บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ชุมนุมจอมยุทธ
แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (2)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13

หัวข้อ : ธรรมจัดสรร/เสนอตอน ปุจฉาธรรม


ขอแนะนำตัว เราเป็นสมาชิกใหม่ของเว็บนี้ขอฝากเนื้อฝากตัวกับพวกศิษย์พี่ทั้งหลายด้วย เราจะนำเสนองานเขียน เป็นตอนๆ ตามแต่ความน่าสนใจจะมานำเสนอให้เรื่อง นับจากตอนแรกในฉบับนี้ อย่างไรมีโอกาสก็สนทนากันได้นะ

contact me at msn : ap_indiana@hotmail.com

ปล.อ่านจบแล้วโมทนาบุญด้วยนะ จะได้บุญกันคนละนิด คนละหน่อย อย่ารอทำบุญตอน วันพระ หรือเทศกาลเลย นะ มันไม่ได้ไรมาก สะสมไปเรื่อยๆ ดีกว่า ขอให้สู่นิพพานทั่วกันทุกท่าน สาธุ สาธุ สาธุ


ตอน ปุจฉาธรรมที่ 1

ท่านทั้งหลายคงเคยสงสัยใช่ไม๊ว่า ทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลไป คนตายที่เรารักทั้งหลายแหล่นั้นจะได้รับผลบุญกุศลนี้หรือเปล่า....

เรามีคำตอบนั้นมาให้ท่าน โดยอ้างอิงจาก หนังสือ ปุจฉาวิสัชนาในประเทศ โดย พระราชนิโรธรังสี หรือ หลวงปูเทสก์ เทสรังสี

ท่านหลวงปู่เมตตา แบ่งไว้เป็น 3 ประเด็นหลักๆ ดังนี้ เพื่อความเข้าใจ

ปุจฉา

1. การทำบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
2. ทำอย่างไรจึงทราบว่า ผู้นั้นได้รับหรือไม่
3. ถ้าไม่ได้รับ แล้วบุญนั้นเป็นของใคร

วิสัชนา

1. การทำบุญแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่รัก เคารพ นั้นแสดงถึงความรัก ความกตัญญูของบุตร หลาน อันนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องตั้งมั่นอยู่บนความตั้งใจ และศรัทธาธรรม จึงได้บุญทั้งผู้ให้ และผู้รับ การทำบุญดังกล่าวต้องอาศัยตัวกลางที่เป็นสื่อในการส่งบุญ นั้น คือ พระสงฆ์ นั่นเอง แล้วไม่ควรอย่างยิ่ง เพื่อการถวายภัตราหารที่ดีแด่พระสงฆ์ผู้เจริญธรรมนั้น ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เช่า ฆ่าเป็ด ไก่ หมู เพื่อให้ได้อาหารที่สดมาถวายพระ นั่นเป็นสิ่งเกินความจำเป็นไป เราซื้อสัตว์ที่ตายแล้วมาประกอบอาหารได้ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นการผิดศีลข้อแรกเลยทีเดียว ทำให้เป็นอกุศล ส่งผลให้เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วย นั่นคือ กรรม การทำทานได้บุญ แต่ยังไม่เท่ารักษาศีล การรักษาศีล ยังไม่เท่าการภาวนาจิต ปฏิบัติธรรมนะท่านสาธุชนทั้งหลาย ดังนั้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อทำทานนั้น บุญที่ได้จากการทำทาน ไม่สามารถตัดกรรมจากการผิดศีลได้เลยทีเดียว จำไว้อย่างเด็ดขาด การอุปมาที่ดีเยี่ยม และเห็นภาพค่อนข้างจะชัดเจนทีเดียว ของหลวงปู่เทสก์ (ขอเรียกท่านอย่างง่าย ด้วยความเคารพอย่างสูง) อานิสงฆ์ จากการทำบุญ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณ หากแต่ขึ้นอยู่กับความศรัทธายิ่ง เปรียบเหมือนเทียนที่เราไปขอต่อจากคนอื่น ของเขาไม่ดับ ของเราก็สว่าง เป็นการต่อยอด ไม่มีวันหมด ดังนั้นท่านผู้อ่านอย่าลืมต่อเทียนจากข้าพเจ้า เพื่ออานิสงฆ์ผลบุญของท่านเอง เพราะข้าพเจ้า นำเสนอด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง หวังให้ผู้อ่านด้วยความศรัทธาได้รับอานิสงฆ์บุญนี้เช่นกัน

2. ทำอย่างไรจึงทราบว่าผู้ที่ล่วงลับไปแล้วได้รับหรือเปล่า เรื่องนี้เป็นเรื่องตอบยากมาก เพราะถึงบอกว่าได้ เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ให้ทำบุญทานกับภิกษุสงฆ์ หรือผู้มีศีลมากๆ ได้บุญมากน้อยตามลำดับ แต่อย่าเลือกใส่บาตรพระ ไม่ใส่เณรนะ จิตไม่เป็นกุศลไม่ได้บุญหลอก มีน้อยทำน้อย มีมากทำมาก อย่าเบียดเบียนตัวเอง แต่สาธุชนทั้งหลายก็ไม่เห็นด้วยตา แต่ท่านกล่าวอย่างไรโปรดเชื่อเถิด อย่าสงสัยในคำสอนของพุทธองค์นั่นเป็นธรรมข้อหนึ่ง เราเกิดในพุทธศาสนา หลายๆ คนคงรู้จักพระสาวกอยู่ไม่น้อย ท่านเหล่านั้นมีจำนวนมากเพียงฟังเทศน์ของพุทธองค์เพียงครั้งเดียวก็บรรลุธรรม อย่างน้อยก็โสดาบรรณ การเชื่อในพุทธองค์ซึ่งเข้าใจในเหตุผลของธรรมมะ ซึ่งเป็นคำสอนที่ท่านตรัสไว้ดีแล้วนั้นเป็นมหากุศลของตัวท่านเอง เพราะพระพุทธเจ้าท่านผจญ ทุกขเวทนาในโลกมา 4 อสงไขย แสนกว่ากับป์กัล ท่านเกิดเป็นทุกๆ อย่างในโลก เรียนรู้โลกมามากมายนัก จนท่านนิพพานดับสูญ พ้นทุกขเวทนา ไม่มีความรู้สึกอีกแล้ว ไม่มีแม้แต่อนุภาค ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด หรือรอรับผลบุญอย่างที่เราๆ พยายามจะส่งให้ใครต่อใคร ที่ล่วงลับไปแล้วนั้น หากแต่จะแน่ใจว่าบุญกุศลนั้นถึงแก่ผู้ล่วงลับจริงๆ แล้ว การภาวนาจิต ปฏิบัติธรรม ที่เราเรียกกันสากลว่า การปฎิบัติวิปัสนากรรมฐานนั่นเอง นั่นถึงแน่นอน ถ้าทำอย่างมีสติ ใช้สติคุมจิตให้เกิดกุศล ตามอย่างมหาสติปัฏฐานสูตรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นเอง ถึงแน่ ถ้าแต่มีข้อแม้ว่า หากผู้ที่ล่วงลับที่ท่านอุทิศบุญนี้ให้ ต้องไม่ทำผิด 5 ประการต่อไปนี้ 1. ฆ่าบิดา 2. ฆ่ามารดา 3. ทำร้ายพระอรหันต์ 4. ทำให้พระพุทธเจ้าต้องเลือด และ 5. ยุให้สงฆ์แตกกัน อันนี้ใครก็ช่วยไม่ได้นะจ๊ะ มีเรื่องเล่าถึง อาแป๊ะคนหนึ่งตายตกนรกอเวจี ไม่มีผู้มีบุญโปรดถึง ลูกบวชเณร ภาวนาจิต ปฏิบัติธรรมให้ ยังเลื่อนขึ้นมาจากนรกขุมนึง หลานบวชให้ก็เลื่อนมาอีกขุมนึง ศีล ทานเฉยๆ คงไม่ถึงหรอก ดังนั้นอย่าประมาทกับชีวิต ตอนมีชีวิตนี่ก็ทำบุญกันมากๆ หน่อย หันมองตัวเองบ้างว่าวันหนึ่งๆ ทำกุศลกี่นาที ทำอกุศลที่ชั่วโมง ปีหนึ่งคิดเป็นเท่าไร แล้วตลอดชีวิตเป็นอย่างไร

3. บุญนั้นเป็นของใคร จำไว้เลยทุกท่าน...บุญกุศลใครทำใครก็ได้ ทำแทนกันไม่ได้ แล้วแย่งกันไม่ได้ นอกจากจิตเป็นกุศล ยินดีกับผู้ทำดี เป็นธรรมข้อหนึ่ง โมทนาบุญกับผู้ที่ทำบุญ ท่านก็มีจิตเป็นกุศลแล้ว ได้กุศลด้วย บุญทาน จะถึงผู้ล่วงลับ จริงอยู่แต่ยาก และน้อยมากต้องทำอยู่เรื่อยๆ ถ้าท่านผู้มีจิตกุศลมีใจมุ่งมั่น สละเวลาทางโลกของท่านวันละเล็กน้อย แต่ขอให้สม่ำเสมอ และศรัทธาแท้จริง คือ ถือศีลห้าอันเป็นข้อควรปฏิบัติอยู่แล้วสำหรับมนุษย์ สวดมนต์ ภาวนาจิต วิปัสนาบ้าง แผ่เมตตาให้ผู้มีคุณ และเจ้ากรรมนายเวร อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ ขอให้สม่ำเสมอ และศรัทธา อันนี้ถึงแน่นอน และเกิดกุศลกับตัวท่านเองด้วย ผู้รับจะได้มากน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับบุญทำ กรรมแต่งของบุคคลนั้นๆ


โดย : indy
เมื่อเวลา : พุธ ที่ 18 ม.ค. ปี 2006 [ 15 : 7 ]

มาลงนามว่าอ่านแล้ว

อนุโมทนา

โดย : ตะวันมิลับลา กับ ฟ้ามิรู้แจ้ง
เมื่อเวลา : พุธ ที่ 18 ม.ค. ปี 2006 [ 15 : 21 ]



โดย : อึ้งกิมกี่
เมื่อเวลา : พุธ ที่ 18 ม.ค. ปี 2006 [ 16 : 3 ]

สาธุ

โดย : rose
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 19 ม.ค. ปี 2006 [ 4 : 22 ]

ยังดีที่มีคนมาอ่านแล้วตอบด้วย สบายใจขึ้นเยอะ ว่ายังมีประโยชน์บ้าง ขอให้ทุกท่านโชคดี

โดย : indy
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 19 ม.ค. ปี 2006 [ 11 : 0 ]

ที่มา จากหนังสือเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวของดังตฤณ
ถาม – การแผ่เมตตากับการอุทิศส่วนกุศลแตกต่างกันอย่างไรคะ?

การแผ่เมตตานั้น เหมือนนั่งๆคุยกันอยู่กับใครแล้วเราอยากพูดดีให้เขาสบายใจ ก็จะมีลักษณะของจิตแบบแผ่เมตตาอ่อนๆออกมาแล้ว หากใครบอกว่าฝึกแผ่เมตตาแล้วไม่สำเร็จ เป็นของยาก ก็ขอให้ลองตั้งใจพูดดี พูดให้คนอื่นรื่นหู พูดให้คนอื่นเป็นสุข มีความสามัคคีกลมเกลียวกันมากๆ เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน เป็นปี ตั้งใจไว้เลยว่าคำที่ออกจากปากเราจะมีแต่กลิ่นหอมหวน นุ่มนวลเสนาะโสต ไม่เหม็นเน่า ไม่แหลมระคายแก้วหูใคร ถึงวันหนึ่งหากสัมผัสรู้สึกได้ว่ามีกระแสความปรารถนาดีจริงใจแผ่นำออกไปก่อนพูด ก็ให้ทราบเถิดว่าอันนั้นแหละ คุณเป็นนักแผ่เมตตาผ่านคำพูดแล้ว

ส่วนการอุทิศส่วนกุศลนั้นไม่ใช่แค่มีการตั้งจิตคิดดีกับใครเฉยๆ ก่อนอื่นต้องทำบุญ หรือระลึกถึงบุญ ซึ่งทำให้เรารู้สึกถึงรัศมีกองบุญนั้น ทำให้แช่มชื่น ทำให้มีความยินดีปรีดา อย่างน้อยก็อยากทำให้ยิ้มในหน้าขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ

ที่ความรู้สึกตรงนั้น คุณจะสัมผัสกองบุญอันเป็นนามธรรมได้ด้วยใจอย่างแจ่มชัด แทบจะเรียกว่าเหมือนถือสมบัติเป็นตัวเป็นตนไว้ด้วยมือทีเดียว แตกต่างจากเวลาคิดนึกเอาลอยๆเป็นคนละเรื่อง และเมื่อรู้สึกชัดราวกับกองบุญเป็นสมบัติที่ถือด้วยมือ ใจคุณย่อมเห็นกองบุญเป็นสิ่งที่ยกมอบผู้อื่นร่วมถือครองสมบัติด้วยกันได้เช่นกัน เรื่องสัมผัสอันเป็นนามธรรมนั้นสนุกครับ ทำบุญไว้มากๆเถอะ จะเข้าใจที่ผมพูดตรงนี้เอง

เมื่อกล่าวถึงลักษณะจิตคิดอุทิศส่วนกุศล ก็ต้องกล่าวถึงลักษณะจิตคิดรับส่วนกุศลด้วย การรับส่วนกุศลทำได้โดยยินดี ปลื้มใจ และคิดส่งเสริมสนับสนุนในบุญผู้อื่น อย่างที่เรียกว่า ‘อนุโมทนาบุญ’ นั่นเอง

หากปราศจากจิตคิดยินดีในบุญ จู่ๆบุญหนึ่งๆจะเข้าไปเป็นสมบัติของใครไม่ได้ เหมือนประตูที่ไม่อ้ารับของ หรือเหมือนมือที่ไม่ยอมแบรับเงิน ข้าวของเงินทองย่อมกองอยู่ตรงนั้นเฉยๆ โดยไม่อาจมีผู้ใดนำไปใช้ได้ อย่างมากที่สุดอาจเหมือนเขาสาดน้ำมาให้เย็นผิวกาย เดี๋ยวเดียวก็ร้อนใหม่ โดยหาแหล่งน้ำเองไม่เป็น

การฝึกเฉลี่ยบุญให้ผู้อื่นอนุโมทนานั้น คุณจะได้เห็นผลทันตาเป็นความเบิกบานใจของผู้รับนั้น อย่าเอาแต่นึกๆคิดๆอยู่ฝ่ายเดียว พลังจิตหรือพลังอธิษฐานของคนทั่วไปไม่อาจกระตุ้นให้ญาติมิตรรู้สึกดีขึ้นเหมือนสาดน้ำมนต์ คุณควรชักชวนพูดคุยเหมือนเจ๊าะแจ๊ะให้เขารื่นเริงใจเป็นปกติ แล้วอาศัยความรื่นเริงใจของเขาเป็นสื่อ ค่อยๆหยอด ค่อยๆพูดถึงบุญที่คุณทำมา พร้อมพรรณนาให้เขาซึมซับรับรู้ตาม ว่าคุณรู้สึกแสนดีปานไหนกับบุญที่ได้ทำ อาจบรรยายบรรยากาศให้เขาเห็นภาพตาม หรืออาจให้เขาสัมผัสถึงความปรีดาปราโมทย์ในใจของคุณขณะปัจจุบันนั้นเลยได้ยิ่งดี

พอฝึกพูดให้คนอื่นนึกยินดีตามบุญของคุณได้บ่อยๆ คุณจะรู้สึกว่าตัวเองมีพลังเพิ่มขึ้นชนิดหนึ่ง คือสามารถกระตุ้นให้คนรอบข้างรู้สึกดีไปกับงานบุญงานกุศลของคุณได้อย่างรวดเร็ว แม้เพียงเห็นคุณกำลังทำบุญ ก็เหมือนมีข่ายใยกุศลแผ่ออกไปโดยรอบ และเหนี่ยวนำให้จิตใครต่อใครพลอยปลาบปลื้มยินดีไปพร้อมกัน

ถาม – เคยอ่านพบมา เห็นบอกว่าการอุทิศส่วนกุศลโดยตั้งจิตคิดยกให้คนอื่นหมด จะทำให้บุญหมด หรือเหลือบุญเพียงครึ่งเดียว อันนี้เป็นความจริงหรือไม่คะ?

ไม่จริงหรอกครับ เหมือนคุณให้เขาเอาเทียนมาต่อเปลวไฟ ไฟของคุณไม่ดับลงหรอก กลับจะทำให้ห้องสว่างขึ้นเพราะเกิดการขยายผลบุญด้วยซ้ำ คุณได้บุญเพิ่มนะครับถ้าทำได้จริง ไม่ใช่ว่าบุญลด คนเผยแพร่ความคิดผิดๆแบบนี้จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผลกรรมจะทำให้เขาจิตใจคับแคบ มีศักดิ์ศรีน้อย ทุ่มทำบุญแค่ไหนก็ได้ผลจำกัด เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงเชื่อหรือยินดีตาม เนื่องจากอาจทำให้คุณได้ส่วนเคราะห์แบบเดียวกับเขาไปด้วยไม่มากก็น้อย


โดย : อินทรีย์เดี่ยวทรนง
เมื่อเวลา : เสาร์ ที่ 21 ม.ค. ปี 2006 [ 11 : 13 ]

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook