี่ใหญ่จนลับสายตา จากนั้นกลับคล้ายสิ้นเรี่ยวแรงหมดสติไปอีกครา

ทุกวัน บ้อเช้งมักตื่นก่อนที่ยามห้า(ประมาณตีห้า) จะจบสิ้นลงเสมอ หากเช้านี้ กว่าบ้อเช้งจะรู้สึกตัวกลับเป็นเวลาสายมากแล้ว
ดวงอาทิตย์ลอยพ้นขอบฟ้าไปเนิ่นนาน...
แสงอันอบอุ่นอ่อนละมุนยามรุ่งสางเริ่มแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นความร้อนเร่าแผดเผา
...เปลือกตาบางกะพริบถี่ขับไล่ความง่วงงุน
เขาส่งเสียงครางในลำคอคำหนึ่ง แต่ยังมิทันขยับกาย ม่านมุ้งข้างเตียงก็ถูกเปิดออก ปรากฏเด็กรับใช้กระบี่ทองเป็นผู้เลิกม่าน ส่วนเด็กรับใช้กระบี่เงินประคองอ่างน้ำไว้ พลางกล่าวว่า
" เชิญกงจื้อ(คุณชาย) ล้างหน้าล้างตาก่อน "
บ้อเช้งค่อยๆเหยียดกายขึ้น ใช้มือเรียววักน้ำอุ่นลูบไล้ใบหน้า จากนั้นจึงรับผ้าที่ลิ้มเท้ายี้ยื่นส่งให้มาเช็ดทำความสะอาด
เมื่อความคิดอ่านเริ่มแจ่มใส บ้อเช้งเอ่ยถามทารกกระบี่ทองว่า
" อาการศิษย์น้องสี่เป็นเช่นไร? "
เด็กหนุ่มรายงานว่า
" เรียนกงจื้อ อาการของท่านอาสี่ดีขึ้นมากยิ่ง นับจากที่ฟื้นสติมาเมื่อคืนวาน พอเช้าวันรุ่งขึ้นท่านก็รู้สึกตัวอย่างสมบูรณ์... "
บ้อเช้งขัดขึ้นว่า
" ลิ้มเท้ายี้ เจ้าบอกว่า แนฮ่วยฟื้นขึ้นเมื่อคืนวาน ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าหลับไหลไปถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเชียวหรือ? "
เด็กรับใช้กระบี่ทองพยักหน้ารับคำ
บ้อเช้งถึงกับงงงันไปครู่หนึ่ง
' มิน่าเล่า เราถึงรู้สึกเมื่อยขบยิ่ง หากร่างกายกลับคล้ายฟื้นฟูบริบูรณ์ '
เขาคิดพลางส่งสัญญาณมือให้อีกฝ่ายกล่าวต่อ
เด็กหนุ่มรายงานต่อว่า
" เมื่อวานนี้ ท่านหมอเอี๊ยบแวะมาตรวจอาการท่านอาสี่ที่ห้อง หลังตรวจอยู่ไม่นานก็แจ้งต่อจูกัวะซิงแซว่า ท่านอาสี่ปลอดภัยดีแล้ว ขอเพียงบำรุงรักษาร่างกายอีกซักหนึ่งเดือน อาการจะกลับเป็นปรกติดังเดิม "
บ้อเช้งยิ้มเล็กน้อย เมื่อทราบว่า ศิษย์น้องทุเลาจากการบาดเจ็บแล้ว
นับว่า ความพยายามของเขาไม่สูญเปล่า
หลังคำรายงานของเด็กรับใช้กระบี่ทอง ฮ่อฮ่วมพลันกล่าวขึ้นว่า
" ข้าพเจ้าคาดว่า กงจื้อหลับไปถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน ตื่นมาคงจะรู้สึกหิว ดังนั้น จึงแจ้งทางโรงครัวให้จัดเตรียมอาหารไว้พร้อมแล้ว หากกงจื้อต้องการ ข้าพเจ้าจะไปนำมาในบัดดล "
บ้อเช้งเห็นเด็กรับใช้กระบี่เงินมีน้ำใจห่วงใยตนถึงเพียงนี้ ครั้นจะปฏิเสธ ออกจะเป็นการทำลายความรู้สึกของมันเกินไปอยู่บ้าง จึงออกปากอนุญาต
ฮ่อฮ่วมรับคำอย่างยินดี รีบรุดไปยังโรงครัวจัดยกสำรับอาหารมาด้วยความรวดเร็ว ลับตามัน บ้อเช้งขยับกายหมายลุกยืน ทารกกระบี่ทองเห็นเข้าก็รีบเข้าไปช่วยพยุงมายังเก้าอี้ล้อเลื่อน
ทันทีที่นั่งเป็นที่เรียบร้อย บ้อเช้งหันมายิ้มขอบใจมันคราวหนึ่ง จากนั้น ปล่อยให้มันเข็นเก้าอี้ออกจากห้องนอน
ภายในเรือนพักของบ้อเช้งที่ปลูกแยกจากตำหนักจูกัวะซิงแซถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วน ส่วนหน้าเป็นห้องรับรองไว้ต้อนรับแขกเหรื่อ ส่วนกลางเป็นห้องพักของเหล่าเด็กซึ่งประสบชะตาอาภัพที่บ้อเช้งให้การอุปการะ ต่อมาจึงค่อยเป็นห้องของบ้อเช้งที่ขนาบซ้ายขวาด้วยลานโล่งกว้างสำหรับเด็กๆวิ่งเล่นและฝึกวรยุทธ์
แต่ในที่พำนักของบ้อเช้งเองยังถูกจัดแบ่งเป็นห้องต่างๆอีกหลายห้อง ประกอบด้วย ห้องนอนอยู่ลึกสุด ถัดมาเป็นห้องนั่งเล่นที่มีโต๊ะสำหรับรับประทานอาหารตั้งอยู่ ด้านซ้ายเป็นห้องทำงานไว้ประดิษฐ์อาวุธลับคิดค้นกลไก ด้านขวาเป็นห้องอาบน้ำที่มีม่านหนากั้นปิดไว้
ความจริงบุรุษส่วนใหญ่ในตำหนักจูกัวะไม่มีห้องอาบน้ำอยู่ภายในที่พัก เช่น ศิษย์น้องทั้งสามของบ้อเช้ง หากคิดชำระล้างร่างกายมักไปที่ลานอาบน้ำซึ่งมีบ่อน้ำเล็กๆอยู่ แต่เป็นเพราะบ้อเช้งสองเท้าพิการ ไม่สะดวกต่อการเคลื่อนไหว จูกัวะซิงแซจึงจัดสร้างที่อาบน้ำไว้ให้ภายในห้องพัก
ผ่านไปครู่ใหญ่ เด็กรับใช้กระบี่เงินค่อยยกถาดอาหารเข้ามา เด็กหนุ่มจัดเรียงอาหารลงตรงหน้าบ้อเช้งด้วยความเรียบร้อย พอเสร็จจึงยื่นส่งตะเกียบให้ถึงมือ
อาหารทุกชนิดที่ถูกนำมายังคงร้อนกรุ่นส่งกลิ่นหอมยิ่ง คล้ายจะแสดงถึงความใส่ใจที่มีแก่บ้อเช้ง เพราะเขาสังเกตได้ว่า อาหารเหล่านี้มิใช่อาหารที่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้วนำมาอุ่นร้อน แต่กลับเป็นอาหารที่เพิ่งถูกปรุงขึ้นใหม่ด้วยเวลาอันรวดเร็ว คาดเดาว่า คนครัวเองคงจะเตรียมพร้อมรอรับคำสั่งอยู่ตลอดเวลา
...เป็นดั่งเช่นที่บ้อเช้งคาดคะเน เมื่อฮ่อฮ่วมกล่าวว่า
" อาหารมื้อนี้ ความจริงเป็นข้าพเจ้าบอกต่อหัวหน้าคนครัวให้แยกเผื่อไว้จากมื้อเช้า คิดว่า เมื่อกงจื้อตื่นขึ้นจะได้เพียงอุ่นร้อนยกมา มิคาดพอไปถึง หัวหน้าคนครัวกลับจัดทำอาหารขึ้นใหม่ส่งมอบให้ข้าพเจ้าแทน ทั้งยังกล่าวว่า กงจื้อเหน็ดเหนื่อยมาหลายวันสมควรได้รับประทานอาหารที่บำรุงสุขภาพ เป็นเหตุให้ข้าพเจ้ามาช้าไปเล็กน้อย ขอกงจื้อโปรดอภัย "
บ้อเช้งรับฟังแล้วได้แต่ครุ่นคิด
อภัย...
ไยต้องให้อภัย?
เมื่อคิดถึง น้ำใจไร้เดียงสาของเด็กรับใช้กระบี่เงินที่เกรงเขาตื่นมาต้องทนหิว จัดเตรียมข้าวปลาอาหารไว้ล่วงหน้า
และความห่วงใยที่บ่าวไพร่ในโรงครัวยินยอมทนรอ มิยอมพักผ่อนเพียงเพื่อจะจัดปรุงอาหารสดใหม่แก่เขา
...ยังมีเรืองอันใดต้องอภัยเล่า?
แม้เขาคือ บ้อเช้ง(ไร้น้ำใจ)
หากบ้อเช้งใช่ไร้น้ำใจดั่งความหมาย
ดังนั้น ยามนี้เขามิเพียงรับรู้ถึงน้ำใจ
เขายังรู้สึกซาบซึ้งยิ่ง...
หากเขากลับกระทำการตอบแทนความรู้สึกเหล่านี้ได้เพียงเอ่ยคำ "ขอบใจ" เบาๆ กับเด็กรับใช้กระบี่เงิน และรับประทานข้าวที่เต็มเปี่ยมด้วย "น้ำใจ" มื้อนี้ให้หมดสิ้น
แต่บ้อเช้งเองก็คงไม่ทราบว่า สำหรับเด็กน้อยฮ่อฮ่วม ที่ทั้งเคารพรัก ทั้งยึดถือเขาเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือและล้างแค้นให้แก่มัน
เพียงคำ "ขอบใจ" จากบ้อเช้งกลับมีค่าดุจทองคำพันตำลึง
บางครั้งยังอาจมีค่ายิ่งกว่า "ชีวิต" ของมันเสียอีก
มาตรแม้ตกตาย ขอเพียงกงจื้อของมันปลอดภัย มันมิเพียงยินยอม หากถึงกับยินดียิ่ง
นับอันใดกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้?
แต่บางครั้ง เรื่อง "เล็กน้อย" สำหรับท่าน
อาจเป็นเรื่องราว "ยิ่งใหญ่" ที่ผู้อื่นจะประทับแน่นตราตรึงอยู่ในความทรงจำไปตลอดชีวิต
...เฉกเช่นที่บ้อเช้งกำลังประสบอยู่ในยามนี้

หลังจากมื้ออาหารที่มากน้ำใจจบลง เด็กรับใช้กระบี่ทองก็กล่าวว่า
" กงจื้อ น้ำพร้อมแล้ว "
บ้อเช้งผงกศีรษะคราหนึ่ง ลิ้มเท้ายี้ก็นำเขาเข้ามายังห้องอาบน้ำ ที่แท้ระหว่างที่บ้อเช้งกำลังรับประทาน ทารกกระบี่ทองลอบสั่งให้บ่าวไพร่เตรียมน้ำอาบไว้
ห้องอาบน้ำของบ้อเช้งเป็นจูกัวะซิงแซสั่งการให้จัดทำ ออกแบบให้ง่ายต่อการใช้งาน ในยุคนั้น หากคิดอาบน้ำในห้องส่วนตัว มักใช้ถังไม้ทรงกลมขนาดใหญ่เป็นที่อาบน้ำ แต่จูกัวะซิงแซเกรงว่า ศิษย์รักที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกต้องลำบาก จึงดัดแปลงเป็นสระน้ำกว้างยาวสิบเชียะ(ประมาณ 3 เมตร) ลึกสามเชียะ(90ซม.) ในสระยังจัดแบ่งให้ขอบทั้งสี่ด้านยกระดับคล้ายขั้นบันไดหนึ่งขั้นเพื่อให้บ้อเช้งสามารถนั่งแช่น้ำได้
แรกเริ่ม บ้อเช้งรู้สึกลำบากใจยิ่งที่ต้องให้จูกัวะซิงแซลำบากลำบนเรื่องของมันถึงเพียงนี้ แต่จูกัวะซิงแซกลับยึดถือบ้อเช้งประดุจบุตรหลาน มิเพียงไม่คิดว่า เป็นความลำบากอันใด ท่านยังเห็นว่า เป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่งที่จะดูแลบ้อเช้ง
ท่านเลี้ยงดูบ้อเช้งมาตั้งแต่อายุหกขวบ สั่งสอนอบรมให้ความรู้แก่เขาด้วยความรักความเมตตา บ้อเช้งเองก็เคารพนับถือท่านเป็นเช่นญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ดังนั้น สุดท้ายบ้อเช้งจำต้องยอมให้สร้างสระน้ำนี้ขึ้น
เก้าอี้ล้อเลื่อนพอหยุดลงข้างสระน้ำ บ้อเช้งก็ยกมือขึ้นข้างหนึ่ง เด็กรับใช้กระบี่ทองเงินน้อมกายคารวะ ถอยออกไปปลดม่านหน้าประตูจากนั้นยืนเฝ้าประจำที่ทางเข้า
บ้อเช้งรอจนเด็กทั้งสองลับตาค่อยจัดการเปลื้องชุดที่สวมใส่ออก ชุดยาวสีขาวตัดเย็บจากแพรพรรณเนื้อดีเลื่อนไหลลงไปกองรวมกันบนพื้นเย็น เผยให้เห็นผิวขาวละเอียดวูบหนึ่ง ก่อนที่บ้อเช้งจะขยับกายลงแช่น้ำอุ่น
ปรกติชายหนุ่มจะใช้เวลาชำระร่างกายไม่นานนัก แต่วันนี้เขากลับตกลงใจที่จะแช่น้ำให้นานกว่าทุกครั้ง หนึ่งนั้น เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เมื่อยล้า อีกหนึ่ง เพื่อใช้เวลาทบทวนเรื่องราว
เป็นเรื่องราวอันใด?
เหตุไฉนต้องทบทวน?
เรื่องที่บ้อเช้งคิดทบทวนในเวลานี้ย่อมต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตนเอง หากมิเพียงเกี่ยวพันแค่ตัวเขาเท่านั้น ยังเชื่อมโยงถึงจูกัวะซิงแซและแนฮ่วยอีกด้วย
...เป็นเรื่องราวที่ล่วงมาแล้วถึงห้าวัน
บ้อเช้งกำลังครุ่นคิด
ขณะครุ่นคิดยังใช้ผ้าเนื้อหนานุ่มลูบไล้ช่วงแขนที่ซูบผอมของตน ควรทราบว่า บ้อเช้งแม้อยู่ในวัยหนุ่มแล้ว ร่างกายกลับไม่สูงใหญ่เช่นบุรุษอื่นที่มีอายุเท่าเทียม ทั้งนี้เพราะเขารับบาดเจ็บเท้าพิการแต่เล็ก สุขภาพอ่อนแอ มีอาการหอบหืดเป็นโรคประจำตัว ไม่อาจวิ่งเล่นได้เหมือนเด็กทั่วไป ร่างกายจึงมิอาจเติบโตอย่างสมบูรณ์ ประกอบกับ บ้อเช้งเจ้าปัญญา เมื่อยังเล็กมักหมกตัวอยู่แต่ในห้องหนังสืออ่านตำราหรือไม่ก็ฝึกใช้อาวุธลับอยู่ในสวน พอเจริญวัยขึ้นยังชมชอบเก็บตัวประดิษฐ์คิดค้นอาวุธลับกลไกต่างๆ ตัวอย่างเช่น เก้าอี้ล้อเลื่อนที่ปลิดชีพมือสังหารในคืนวานก็เป็นผลงานของเขา
และด้วยเหตุผลนี้ ทำให้บ้อเช้งมีรูปร่างผ่ายผอม ผิวกายขาวจนเกือบซีด ทั้งหน้าตาของเขายังหมดจดกว่าอิสตรี จึงมักมีเหล่าร้ายผู้โง่เขลาใคร่ดูถูกเขาอยู่เนืองๆ
แต่ท้ายที่สุด พวกมันยังคงจบชีวิตภายใต้เงื้อมมือของบ้อเช้ง
บ้อเช้งกำลังขบคิดทบทวน เขามักนำเหตุการณ์ที่ผ่านเลยมาวิเคราะห์หาจุดบกพร่อง หากไม่พบก็แล้วไป แต่หากพบ เขาจะจดจำไว้เพื่อป้องกันความผิดพลาดในภายหน้า
ยิ่งใคร่ครวญ บ้อเช้งยิ่งเพิ่มความนับถือต่อจูกัวะซิงแซ
ความจริง ตอนที่หมอเอี๊ยบเจ็กจี้รุดมาตรวจแนฮ่วยในวันแรกนั้น จูกัวะซิงแซลอบบอกให้ท่านหมอแจ้งอาการแนฮ่วยสาหัสเกินจริงอีกสามส่วน หากสภาพแท้จริง จูกัวะซิงแซกลับให้หมอเอี๊ยบเขียนลงใส่กระดาษ เป็นเหตุให้สายในตำหนักแจ้งข่าวที่ผิดพลาดต่อเสี่ยงเอี้ย (มหาเสนาบดี)
แม้อีกฝ่ายจะวางแผนล่วงหน้าด้วยการส่งสาส์นท้าประลองในนามของง้วนซือเจ่กดักทางก่อนที่แนฮ่วยจะกลับมาถึง หากจูกัวะซิงแซกลับใช้วันประลองซื้อเวลาให้กับลูกศิษย์
แต่แล้ว ศัตรูกลับร้อนใจเลื่อนวันกระชั้นเวลาขึ้น
...โชคดีที่ศิษย์น้องอาการทุเลาจากเดิมขึ้นมาก
แนฮ่วยบาดเจ็บภายนอกมิใช่น้อย หากที่น่ากังวลใจยังคงเป็นอวัยวะภายในซึ่งได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ท่านหมอเอี๊ยบถึงกับออกปากมิให้จูกัวะซิงแซถ่ายทอดพลังยุทธ์รักษาแนฮ่วยเป็นอันขาด มิฉะนั้น พลังยุทธ์ที่แข็งกร้าวอาจทำให้ธาตุไฟที่ปั่นป่วนอยู่แล้วแตกซ่าน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ต่อให้หมอเอี๊ยบเจ็กจี้สามารถรักษาชีวิตของแนฮ่วยไว้ได้ ก็คงไม่พ้นต้องพิการทั่วร่าง
สุดท้าย ตนยังเป็นที่พึ่งแห่งตน
แนฮ่วยจะรอดหรือไม่?
ขึ้นอยู่กับแนฮ่วยเอง เขาและท่านหมอทำได้เพียงช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา
แนฮ่วยมีนิสัยชมชอบเสี่ยงชีวิต
ความกดดันยิ่งหนักหน่วง แรงดีดสะท้อนยิ่งรุนแรง อุปสรรคยิ่งมาก พลังต้านทานยิ่งเข้มแข็ง
หากฟ้าปรารถนาใคร่ต้องการชีวิตเขา แนฮ่วยยิ่งขัดขืนดิ้นรน
ดังนั้น เขาจึงยังมีชีวิตอยู่
นึกถึงตรงนี้ บ้อเช้งรู้สึกว่า ความร้อนในน้ำลดทอนไปมาก จึงตัดสินใจผละออก เขายันกายขึ้นนั่งบนขอบพัก เอื้อมมือคว้าชุดคลุมที่เด็กรับใช้กระบี่เงินจัดเตรียมไว้มาสวมใส่ พลางใช้ผ้าผืนยาวซับหยาดน้ำออกจากเรือนผมดำขลับ พอเสร็จสิ้น บ้อเช้งค่อยเรียกเด็กรับใช้ทั้งสองมาช่วยเขาแต่งตัว
บ้อเช้งเมื่อสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยก็ตั้งใจว่า จะแวะไปเยี่ยมเยียนถามไถ่อาการแนฮ่วยก่อนที่จะเข้าพบจูกัวะซิงแซ ดังนั้น เขาจึงออกปากสั่งให้ลิ้มเท้ายี้นำเขาไปยังห้องของศิษย์น้อง
แต่ครั้นพอใกล้ถึงห้องของแนฮ่วย ทั้งสามกลับได้ยินสุ้มเสียงคล้ายผู้คนกำลังถกเถียงดังลอดออกมา จึงตกลงใจหยุดรั้งเพื่อสดับฟังให้กระจ่างแจ้งเสียก่อน

บ้อเช้งมีชะตาอาภัพ บ้านช่องพินาศญาติมิตรตายจาก แต่เคราะห์ดีที่จูกัวะซิงแซยื่นมือช่วยเหลือ ให้การอบรมสั่งสอน แม้เท้าพิการกลับมีความสำเร็จเด่นล้ำ บ้อเช้งรู้สึกสำนึกบุญคุณของจูกัวะซิงแซยิ่ง คิดสืบทอดเผยแพร่เมตตาจิตของท่านต่อไป จึงทุ่มเทแรงกายแรงใจ อุปการะส่งเสริมเด็กที่ประสบชะตากรรมอยู่ไม่น้อย ในจำนวนนั้นนับเด็กรับใช้กระบี่ทอง เงิน ทองเหลือง และเหล็กโดดเด่นที่สุด
แต่ไฉนเสียงทุ่มเถียงที่ดังแว่วมานั้น กลับคลับคล้ายเสียงของทารกกระบี่ทองเหลืองและเหล็กยิ่ง
ไยทั้งคู่จึงทุ่มเถียง?
ใช่เพราะ คิดอ่านไม่ลงรอย?
...หรือ เพียงหยอกเย้าเช่นทุกคราว?
สรุปที่แท้เกิดเหตุอันใด?
หากก่อนจะเอ่ยกล่าวถึงรายละเอียดเรื่องราว คงต้องขอย้อนกลับไปยังสาเหตุที่มาของการขัดแย้งนี้เสียก่อน
หลังจากที่แนฮ่วยฟื้นสติในคืนวาน พอถึงรุ่งเช้าเขาก็รู้สึกตัวเป็นปกติ จูกัวะซิงแซจึงเรียนเชิญท่านหมอเอี๊ยบมาตรวจดูอาการ ท่านหมอจับชีพจรอยู่ครู่หนึ่งก็แสดงความยินดีกับจูกัวะซิงแซว่า ร่างกายแนฮ่วยทุเลาจากการบาดเจ็บ สามารถสบายใจได้แล้ว
แต่แนฮ่วยฟื้นมาเช่นนี้กลับทำได้เพียงนอนนิ่ง ซึ่งกล่าวตามนิสัยอันเข้มแข็งของเขาแล้ว การนอนพักอย่างสงบนับว่ายากยิ่ง จูกัวะซิงแซเกรงว่า แนฮ่วยจะอดรนทนมิได้และไม่แน่ใจว่า เสี่ยงเอี้ยจะฉวยโอกาสส่งมือสังหารมาอีกหรือไม่? ศิษย์คนโตเช่นบ้อเช้งเองก็ยังสลบไสลมิยอมตื่น ท่านจึงสั่งให้ทารกกระบี่ทองเหลืองและเหล็กคอยเฝ้าแนฮ่วยแทน
ทารกกระบี่ทั้งสองติดตามบ้อเช้งมานาน ทั้งมีความรู้การแพทย์ เป็นได้ทั้งเพื่อนคุยและผู้ดูแลแก่แนฮ่วย จูกัวะซิงแซจึงค่อยวางใจเดินทางไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในวัง
ในบรรดาเด็กรับใช้สี่กระบี่ ทารกกระบี่ทองเหลืองนับว่า มีไหวพริบที่สุด ทั้งมันยังช่างพูดช่างเจรจา ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของมันที่ต้องชักชวนแนฮ่วยสนทนา
แนฮ่วยแม้มิใช่ผู้ที่ชมชอบเอ่ยวาจา แต่เมื่อเจอความช่างเจรจาพาทีของเอี๊ยบเก่าแล้ว ยังอดมิได้ที่จะตอบคำถามแก่มัน
แต่เรื่องราวมากมายในโลก คิดพูดถึงเรื่อยไป ในไม่ช้าต้องมีที่สิ้นสุด ต่อให้ยังไม่สิ้นสุด ผู้พูดเองก็ย่อมมีวันเบื่อหน่าย เช่นอิสตรีที่ขี้บ่น หากท่านปล่อยให้นางพร่ำบ่นอยู่เรื่อยๆ มินานนักนางก็จะสงบปากสงบคำไปเอง ไม่เว้นแม้แต่คนที่ช่างเจรจาอย่างทารกกระบี่ทองเหลือง มันพูดคุยมิหยุดมาหนึ่งวันเต็ม
ยามนี้มันเบื่อที่ต้องเอ่ยวาจาแล้ว
หากแม้นมันเบื่อหน่าย แนฮ่วยกลับเบื่อหน่ายยิ่งกว่า
บุรุษเลือดระอุเช่นแนฮ่วย แม้รู้อยู่เต็มอกว่า ร่างกายจำต้องพัก แต่จิตใจเล่า ใช่ยอมพักด้วยหรือไม่?
...ย่อมไม่
ดังนั้น ถึงแนฮ่วยจะมิใคร่พูดคุย หากการได้พูดคุยย่อมดีกว่าการนอนนิ่งไร้เรื่องราว
สุดท้าย เอี๊ยบเก่าจึงได้แต่ส่งสายตาอ้อนวอนให้เด็กรับใช้กระบี่เหล็ก
ตั้งยิกง้วนเองแม้มิใช่ไม่ชมชอบการสนทนา หากมันก็มิใช่ผู้ที่ชื่นชมการสนทนาเช่นกัน แต่เมื่อมันไม่มีทางเลือกอื่น มันได้แต่กล่าววาจาแล้ว
ทารกกระบี่เหล็กมีอายุมากที่สุดในจำนวนเด็กรับใช้ของบ้อเช้ง มันได้รับการดูแลจากกงจื้อผู้นี้มาตั้งแต่อายุเพียงหกเจ็ดปี แต่ก่อนที่มันจะได้พบบ้อเช้งนั้น มันเป็นเพียงบุตรของพ่อค้าวานิชคนหนึ่งที่กำลังเดินทางเพื่อค้าขายยังนครหลวงแห่งนี้
และเมื่อมันไม่ทราบว่า จะสนทนาเรื่องใดกับแนฮ่วย มันจึงตกลงใจจะเล่าอดีตเรื่องราวของตนแทน
" เมื่อตอนที่ข้าพเจ้ายังเล็กนั้น ทางบ้านประกอบอาชีพค้าขายผ้าไหม เปิดร้านอยู่ในถิ่นบ้านเกิด ต่อมา บิดามารดาของข้าพเจ้าตกลงใจที่จะย้ายถิ่นฐานมายังนครหลวง พวกท่านร่วมเดินทางไปกับกองคาราวานของพ่อค้าคนอื่นๆที่มีจุดหมายเดียวกัน เวลานั้น เป็นช่วงก่อนที่หิมะตกหนัก ความจริงไม่เหมาะสมแก่การเดินทางไกลยิ่ง หากแต่เหล่าพ่อค้ามิอาจรอช้า พวกเขาคิดว่า ถ้ามิออกเดินทางเสียตั้งแต่ตอนนี้ ก็คงต้องติดฤดูหนาวไปอีกยาวนาน ไม่สามารถเปิดการค้าขายได้ทันฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึง
ทั้งหมดจึงตัดสินใจเดินทางต่อโดยไม่หยุดพักหลบลมหนาว คณะของข้าพเจ้าเดินทางอยู่เกือบหนึ่งเดือน หิมะก็ตกหนักลงมา แต่ข้าพเจ้ากลับยังสามารถได้กลิ่นบุปผาหอมระรินจากตามรายทาง ครั้นพอเพ่งมองจากในรถม้า ข้าพเจ้าก็พบต้นไม้ชนิดหนึ่งกำลังผลิดอกขาวท้าลมหนาว
ข้าพเจ้าเอ่ยถามมารดาว่า เหตุไฉนต้นไม้นี้จึงประหลาดนัก พฤกษาอื่นล้วนโรยรากลีบใบสิ้นแล้ว ใยมันจึงเพิ่งเบ่งบาน?
มารดาของข้าพเจ้ามองตามไปยังต้นไม้ที่ข้าพเจ้าชี้นำ พอเห็นกลับแย้มยิ้มกล่าวว่า นั้นคือต้นฝูหยง(พุดตาน) เหตุที่มันเบ่งบานล้าหลัง เป็นเพราะมันขี้เมายิ่ง จึงตื่นนอนช้ากว่าพฤกษาอื่นรอบข้าง
ตอนนั้น ข้าพเจ้ายังหัวร่อชอบใจร้องลำนำล้อเลียนมัน แต่แล้วเหตุการณ์กลับพลิกผัน รถม้าที่นำขบวนพลันหยุดชะงัก ผู้คนที่ตามหลังล้วนเกิดความสงสัย แต่ไม่นาน ทุกคนก็ได้ทราบกระจ่าง
ข้าพเจ้ามองขึ้นไปเบื้องหน้า พบเห็นชายฉกรรจ์หลายคนยืนขวางทางอยู่ บรรดาผู้คุ้มกันที่เหล่าพ่อค้าจ้างวานมาต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด ทุกคนเอื้อมมือแตะอาวุธข้างเอว แต่ยังมิทันได้ชักนำออกมา ผู้คนกลับสิ้นใจล้มลง
ที่แท้ กลุ่มชายฉกรรจ์ที่ขวางหน้าเป็นโจรร้ายลือนามที่ประกอบการปล้นชิงทรัพย์นักเดินทางอยู่บนเส้นทางนี้ ตอนแรกข้าพเจ้ายังไม่ใคร่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนัก แต่บิดาของข้าพเจ้า ผู้มีนิสัยอ่อนน้อมกลับตวาดสั่งให้มารดาพาข้าพเจ้าหลบหนีไป ส่วนตัวเองคว้าเอาไม้พลองออกไปสู้กับพวกโจร แต่ไม้หรือจะทานรับเหล็กคมกล้าได้ ในที่สุด บิดาก็ถูกโจรคนนึงฟันลำตัวแยกขาด สิ้นใจในบัดดล "
ตั้งยิกง้วนเอ่ยถึงตรงนี้อดมิได้ที่จะลอบหลั่งน้ำตา ซักพักมันค่อยกล่าวต่อว่า
" จากนั้น โจรร้ายเหลือบเห็นมารดาข้าพเจ้า มันพบว่า นางมีหน้าตางดงามอยู่ไม่น้อย จึงบังเกิดราคะจิต คิดข่มเหงรังแก มารดาถูกมันฉุดกระชากจนเป็นเหตุให้ทำข้าพเจ้าหลุดมือ ข้าพเจ้าล้มกลิ้งลงบนพื้นอย่างแรงอดมิได้ที่จะร่ำไห้ออกมา มารดาเห็นข้าพเจ้าร้องไห้รำพัน หวาดเกรงข้าพเจ้าถูกทำร้ายถึงกับยินยอมคุกเข่าอ้อนวอนฆาตกรว่า ขอเพียงมันปลดปล่อยบุตรของนาง นางยินดีเป็นข้ารับใช้ให้แก่มัน
มิคาด เจ้าโจรร้ายกลับต่ำช้ายิ่ง มันเงยหน้าหัวร่อฮาฮากล่าวว่า มันเพียงคิดจัดการกับนาง หลังจากนั้นจะฆ่าทิ้งเสีย มิต้องการข้ารับใช้อันใด
มารดาข้าพเจ้าเห็นคำอ้อนวอนไม่เป็นผล จึงตัดสินใจแลกชีวิตกับมัน หวังเพียงอย่างน้อย ขอให้ข้าพเจ้าปลอดภัย นางชักมีดเล่มน้อยออกจากอกเสื้อเงื้อมมือจ้วงแทงโจรถ่อย หากสตรีอ่อนหวานเช่นนางย่อมไม่อาจว่องไวได้เทียมเท่าผู้ช่ำชอง
โจรโฉดสะบัดดาบในมือฟันนางล้มลง ทันก่อนที่คมมีดจะกระทบถูกตัวมัน ข้าพเจ้าพอพบเหตุเช่นนั้นยิ่งรู้สึกตื่นกลัว เสียงร้องไห้ก็ยิ่งดังขึ้น ฆาตกรคล้ายรำคาญใจคิดเงื้อดาบหมายปลิดชีพข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้ากลัวมากจึงหลับตาลง แต่สุดท้าย ดาบนั้นกลับไม่ได้แตะต้องข้าพเจ้า
ข้าพเจ้ารู้สึกสงสัยนักจึงค่อยๆลืมตาขึ้นดู กลับพบผู้เป็นมารดาโอบกอดข้าพเจ้าเอาไว้ หลังของนางมีแผลฉกรรจ์ เลือดสีแดงสดไหลรินจนเปียกชุ่ม หากนางยังแย้มยิ้มให้แก่ข้าพเจ้าทุกคราว มือเปื้อนโลหิตของนางลูบไล้แก้มข้าพเจ้าดั่งจะปลอบประโลม แต่มิทันแม้กระพริบตา นางก็สิ้นลมลาโลกไป
ข้าพเจ้ากอดรั้งซากศพของนางไว้ สมองกลับว่างเปล่าไม่รับรู้สิ่งใด แม้เห็นว่า เจ้าโจรชั่วตระเตรียมจะฟันดาบลงมา ข้าพเจ้ายังคงเพียงแค่จ้องมองมันด้วยสายตาสงบนิ่ง
แต่แล้วมันพลันหยุดชะงัก ปล่อยดาบในมือให้หลุดร่วง จากนั้นกลับล้มตัวลงขาดใจตายตรงหน้าข้าพเจ้า สายตาของข้าพเจ้าเหลือบมองเห็นที่หลังของมันมีใบมีดสะท้อนประกายขาววาววับปักอยู่ มีดลึกลับเล่มนั้นพอดีตัดขั้วหัวใจมัน ช่วยให้ข้าพเจ้ามิต้องกลายเป็นซากศพที่ไร้วิญญาณ
คราแรก ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เป็นหนึ่งในผู้ร่วมเดินทางยื่นมือช่วยเหลือข้าพเจ้า จึงเงยหน้าเหลียวมองรอบกาย หากภาพที่ประสบพบกับสร้างความประหลาดใจแก่ข้าพเจ้ายิ่ง
ผู้คนทั่วทั้งบริเวณคล้ายกำลังต้องมนต์สะกด ต่างชะงักนิ่งไม่ไหวติง เห็นสายตาทุกคู่จ้องมองไปยังทิศทางหัวขบวน ทำให้ข้าพเจ้าอดมิได้ที่จะหันมองตาม จากนั้น กลับต้องแปลกใจนักเมื่อพบเกี้ยวหลังหนึ่งซึ่งมิทราบว่ามาแต่เมื่อใดตั้งอยู่ เป็นเกี้ยวที่คล้ายแตกต่างจากเกี้ยวทั่วไป หากแตกต่างเช่นไรข้าพเจ้ากลับมิอาจระบุชี้ชัดได้ "
ทุกคนตะลึงมองอยู่มินานนัก ก็ได้ยินคนในเกี้ยวกล่าวขึ้นว่า
' พวกท่านมีทางเลือกสองทาง ทางหนึ่ง คือ วางอาวุธติดตามข้าพเจ้ากลับกรมเมืองเข้ามอบตัว '
...เป็นสุ่มเสียงที่เย็นชายิ่ง
หมู่โจรสนับฟังแล้วคล้ายได้ยินเรื่องขบขัน พากันหัวร่อเสียงดังสนั่น หากใบหน้าของผู้เป็นหัวหน้ากลับเผือกซีดลง มันเอ่ยถามถึงหนทางเลือกที่สองด้วยน้ำเสียงกริ่นเกรงจนราวกับกำลังหวาดกลัวว่า
' แล้วทางเลือกที่สองเล่า? '
คราวนี้ น้ำเสียงที่ตอบกลับกล่าวอย่างเฉื่อยชาก่อนว่า
' พวกท่านเมื่อฆ่าคน ย่อมต้องชดใช้ '
จากนั้นหยุดเล็กน้อยจึงค่อยกล่าวด้วยเสียงเย็นยะเยียบว่า
' ชีวิตยังคงชดใช้ด้วยชีวิต '
ขาดคำ หนึ่งในเหล่าโจรพลันตวาดขึ้นพร้อมชี้ดาบมาทางเกี้ยวว่า
' ถ้าเจ้าเก่งกล้าสามารถก็เข้ามาฆ่าเรา '
หากพอมันกล่าวถึงคำว่า "เรา" โจรผู้นั้นก็ล้มลงจบชีวิต พวกที่เหลือมองร่างไร้วิญญาณของมันอย่างตื่นตระหนก ไม่มีใครรู้ว่า มันเสียชีวิตเพราะเหตุใด
...แค่อีกฝ่ายลงมือเช่นไร ใช้อาวุธชนิดไหน พวกมันยังมิอาจทราบได้
ตอนนี้ พวกโจรมิกล้าเอ่ยปากอันใดอีกแล้ว แต่พากันค่อยๆเคลื่อนตัวล้อมเกี้ยวหลังนั้นไว้เป็นวงกลม หัวหน้าโจรที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเกี้ยวถามเบาๆว่า
' บ้อเช้ง? '
ม่านเกี้ยวเลิกขึ้นอย่างช้าๆ เผยให้ทุกคนได้เห็นใบหน้าของผู้ที่เพิ่งมาถึง
ตอนแรก กลุ่มคนที่ยังเหลือรอดอยู่พากันคิดว่า จะได้พบกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่สง่างาม หรือ ชายชราสูงวัยผู้น่าเกรงขาม แต่เมื่อได้เห็นคนในเกี้ยวอย่างชัดแจ้งแล้ว พวกเขากลับอดหวาดเกรงแทนมิได้ ทั้งนี้เพราะ ผู้ที่นั่งอยู่ข้างในเกี้ยวนั้นเป็นเพียงบุรุษอายุเยาว์รูปร่างผอมบาง คะเนได้ว่า คงมีอายุไม่เกินสิบหกสิบเจ็ดปี
หากเขากลับสงบยิ่ง...
เขานั่งสงบราวสาวงามในห้องหอ ขนคิ้วดวงตาคล้ายแต่งแต้ม หากภายใต้ความสุภาพเรียบร้อยกลับแฝงรังสีอำมหิตเยียบเย็น
...เป็นรังสีแห่งการฆ่าฟันชนิดหนึ่ง
รังสีชนิดนี้ ปกติคนทั่วไปมักไม่รู้สึกถึง มีเพียงเหล่าผู้ฝึกวรยุทธ์เท่านั้นที่จะรับรู้ได้ แต่มีบ้างบางครั้งบางครา ที่อาจต้องมีข้อยกเว้น
เช่น กรณีของบ้อเช้ง...
มิใช่เพราะบ้อเช้งมีหน้าตาดุร้ายจนสร้างความหวาดกลัวต่อผู้ที่พบเห็น ตรงกันข้าม ใบหน้าของเขาแม้เย็นชาไร้ความรู้สึก แต่ก็งดงามมิด้อยกว่าอิสตรี สิ่งที่สร้างความหวั่นเกรงแก่ผู้คนกลับคล้ายเป็นบรรยากาศที่รายล้อมตัวเขาเสียมากกว่า
บรรยากาศของคนผู้หนึ่งไฉนสามารถทำให้คนรอบข้างเกิดความเกรงกลัวขึ้นได้?
ย่อมได้...
ทั้งนี้เพราะ บรรยากาศเกิดจากความรู้สึกของคน หากคนผู้หนึ่งคิดใคร่ฆ่าฟัน ต่อให้ภายนอกจะสงบนิ่งเพียงใด ก็ไม่อาจปกปิดความรู้สึกในจิตใจไว้ได้ และความรู้สึกเหล่านี้เองคือ แหล่งที่มาของบรรยากาศรอบตัว คนธรรมดาสามารถสัมผัสรับรู้บรรยากาศนั้นผ่านทางความรู้สึกของตนได้
หัวหน้าโจรเองก็ย่อมรับรู้ได้เช่นกัน มันถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นอาบใบหน้า มือกำอาวุธไว้แน่น มันทราบดีว่า ผู้มาเป็นใคร มันแม้อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงไม่น้อย แต่ก็รับทราบคำร่ำลือเกี่ยวกับศิษย์คนโตของจูกัวะซิงแซมาบ้าง
ศิษย์ของจูกัวะซิงแซมีทั้งสิ้นสี่คน คนสุดท้ายเพิ่งกราบจูกัวะซิงแซเป็นอาจารย์ได้เพียงปีเศษ มันจึงมีอายุน้อยที่สุด หากศิษย์คนแรกของจูกัวะซิงแซกลับมีอายุมากกว่าศิษย์คนที่สี่แค่ไม่กี่ปี ทั้งยังอ่อนวัยกว่าศิษย์ที่สองและสาม แต่เพราะมันติดตามผู้เป็นอาจารย์มาตั้งแต่อายุเพียงหกปี จึงได้เป็นศิษย์พี่ใหญ่
ฟังว่า ศิษย์ของจูกัวะซิงแซผู้นี้ แม้ฉลาดล้ำเจ้าปัญญา แต่สองเท้าพิการ ซ้ำยังไร้วรยุทธ์ แต่แม้นจะพิการไร้พลังยุทธ์กลับมุมานะพยายามฝึกฝนวิชาอาวุธลับ จนได้รับการยกย่อง ดังนั้น มันยังไม่กล้าประมาท
มันสืบเท้าข้างหนึ่งไปข้างหน้า ตั้งท่าเตรียมพร้อมจู่โจม
มันรู้ดีว่า ลำพังตัวมันอาจมิใช่คู่มือของอีกฝ่าย แต่หากมันลงมือพร้อมกับลูกน้องอีกนับสิบที่เหลือ ยังมีสิ่งใดต้องกลัว?
พวกโจรถือว่า มันมีคนมากกว่า ขอเพียงลงมือพร้อมกัน เด็กหนุ่มในเกี้ยวยังจะหนีรอดได้หรือ?
ด้านเหล่าผู้เดินทางเองจิตใจต่างหวาดหวั่น หากแม้คนในเกี้ยวสู้มิได้ หรือ ถอยหนีจากไป พวกมันคงไม่มีชีวิตสืบต่อเป็นแน่แท้ จึงได้แต่ช่วยกันสวดภาวนา ขอให้ผู้มาใหม่สามารถเอาชัยโจรร้ายได้
บ้อเช้งเล่า?
เขากำลังคิดเช่นไรกัน?
แต่ไม่ว่า บ้อเช้งจะคิดอย่างไร ยามนี้เขาเคลื่อนไหวแล้ว
พริบตาที่บ้อเช้งขยับ กลุ่มโจรก็พุ่งเข้าหาเกี้ยว บ้างฟาดฟันใส่หมายทำลายพร้อมกันทั้งเกี้ยวและคนที่อยู่ภายใน บ้างก็ทิ่มแทงอาวุธในมือเข้าหา ส่วนตัวหัวหน้าโจรกลับเขวี้ยงดาบที่ถืออยู่ใส่บ้อเช้ง พวกมันคาดว่า คนพิการตรงหน้าย่อมไม่อาจหลบเลี่ยงพ้นได้
หากพวกมันประเมินศิษย์ของจูกัวะซิงแซต่ำทรามเกินไป
ขณะที่อาวุธมากมายใกล้ประชิดถึงตัว กลับปรากฏลูกธนูสีครามสาดพุ่งออกจากขอบเกี้ยวรอบด้าน ลูกธนูทั้งหมดยิงใส่ทรวงอกของเหล่าโจร คร่าชีวิตพวกมันโดยพร้อมเพรียง
...เฉกเช่น ยามมีชีวิต พวกมันมักประกอบกรรมชั่วร่วมกัน ดังนั้น เมื่อต้องตกตาย บ้อเช้งจึงส่งเสริมให้พวกมันตกตายเวลาเดียวกัน
ตอนนี้คงเหลือเพียงตัวหัวหน้ากับดาบที่ถูกซัดมุ่งมายังบ้อเช้ง
เด็กหนุ่มมองอาวุธที่กำลังพุ่งเข้าหาอย่างสงบ จากนั้นเพียงเลื่อนนิ้วมือกดบนที่วางแขนเบาๆ
ด้านบนเกี้ยวพลันปรากฏแผ่นเหล็กแผ่นหนึ่งเลื่อนตกลงมาปิดข้างหน้าเกี้ยวอย่างรวดเร็ว เสียงตึงดังขึ้นเมื่อคมดาบปะทะเหล็กกล้า เกิดเป็นสะเก็ดไฟสะท้อนประกายวูบหนึ่ง
หัวหน้าโจรเห็นลูกน้องทั้งหมดล้วนสิ้นชีพ อาวุธที่ลอบทำร้ายไม่ประสบผลก็คิดหลบหนีเอาตัวรอด
มันหมายมั่นใช้ป่าด้านข้างเป็นที่หลีกลี้ซ่อนกาย ด้วยคาดว่า คนพิการที่ต้องอาศัยเกี้ยวโดยสารเช่นบ้อเช้งย่อมมิอาจติดตามคร่ากุมมันได้ แต่ขณะที่เข้าใกล้ชายป่า มันกลับหยุดชะงัก
ทั้งนี้เป็นเพราะ เบื้องหน้าของมันมีเด็กน้อยผู้หนึ่งขวางทางอยู่ กระนั้น มันแทบมิยอมเสียเวลาขบคิดเพียงซักเล็กน้อย จัดการฟาดฝ่ามือใส่เต็มกำลัง แต่ผู้ที่ขวางทางคล้ายยินดีตกตายไม่ขอปล่อยให้มันหนีรอด
พริบตา ก่อนที่ฝ่ามือจะกระทบถูกผิวกายเด็กน้อย พลันปรากฏเงาสีขาววูบหนึ่งตัดหน้า เงาร่างนั้นโอบอุ้มเด็กชายผู้กล้าหาญถอยห่าง มืออีกข้างตวัดแขนเสื้อขึ้นเกิดเป็นประกายสีทองซัดพุ่งสู่หัวหน้าโจร
มันรีบรั้งมือขึ้นต้าน แต่แล้วนิ้วมือทั้งห้ากลับถูกตัดขาด กงล้อบินหมุนปักเข้ากลางลำคอของมัน ทั้งยังเหลือแรงผลักดันหมุนวนจนลูกกระเดือกแตกกระจาย หยาดเลือดฉีดทะลักพุ่งจากปากแผล มันเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว จากนั้นค่อยล้มลงขาดใจตาย
" เมื่อพวกโจรถ่อยตายจนหมดสิ้น ผู้คนก็พากันถอดทอนใจด้วยความปรอดโปร่ง บ้างก็ร่ำไห้ด้วยความเศร้าโศกที่ต้องสูญเสียญาติมิตร หากส่วนตัวข้าพเจ้ากลับมิรู้สึกแต่ประการใด ข้าพเจ้าเพียงจ้องมองผู้ที่โอบกอดข้าพเจ้าไว้พลางพินิจพิเคราะห์ เห็นเป็นชายหนุ่มสีหน้าเย็นชาที่เมื่อครู่ยังนั่งอยู่ในเกี้ยว "
เด็กหนุ่มผู้นั้นจับจ้องข้าพเจ้าคราหนึ่ง จากนั้นเอ่ยว่า
' เด็กน้อย เจ้ากล้าหาญมาก ยามนี้ ศัตรูตายแล้ว นับว่า เจ้าได้แก้แค้นแทนบิดามารดาเป็นที่เรียบร้อย '
ข้าพเจ้าส่ายหน้า กล่าวว่า
' เป็นท่านผู้มีพระคุณกำราบมันแก่ข้าพเจ้า '
คนผู้นั้นฟังแล้วยิ้มอย่างเศร้าหมอง พลางใช้แขนเสื้อเช็ครอยเลือดออกจากแก้มข้าพเจ้ากล่าวว่า
' แต่หากมิใช่เพราะเจ้ารั้งมันไว้ ต่อให้เราเก่งกล้ากว่านี้ก็คงมิอาจติดตามมันทันท่วงที ได้แต่ปล่อยให้มันหลบหนีไปแล้ว '
ข้าพเจ้าได้ยินเช่นนั้นอดมิได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมา ข้าพเจ้าหันไปคุกเข่าลงก้มคำนับให้แก่สังขารของบิดามารดากล่าวว่า
' บิดา มารดา ผู้บุตรไร้ความสามารถ ทำได้เพียงเสนอชีวิตน้อยๆนี้ขัดเท้าขวางทางศัตรู เป็นโอกาสให้กงจื้อ ผู้มีพระคุณได้สังหารโจรสารเลวเซ่นสังเวยดวงวิญญาณของพวกท่าน ขอให้พวกท่านโปรดไปสู่สุขคติ ส่วนตัวลูก หากกงจื้อไม่รังเกียจคนไร้ประโยชน์เช่นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะขอติดตามรับใช้เพื่อทดแทนบุญคุณท่าน ต่อให้ท่านสั่งให้ข้าพเจ้าไปตาย ข้าพเจ้าก็... '
ขณะที่เอ่ยถึงตอนท้าย บ้อเช้งกลับยื่นนิ้วแตะริมฝีปากเด็กน้อยไว้ จากนั้นค่อยกล่าวว่า
' หากเจ้าคิดติดตามเรา ขอให้ลืมความคิดเช่นนั้นเสีย ชีวิตของเจ้าเป็นบิดามารดามอบให้ มิสมควรยกให้แก่ผู้ใดทั้งสิ้น '
" ข้าพเจ้าพอได้ยินคำกล่าวนี้จึงสำนึกเสียใจ มารดาสละชีวิตปกป้องข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้ากลับคิดละทิ้งชีวิตง่ายดาย เช่นนี้วิญญาณบิดามารดาจะสงบได้อย่างไร ข้าพเจ้าจึงตกลงใจใหม่ว่า ข้าพเจ้ามิเพียงจะมีชีวิตสืบไป หากจะเป็นชีวิตที่สำเร็จยิ่งเช่นเดียวกับผู้มีพระคุณท่านนี้ จากนั้นพอข้าพเจ้านึกทบทวนคำพูดของกงจื้อ ข้าพเจ้าก็แทบเก็บกลั้นความตื่นเต้นไว้ไม่ได้ที่รู้ว่า กงจื้ออนุญาตให้ข้าพเจ้าติดตามท่านแล้ว จึงรีบคำนับขอบคุณ แต่แล้ว สายตาข้าพเจ้ากลับสังเกตเห็นว่า กงจื้อท่านนี้ แม้มีวิชาตัวเบาเป็นเลิศ กลับมิได้ยืนหยัดบนสองเท้า ท่านเพียงทรุดนั่งอยู่กับพื้น
ข้าพเจ้าฉุกใจคิดขึ้นได้ มิน่าเล่า ข้าพเจ้าถึงรู้สึกว่า เกี้ยวหลังนั้นแตกต่างจากเกี้ยวโดยสารทั่วไป ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง ข้าพเจ้ารู้สึกสลดใจยิ่ง
ผู้รู้เคยกล่าวว่า คนผู้หนึ่ง หากสมบูรณ์พร้อมเกินไป มักต้องชดใช้บางสิ่งให้แก่ฟ้า เพื่อมิให้ลำพองตน หากครั้นพอได้พบกับกงจื้อ ข้าพเจ้ากลับคิดต่อว่าฟ้าว่า เหตุไฉนท่านจึงกลั่นแกล้งให้คนดีเยี่ยงนี้ต้องลำบากมิอาจเดินเหินได้เหมือนคนอื่น
ตอนนั้น สีหน้าข้าพเจ้าคงบ่งบอกอันใด กงจื้อจึงยิ้มปลอบคล้ายไม่ถือสา ท่านหันไปขอให้ผู้ที่ร่วมเดินทางมาช่วยฝังศพบิดามารดาข้าพเจ้า เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น กงจื้อจึงให้ข้าพเจ้าร่วมนั่งเกี้ยวของท่านกลับมายังตำหนักจูกัวะซิงแซแห่งนี้ "
ระหว่างทาง กงจื้อยังกล่าวกับข้าพเจ้าว่า
' เจ้าแม้ต้องสูญเสียบิดามารดาตั้งแต่เยาว์วัย แต่เจ้ามิใช่อยู่ตัวคนเดียว เราเมื่อยินดีรับดูแลเจ้า ย่อมปรารถนาเห็นเจ้าประสบความสุขความสำเร็จ ดังนั้น คิดอบรมความรู้ถ่ายทอดวรยุทย์ให้แก่เจ้า เจ้าต้องการเรียนรู้หรือไม่? '
" ข้าพเจ้าแม้มิใช่คนใฝ่รู้นัก หากพอได้ยินกงจื้อกล่าวเช่นนั้น กลับรู้สึกยินดียิ่ง รีบตกลงรับคำ "
กงจื้อเองก็ยิ้ม แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า
' เราได้ดูแลเด็กที่รู้กตัญญูเช่นเจ้า นับว่าเป็นเพราะโชคชะตาชักนำ ขอให้เจ้าจงเป็นเช่นดอกฝูหยงที่เบ่งบานอยู่เบื้องนอก ดอกฝูหยงแม้งามอย่างเรียบง่าย แต่ฝูหยงดอกเดียวกลับงามพร้อมหอมกรุ่นกลิ่นกว่าดอกไม้ทั้งอื่นปวง ทั้งยังมิเคยกลัวเกรงลมหนาว ยินยอมยืนหยัดรับดวงชะตาของตนเอง แต่แม้นจะเดียวดายเปลี่ยวเหงาถึงเพียงนี้ ดอกฝูหยงกลับมิคิดตัดพ้อโทษฟ้าดิน มันยังแสวงหาความสุขในแบบของมัน
เช่นเดียวกับเจตนาของฟ้า ครั้งนี้ เจ้าอาจรู้สึกคล้ายสวรรค์ลำเอียง ให้เจ้าต้องพลัดพรากจากผู้ให้กำเนิด แต่ทราบได้อย่างไรมิใช่วาสนา แต่เราย่อมไม่คิดว่า การสูญเสียบิดามารดาเป็นสิ่งดี หากเมื่อโชคชะตากำหนดบททดสอบนี้แก่เจ้า ขอเพียงเจ้าเงยหน้าขึ้นต่อสู้กับมัน วันหน้าใยมิใช่ความสำเร็จ
ล้มแล้วลุกคือผู้กล้า ล้มแล้วจำเจ็บนับเป็นประสบการณ์ ไฉนต้องกลัวพลาดพลั้ง แต่หากล้มแล้วท้อถอย คิดแต่ผลักดันความผิดแก่ฟ้า สุดท้ายคงเหลือเพียงสังขารว่างเปล่าที่ไร้ชื่อไร้นามไร้ผู้จดจำ เช่นนั้นนับว่า เสียทีที่ได้เกิดเป็นคน... '
" ข้าพเจ้ารับฟังคำสอนครั้งนั้นยังเข้าใจครึ่งไม่เข้าใจอยู่ครึ่ง แต่ก็ยึดถือคำสอนนั้นประดุจหลักยึดประจำใจเรื่อยมา หากมิมีวันนั้นย่อมไม่มีข้าพเจ้าในวันนี้ กล่าวไป เมื่อหวนระลึกถึงเหตุการณ์นั้นคราใด แม้ยังเจ็บปวดใจ แต่อย่างน้อย บิดามารดาข้าพเจ้าคงจะรู้สึกปลื้มปิติกับข้าพเจ้าในยามนี้อย่างแน่นอน "
เด็กรับใช้กระบี่เหล็กจบเรื่องราวของมันไว้เช่นนี้แล้วหลับตาลง
มันคิดเช่นไร ผู้อื่นย่อมมิอาจล่วงรู้
ผู้อื่นทราบเพียง ขณะที่มันหลับตา มันมีรอยยิ้ม
รอยยิ้มที่แฝงไว้ซึ่งความยินดี...
ความสุข...
...และความอ้างว้างเดียวดาย

ผ่านไปครู่หนึ่ง ทารกกระบี่ทองเหลืองพลันร้องเพ้ยคำหนึ่งแล้วกล่าวว่า
" ตั้งยิกง้วน ไฉนเจ้าถึงพร่ำรำพันเยี่ยงสตรีเช่นนี้ ท่านอาสี่รับฟังเรื่องของเจ้าจนเบื่อหน่ายยิ่งแล้ว "
แต่แม้มันจะเอ่ยวาจากระทบกระเทียบดังนั้น เด็กหนุ่มกลับแอบลอบปาดหยดน้ำตาที่คลอหน่วยออก
ตั้งยิกง้วนเองก็ทราบดีว่า สหายของมันผู้นี้เพียงคิดกล่าวคำเรื่อยเปื่อยเพื่ออำพรางความขัดเขิน แต่มันยังอดมิได้ที่จะยอกย้อนกลับไป
" เอี๊ยบเก่าเอี๊ยบเก่า แล้วไยเจ้าจึงร่ำไห้เยี่ยงสตรีเล่า? "
ทารกกระบี่ทองเหลืองหันขวับ กล่าวโต้แย้งทันใดว่า
" ใครว่า ข้าพเจ้าร่ำไห้ เป็นเจ้าต่างหากที่เมื่อครู่ร่ำไห้ "
และเพียงคำนั้น ทั้งสองก็เริ่มเปิดฉากขุดคุ้ยเรื่องราวเก่าก่อนขึ้นมาถกเถียงมิหยุดยั้ง ต่างฝ่ายต่างมิยอมรับความพ่ายแพ้ สรรหาเรื่องได้เปรียบมาทับถมกันและกัน สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าแก่แนฮ่วยมิใช่น้อย จนใจที่อาการบาดเจ็บฉุดรั้งจนไม่อาจเอ่ยวาจายับยั้งได้
แต่พวกมันย่อมมิคาดว่า กงจื้อของมันทั้งคู่กำลังสดับฟังอยู่เบื้องนอก ดังนั้น เมื่อจู่ๆประตูถูกเปิดเข้ามา พวกมันถึงกับสะดุ้งเฮือกใหญ่ ยิ่งเมื่อพบว่า ผู้มาเป็นใคร มันทั้งสองยิ่งปรารถนาใคร่คิดหวังว่า หากตนเองสามารถสิ้นสติล้มลงตรงที่นั้นได้ก็นับเป็นเรื่องประเสริฐ
บ้อเช้งจ้องมองเด็กรับใช้กระบี่ทองเหลืองและเหล็กด้วยดวงตาไร้ความรู้สึก จากนั้นค่อยกล่าวว่า
" พวกเจ้าหลงลืมหน้าที่ ซ้ำยังสร้างความลำบากแก่ศิษย์น้องสี่ สมควรมีโทษเช่นใด? "
ทั้งตั้งยิกง้วน ทั้งเอี๊ยบเก่าได้ยินดังนั้นสีหน้าพลันสลดลง มันทราบดีว่า กงจื้อแม้มีเมตตา แต่ก็ให้ความสำคัญแก่หน้าที่ความรับผิดชอบยิ่ง เมื่อพวกมันลืมตนทุ่มเถียงกันจนสร้างความรบกวนแก่ท่านอาสี่ที่กำลังพักฟื้นเช่นนี้
พวกมันล้วนได้แต่ก้มหน้ารอรับชะตากรรมแล้ว
หากแนฮ่วยแม้รู้ดีว่า มิสมควรเข้ายุ่งเกี่ยว แต่มิอาจไม่ยุ่งเกี่ยวได้ ทั้งนี้เพราะ ส่วนหนึ่งเป็นเขาดึงดันให้พวกมันกล่าววาจา สุดท้าย แม้จะกลับกลายเป็นการทุ่มเถียง เขาก็สมควรมีส่วนร่วมในความผิดด้วยมิใช่น้อย
แนฮ่วยจึงกล่าวว่า
" ศิษย์พี่ใหญ่ ครั้งนี้นับว่า มีสาเหตุมาจากข้าพเจ้า ขอให้ท่านละโทษแก่มันทั้งคู่ซักครั้งได้หรือไม่? "
บ้อเช้งเหลียวมองศิษย์น้องที่หันมาจ้องตนครู่หนึ่ง พิจารณาเด็กรับใช้ตรงหน้าทั้งสองอีกคราวหนึ่ง ขบคิดเล็กน้อยค่อยทอดถอนใจยาวกล่าวว่า
" ครั้งนี้เราจะถือว่า มิเคยพบเห็นเรื่องนี้ แต่... "
เขาหยุดสบตากับตั้งยิกง้วนและเอี๊ยบเก่าคราหนึ่ง จึงกล่าวสืบว่า
" จงอย่ามีครั้งต่อไป มิเช่นนั้น เราจะลงโทษพวกเจ้าให้หนักกว่าเดิม "
เด็กทั้งคู่ได้ยินกงจื้อยอมละเว้นพวกมันเช่นนี้ จึงรีบกล่าวโดยพรักพร้อมว่า
" ขอบคุณกงจื้อที่เมตตา ขอบคุณท่านอาสี่ที่ช่วยเหลือ "
จากนั้น ทารกกระบี่ทองเหลืองพลันยิ้มขึ้น มันแย้มยิ้มอย่างน่ารักยิ่ง ตรงเข้าไปกอดแขนบ้อเช้ง ประพฤติตนประดุจลูกแมวช่างอ้อนกล่าวว่า
" ข้าพเจ้าผิดไปแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่กระทำเยี่ยงนี้อีก ขอกงจื้ออย่ามีโทสะเลย "
บ้อเช้งเองก็ยิ้ม ยิ้มด้วยความเมตตาปราณี ในสี่ทารกกระบี่ นับได้ว่า กระบี่ทองเหลืองรู้จักประจบเอาใจมากที่สุด มันมักเข้ามาคลอเคลียบ้อเช้งเสมือนสมัยยังเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาเสมอ แม้ว่า แท้จริงมันจะผ่านวัยเยาว์นั้นมานานถึงหกเจ็ดปีแล้วก็ตาม กระนั้น หากเป็นเรื่องของหน้าที่การงาน มันยังคงยึดถือคำสั่งกงจื้อเช่นคำของบิดามารดา มิเคยปฏิบัติตนผิดแผกแตกต่างไปสักเล็กน้อยให้เป็นที่ผิดหวังแก่เขา
ชายหนุ่มอดมิได้ที่จะลูบเรือนผมนุ่มมือเบาๆ รอยยิ้มของเอี๊ยบเก่าก็ยิ่งเปี่ยมสุขมากขึ้น จนสะกิดความหมั่นไส้ในใจสามทารกกระบี่ที่เหลือนัก สุดท้ายยังเป็นตั้งยิกง้วนที่หมดความอดทนเสียก่อน ตวาดขัดว่า
" ข้าพเจ้าเพิ่งทราบว่า แท้จริงเจ้ายังเป็นเด็กทารก? "
เด็กรับใช้กระบี่ทองเหลืองพอได้ฟังก็ตั้งท่าตระเตรียมเอ่ยเถียงกลับไป แต่แล้วฉุกคิดได้ว่า ตนเพิ่งถูกกงจื้อคาดโทษในเรื่องนี้จึงเปลี่ยนความตั้งใจ ขยับอ้อนบ้อเช้งยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยิ้มเยาะใส่เด็กรับใช้กระบี่เหล็กกล่าวว่า
" กงจื้อ ต่อให้ข้าพเจ้าเป็นเด็กทารก ก็จัดเป็นทารกน้อยที่น่ารักใช่หรือไม่? คงไม่เหมือนใครบางคนที่แม้เป็นทารกก็เป็นทารกขี้แย "
สิ้นคำ ตั้งยิกง้วนแทบกระโดดเข้าใส่เอี๊ยบเก่า หมายสั่งสอนมันสักหลายหมัด แต่ถูกฮ่อฮ่วมฉุดรั้งไว้ก่อน ในที่สุด ยังเป็นบ้อเช้งต้องออกปากสงบศึก ทั้งคู่ถึงยอมยุติโดยดี
บ้อเช้งเกรงปีศาจน้อยสองตนจะก่อความวุ่นวายอีก จึงสั่งให้ทารกกระบี่ทองเหลืองไปนำของว่างจากโรงครัวมา จากนั้น เขาค่อยเอ่ยสนทนาถามไถ่อาการแนฮ่วยด้วยความเป็นห่วง
" ศิษย์น้องสี่ ท่านยังเจ็บแผลอยู่หรือไม่? "
แนฮ่วยส่ายหน้ากล่าวว่า
" ไม่แล้ว นี่สืบเนื่องจาก แรงทุ่มเทที่ศิษย์พี่ใหญ่มอบให้ ข้าพเจ้านับเป็นหนี้บุญคุณท่านยิ่ง "
บ้อเช้งกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า
"ศิษย์ร่วมสังกัดเดียวกัน จะนับเป็นบุญคุณอันใด? หากข้าพเจ้ามิช่วยท่านยังนับเป็นผู้คนได้อยู่หรือ "
แนฮ่วยรู้ซึ้งถึงนิสัยดื้อดึงของศิษย์พี่ดี จึงเพียงยิ้มรับแล้วหันเหหัวข้อสนทนาเสียใหม่
" ศิษย์พี่ใหญ่ตรากตรำช่วยเหลือข้าพเจ้า มิทราบท่านได้พักผ่อนเพียงพอแล้วหรือไม่? "
มิคาด บ้อเช้งพอรับฟังคำถามนี้กลับหัวร่อเบาๆคำหนึ่ง ซักพัก ค่อยกล่าวคลี่คลายข้อสงสัยว่า
" ข้าพเจ้าแค่เห็นเราท่านต่างผลัดกันซักถามแล้ว อดหัวร่อมิได้ ไฉนเราสองจึงถามไถ่วุ่นวายราวกับคนอื่นไกลพบหน้าเช่นนี้ "
แนฮ่วยกลับมิเห็นว่า เป็นเรื่องน่าขบขันอันใด เขายึดถือตั่วซือเฮีย(ศิษย์พี่ใหญ่) ผู้นี้เฉกเช่นเฮียตี๋ร่วมสายเลือด การซักถามแลกเปลี่ยนความห่วงใยย่อมมิใช่เรื่องน่าประหลาดใจ ครั้นพอฟังศิษย์พี่ใหญ่กล่าวเช่นนั้น จึงเกิดรู้สึกน้อยใจขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่แนฮ่วยก็รีบกลบเกลื่อนความรู้สึกนั้นโดยเร็ว หากยังมิรวดเร็วพอที่จะปิดบังจากสายตาศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้
ผู้คนพอพบบุรุษสีหน้ากระด้างเย็นชา ไร้วาจาขับขานลงมือเด็ดเดี่ยว ทั้งยังปฏิบัตหน้าที่โดยเคร่งครัดไม่เกรงฟ้ากลัวดิน ก็เรียกขานเขาเป็น แนฮ่วย (เลือดเย็น)
แต่ผู้ใดจะรู้บ้างเล่า?
ภายใต้ความสุขุมเย็นชา แท้จริงยังมีเด็กน้อยที่เลือดร้อนระอุ หากจิตใจลึกซึ้งซ่อนอยู่ คาดว่า คงมีเพียงผู้ที่แนฮ่วยคิดเปิดใจด้วยเท่านั้นที่ทราบได้
ดังนั้น บ้อเช้งย่อมทราบ
บ้อเช้งเห็นเมื่อตนจบถ้อยคำ แววตาศิษย์น้องพลันหม่นหมอง ชั่วพริบตาก็รับรู้ได้ว่า ตนทำร้ายความรู้สึกแนฮ่วยโดยมิตั้งใจแล้ว เขารีบคิดหาทางแก้ไขความเข้าใจผิด ประจวบเหมาะพอดีกับที่เด็กรับใช้กระบี่ทองเหลืองนำของว่างมาถึง
ของว่างที่มันนำมาเป็นเม็ดบัวในน้ำเชื่อมซึ่งส่งกลิ่นหอมหวานอ่อนละมุนชวนให้ลิ้มลองยิ่ง บ้อเช้งเห็นเข้าก็คิดหาทางเยียวยาจิตใจศิษย์น้องได้ เขารอจนเอี๊ยบเก่านำถ้วยขนมมามอบให้ ค่อยกล่าวว่า
" พวกเจ้ารับประทานเถอะ เราจะดูแลแนฮ่วยให้เอง "
เด็กทั้งสี่รับคำอย่างว่าง่าย ต่างกับแนฮ่วยที่มองศิษย์พี่ตนเองอย่างประหลาดใจ เขาอดจะกล่าวทัดทานมิได้ว่า
" ศิษย์พี่ใหญ่ ให้ข้าพเจ้ารับประทานเองจะดีกว่า "
บ้อเช้งกลับใช้สายตาประหนึ่งพบเจอเด็กดื้อคนหนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า
" ท่านขยับลุกนั่งให้ได้เสียก่อน ค่อยคิดรับประทานด้วยตนเอง เว้นแต่ท่านรังเกียจศิษย์พี่ใหญ่คนนี้ เช่นนั้น ข้าพเจ้าคงได้แต่จนใจยอมทำตามแล้ว "
แนฮ่วยได้ยินดังนั้น รีบเอ่ยปฏิเสธว่า
" ข้าพเจ้าย่อมยินดีอย่างยิ่ง เพียงแต่.. เกรงจะเป็นการสร้างความลำบากแก่ท่านเสียมากกว่า "
มิคาด ศิษย์พี่ใหญ่ของมันกลับแย้มยิ้มกล่าวว่า
"ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ยิ่งสมควรคล้อยตามข้าพเจ้า ยิ่งท่านว่าง่ายเท่าใด ข้าพเจ้าก็ลำบากน้อยลงเท่านั้น "
พอเอ่ยจบบ้อเช้งก็เข้าไปช่วยหนุนหมอนให้สูงขึ้นเอื้ออำนวยความสะดวกแก่คนเจ็บ จากนั้น จึงค่อยตักป้อนเม็ดบัวแนฮ่วยซึ่งได้แต่ยอมรับประทานแต่โดยดี
แนฮ่วยแม้กำลังรับประทาน หากใช้สายตาจดจ้องใบหน้าศิษย์พี่ใหญ่คล้ายยังสับสนกับการกระทำ เขาลอบสังเกตแววตาของบ้อเช้งเพื่อไขข้อข้องใจ
แนฮ่วยเห็นดวงตาที่สบตอบมีเพียงความจริงใจไร้การแอบแฝง ความสงสัยของชายหนุ่มกลับยิ่งเพิ่มพูน แต่ซักพัก คนฉลาดเช่นแนฮ่วยย่อมเข้าใจได้
เขารู้สึกซาบซึ้งในความห่วงใยที่ศิษย์พี่มีต่อตนนัก อดตำหนิตนเองที่คิดเหลวไหลไร้สาระมิได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการลงโทษ แนฮ่วยจึงรีบรับประทานอย่างรวดเร็ว เร็วจนบ้อเช้งต้องยั้งมือไว้แทน
ชั่วครู่ ของว่างทั้งหมดก็ถูกจัดการจนสิ้น คงเหลือเพียงบ้อเช้งที่ยังมิได้รับประทาน คราวนี้ เป็นฮ่อฮ่วมมิยอมเสียโอกาส เด็กหนุ่มรีบคว้าถ้วยขนมมาเสนอแก่บ้อเช้ง หากกงจื้อของมันกลับส่ายหน้ากล่าวว่า
" ขนมนี้ เรายกให้เจ้า "
เด็กรับใช้กระบี่เงินค่อยนึกขึ้นได้ กงจื้อของมันเพิ่งรับประทานอาหารมาเมื่อครู่ ทั้งยามปกติบ้อเช้งก็มักรับประทานแต่น้อยเป็นนิสัย ดังนั้น ยามนี้ย่อมมิอาจรับขนมนี้ไว้ได้ ฮ่อฮ่วมรู้สึกลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลงมือจัดการของว่างตรงหน้า หากขณะที่กำลังจะตักขนมเข้าปาก มือที่ถือช้อนกลับถูกดึงออก
พริบตาที่งุนงง ขนมในช้อนก็ถูกชายหนุ่มผู้หนึ่งกลืนหายลงท้อง แต่ทารกกระบี่เงินพบเหตุการณ์เช่นนี้กลับมิเพียงไม่รู้สึกขุ่นข้องแต่ประการใด มันยังยิ้มแย้มเรียกขานบุรุษที่แย่งขนมมันอย่างยินดีด้วยว่า
" ท่านอาสาม!? "

**************************************************************************
TBC.

โดย : Narutear
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 15 : 49 ]
ปล. ลืมเคาะเว้นบรรทัดให้ค่ะ --- ----"" แนะนำว่า เซฟไปอ่านจะดีกว่านะค่ะ เดี๋ยวตาลาย

แต่ดีจังโพสต์ยาวแค่ไหนก็ได้ ไม่ต้องเจอไอ้ ข้อความของคุณยาวเกินไป TT_TT

โดย : Narutear
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 15 : 52 ]


รสชาติดี.........มีน้ำมีนวล.........

............กาลเวลาเป็นสิ่งยืนยันหากยังไม่หมดแรง

............



โดย : กระบี่ไล่ล่า////
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 16 : 11 ]


โดย : มู๋หินปิ้ง
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 18 : 49 ]
โคตรชอบเรยอ่ามือปราบพญายมมีตอนจบที่อุนยสุนอันเขียนไมอ่าคับ อยากรู้ว่าเป้งไงอ่า

โดย : หลงไท้หยางค์
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 21 : 24 ]
ดี ความพยามเจ้าสูงจริง ข้าขอชมเชยเพราะข้าชอบอ่านมากกกกกก 55555555

โดย : มารกระบี่แสวงพ่าย
เมื่อเวลา : วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 23 : 18 ]
ขอบคุณค่ะ ตอนจบของเรื่อง สี่มือปราบพญายมนี่คือ ตอน ฝ่าความตาย ถ้าจำไม่ผิด(เพราะเราก็ไม่มีตอนนี้อยู่ในมืออ่ะ) เด็กรับใช้กระบี่ทองตายค่ะ แล้วทิชิ่วก็กลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิม ส่วนเช็กเสี่ยวเซียงก็ออกร่อนเร่ต่อไป ที่เหลืออีกสามคนยังทำหน้าที่มือปราบต่อในภาค เจ็ดยอดศัตราวุธค่ะ

ปล. <----นี่แปลว่าไรค่ะ --- ---

โดย : Narutear
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 10 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 7 : 31 ]
อันนี้ดัดแปลงยังไงเหรอครับ?

คือเอามาทำเหมือนมีอีกตอนใหม่งี้ป่ะ (เรื่องเดิม?)
ตัวละครเดิม สถานการณ์ใหม่ แล้วจบเป็นตอนๆ ป่ะ

โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 10 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 15 : 59 ]
ถ้าหมายถึงฟิคเรา ก็ใช่ค่ะ

คือ เรายืมแค่ตัวละครในเรื่องมาแล้วเอามาแต่งใหม่ จบเป็นตอนๆแต่เนื้อเรื่องจะเชื่อมโยงกันค่ะ แล้วก็ไม่ได้ดัดแปลงนะค่ะ เขียนใหม่เลย

โดย : Narutear
เมื่อเวลา : วันศุกร์ ที่ 10 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 18 : 55 ]
เจ็ดยอดศาสตรอ่ะคับ มันเรื่องเดียวกันกะมือปราบพญายมหรอ ที่ผมเห็นวางขายอยู่มี 4เล่มเองอ่ะคับ

โดย : หลงไท้หยางค์
เมื่อเวลา : วันเสาร์ ที่ 11 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 21 : 11 ]
ค่ะ มันต่อจากมือปราบพญายมค่ะ ออกมา 7 ตอนๆละ 2 เล่มค่ะของสยาม ลองไปหาดูสิค่ะ แต่ 4มือปราบจะออกมาทั้งแต่เล่ม 3 นะค่ะ

โดย : Narutear
เมื่อเวลา : วันอาทิตย์ ที่ 12 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 14 : 23 ]
งั้นก็ดีนะ เพราะบางเรื่องเราชอบ อ่านแล้วจบไปเลย เราอยากให้มันมีตอนอื่นๆ เพิ่ม เขาก็ไม่ยอมเขียน มีแบบนี้ก็ดี เหมือนเรื่องที่เราชอบ ไม่มีที่สิ้นสุดดี

โดย : หนึ่งประหลาดเดียวดาย
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 13 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 12 : 40 ]
งืมงับ

โดย : หลงไท้หยางค์
เมื่อเวลา : วันจันทร์ ที่ 13 มิ.ย. ปี 2005 [ เวลา 21 : 8 ]

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook