บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ชุมนุมจอมยุทธ
แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (2)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13

หัวข้อ : คู่บุญ

เจอรึยัง....สหายข้า
ท่านกล่าวไว้ว่า....คู่บุญ นั้น...
๑) มีศรัทธาไปในแนวทางเดียวกัน เช่นถือศาสดาองค์เดียวกัน เชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องกรรมวิบากด้วยกัน เชื่อว่าโลกกลมหรือโลกแบนเหมือนๆกัน เชื่อแนวทางในการดำรงชีวิตรูปแบบเดียวกัน เป็นต้น เมื่อศรัทธาไม่ตรงกันก็คุยเรื่องไม่ตรงกัน เมื่อคุยเรื่องไม่ตรงกันก็คุยกันได้ไม่นาน เมื่อคุยกันได้ไม่นานก็เบื่อกันเร็ว อันนี้คือความจริงที่เกิดขึ้นกับทุกรูปนาม ไม่จำเพาะเฉพาะคู่รักเท่านั้น ขนาดเพื่อนกันแต่เชื่อไม่เหมือนกันยังยากที่จะเป็นเพื่อนสนิทเลยครับ ศรัทธาที่ร่วมกันปลูกฝังให้มั่นคงย่อมทำหน้าที่สร้างสายตาที่มองไปในทิศเดียวกัน ไม่ก่อความรู้สึกเป็นอื่นจากกัน
โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 17 : 52 ]

๒) มีศีลอันเป็นเครื่องหอมทางใจเสมอกัน คือมีความคิดงดเว้นข้อประพฤติผิดแบบเดียวกัน เป็นเหตุให้ไม่รังเกียจหรือหมั่นไส้กัน พรานหนุ่มกับพรานสาวทนกลิ่นอายฆ่าฟันของกันและกันได้ แต่ให้หมอศัลย์ที่มีรังสีช่วยชีวิตมาเป็นคู่ผัวตัวเมียกับมือปืนร้อยศพที่ทะมึนด้วยรังสีเอาชีวิต อย่างไรก็คงทนกลิ่นอายที่เป็นตรงข้ามของกันและกันไม่ไหว และนั่นก็เช่นเดียวกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งเจ้าชู้ ร้อยลิ้นกะลาวน สำส่อนไปเรื่อยโดยไม่สนใจความสกปรกหมกมุ่น ย่อมน่ารังเกียจยิ่งสำหรับคนใจซื่อถือความสะอาดผัวเดียวเมียเดียว ศีลที่ร่วมรักษาให้บริสุทธิ์ดีแล้วย่อมทำหน้าที่สร้างความอบอุ่นเชื่อมั่นในกันและกัน สนิทใจ ไว้วางใจกันเป็นมั่นเหมาะ
โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 17 : 53 ]

๓) มีจาคะอันเป็นวิธีคิดแบ่งปันเสมอกัน อย่างน้อยต้องเป็นผู้ให้ซึ่งกันและกันในทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่มีแต่ฝ่ายหนึ่งคิดอยู่ข้างเดียว อีกฝ่ายเอาเปรียบตลอด เช่นอีกฝ่ายสละเงินให้ใช้ อีกฝ่ายสละแรงปรนนิบัติ เป็นต้น การเอารัดเอาเปรียบเกิดจากจาคะที่ไม่เสมอกันเป็นมูล ยิ่งหากต่างฝ่ายต่างคิดเจือจานคนอื่น เห็นข้าวของอะไรไม่ใช้แล้วก็คิดตรงกันว่าน่าบริจาคแก่คนที่เขาไม่มี อย่างนี้ยิ่งไปกันได้ มีโอกาสร่วมบุญกันบ่อยๆ ยิ่งให้คนอื่นมากก็ยิ่งได้ความสุขในการสละมาเสริมใยแก้วร้อยสัมพันธ์ให้กันแน่นแฟ้นขึ้น จาคะที่ร่วมกันยินดีโดยพร้อมเพรียงย่อมก่อความรู้สึกซึ้งใจอย่างใหญ่ เหมือนอยู่ด้วยกันจะเป็นที่พึ่งให้กัน ปลอดภัยร่วมกัน ประคับประคองกัน ไม่มีวันล้มพร้อมกัน
โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 17 : 54 ]

๔) มีปัญญาเสมอกัน กล่าวทางโลกคือคุยกันรู้เรื่อง กล่าวทางธรรมคือมีระดับการเห็นตามจริงใกล้เคียงกัน หรืออย่างน้อยเป็นไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่พูดคนละภาษา ฝ่ายหนึ่งทำก่อนคิด อีกฝ่ายคิดก่อนทำ หรือฝ่ายหนึ่งเอาอารมณ์พูด อีกฝ่ายพูดด้วยสติปัญญา หรือฝ่ายหนึ่งเห็นชัดว่าอะไรๆไม่เที่ยง ความยึดมั่นถือมั่นเหลือน้อย แต่อีกฝ่ายหนึ่งแค่เรื่องน้อยก็ยึดมั่นถือมั่นเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ก็คงนึกระอาหรือหมั่นไส้ในกันเป็นอย่างยิ่ง ปัญญาที่ร่วมเสริมส่งกันและกันย่อมทำหน้าที่สร้างความร่าเริงในการสนทนา และความไม่พรั่นที่จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกัน
คัดมาจาก...
http://dungtrin.com/prepare/index_flash7.html
โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 18 : 1 ]

แล้วท่าน กู่ ไม่ทราบว่ามีคู่บุญ บ้างหรือยัง

โดย : ขุนที
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 21 : 16 ]

คารวะท่านกู่ก่งก๊ง
ค่อย ๆ อ่านสิ่งที่ท่านกู่ฯ นำเสนอ
แล้วปล่อยวาง
ช่วยสังคมให้มากกว่าช่วยตน
จะประสบสุข
จากคนคอน คนเมืองพระ เด็กวัดพระบรมธาตุ
โดย : มะอึก
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 21 : 26 ]

ท่านขุนที ที่เคารพ
คู่บุญ...อาจมิใช่ ชายกับหญิง
คู่แท้จริง คือคู่คิด..พิสมัย
เดินร่วมทาง...สร้างโลก...ให้วิไล
อาจสร้างทาง...แห่งหัวใจ...ไปพร้อมกัน
ท่านมะอึก...นึกแล้วลีลาท่าน
ออกชำนาญ การนักเลง เก่ง...ไฉน
ออกลีลา กลอนร่าย สบายใจ
ช่างเฉไฉ ด้วยชำนาญ การ"ร่าเริง"
คารวะ

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 21 : 36 ]

คารวะ ท่านกู่
หากเดินทาง กลางทางเดิน
มีเผอิญ...บนหนทาง
พึงพอใจ ในหม่นหมาง
พอใจจาง...บางคนเดิน
สัตว์ล่าเนื้อ...เสือกินผัก
คู่มิตรคิดรักมัก เจริญ
พึงพอใจ ซึ่งกัน วันเพลิน เพลิน
อยู่ไม่นาน...จากลาไกล...ในทางเดิน
โดย : ขุนที
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 21 : 46 ]

ท่านกู่ฯ
ท่านกล่าวถึงข้าเกินไป
ข้าเขิน......
โดย : มะอึก
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 22 : 39 ]

ท่านขุนที
เห็นที ต้องเห็นตาม
เดินไป ทางสายงาม
เมื่อถึงยาม...ก็แยกเดิน
ท่านมะอึก
นึกว่าข้าแกล้งชม กระนั้นหรือ
เหล่าแม่นางต่างระบือ
ในฝีมือ..ที่ปั้นกลอน อ้อน..หัวใจ

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 22 : 46 ]

ท่านกู่
ข้าปั้นกลอนกลั่นกลอนจากใจรัก
ด้วยใจภักษ์ภาษาไทยให้ยืนอยู่
ข้ารักไทยเชิดชูไทยเป็นดั่งครู
ข้าอดสูถ้าลูกไทยลืมไทยเดิม
โดย : มะอึก
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 22 : 57 ]

คนเล่นกลอน..สอนกัน นั้นคงยาก
ข้าก็อยาก สืบให้ได้ สนุกสนาน
คนเขียนกลอน ก่อนเก่า เขารู้งาน
แค่คำขาน..สั้นง่าย ได้เล่นคำ
ก็ช่วยๆกันนะ..ท่านพี่

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 23 : 5 ]

ท่านกู่
ข้ายอนดีนักเจอคนรักกลอน และรักมวลชลเช่นท่าน
ขอให้ท่านมีความสุขกะงาน
สักวันหนึ่ง ข้าจะไปเป็นแนวร่วมแห่งท่าน
ด้วยความเคารพในสิทธิเด็กและสตรี
โดย : มะอึก
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 23 : 9 ]

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
สิทธิแห่งสรรพสัตว์ด้วยท่านพี่
"ทุกชีวิต มีสิทธิที่จะอยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข"


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 23 : 12 ]

ท่านกู่
ท่านกล่าวได้ลึกล้ำ
สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์
เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด
จงเสวยผลบุญที่ข้าได้ทำแล้วนั้นเถิด
อย่ามีเวรแก่กันและกันเลย
โดย : มะอึก
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 23 : 15 ]


จนป่านนี้..ข้ายังหาไม่ได้เลย....

โดย : ฟ้าหลง...ไฟ
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 2 ก.พ. ปี 2006 [ 23 : 19 ]



วิธีที่จะเจอ ท่านว่าไว้ว่า...
เปลี่ยนจากล่าสัตว์...
มาเป็นปล่อยสัตว์น่ะท่าน
แฮ่ะๆๆๆๆ ข้าก็พยามอยู่...ปล่อยสัตว์ ปล่อยนกปล่อยปลา
โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 32 ]

ดูดิ คราวก่อนก็เหมือนชวนใครลงจากคาน(ทองฝังเพชร)
มาคราวนี้ อ่านเหมือนคนจะมีคู่อีกอ่า เอิ๊กกกกกกกกก หลอกให้เราหลงเข้าใจเอาเองผิดๆอีกแย้วววว
โดย : อาอี้
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 2 : 15 ]


ข้าปล่าวนะ...ท่านอาจารย์หญิง


นอนดีก่า
โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 9 : 25 ]

คู่บุญ หรือคู่บาป มันจะให้กราบก่อนนอน
คู่เวร หรือคู่วอน มันจะให้นอนก่อนกราบ
ผัวหลาย กับเมียหลาย จะคู่กันอย่างไรมิทราบ
ผัวงาบ กะเมียงาบ เป็นคู่ ไทยคู่ไทย
ปัญญา กะปัญญา ใครให้มาเข้าคู่
ปัญญา กะเรณู อยู่เข้าคู่เสียที่ไหน
ปัญญา กะมยุรา ก็เฮฮากันไป
ปัญญา กะปันยา กะปันโครตานุวงศ์
ฝนตกขี้หมูไหล..........คนอะไร?มาใหลหลง
ถนนทุกสายมุ่งตรง....ไปถามไถ่เพลงธรรม

โดย : ใบไม้เหลือง
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 9 : 55 ]

จะปล่อยนก ปล่อยปลา ไม่ว่ากัน
ในบางวัน อาจมี คนปล่อยไก่
ปล่อยไปแล้ว ลืมตัว มัวขันไป
แสนชื่นใจ ได้ว่า อภิรมณ์
โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 11 : 26 ]

ฝนตกขี้หมูไหล
คนอะไรมาถามทาง
แค่เดินกันห่างๆ
รู้หนทาง..แห่งสายธรรม

ปล่อยนกปล่อยปลาก็ว่าไป
ปล่อยไก่ ปล่อยขัน ก็มันขำ
ปล่อยร่าง ปล่อยจิต ไม่คิดทำ
ไม่สร้างความระกำ..ใครกะใคร
โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 12 : 18 ]

ฝนตกขี้หมูไหล..........คนอะไรมาหลงทาง
แค่เดินกันห่าง ๆ.........บ้างก็พลางกัดกันไป
ทุกสายทางมุ่งตรง..... ก็มางงสามแพ่งไง
เพลงธรรมต้องถามไถ่.....ก็จะได้ ไม่แหกโค้ง
....................เบรค...................เอี๊ยด!!!!!
โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 12 : 47 ]

ก็ซิ่งออกปานนั้น
ใครจะทัน...ได้ชี้ทาง
ก็เห็นฝุ่นจาง...จาง
คนบอกทาง...ยังหลงเลย

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 13 : 15 ]

ว่าแล้ว!! บอกไม่ทัน......เสียงสนั่น!!ซิ่งตกเหว
เพื่อน ๆ ช่วยหน่อยเร้วว....เชือกผูกเอวลากขึ้นที
ดี ๆ สมน้ำหน้า........มันอยากซ่าปล่อยซะนี่
สำนึกบ้างหน่อยซี....ป้า ๆ พี่ เวียนหัวแล้ว

โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 16 ]


โดย : หนึ่งร้อยปีแห่งความเหงา
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 16 : 11 ]


ชะโงกหน้ามาดูเฉยๆยังไม่พอนะ..ร้อยปี
ยังเยาะๆที่มุมปากอีก...สม
เจ้าเร่ร่อน กะล่อนลม

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 16 : 25 ]

ชะโงกหน้า มาดู อ๊ะ..จับแข้ง
กอดด้วยแรง สุดท้าย ที่หน้าผา
อย่าสะบัด จะตกแล้ว ช่วยทีน๊า
ดึงขึ้นมา ถือว่า เป็นคู่บุญ
โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 17 : 18 ]

ค่ะ
โดย : mummymaru
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 18 : 13 ]

ขอให้เป็น ชาติหน้าดีกว่า ม้าง
ใครมือว่าง อยากช่วย คงซวยหลาย
ถ้าอยากช่วย เชิญช่วยตามสบาย
ขออย่าให้ ข้ามีเอี่ยว...เหี่ยว หัวจาย....เล้ยยยยย
ซ่า....ถุ

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 18 : 41 ]

อ้าว...มัมมี่มารุคนสวย
งี้ก็ช่วยให้ร่วงลงเหวเร็วขึ้นอะดิ
.....ฉม...ฉม...
โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 18 : 44 ]

มีอะไรใยว่ากล่าวเสียงดัง
คนพะวังจะลุกจะนั่งดีหนอ
มีอะไรเห็นแต่หน่อแทงกอ
แม่ดอกท้อร้อยชั่งขอสลึงเดียว......
โดย : กายใจฯ
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 21 : 41 ]

กลับมาอธิบาย ด่วน...กาย
ข้าคนโง่

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 22 : 1 ]

ไม่มีอะไรในกอใผ่นอกจากหน่อไม้ครับกระผม..
ไม่มีอะไรจริงจริงมีแต่ความจริงใจไม่มีอะไรอะไรเลยจริงๆ
เพียงมาได้อ่านบทความของท่านก้อเลยนึกถึงกอไผ่
แค่ให้หน่อแทงยอดแตกกอเป็นแค่กอใหม่เท่านั้นเอง....
โดย : กายใจฯ
เมื่อเวลา : เสาร์ ที่ 4 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 12 ]

จะจับนกจับปลาว่ากันไป
จะจับไก่จับเขลาให้มันขัน
จะจับจิตจับใจไม่สำคัญ
จับแล้วดันปล่อยออกหลอกจับเงา
ไม่เห็นมีอะไรในก ไก่
หาใบไม้คงต้องหาจากกอเก่า
ใบเลี้ยงเดี่ยวหาดูได้จากกอเรา
ใบเลี้ยงคู่ดูกอเขานั่งเกาคอ

โดย : ใบไม้เหลือง
เมื่อเวลา : เสาร์ ที่ 4 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 41 ]

คารวะท่านกู่ก่งก๊งเห็นของท่านแล้วข้าก็เลยนำมาให้ท่านอ่านแบบเต็มๆ ด้วยจิตคารวะอินทรีย์เดี่ยวทรนง
ความรัก กับบุพเพสันนิวาสและเนื้อคู่
คู่หญิงชายนั้นมีหลายแบบ ไม่ได้มีแต่คู่เวรกับคู่แท้
คำว่า ‘คู่แท้’ จะทำให้คุณนึกถึงเพศตรงข้ามที่ติดตามกันไปทุกภพทุกชาติ เป็นตัวเป็นตนจับจองกันอย่างถาวรไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งธรรมชาติไม่ได้มีอะไรอย่างนั้น ตามกฎเหล็กข้อแรกสุดคือ ‘ทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไป’
หากหันมาใส่ใจกับคำว่า ‘คู่บุญ’ และ ‘คู่บาป’ แทน อย่างนี้จะเห็นอะไรกระจ่างขึ้น เพราะคนเราทำบุญทำบาปสลับกันได้ ไม่มีใครทำบุญทำบาปร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตลอดไป และนั่นก็แปลว่า คู่บุญอาจหมายถึงคู่ที่ร่วมทำบุญกันมามากกว่าร่วมทำบาป ส่วนคู่บาปก็อาจหมายถึงคู่ที่ร่วมทำบาปกันมากกว่าร่วมทำบุญ
มองอย่างนี้อคติจะลดลงอย่างฮวบฮาบทันที ประเภทขัดเคืองใจนิดหน่อยก็เหมาว่านี่คู่เวรของเรา หรือประเภทต้องตาต้องใจเมื่อเริ่มพบก็เหมาว่านี่แหละคู่แท้ของฉัน เราจะเห็นตามจริงว่า ถ้าต้องตาเมื่อเห็น ถ้าเย็นใจเมื่อใกล้ อันนั้นก็เป็นคะแนนทางความรู้สึกด้านดีชั้นแรก ต่อเมื่อมีความผูกพันผ่านเหตุการณ์ดีร้าย หรือที่เรียกง่ายๆว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ตรงนั้นค่อยเป็นคะแนนสะสมในชั้นต่อๆมา กระทั่งปักใจเชื่อได้ว่าเป็นคู่บุญกันจริงๆ
http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare064.htm
เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ฉบับวันที่ ๑ ธ.ค. ๒๕๔๘
²²²
ความรู้สึกด้านดีชั้นแรกในระยะแรกพบสบตานั้น เป็นผลบุญจากการอยู่ร่วมกันมาก่อนในอดีตชาติ ส่วนการร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านเหตุการณ์ดีร้ายต่างๆมาด้วยกัน เป็นบุญใหม่ที่เกิดจากการเกื้อกูลในปัจจุบันชาติ พระพุทธเจ้าตรัสว่าความรักจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากเหตุปัจจัยทั้งอดีตและปัจจุบันประกอบกัน
ไม่ว่าจะเป็นของเก่าหรือของใหม่ บุญที่สร้าง ‘คู่บุญ’ ขึ้นมาจะเหมือนๆกัน พระพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้ได้แก่
๑) มี ศรัทธา ไปในแนวทางเดียวกัน เช่นถือศาสดาองค์เดียวกัน เชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องกรรมวิบากด้วยกัน เชื่อว่าโลกกลมหรือโลกแบนเหมือนๆกัน เชื่อแนวทางในการดำรงชีวิตรูปแบบเดียวกัน เป็นต้น เมื่อศรัทธาไม่ตรงกันก็คุยเรื่องไม่ตรงกัน เมื่อคุยเรื่องไม่ตรงกันก็คุยกันได้ไม่นาน เมื่อคุยกันได้ไม่นานก็เบื่อกันเร็ว อันนี้คือความจริงที่เกิดขึ้นกับทุกรูปนาม ไม่จำเพาะเฉพาะคู่รักเท่านั้น ขนาดเพื่อนกันแต่เชื่อไม่เหมือนกันยังยากที่จะเป็นเพื่อนสนิทเลยครับ ศรัทธาที่ร่วมกันปลูกฝังให้มั่นคงย่อมทำหน้าที่สร้างสายตาที่มองไปในทิศเดียวกัน ไม่ก่อความรู้สึกเป็นอื่นจากกัน
๒) มี ศีล อันเป็นเครื่องหอมทางใจเสมอกัน คือมีความคิดงดเว้นข้อประพฤติผิดแบบเดียวกัน เป็นเหตุให้ไม่รังเกียจหรือหมั่นไส้กัน พรานหนุ่มกับพรานสาวทนกลิ่นอายฆ่าฟันของกันและกันได้ แต่ให้หมอศัลย์ที่มีรังสีช่วยชีวิตมาเป็นคู่ผัวตัวเมียกับมือปืนร้อยศพที่ทะมึนด้วยรังสีเอาชีวิต อย่างไรก็คงทนกลิ่นอายที่เป็นตรงข้ามของกันและกันไม่ไหว และนั่นก็เช่นเดียวกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งเจ้าชู้ ร้อยลิ้นกะลาวน สำส่อนไปเรื่อยโดยไม่สนใจความสกปรกหมกมุ่น ย่อมน่ารังเกียจยิ่งสำหรับคนใจซื่อถือความสะอาดผัวเดียวเมียเดียว ศีลที่ร่วมรักษาให้บริสุทธิ์ดีแล้วย่อมทำหน้าที่สร้างความอบอุ่นเชื่อมั่นในกันและกัน สนิทใจ ไว้วางใจกันเป็นมั่นเหมาะ
๓) มี จาคะ อันเป็นวิธีคิดแบ่งปันเสมอกัน อย่างน้อยต้องเป็นผู้ให้ซึ่งกันและกันในทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่มีแต่ฝ่ายหนึ่งคิดอยู่ข้างเดียว อีกฝ่ายเอาเปรียบตลอด เช่นอีกฝ่ายสละเงินให้ใช้ อีกฝ่ายสละแรงปรนนิบัติ เป็นต้น การเอารัดเอาเปรียบเกิดจากจาคะที่ไม่เสมอกันเป็นมูล ยิ่งหากต่างฝ่ายต่างคิดเจือจานคนอื่น เห็นข้าวของอะไรไม่ใช้แล้วก็คิดตรงกันว่าน่าบริจาคแก่คนที่เขาไม่มี อย่างนี้ยิ่งไปกันได้ มีโอกาสร่วมบุญกันบ่อยๆ ยิ่งให้คนอื่นมากก็ยิ่งได้ความสุขในการสละมาเสริมใยแก้วร้อยสัมพันธ์ให้กันแน่นแฟ้นขึ้น จาคะที่ร่วมกันยินดีโดยพร้อมเพรียงย่อมก่อความรู้สึกซึ้งใจอย่างใหญ่ เหมือนอยู่ด้วยกันจะเป็นที่พึ่งให้กัน ปลอดภัยร่วมกัน ประคับประคองกัน ไม่มีวันล้มพร้อมกัน
๔) มี ปัญญา เสมอกัน กล่าวทางโลกคือคุยกันรู้เรื่อง กล่าวทางธรรมคือมีระดับการเห็นตามจริงใกล้เคียงกัน หรืออย่างน้อยเป็นไปไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่พูดคนละภาษา ฝ่ายหนึ่งทำก่อนคิด อีกฝ่ายคิดก่อนทำ หรือฝ่ายหนึ่งเอาอารมณ์พูด อีกฝ่ายพูดด้วยสติปัญญา หรือฝ่ายหนึ่งเห็นชัดว่าอะไรๆไม่เที่ยง ความยึดมั่นถือมั่นเหลือน้อย แต่อีกฝ่ายหนึ่งแค่เรื่องน้อยก็ยึดมั่นถือมั่นเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ก็คงนึกระอาหรือหมั่นไส้ในกันเป็นอย่างยิ่ง ปัญญาที่ร่วมเสริมส่งกันและกันย่อมทำหน้าที่สร้างความร่าเริงในการสนทนา และความไม่พรั่นที่จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกัน
หากอดีตกาลคุณเคยครองเรือนกับผู้มีบุญเสมอกันทั้ง ๔ ข้อ (อาจหย่อนนิดหย่อนหน่อยได้) ขอเพียงได้มาพบกันในชาตินี้ ก็จะเกิดแรงดึงดูดที่ก่อความรู้สึกแสนดีอย่างประหลาด เหมือนเข้ากันได้ทุกอย่าง เหมือนเห็นกันได้ทุกแง่มุมด้วยความเข้าใจกระจ่าง
และขอเพียงเกื้อกูลกันนิดๆหน่อยๆ เช่นฝ่ายหนึ่งมาถามทาง อีกฝ่ายบอกทางให้ เท่านี้ก็จะเกิดแรงปฏิพัทธ์ขึ้นอย่างรุนแรง ชนิดที่ฝ่ายชาย (ซึ่งมีธรรมชาติเป็นรุก) อาจยื่นข้อเสนอเดินพาไปส่ง และฝ่ายหญิงก็ตกลงรับข้อเสนออย่างยินดีเต็มใจทันที แล้วการตกลงร่วมทางกันไปจนกว่าจะตายก็ติดตามมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่มีเหตุการณ์น่าปวดหัว ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคู่บุญประเภทนี้

แน่นอนว่าสายตาทั่วไปมองแล้วย่อมนึกอิจฉา โดยไม่มีใครเข้าใจต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงว่าเหตุใดจึงมีคู่ที่น่าอิจฉาได้ปานนั้น รู้แต่ว่ามีจริง แต่ไม่รู้ว่ามีขึ้นมาได้อย่างไร ต้องต่อว่าใครที่แกล้งลำเอียง ความจริงคือคู่บุญได้รับความยุติธรรมจากธรรมชาติกรรมวิบากต่างหาก แต่อาจเป็นความยุติธรรมที่ลึกลับ เพราะนำอดีตชาติมาแสดงให้เห็นเป็นภาพยนตร์ตามโรงไม่ได้
http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare064.htm
เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ฉบับวันที่ ๑ ธ.ค. ๒๕๔๘
²²²
จากที่พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัส ว่าหญิงชายจะพบกันทั้งชาตินี้และชาติหน้า ก็เพราะมีเหตุ คือต่างฝ่ายต่างมีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน คำว่า "เสมอกัน" นั้น อย่างน้อยที่สุดคือร่วมยินดีไปในแนวความเชื่อเดียวกัน มีใจปรารถนาจะรักษาศีล มีใจอยากสละให้ และอย่างน้อยพูดภาษาเดียวกันรู้เรื่อง ไม่ใช่ว่าฝ่ายหนึ่งเสนอ อีกฝ่ายนอกจากไม่สนองแล้วยังเอาแต่ขัดๆๆ
ยิ่งไปกว่านั้น พระพุทธเจ้ายังเคยตรัสว่า ความรักจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุสองประการ ประการแรกคือเคยอยู่ร่วมกันมาในอดีตชาติ ประการที่สองคือชาตินี้ได้เกื้อกูลกัน นั่นแหละความรักอย่างลึกซึ้งถึงจะเกิดได้
มองด้วยข้อสรุปนี้ คู่บุญตัวจริงก็คือคนที่เคยคิดดี พูดดี ทำดีต่อกันมาก่อน รวมทั้งมีศรัทธาไปในทางเดียว แข็งแรงในศีลข้อเดียวกัน มีใจคิดสละประมาณเดียวกัน และอย่างน้อยต้องพูดกันรู้เรื่องประมาณเพลินคุยได้ไม่รู้เบื่อ ประเภทใส่บาตรครั้งสองครั้ง อาจมีผลให้เกิดความรู้สึกปิ๊งๆบ้าง แต่จะไม่มีเหตุปัจจัยส่งเสริมสนับสนุนให้ได้พบกันบ่อยๆ ได้เกื้อกูลกันโดยปราศจากอุปสรรคขัดขวางอย่างสิ้นเชิง พูดง่ายๆ ว่าต้องสร้างปัจจัยใหม่กันเหนื่อยพอดูครับ
http://dungtrin.net/newsletter/viewtopic.php?t=70&start=77
ดังตฤณวิสัชนา ฉบับวันที่ ๑ ก.ย. ๒๕๔๘
²²²
ถ้านับตามบันทึกของพุทธ ก็ต้องว่าคนเราแม้อยู่เคียงครองเรือน คนหนึ่งตายแล้วอาจไปสวรรค์ คนหนึ่งตายแล้วอาจไปนรก ใช่จะพุ่งขึ้นหรือไหลลงตามกันเพียงเพราะอยู่เรียงเคียงหมอน มันขึ้นอยู่กับว่าก่อนตายแต่ละฝ่ายเดินอยู่บนทางสวรรค์หรือทางนรกเท่านั้น
ตรงข้าม คู่ผัวตัวเมียที่มีบารมีอันได้แก่ทาน ศีล สมาธิ และปัญญาเสมอกัน หรือคล้อยตามกัน ย่อมมีโอกาสได้พบเจอบ่อยกว่าคู่อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจิตเป็นกุศลแล้วอธิษฐานสำทับร่วมกันเสมอๆ ก็จะให้ผลแรงเป็นทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ หนักแน่นมั่นคงและเป็น ‘ตัวจริง’ ของกันและกันอย่างยากจะหาใครมาแทนที่
(ทางนฤพาน บทที่ ๑๐ ผู้วิเศษ)
²²²
"บุพเพสันนิวาส" ตามความหมายอันแท้จริง จะต้องเคยครองคู่ ร่วมทุกข์ร่วมสุข ฝ่าฟันแล้วสุขสมด้วยกันมาก่อน มีลูกให้ช่วยกันเลี้ยงดูด้วยกันมาก่อน มีความจากพรากอันน่าอาลัยมาก่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยสำคัญอย่างสูงคือเคยทำบุญในพุทธเขตร่วมกันมาก่อน (จะทำบุญร่วมกันในศาสนาไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่ลัทธิความเชื่ออันนำไปสู่อบาย แต่การทำบุญร่วมกันในพุทธเขต มีกำลัง มีความสว่างสูงส่งเหนือสิ่งอื่นใด)
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/007278.htm#24
²²²
ลานดาวบอกตนเองว่าเข้าใจความหมายที่แท้จริงของ ‘คู่บุญ’ และ ‘คู่บารมี’ ก็คราวนี้เอง ถ้าเป็นคู่แท้ที่เคยร่วมบุญร่วมบารมีกันมาก่อน ก็มิใช่ว่าจะต้องด่วนเจอทันใจเสมอไป แต่อาจรอจังหวะเหมาะสมที่เมื่อพบกันแล้วต่างอยู่ในภาวะพร้อมจะร่วมทางกุศลดังเดิมอีกด้วย
แรงเหวี่ยงของกรรมใหญ่ฝ่ายกุศลจะดึงดูดให้วิญญาณตามติดกันไปเรื่อยๆ คล้ายดาวแม่กับดาวบริวารนั่นแหละ ตราบใดเรายังมีใจเห็นดีเห็นงามกับกุศลผลบุญของเขา แล้วก็ร่วมกันทำประโยชน์ให้สาธารณชนไม่เลิกรา เกิดใหม่ก็ได้อยู่ด้วยกันอีกเสมอไป เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพลาดไปอยู่ภพต่ำ ปล่อยให้อีกฝ่ายโดดขึ้นไปอยู่สูงตามลำพัง ก็อาจคลาดกันระยะหนึ่ง
(กรรมพยากรณ์ : ชนะกรรม ตอนที่ ๔๑ ชนะกรรม)
²²²
การที่มีอัตภาพได้มาเจอกันแล้วรู้สึกดี ก็ถือว่าเป็นบุญเก่าที่ให้ผลเป็นกุศลวิบากอยู่แล้ว นั่นเป็นของในอดีตล้วนๆ นับแต่วินาทีแรกที่พบกัน แม้ว่าวิบากเก่าอาจจะยังให้ผลไม่หมดสิ้น มีแรงหนุนให้อยากคบหา หรือมีความหนุนเนื่องให้เกิดเหตุการณ์ดีๆ ปัจจัยประกอบดีๆ ก็ต้องถือว่าทั้งสองต้องเลือกเอาเอง กำหนดเอาเอง ว่าจะทำปัจจุบันให้เป็นอย่างไร ถางทางอนาคตให้ดีร้ายแค่ไหน
จะเลี้ยงความรู้สึกดีต่อกันไว้ได้นั้น บุญเก่าอาจมีส่วนในแง่ของการเอื้อปัจจัย แต่ไม่ได้เป็นประกันชัดเจนเหมือนบุญใหม่แน่นอน
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001500.htm#4
²²²
คนสองคนที่สร้างบุญมาด้วยกันหากชาติใกล้ชักชวนกันทำทานเป็นงานอดิเรก ต่างฝ่ายต่างก็ได้แดนเกิดร่ำรวยไม่ขัดสน พอมาเจอกัน คบกัน อยู่ด้วยกันไม่ทันไร อยากทำธุรกิจค้าขาย ก็อาจรวยไม่รู้เรื่อง
หากชาติใกล้เตือนกันและกันตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ต่างฝ่ายต่างมีรูปร่างหน้าตาต้องใจเพศตรงข้าม พอมาเจอกัน ก็เอ็นดูเสน่หา หลงใหลในกันและกันรุนแรง ชนิดที่ใครอื่นหมื่นแสนก็ทำให้หลงไม่ได้เท่า
หากชาติใกล้อาจจูงมือกันเข้าวัดเข้าวา ฝึกภาวนาให้เกิดความตั้งมั่นทางจิตใจ เจริญปัญญาให้แก่กล้าหวังความหลุดพ้นในที่สุดด้วยกัน ตั้งความปรารถนาว่าจะพบเพื่อเกื้อกูลกันให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ไม่ขวางกันและกันในเส้นทางมรรคผล พอมาเจอกัน ก็เกิดความผ่องใส เย็นรื่น แค่อยู่ด้วยกันเฉยๆก็อาจเป็นแรงสะกิดอีกฝ่ายให้สงบลงจากทุกข์ และโน้มน้าวกันให้ใฝ่แต่เรื่องแสนดี งดงาม ไม่เป็นที่ระคายต่อกัน เจอพระสงฆ์องค์เจ้าก็แต่ที่ดีๆ ไม่ลุ่มหลงประเภทพาญาติโยมลงเหว
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001500.htm#4
²²²
มีคู่รักหลายคู่ ที่ทำบุญมาด้วยกันแค่ระดับทาน อาจรวยร่วมกัน เจอกันยิ่งรวยมหารวยเป็นบ้าเป็นหลัง แต่ปัญญาที่จะประคองรักร่วมกันอาจขาดไป ได้กันแล้วก็เบื่อกัน ไม่ต่างกับเสพสมบัติชนิดอื่นๆ ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงอาจมักมากในกามจนต้องออกไปเลอะเทอะข้างนอก และคนมีเงินนั้น ผิดศีลได้มากข้อนัก คงไม่ต้องขยายความ
มีคู่รักอีกหลายคู่ ที่ชวนกันรักษาศีลมาก่อน จะโกหกนั้นไม่เอา บี้มดตบยุงก็ไม่ยอม แต่ขาดทานบารมีร่วมกันมา ชวนกันอดออม ชวนกันตระหนี่เสียมาก เพราะไม่รู้ค่าของทาน ไม่เชื่อผลของทาน เกิดมาเจอกันอาจจะรักกันดูดดื่มปานจะกลืน เพราะรูปสวยด้วยกันทั้งคู่ แต่ขอโทษ ต้องกัดก้อนเกลือกินจนตาย ถึงสัญญาเก่าที่เจือด้วยความบริสุทธิ์ของศีลจะดึงรั้งไม่ให้นอกใจกัน ก็อยู่ร่วมกันอย่างอัตคัดขัดสน ผอมแห้งแรงน้อย เจ็บออดๆแอดๆ ก็เป็นเหตุให้เกิดความเบื่อหน่ายกันและกันอันเนื่องจากความเป็นอยู่ได้อีก
โดยความไม่สมบูรณ์ของ ทาน ศีล ภาวนา ที่บำเพ็ญมาร่วมกัน คู่รักที่เป็นปุถุชนทั่วไปจึงมักขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือหลายสิ่ง ที่จะเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงตามวิถีทางธรรมชาติ ให้มั่นคงในรักต่อกัน หรือให้มีความสุขสดชื่นบำรุงจิตใจกันและกัน ฉะนั้นถ้าหากอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีปัจจัยปรุงแต่งชนิดที่เป็นกุศล หล่อเลี้ยงให้เกิดความชุ่มชื่นใหม่ๆ ทวีขึ้นทุกๆวัน ก็เป็นธรรมดาที่ความรักจะโรยราลงตามธรรมชาติใจที่เบื่อหน่ายของเก่าซ้ำซากจำเจ
http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001500.htm#4
²²²
คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักกันว่าบุญกรรมที่มีกำลังส่งผลสูงสุด
มีอิทธิพลดีร้าย และเป็นตัวจัดสรร เลือกคู่ครองให้เราอย่างแท้จริง
ได้แก่กรรมทางกาย วาจา ใจที่เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า "นิสัยใจคอ" นั่นเอง
นิสัยคือพฤติกรรม หรือการกระทำที่สั่งสมจนเกิดความเคยชิน
และนั่นก็ตรงกับศัพท์บัญญัติทางพุทธคือ อาจิณณกรรม
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008652.htm#2
²²²
เกี่ยวกับเรื่องของเนื้อคู่หรือคู่แท้ สังสารสัตว์ที่มาจับคู่กันนั้น
ไม่ใช่มีใครดลบันดาล ไม่ใช่มีฐานะคู่กันโดยเดิม
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยกรรมสัมพันธ์ทั้งสิ้น
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001630.htm#27
²²²
วิธีที่จะเจอคนจริงใจกับเรา ไม่ว่าในด้านความรักหรือธุรกิจ ไม่ใช่ด้วยความบังเอิญ ทำนองเดียวกับที่ไม่มีใครงมเข็มในมหาสมุทรเจอโดยปราศจากเครื่องช่วย ซึ่งในที่นี้ก็คือกรรมนั่นแหละ คุณต้องเข้าใจหลักกรรมข้อหนึ่ง คือ เมื่อให้สิ่งใดย่อมไม่สูญเปล่า ต้องมีการสะท้อนตอบเป็นการได้รับสิ่งนั้นคืนมาเสมอ ฉะนั้น หากตอนนี้อยู่ในช่วงรับความไม่จริงใจซึ่งเราเคยทำไว้กับใครมาก่อนก็ช่างเถอะ เอาเป็นว่า ขอให้สร้างเหตุ สร้างเครื่องช่วยให้เราไปพบกับคนจริงใจในกาลข้างหน้า คือพยายามจริงใจกับคนอื่นโดยไม่ย่อท้อ ก็แล้วกัน
(เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม ๑)
²²²
หลักการดูคู่ ขอแนะว่าลองชักชวนกันทำบุญ ดูความรู้สึกผูกพันด้านดี จะแน่นอนกว่าการดูฤกษ์ยามใดๆ ครับ แต่ผมก็เข้าใจและเห็นใจ บางคนไม่มีโอกาสเลือกมากนัก ถ้าใครคิดว่าตนเองมีบุญในเรื่องคู่น้อย ผมอยากแนะนำให้ตั้งใจรักษาศีล ๕ อย่างเข้มงวด ทำทานด้วยความเบิกบานอย่างเข้าใจสักพัก มนุษย์เรายกระดับความมีบุญได้ในชาติเดียว เดี๋ยวถ้าบุญถึงขีดบันดาลสุขในปัจจุบันทันตาเมื่อไหร่ บุญนั้นก็จะแปรสภาพเป็นแรงดึงดูดชักนำคนดีๆที่สมกันมาหาเราเองครับ หากถือหลักความจริงนี้ ก็คงเป็นคำตอบไปในตัว ว่าเราจำเป็นต้องเชื่อเกณฑ์ชะตาราศีไหม
http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare064.htm
เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ฉบับวันที่ ๑ ธ.ค. ๒๕๔๘
²²²
สิ่งที่ควรดู คือเมื่อเข้าคู่กันแล้ว
๑) รู้สึกว่าใช่หรือเปล่า (เป็นเรื่องของสัญญาที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกล้วนๆ)
๒) เกิดแต่เรื่องดีๆเมื่ออยู่ด้วยกันหรือเปล่า (วัดผลของอดีตกรรมที่ให้เป็นวิบากฝ่ายดี)
๓) ร่วมกันเปลี่ยนอุปสรรคหรือเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้หรือเปล่า (ดูปัจจุบันกรรมที่เอื้อให้เกื้อกูลร่วมทุกข์ร่วมสุขกันได้แค่ไหน)
๔) เกิดแรงบันดาลใจให้คิด พูด ทำดี ๆ ต่อกันและต่อคนรอบข้างหรือเปล่า (ปัจจุบันกรรมที่จะให้ผลเป็นวิบากอนาคตที่สดใสหรือไม่ เท่าที่ผมพบมา คู่ที่จรรโลงใจกันด้วยบุญ เลี้ยงใจกันด้วยบุญไม่ขาดสายเท่านั้น ที่ไม่เบื่อ ไม่แห้งแล้งต่อกันเสียก่อนตาย)
สรุปคือเข้าคู่กันแล้วรู้สึกดีๆ เกิดเรื่องดี ๆ ก็ใช่เลยครับ และไม่ต้องไปหมายมั่นเอาว่านั่นคือเครื่องแสดงความถาวร เป็นเนื้อคู่นิรันดร์ เพราะสังสารวัฏไม่มีอะไรอย่างนั้นให้ มีแต่เปลี่ยนกับเปลี่ยนครับ จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงเท่านั้น
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001500.htm#1
²²²
ชีวิตคู่จะประสพความสำเร็จหรือล้มเหลวใช่ว่าเกิดจากการสำคัญถูกหรือสำคัญผิดในเบื้องต้น ที่ว่าใช่แน่เหมือนกิ่งทองใบหยก วันหนึ่งกลายเป็นใบข่อย ใบมะกรูดไปก็มาก หรือที่ว่าเหมือนดอกฟ้ากับหมาวัด วันหนึ่งหมาวัดกลายเป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมืองก็มีให้เห็น หรืออีกทางหนึ่ง ดูตอนเริ่มต้นว่ารักกันมาก นานไปก็อาจรักกันน้อยลง ดูตอนเริ่มต้นว่ารักกันน้อย นานไปก็อาจรักกันมากขึ้น ของแบบนี้เอาพฤติกรรมปัจจุบันมาเป็นแนวโน้มพอได้ แต่ไม่แน่นอนเท่าไหร่นัก
(ทางนฤพาน บทที่ ๑๔ ร่วมทาง)
²²²
คู่ที่แตกต่างกันมากอาจมีความสุข มีแรงดึงดูดเข้าหากันในช่วงแรก แต่อาจไม่ใช่อย่างที่แม่เหล็กรักความเป็นขั้วตรงข้ามได้ตลอดเวลา การอยู่กินร่วมกันในระยะยาวต้องการอะไรบางอย่างชวนใจให้อยู่ใกล้กันทุกวันได้โดยไม่อึดอัด ถ้าต่างคนต่างอยากทำสิ่งที่ตัวเองพอใจแล้วลืมเลยว่าอีกฝ่ายอยู่ที่ไหน หรือมุมไหนของบ้าน วันหนึ่งก็กลายเป็นความห่างเหินโดยปริยาย
(ทางนฤพาน บทที่ ๑๔ ร่วมทาง)
²²²
ความเข้ากันได้ระหว่างสองบุคคลเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นที่ยอมรับว่าลักษณะนิสัยใจคอของคนเราจะก่อลักษณะกระแสจิตประเภทหนึ่งๆขึ้นมา ซึ่งเมื่อใกล้กันก็รู้สึกได้ว่าพอจะ 'รับ' กันได้ไหม ถัดจากนั้นยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆอีก ทั้งความคิด คำพูด และปฏิกิริยาที่กระทำต่อกัน เป็นตัวตัดสินว่าเข้ากันได้สนิทจริงหรือไม่
ตรงนี้น่าคิดว่าถึงจะเคยร่วมบุญกันมา ทว่าเข้ากันยากด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของแต่ละฝ่าย แม้มีเวลากระดี๊กระด๊าด้วยกันในช่วงแรกอยู่บ้าง ต่อไปก็น่าจะฝ่อลงจนแหนงหน่ายในที่สุด
เคยทำบุญร่วมกันมาก็เรื่องหนึ่ง ลักษณะกระแสจิตคล้ายกันก็เรื่องหนึ่ง เจอกันแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้างก็เรื่องหนึ่ง มีโอกาสใช้เวลาในชีวิตด้วยกันนานช้าแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง
สรุปแล้วหากว่าตามหลักอนิจจัง หญิงชายในสังสารวัฏต่างท่องเที่ยวไปไกลตามลำพัง ผลัดเปลี่ยนเวียนจับคู่ด้วยความผูกพันมากน้อย แล้วถอยฉากจากกันไปเรื่อยๆ หาคู่แท้ถาวรมิได้? ...
(ทางนฤพาน บทที่ ๑๐ ผู้วิเศษ)
²²²
ในเมื่อยังต้องติดอยู่กับความรักประจำโลก ก็ควรเป็นความรักที่เกื้อกูลกันและกันด้วยธรรมะ อยู่ร่วมกันด้วยกระแสบุญกุศล
หากผูกพันกับใครด้วยกระแสบุญมากกว่ากระแสบาป ก็มักได้เป็นตัวจริงของเขาหรือเธอในที่สุด
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/008619.htm#4



โดย : อินทรีย์เดี่ยวทรนง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 2 : 14 ]

อืม.............
โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 2 : 19 ]

อืม....ขอบคุณมาก
เวอร์ชั่นท่านอินทรีย์...สมบูรณ์ดีแท้

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 10 : 25 ]

มาลงชื่ออีกรอบ//อ่านแล้วนะเฟ้ย!!
เดี๋ยวมาว่าไม่สนใจกันอีก..หุหุ
โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 12 : 35 ]

คงใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้แล้วล่ะ
ตายไปแล้วนี่

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 17 ]

อ้าว...นี่ข้าน้อยตายไปแล้วเหรอ.....ไม่บอกก็จำไม่ได้นะเนี่ย..หุหุ
//รู้สึกเหมือน..มีคนมาวนเวียนเฝ้ากระทู้ดูทุกนาทีเลยอ่ะ//ชักไม่ปลอดภัยซะแล้ว
เปลี่ยนมาล่าวิญญาณแทนแล้วเรอะ....คู่บุญกันก็งี้แหละ....
หนีดีกว่า....
โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 47 ]

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook