บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ชุมนุมจอมยุทธ
แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (2)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13

หัวข้อ : บทที่ ๑๕ แก้กรรมทำแท้ง

บทที่ ๑๕ แก้กรรมทำแท้ง
บทนี้มีเรื่องการทำแท้งมาเล่าสู่กันฟัง
พฤติกรรมเช่นนี้เป็นเสมือนโรคระบาดที่กำลังคุกคามผู้คนในสังคมยุคโลกาภิวัตน์อยู่ขณะนี้
ผู้ที่เป็นโรคดังกล่าว หากแวะเวียนมาเยี่ยม ศาลาธรรมโอส และรับการเยียวยาจากเราจนหายจากโรค
ก็จะหยุดสร้างกรรมทำเวร หยุดการล้างผลาญชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็น มารหัวขน
เด็กวัยรุ่น อายุ ๑๖ ประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์ชนท้ายรถแท็กซี่
เพื่อนซึ่งเป็นคนขี่เสียชีวิตทันที ตัวเขาขาหัก นั่งร้องไห้อยู่ข้างถนน
ขณะนั้นเวลาตีสามครึ่ง คนขับแท็กซี่พาส่งโรงพยาบาล
รุ่งเช้าแฟนมาเยี่ยมพร้อมกับแจ้งข่าวร้าย “ฉันท้อง ท้องกับเธอ”
คนไข้ก็กลุ้มอกกลุ้มใจเพราะโชคร้ายซ้ำสอง
แฟนของเพื่อนอีกคนรู้สึกสงสาร
วันต่อมาจึงเธอจึงจัดการพาคนท้องไปทำแท้ง
แล้วมารายงานหนุ่มน้อยว่าจัดการเคลียร์ปัญหาให้เรียบร้อยแล้ว
นี่คือวิธีการแก้ปัญหาของเด็กวัยรุ่นที่เรารับฟังมา
ฟังแล้วรู้สึกเป็นห่วงพ่อแม่หนูทั้งสามคนซึ่งยังเป็นนักเรียน
ไม่รู้ว่าเมื่อกรรมมาให้ผล พวกเขาจะเป็นอย่างไรกันบ้าง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา !
โดย : ตัวแทน
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 10 : 41 ]

ลูกศิษย์คนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า
“อาจารย์คะ อ่านเรื่องทำแท้งที่อาจารย์เขียนแล้วหนูกลัวบาปจังเลย
หนูเคยพาคนไปทำแท้ง หนูจะบาปไหมคะ”
“บาปเต็มเปาเต็มกระเป๋าเลยแหละค่ะ” อาจารย์ตอบพร้อมกับอ้าง หลักฐาน มายืนยันข้อสรุป
เจตนาหัง ภิกขะเว วะทามิ... เจตะยิตวา กัมมัง กะโรติ กาเยนะ วาจายะ มะนะสา...
แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม... บุคคลตั้งใจแล้วหรือคิดแล้ว
ย่อมกระทำทางกาย ทางวาจา หรือ ทางใจ
เห็นลูกศิษย์ทำหน้าเหลอหลาเหมือนกับจะบ่นในใจว่า
อาจารย์พูดอะไรน่ะ หนูไม่เห็นรู้เรื่องเลย
จึงต้องอธิบายว่า “ที่อาจารย์ว่าคุณบาปเต็มเปาเต็มกระเป๋าน่ะ
หมายความว่า สิ่งที่คุณทำนั้นเป็นกรรมเพราะเกิดจากเจตนา
คือความจงใจ ตั้งใจที่จะทำลายชีวิต แล้วคุณก็ทำกรรมครบทั้ง ๓ ทวารเลย
คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ จึงบาปเต็มร้อย
ทางกายก็คือคุณพาเขาไป ถือเป็นกายกรรม
ทางวาจาหรือวจีกรรม คือแนะนำชักชวนไป
ทางใจหรือมโนกรรม คือเจตนาฆ่า ตั้งใจทำลายชีวิต
ทีนี้เข้าใจหรือยัง ทำไมต้องทำอย่างนั้นล่ะ” อาจารย์ป้อนคำถาม
“หนูสงสารพ่อกับแม่ค่ะ คือเขาเป็นน้องสาวของสามีหนู แล้วท้องไม่มีพ่อ
ถ้าพ่อแม่สามีของหนูรู้เรื่องเข้าท่านจะต้องเป็นทุกข์มากเลย หนูก็สงสารไม่อยากให้ท่านรู้
พอดีหนูได้เงินโบนัสจากบริษัทมาสี่หมื่น เลยพาเขาไปทำแท้งที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง
จ่ายไปหมื่นเจ็ด หนูก็คิดว่าทำบุญ”
“บุญอะไรกัน เสียเงินตั้งหมื่นเจ็ดไปซื้อบาปมาใส่ตัว”
“แล้วหนูจะทำอย่างไรดีคะถึงจะล้างบาปได้”
“ต้องไปเข้าวิปัสสนากรรมฐานอย่างน้อยเจ็ดวัน
และต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้เขา
ถ้าเขาอโหสิกรรมให้ก็แปลว่าล้างบาปได้
แต่ถ้าเขาไม่อโหสิ คุณก็ต้องรับกรรมอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
ถ้าคุณปฏิบัติถึงขั้น อาจารย์รับรองว่าเขาต้องอโหสิให้คุณ”
อาจารย์รีบหยิบยื่น ธรรมโอสถ ชนิดรับประทานขนานเอกให้
“หนูยังเรียนไม่จบ ยังเหลืออีกสองเทอม รอให้เรียนจบแล้วค่อยไปจะได้ไหมคะ” ถามแบบต่อรอง
“คงได้มั้ง ก็เหมือนกับคุณเป็นหนี้เขานั่นแหละ ถ้ารีบ ๆ ใช้ก็จะได้หมดหนี้
เนิ่นนานไปก็เท่ากับยังเป็นหนี้เขาอยู่ ดีไม่ดีอาจมีดอกเบี้ยด้วย”
“บาปก็มีดอกเบี้ยด้วยหรือคะอาจารย์” ที่ถามคงจะสงสัย
“มีสิ หลวงพ่อท่านบอกนะ อาจารย์ไม่ได้ซี้ซั้วพูดเอง” อาจารย์ใช้ภาษาไทยปนจีน
“ท่านบอกว่าดอกแพงด้วย ท่านเคยใช้ทั้งต้นทั้งดอกย่ำแย่เลยเชียวละ”
อาจารย์พูดตามที่ท่านเคยเล่าให้ฟัง
“งั้นหนูจะรีบ เรียนจบเมื่อไหร่จะใช้ทันที”
“ถ้ายังไม่มีเวลาไปเข้ากรรมฐาน จะใช้วิธีสวดมนต์แผ่เมตตาไปพลาง ๆ ก่อนก็ได้”
เมื่อเขาผัดเพี้ยน ยากิน อาจารย์ก็รีบเสนอขนานที่เป็น ยาทา
“ค่ะ แล้วหนูจะสวด ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ให้คำแนะนำ
หนูจะปฏิบัติตามวันนี้เลยค่ะ เพราะชอบสวดมนต์อยู่แล้ว พาหุงหนูก็สวดได้ ชินบัญชรก็ได้
เพียงแต่ไม่ได้สวดทุกวัน วันไหนขี้เกียจก็งด ต่อไปนี้หนูไม่ขี้เกียจแล้วค่ะ”
“ดีค่ะ อาจารย์ขออนุโมทนา ขอให้หมดหนี้เร็ว ๆ นะคะ”
โดย : ตัวแทน
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 10 : 45 ]

อีกเรื่องที่ได้ฟังมาและคนที่เล่าสั่งนักสั่งหนาว่า
“อาจารย์เอาไปเขียนในศาลาธรรมโอสถได้เลยค่ะ
เพราะพี่รู้ว่ายังมีหมอและพยาบาลอีกเป็นจำนวนมากที่ยึดอาชีพรับจ้างทำแท้ง
เผื่อเขาอ่านแล้วเกิดกลัวบาปกลัวกรรมจะได้เลิก พี่ก็จะได้เปอร์เซ็นต์บุญจากอาจารย์ด้วย”
คุณพี่ผู้นี้เคยคุ้นกันมาสักสองปี คุณพี่เป็น แฟนหนังสือ
เคยโทร.มาคุยหลายครั้งและเคยพบกันที่วัดอัมพวัน
ซี่งคุณพี่ไปปฏิบัติกรรมฐานเพื่อใช้หนี้กรรมที่เคยช่วยหมอทำแท้ง
เรื่องของเรื่องก็คือ ได้เข้าหุ้นกับหมอและภรรยาหมอซึ่งเป็นพยาบาล ตั้งคลินิกทำแท้ง
คุณพี่เองก็เป็นพยาบาล เวลามีคนมาให้ทำแท้งก็จะช่วยกันทั้งสามคน
( เล่าถึงกรรมวิธีในการทำแท้งด้วย แต่ในที่นี้ขออนุญาตไม่นำมาเล่านะคะ )
กิจการก็เจริญมาโดยตลอด เจริญในที่นี้ตัดสินที่มีลูกค้ามารับบริการมาก ได้เงินและมีกำไรมาก
( แต่ถ้าตัดสินที่บุญบาปก็ขาดทุนมหาศาล ขาดทุนทั้งชาตินี้และชาติหน้าเลยแหละค่ะ )
คุณพี่ก็ปลื้มอกปลื้มใจที่ทำมาค้าขึ้น แต่คนที่มี บุญเก่า นั้น เมื่อมาทำบาปก็มักทำได้ไม่นาน
เช่นเดียวกับคุณพี่ผู้นี้ซึ้งได้ประสบกับเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเลิก
เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งมีลูกค้าท้องหกเดือนมารับบริการ
ทั้งหมอ ภรรยาหมอและคุณพี่ก็ช่วยกันเช่นเคย แต่รายนี้ ไม่ธรรมดา เช่นรายอื่น ๆ
เพราะเด็กหกเดือนนั้นมีอวัยวะครบแล้ว
และตัวก็โตจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะพิชิตชีวิตน้อย ๆ ที่ไร้ความผิด
เด็กไม่ยอมเอาหัวลง หมอกับพยาบาลจึงใจวิธีตัดส่วนร่างกายออกมาก่อน
( ลองนึกภาพว่าโหดร้ายทารุณเพียงใด )
เมื่อตัดเอาอวัยวะส่วนต่าง ๆ ออกมาหมดแล้วก็เหลือแต่หัว
มีลักษณะเป็นกะโหลกกลม ๆ ขนาดเท่ามะพร้าวน้ำหอมผลย่อม ซึ่งนอกจากไม่ยอมออกแล้ว
เจ้ากะโหลกยังกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ในท้องเหมือนท้าทายว่า แน่จริงจับให้ได้สิ
ทั้งหมอทั้งพยาบาลมองหน้ากันเลิกลั่ก
คุณพี่รู้ในทันทีว่า ถูกวิญญาณเด็กหลอกแน่แล้ว จึงตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าจะเลิกอาชีพนี้อย่างเด็ดขาด
คนไข้ตกเลือดมาก คุณพี่จึงบอกหมอว่าพาส่งโรงพยาบาลเถอะ
ตอนแรกหมอไม่ยอมและพยายามจะเอาหัวกะโหลกออกให้ได้
พยายามอยู่จนเหงื่อตก เจ้าหัวกะโหลกก็กลิ้งไปกลิ้งมาล่อหลอกอยู่อย่างนั้น
ในที่สุด จึงต้องนำคนไข้ส่งโรงพยาบาลและผ่าตัดเอากะโหลกออก
ซึ่งแพทย์บอกว่าถ้าช้าอีกนิดเดียวก็ช่วยไม่ได้ ต้องตายอย่างแน่นอนเพราะคนไข้ตกเลือดมาก
ผ่านเหตุการณ์นี้แล้ว คุณพี่ก็บอกหมอและภรรยาว่า เราเลิกกันเถอะ
แต่หมอไม่ยอม ทั้งไม่อนุญาตให้คุณพี่ถอนหุ้น
ในที่สุดก็เลยผิดใจกัน คุณพี่ก็ไม่ไปทำงานด้วยอีกและพยายามขอให้เขาทยอยส่งเงินค่าหุ้นส่วนคืน
จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้คืน แล้วก็เหมือนกรรมมาให้ผล คลินิกตั้งอยู่ไม่ได้ ถูกตำรวจตรวจตรา
หมอก็ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้วก็เจริญลง ๆ จนต้องปิดคลินิก
ไปสมัครงานตามโรงพยาบาลเอกชนเขาก็ไม่รับ แถมมีหนี้สินล้นพ้นตัว
ข้างฝ่ายคุณพี่ก็ลาออกจากงานประจำในโรงพยาบาลรัฐบาล
ไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดอัมพวัน บอกว่าต้องใช้กรรมหนักหนาสาหัสมาก
แต่ก็ดีใจที่ใช้ในชาตินี้ ถ้ารอไปชาติหน้าสงสัยดอกเบี้ยท่วมท้น จะเป็นดอกทบต้นเสียก็ไม่รู้
โดย : ตัวแทน
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 10 : 47 ]

เรื่องสุดท้ายฟังมาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิญาณมงคล
ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อน มีแพทย์สองสามีภรรยามาหา
และเล่าให้ฟังว่า ไม่รู้เวรกรรมอะไร มีลูกสามคนเป็นง่อยหมดเลย
หลวงพ่อมองหน้าพลางภาวนา เห็นหนอ
ก็ทราบทันทีว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะไปทำแท้งให้เขา
จึงพูดว่า “จะให้อาตมาพูดตรง ๆ ไหมล่ะ หมอไปทำแท้งให้เขามาใช่ไหม”
หมอก็เถียงว่า “ผมช่วยเขาจะต้องบาปด้วยหรือ รายหนึ่งเป็นเด็กนักเรียน
อีกรายเป็นอาจารย์ กำลังเรียนปริญญาโท แอบได้เสียกับผอ.
ถ้าผมไม่ช่วยเขาจะต้องถูกออกจากงาน” นายแพทย์บอกเหตุผลที่ต้องทำ
หลวงพ่อจึงอธิบายว่า การช่วยด้วยวิธีไปทำลายชีวิตอื่นนั้นเป็นบาป
และแนะนำให้เข้ากรรมฐานเพื่อใช้หนี้กรรมเสีย
นายแพทย์ก็ไม่เชื่อ ยังคงยืนยันว่าทำในสิ่งที่ถูกต้อง
หลวงพ่อจึงบอกเขาว่า “ตามใจนะ ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร
หมอมีลูกเป็นง่อยสามคนแล้ว ต่อไปก็จะมีอีกสองคน
อาตมาดูหน้าแล้ว หมอต้องมีลูกห้าคน รับรองว่าถ้าไม่แก้กรรม
ลูกสองคนออกมาก็จะเป็นง่อยอีก คนที่สามที่เพิ่งคลอดนี่เป็นผู้หญิงหัวยาวออกมาเลยใช่ไหมล่ะ”
พอหลวงพ่อพูดอย่างนี้ แพทย์หญิงที่เป็นภรรยาก็ร้องไห้
ถามว่าทำไมหลวงพ่อทราบว่าลูกสาวหัวยาว และทราบว่าเขาทั้งสองตกลงกันว่าจะมีลูกห้าคน
ในที่สุดก็ยอมเข้ากรรมฐาน บอกว่าจะเข้า ๗ วัน
พอปฏิบัติไปได้ ๕ วัน พากันร้องไห้เลย
บอกหลวงพ่อว่ารู้แล้ว ที่ทำไปนั้นเป็นบาปจริง ๆ ถ้าไม่เข้ากรรมฐานจะต้องมีลูกเป็นง่อยทั้งห้าคน
ในเวลาต่อมา แพทย์สองสามีภรรยาคู่นี้ก็อพยพไปทำงานยังต่างประเทศ
จ้างลูกจ้างไปดูแลลูกสามคนที่เป็นง่อย และไปมีลูกที่ต่างประเทศอีกสองคน
ได้เขียนจดหมายมากราบเรียนหลวงพ่อว่า
ลูกสองคนหลังที่คลอดออกมาเป็นเด็กปกติ ไม่เป็นง่อยเหมือนพี่ ๆ
ถ้าไม่เชื่อหลวงพ่อ ป่านนี้ก็คงต้องมีลูกพิการถึงห้าคนอย่างแน่นอน
ต้องขอบคุณหลวงพ่อที่ช่วยไว้
เล่าเรื่องการทำแท้งมาถึง ๔ เรื่อง ท่านผู้อ่านที่กำลังคิดจะทำแท้ง
หรือหมอที่ช่วยทำแท้ง คงได้นำไปคิดทบทวนว่าควรหรือไม่
โดยเฉพาะรายสุดท้ายนั้น กรรมทำหน้าที่ตั้งแต่ชาติปัจจุบันเลยทีเดียว
โชคดีที่คุณหมอทั้งสองยอม แก้กรรม แสดงว่ามี บุญเก่า อยู่มาก
เรื่องจึงลงเอยด้วยพุทธศาสนสุภาษิตว่า
“สุโข ปุญญัสสะ อุจจะโย – การสร้างสมความดี นำสุขมาให้”
ถ้าเป็นภาษาฝรั่งก็ต้องพูดว่า ละครชีวิตเรื่องนี้จบลงแบบ happy ending ขออนุโมทนาค่ะ
โดย : ตัวแทน
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 10 : 49 ]

คุณแวววสุ เขียนมาว่าได้อ่านเรื่องกินอาหารก่อนพระแล้วไปเกิดเป็นเปรต ทำให้กลัวมาก
เพราะคุณแวววสุมีโรคประจำตัวต้องรับประทานอาหารเวลาแปดนาฬิกาตรง
และรับประทานยาหลังอาหารทันที เวลาไปทำบุญที่วัด นอกจากจะนำอาหารไปใส่บาตรแล้ว
ยังต้องเตรียมของตัวเองไปรับประทานด้วย
เพราะกว่าพระจะสวดมนต์เสร็จ และฉันภัตตาหารก็เป็นเวลา เก้านาฬิกา
คุณแวววสุจึงรับประทานอาหารที่เตรียมมาจากบ้าน
เพราะต้องรับประทานยาหลังอาหารตามเวลาที่แพทย์สั่ง
เคยรอให้พระฉันเสร็จและ ยะถา สัพพี ปรากฎว่าใจหวิว ๆ ตัวโงนเงน นั่งไม่ได้ จึงต้องปฏิบัติอย่างนี้
( คือรับประทานก่อนพระฉัน ) ถามว่าจะต้องไปเกิดเป็นเปรต ๔ พุทธันดรหรือเปล่า
ตอบว่าไม่เป็นค่ะ คนที่จะเป็นเกิดเป็นเปรตเพราะ กินอาหารที่เขาเตรียมถวายสงฆ์
หมายความว่า เขาจัดอาหารไว้เพื่อถวายสงฆ์ แต่บุคคลผู้นั้นไปกินอาหารนั้นก่อนที่สงฆ์จะฉัน
ส่วนกรณีของคุณไม่ได้เป็นเช่นนั้น รับรองว่าไม่ไปเกิดเป็นเปรตอย่างแน่นอนค่ะ
( เฉพาะในกรณีนี้ เว้นแต่ว่าไปทำผิดในกรณีอื่น ) สบายใจได้ค่ะ
อีกข้อที่คุณแวววสุถามมาคือ ขั้นตอนการสวดมนต์ “ดิฉันจะสวดแบบนี้ ถูกต้องไหมคะ”
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง ( ธัมมัง สังฆัง ) อภิปูชยามิ
๑.อรหัง สวากขาโต สุปฏิปันโน
๒.อิติปิโส
๓.พาหุงมหากา
๔.ชินบัญชร
๕.กรณียเมตตสูตร
๖.แผ่เมตตา
ตอบว่า หลวงพ่อท่านสอนให้สวดชินบัญชรเป็นลำดับสุดท้ายแล้วจึงแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล
เพราะฉะนั้นต้องสลับกันระหว่างลำดับที่ ๕ กับ ๖
คือลำดับที่ ๕ เป็นกรณียเมตตสูตร ลำดับที่ ๖ เป็นชินบัญชร และเพิ่มอุทิศส่วนกุศลเป็นลำดับที่ ๘
บางท่านอาจยังไม่เข้าใจ จึงขอขยายความดังต่อไปนี้
๑.อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชยามิ
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชยามิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชยามิ
๒.อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมะสามิ
สุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ
๓.อิติปิ โส ก็คือ พุทธคุณ ๙ สวากขาโต คือ ธรรมคุณ ๖ และสุปฏิปันโน คือ สังฆคุณ ๙
๔.พาหุงมหากา คือ คาถาพาหุง ๘ บท แล้วตามด้วยมหาการุณิโก
๕.กรณียเมตตสูตร
๖.ชินบัญชร
๗.แผ่เมตตา ( ให้ตัวเองและสรรพสัตว์ )
๘.อุทิศส่วนกุศล ( ที่ขึ้นต้นด้วย อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ )
คิดว่าคงตอบคำถามให้คุณแวววสุแล้วนะคะ
คัดลอกมาจากหนังสือ
“รู้อย่างนี้ เป็นคนดีตั้งนานแล้ว”
เขียนโดย รศ.ดร. สุจิตรา อ่อนค้อม
พิมพ์และจัดจำหน่ายโดย บ.ฐานการพิมพ์ จำกัด
9/11 หมู่ 9 ถ.เทศบาลสงเคราะห์
แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. 10900
โทร.02-954-2799 โทรสาร 02-954-2800, 02
โดย : ตัวแทน
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 10 : 57 ]

ปัญหามันแก้ยากค่ะเรื่องนี้จะโทษใครก็ไม่ได้
โดย : mummymaru
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 17 : 50 ]

นำมาจากดังตฤณวิสัชนา ของฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๘ ของคุณดังตฤณ
http://www.dungtrin.com
ถาม – ดิฉันเพิ่งจะแท้งลูกไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วขณะมีอายุครรภ์ได้ ๒ เดือน สาเหตุที่แท้งเนื่องจากเด็กไม่สามารถพัฒนาเซลล์ต่อไปได้ ซึ่งก็ทำให้เขาไม่แข็งแรงและหลุดออกมา ดิฉันเสียใจมากเนื่องจากเป็นลูกคนแรก กับทั้งอยากมีลูกมานาน พยายามหาหนังสืออ่านว่าเกิดจากกรรมใดแต่ก็ยังไม่พบ ขอคำอธิบายด้วยค่ะ
ทางโลกก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย ทางธรรมก็ต้องอธิบายตามเนื้อผ้า ว่ามีกรรมเก่าของฝ่ายแม่และฝ่ายลูกแสดงตัวประกอบกันดังนี้
๑) ฝ่ายลูก เป็นผู้เคยมีบุญพอจะเข้ามาอยู่ในท้องมนุษย์ อย่างน้อยต้องเป็นผู้ให้ทานมาพอประมาณ ตั้งใจรักษาศีลมาพอประมาณ หรือเจริญสติไม่ปล่อยใจให้หดหู่ฟุ้งซ่านมาพอประมาณ แต่ขณะเดียวกันก็มีบาปเก่าขัดขวางไม่ให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ เช่นเคยเป็นหญิงดีๆแต่พลาดพลั้งต้องเคยทำแท้ง หรือเคยเป็นสามีที่เคยพาภรรยาไปทำแท้ง หรือเคยเป็นผู้ยุใครให้ทำแท้ง หรือเคยเป็นหมอทำแท้งเสียเอง นอกจากนี้ก็ยังมีกรณีอื่นๆ เช่นฆ่าสัตว์ที่รู้ว่ากำลังจะวางไข่ เป็นต้น สรุปง่ายๆว่า เป็นผู้เคยฆ่าหรือมีส่วนร่วมฆ่าสัตว์ที่อยู่ในครรภ์มารดามาในอดีตชาติ ผู้ฆ่าย่อมถูกฆ่า และเมื่อฆ่าเขาก่อนมีตัวตนออกมาป้องกันตนเอง ก็ย่อมถูกฆ่ากลับก่อนออกมาดูโลกเช่นกัน ถ้าไม่ถูกฆ่าด้วยน้ำมือมนุษย์ ก็ถูกฆ่าด้วยน้ำมือของวิบากกรรม ที่แสดงตัวในรูปของ ‘ธรรมชาติ’ และ ‘ความบังเอิญอย่างช่วยไม่ได้’ ในสายตาชาวโลก
๒) ฝ่ายแม่ ในกรณีที่คุณอยากมีลูก และได้ลูกมาอยู่ในท้องแล้ว เหมือนจะได้มีอยู่แค่เอื้อมแล้ว แต่ประสบกับความผิดหวัง ต้องเสียอกเสียใจ เสียดายอาลัยเป็นอันมาก นิมิตโดยรวมคือการถูกห้ามความสมหวังชนิดถึงเลือดถึงเนื้อ ถึงลูกถึงคน ก็สะท้อนว่าเป็นผู้เคยห้ามความสมหวังของคนอื่นมาก่อน และจะต้องทำให้เขาเกิดความทุกข์ใจอย่างสาหัสด้วย
ผู้เป็นแม่นั้น โดยธรรมชาติคือฝ่ายแบกรับภาระ นับตั้งแต่ตั้งท้องทีเดียว อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาสองเดือนยังไม่มีอะไรอึ้งหนักเท่าใด ค่อนข้างสะท้อนชัดว่ากรรมเก่าของคุณเพียงให้ต้องเสียดายอาวรณ์ เมื่อเร็วๆนี้ผมเพิ่งได้ทราบข่าวไม่สู้ดีของผู้หญิงอีกคน ที่เธอก็อยากมีลูกมาก และอุตส่าห์อุ้มท้องจนได้คลอดแล้ว ทว่าเด็กก็เสียชีวิตแต่แรกเกิด คือมีร่างที่ไร้ลมหายใจออกมา ทำความโทมนัสให้พ่อแม่ โดยเฉพาะแม่ที่ต้องอุ้มท้องหนักมาถึง ๙ เดือนด้วย อันนั้นเสียทั้งความรู้สึก เสียงทั้งแรงกายกว่าคุณมาก
ในแง่ของกรรมสัมพันธ์ วิบากได้จัดสรรให้คุณกับเด็กมาสัมพันธ์กันชั่วระยะหนึ่ง เกิดความผูกพันกันทางใจผ่านความรู้สึกในกายครู่หนึ่ง แต่กาลนี้ยังไม่ใช่วาระที่จะเป็นแม่ลูกกัน ความสัมพันธ์จึงจบลงในรูปที่ต่างฝ่ายต่างได้ชดใช้กรรมเดิมที่เคยทำมา โดยไม่มีโอกาสได้ทันเจอหน้า นั่นก็เป็นสิ่งที่เราต้องโค้งคำนับรับชะตา แล้วทำความเข้าใจว่าเราและเขาต่างประสบกับสิ่งที่ควรประสบแล้ว นาทีนี้ไม่ได้มีใครดีเลว มีแต่สัตว์โลกที่ต้องเป็นไปตามกรรมสองคนเท่านั้น
กล่าวสรุปกว้างๆ เมื่อจะเกิดปฏิสนธิจิตที่ท้องใคร ท้องคนนั้นจะมีเหตุปัจจัยเอื้อต่อกรรมเก่าของทั้งสองฝ่ายเสมอ ไม่มีเรื่องบังเอิญ ไม่มีทางเลือกเกิดได้ตามใจแบบไร้เงื่อนไข และเงื่อนไขในที่นี้ก็คือแม่ลูกจะไม่ได้พบกัน ขอให้ลืมเขาเสีย ไม่ต้องโทษตัวเองหรือโทษใคร คุณกับแฟนไม่ได้มีความผูกพันกับเขาแค่คนเดียวแน่นอนครับ ยังมีผู้มีบุญรอจังหวะมาเกิดเป็นมนุษย์อีกแยะนัก ขอเอาใจช่วยให้ครั้งหน้าไม่มีอดีตกรรมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาเป็นอุปสรรคอีก
ถาม – การที่ทำแท้งแล้วประสบแต่เรื่องร้ายๆในภายหลัง แสดงให้เห็นว่าวิญญาณเด็กตามอาฆาตหรือเปล่าคะ?
ถ้าคิดว่าเป็น ‘แรงอาฆาตของวิบากกรรม’ ก็จะครอบคลุมดีครับ หากวิญญาณอาฆาตมีจริง ความอาฆาตของวิญญาณในที่นี้ก็เกิดจากการที่คุณ ‘ตั้งใจ’ ทำแท้ง แต่ถ้าวิญญาณอาฆาตไม่มีจริง ความเคราะห์ร้ายนานาชนิดก็เป็นการแสดงตัวของวิบากมืดอันเกิดจากการทำแท้งอยู่ดี
ตอนเด็กอยู่ในท้อง สภาพจิตจะเหมือนคนตกอยู่ในภวังค์เกือบตลอดเวลา แม้มีความรู้สึกนึกคิดขึ้นมาบ้างก็เหมือนฝันเลอะเลือน เมื่อคุณไม่ให้เขาเกิด เขาก็ไปเกิดใหม่แบบไม่รู้เรื่องรู้ราวตามยถากรรม คือตามแต่แรงกรรมจะซัดส่งให้ไปไหนต่อ อาจไปเข้าท้องคนอีก เพราะไหนๆบุญเก่าส่งมาเข้าท้องคนได้ทีหนึ่งแล้ว ก็พอบอกได้ว่าน่าจะยังมีบุญไปเข้าท้องคนได้อยู่ แต่ถ้าขาดปัจจัยเพียงพอ เช่นจังหวะนั้นๆยังไม่มีท้องที่เหมาะสมกับกรรมเดิม ก็ต้องโต๋เต๋อยู่ในสภาพครึ่งๆกลางๆ เป็นเปรตที่มีสำนึกคิดอ่านคล้ายมนุษย์เด็กไปก่อน
จะมีบางกรณีที่ยกเว้น คือเคยเป็นเทพที่หมดบุญ หรือเป็นเปรตชั้นสูงที่มีบุญเก่าพอจะถึงจังหวะโอกาสได้เป็นมนุษย์ หากบวกกับอำนาจความผูกพันกับคุณหรือสามี พวกนี้มีสิทธิ์รู้ล่วงหน้าได้จริง จ้องรอว่าจะเข้าท้องใครได้จริง ฉะนั้นหากหลุดจากท้องไป เขาอาจกลับสู่ความเป็นอะไรที่ใกล้เคียงสภาพเดิมๆ จึงยังจำคุณได้ รู้เจตนาทำแท้งของคุณได้ น้อยใจคุณได้ แล้วก็เข้ามาติดต่อคุณได้เมื่อจิตของคุณเหลือแต่สัมผัสที่ ๖ นั่นคือขณะหลับฝัน ซึ่งสามารถรับคลื่นความสะเทือนจากวิญญาณของเขาได้มากกว่าตอนลืมตาตื่น
สำหรับเคราะห์ร้ายหรือเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นหลังจากทำแท้งนั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่การกลั่นแกล้งของวิญญาณหรอกครับ จะเป็นในรูปที่ว่าคุณฆ่ามนุษย์แล้ว พลังบุญของความเป็นมนุษย์ที่ถูกระงับไปนั้น แปรรูปเป็นพลังลงโทษผู้ระงับ คือธรรมชาติจะมีมุมกลับอยู่ อะไรที่ควรเกิดแล้วไม่เกิด ก็ย่อม ‘เกิดเรื่อง’ ขึ้นอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีพลังอะไรสูญหายไปเฉยๆ กำเนิดมนุษย์เป็นความสว่าง เมื่อห้ามความสว่างย่อมกลับเป็นความมืด และความมืดนั้นก็ตกอยู่กับผู้ห้ามความสว่างนั่นเอง อันดับต้นๆก็ปรากฏแสดงบนใบหน้าหมองคล้ำและจิตใจหดหู่ซึมเศร้าของหญิงที่ทำแท้งนั่นเอง ทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำ
ถาม – ในเมื่อเด็กยังไม่เกิดมา ถ้าทำแท้งทำไมถึงบาปด้วยล่ะคะ? หากยืนยันว่าบาป ก็สงสัยว่าระหว่างฆ่าเด็กในท้องกับฆ่าคนที่เกิดมาแล้ว อย่างไหนจะบาปมากกว่ากัน?
พระพุทธเจ้าตรัสว่าความเป็นมนุษย์เริ่มต้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา อย่างสมมุติว่าถ้าพระทำให้เด็กในท้องมีอันเป็นไป เช่นเจตนาแกล้งให้หญิงท้องลื่นล้มเพื่อจะได้แท้ง อันนั้นถือว่าอาบัติปาราชิก คือถูกประหารให้ตายจากความเป็นภิกษุ และกลับมาบวชไม่ได้อีกเลยชั่วชีวิต นั่นหมายความว่าพระศาสดาใช้ญาณหยั่งรู้ของท่านเป็นเกณฑ์ตัดสิน ว่าชีวิตคนเริ่มจากในครรภ์มารดา ไม่ใช่เริ่มตอนเราเห็นออกมาลืมตาดูโลก กำเนิดมนุษย์ไม่ได้อาศัยแค่เชื้อจากพ่อและแม่ผสานกัน แต่ยังต้องมีวิญญาณหยั่งลงในครรภ์มารดาด้วย (หากใครค้นคว้าพระไตรปิฎกเป็นขอให้อ่านกถาว่าด้วยปฏิจจสมุปบาทจากพระสุตตันตปิฎกเล่ม ๒ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงระบุชัดว่าวิญญาณที่หยั่งลงในครรภ์มารดาเป็นเหตุปัจจัยให้รูปและนามของทารกในครรภ์ตั้งอยู่ได้)
ระหว่างฆ่าคนที่เกิดมาแล้วกับฆ่าเด็กที่อยู่ในท้อง อาจบาปมากน้อยกว่ากันได้ครับ ต้องดูเป็นรายๆ ก่อนอื่นต้องคำนึงว่าเด็กที่จะมาเข้าท้องคนได้นั้น แม้มีวิบากชั่วติดตัวมาแค่ไหน อย่างน้อยก็ต้องมีบุญพอสมควร มิฉะนั้นจะไม่มีทางบังเอิญมาอยู่ในสถานภาพทารกมนุษย์เป็นอันขาด
พลังบุญที่ยังดิบๆ ยังไม่กลั่นออกมาเป็นรูปมนุษย์นี่นะครับ จัดเป็นพลังบุญที่รุนแรง หากเด็กเกิดมาเป็นเด็กชั่วร้าย ทำเรื่องชั่วร้ายไปแล้ว พลังบุญจะลดลงระดับหนึ่ง แต่เมื่อเขายังอยู่ในท้อง พลังบุญแห่งความเป็นมนุษย์ยังไม่ถูกลดระดับ ถ้าคุณไปทำลายเขา ก็เท่ากับทำลายสิ่งที่มีศักยภาพสูงชิ้นหนึ่ง พลังสะท้อนกลับของสิ่งที่มีศักยภาพสูง ย่อมไม่ก่อให้เกิดเรื่องเล็กน้อยแน่นอน
อาจเปรียบได้กับน้ำมันดิบ ตอนยังอยู่ในบ่อ ยังไม่ถูกกลั่นออกมาใช้ มันก็มีศักยภาพระดับหนึ่ง ถ้าคุณเผามันทิ้ง ก็เท่ากับเผาโอกาสที่จะนำมาใช้ทั้งในทางคุณและในทางโทษ คนดีๆที่จะเอาน้ำมันไปพัฒนาประเทศก็หมดสิทธิ์ แต่ถ้ามันถูกสูบขึ้นมากลั่นด้วยน้ำมือผู้ก่อการร้าย คุณพบเข้าแล้วทำลายมัน ก็ได้ชื่อว่าทำตัดกำลังผู้ร้าย ลดเหตุการณ์ร้ายๆที่อาจเกิดขึ้นได้จากน้ำมันส่วนนั้น ความผิดย่อมน้อยลงตามส่วนไปด้วย
สรุปคือฆ่าเด็กในท้องนั้นบาป ฆ่าคนชั่วก็บาป แต่ถ้าเรียงลำดับบาปมากไปหาบาปน้อย ก็ต้องว่าฆ่าคนดีบาปที่สุด ฆ่าเด็กในท้องบาปรองลงมา และฆ่าคนชั่วนับว่าบาปน้อยที่สุด แต่ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจไว้ดีๆนะครับ ย้ำซ้ำอีกครั้ง ต่อให้เป็นคนชั่ว ธรรมชาติก็ไม่ได้มีข้อยกเว้น การฆ่านั้นอย่างไรก็เป็นบาปวันยังค่ำ บาปน้อยที่สุดไม่ได้หมายความว่าไม่บาปเลย
ถาม – หากถูกข่มขืนแล้วท้อง การทำแท้งยังถือว่าเป็นบาปไหมคะ?
การถูกข่มขืนไม่ใช่เรื่องง่าย และการติดลูกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน การถูกข่มขืนแล้วท้องนั้น ว่าไปแล้วก็คือการถูกลงโทษให้เสวยทุกข์สองต่อ ทั้งเจ็บกายเจ็บใจ ทั้งต้องเลือกที่จะสร้างบาปสร้างกรรมต่อไปอีก ผมรู้สึกสงสารและเห็นใจผู้หญิงที่สุดก็จากการเห็นว่าต้องเกิดมาท่ามกลางความเสี่ยงทำนองนี้แหละ แต่ถ้าคุณฆ่าเด็กแล้วถามผมว่าบาปไหม ผมแกล้งโกหกเพื่อความสบายใจของคุณไม่ได้ ต้องบอกตามตรงว่าคุณทำบาปเพราะ ‘จำใจฆ่า’ สิ่งมีชีวิตที่คุณ ‘ไม่ได้เป็นคนผิดที่ทำให้เกิดมา’ ครับ
ถาม – เข้าไปในคลินิกทำแท้งแห่งหนึ่ง เห็นเพื่อนร่วมชะตามากมาย หลายคนทำหน้าเฉยๆ และเล่าด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆว่าเคยทำมาแล้ว ครั้งนี้มาทำอีก วูบหนึ่งดิฉันรู้สึกว่าการทำแท้งเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่คิดมากก็เหมือนไม่เสียหาย ไม่ต่างอะไรกับไปหาหมอเพื่อรักษาโรคอะไรสักโรคหนึ่งที่ไม่พึงประสงค์
ถ้าไม่รู้สึกผิดเลย รู้สึกเฉยๆ เห็นเป็นเรื่องธรรมดา อันนั้นแหละครับน่ากลัวที่สุด เพราะมันแปลว่าเลือดเย็น จิตใจเป็นอกุศลเต็มๆดวง หรืออีกนัยหนึ่งคือถูกห่อหุ้มด้วยความคิดอันเป็นอกุศลจนหนาทึบกระทั่งไม่เห็นการ ‘กำจัดชีวิต’ เป็นเรื่องผิด
ถาม – ทำอย่างไรจะเลิกสำนึกผิด เลิกหดหู่เศร้าสร้อยจากการทำแท้งได้คะ? กลัวบาปกลัวกรรม กลัวจะต้องไปชดใช้ในชาติหน้าเหลือเกิน
การรู้สึกผิดนั้นดีครับ แต่อย่ารู้สึกผิดนาน อย่าโทษตัวเอง อย่าด่าตัวเองไม่เลิก ขอให้มองความทารุณจิตใจในการทำแท้ง เป็นบทเรียนสำคัญที่เจ็บแสบและมีราคาแพงที่สุดในชีวิต บทเรียนไม่ได้มีไว้ให้ทรมานนาน แต่มีไว้ให้จำนานๆ เข็ดหลาบนานๆ และทำสอบครั้งต่อไปให้ผ่าน หักห้ามจิตใจไม่ให้หลงก่อเหตุอันจะนำไปสู่ปัญหาอีก เรื่องโหดร้ายที่กลายเป็นบทเรียนอันทรงคุณค่านั้น มักเป็นจุดหักเหชีวิตที่สำคัญ เปลี่ยนจากเด็กไร้เดียงสาให้เป็นผู้ใหญ่ที่สุขุมและเท่าทันโลก เปลี่ยนคนไร้จุดหมายให้กลายเป็นคนอยู่เพื่อจุดหมาย เปลี่ยนจากคนไม่เชื่อบุญบาปเป็นศรัทธากรรมวิบากได้
บาปทวีกำลังขึ้นได้จากการลงมือทำบาปด้วยใจยินดี หรือด้วยความเต็มใจ หรือด้วยความขาดสำนึกผิดชอบ ฉะนั้นถ้าคุณรู้สึกผิดแล้วก็ดีแล้ว เพราะแสดงว่าใจไม่มีความยินดีในบาป บาปนั้นก็เป็นบาปชนิดที่ผ่อนผันได้ ทำดีหนีการไล่ล่าของบาปไหวอยู่
แม้บาปจะไม่แรงขึ้นจากการคิดเสียใจยืดเยื้อก็จริง แต่หากคุณฝังใจกับเรื่องน่าเศร้ามากเกินไป ก็อาจโมโหร้าย รู้สึกกดดัน มีแต่ความคิดด่าตัวเอง หรือกระทั่งอยากทำร้ายตัวเองและคนอื่น (ที่ทำให้คุณท้องแล้วต้องทำแท้ง) อันนั้นแหละครับจะกลายเป็นการก่อ ‘บาปใหม่’ โดยใช่เหตุ เอาเวลาไปคิด พูด ทำเรื่องดีๆ ลืมเรื่องที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้แล้วเสียเถอะ
ถาม – ทำแท้งไปแล้ว ถ้าอยากทำคุณไถ่โทษกับการทำแท้ง ควรประกอบบุญชนิดไหนบ้างคะ?
เท่าที่เห็นมากับตา มีผู้หญิงทำแท้งจำนวนมากทำคุณไถ่โทษ มีชีวิตที่รุ่งเรืองและเบิกบานได้อย่างคนดีๆคนหนึ่ง ฝังความมืดไว้กับอดีต ไม่นำความมืดติดตัวมาบดบังวันนี้ให้หมองเปล่า
บุญที่ทำนั้น ขอให้ครบวงจรจะดีที่สุด ทั้งการให้ทานและการรักษาศีล ในส่วนของการให้ทานก็อาจเป็นในรูปของการช่วยเด็กอนาถา เลี้ยงดูเด็กซึ่งอยู่นอกบ้านหลายๆคนให้โตขึ้นมาได้ดีๆ ในส่วนของการรักษาศีลให้เน้นการถือศีลข้อแรกให้บริสุทธิ์ คือตั้งใจว่าต่อไปเราจะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอย่างเด็ดขาด
ถาม – ยังไม่แต่งงาน แต่มีท้องกับแฟน ต้องอับอายสังคม และไม่ได้รับการยอมรับจากผู้ใหญ่ในเรื่องท้องก่อนแต่ง หากจำเป็นต้องทำแท้ง แล้วคิดว่าจะทำบุญอุทิศให้เขา ขอให้เขามาเข้าฝันเพื่อสั่งเสียกัน อย่างนี้พอจะลบล้างบาปได้ไหมคะ?
ตอนเด็กเกิดมาแล้ว เขาเป็นเด็กในมือเรา แต่ตอนเขายังไม่เกิด เขาคือสิ่งลึกลับที่น่าคร้ามเกรง ตอนเป็นมนุษย์ก็พอพูดกันได้ ต่อรองกันได้ แต่ถ้าเล่นกับสิ่งลึกลับก็พูดต่อรองกันได้ยากหน่อยครับ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณติดต่อกับเขาได้จริงๆ ไม่ใช่ฝันเลอะเทอะไปเอง?
การคิดทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ในภายหลังนั้น ไม่ใช่นโยบายที่ดีหรือฉลาดรอบคอบอะไรเลยครับ เหมือนคิดเอาสีขาวเข้ามาช่วยเจือจางสีดำ ขอให้จำไว้ว่าไม่มีสีขาวใดเปลี่ยนสีดำให้กลายเป็นขาวได้อย่างหมดจด คุณทำได้อย่างมากแค่เจือจางมันลงเท่านั้น
การตัดสินใจเอาเด็กไว้ จะเป็นการสร้างสำนึกรับผิดชอบให้กับชีวิตที่เหลือ ไม่อย่างนั้นคุณจะเป็นคนอ่อนแอและชอบหนีปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ แล้วชีวิตก็จะไม่ง่ายหรอกครับ สู้ทนอับอายแค่สองสามเดือน อีกสองสามปี คนในสังคมก็ลืมว่าเด็กเกิดมาก่อนแต่งหรือหลังแต่ง เขาจะดูในระยะยาวมากกว่า ว่า ๕ ปี ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปี คุณเลี้ยงดูให้เด็กโตขึ้นมาท่ามกลางความรักความอบอุ่นของพ่อแม่ได้ไหม ถึงแต่งอย่างถูกต้องก่อนท้อง แต่ถ้าคุณเลี้ยงเขาขึ้นมาให้ดีไม่ได้ สังคมก็เยาะหยันอยู่ดี
คำแนะนำของผมอาจฟังดูไม่เป็นทางเลือกที่น่าสบายใจ แต่ถ้าคุณฟังคำแนะนำของกิเลส ก็อย่าไปยินดี อย่าไปนึกว่า ‘ไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยทำบุญส่งไปให้’ ก็แล้วกัน กรณีนี้มีแฟนพร้อมจะรับผิดชอบอยู่ทั้งคน แล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรหากจะมีลูกกัน ก็อย่าไปทำลายเขาให้เป็นบาปเป็นกรรมเลยครับ การร่วมกันฆ่าสัตว์จะไม่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณแฟนเป็นไปด้วยดีในระยะยาวหรอก การร่วมทุกข์ ร่วมรับผิดชอบสิ่งที่ก่อขึ้นด้วยกันต่างหาก จะสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น มองกันและกันด้วยสายตาที่ไว้ใจของเพื่อนยาก ไม่กลัวการลำบากร่วมกันต่อไป
ถาม – สมัยวัยรุ่นผมเคยพาแฟนไปทำแท้งตามคำแนะนำของเพื่อน ตอนตัดสินใจนั้นเบลอๆครับ เหมือนไม่ค่อยรู้ตัวนักว่าคิดอย่างไร ตัดสินใจอย่างไร แบบนี้จะมีโทษหนักขนาดไหนครับ?
ถ้าเจตนาตอนนั้นไม่หนักแน่นมาก ก็แปลว่าไม่มีความยินดีในบาป ไม่กำบาปเต็มมือนัก นอกจากนั้นต้องดูด้วยว่าหลังทำมีความระมัดระวังกับเรื่องทางเพศแค่ไหน ชีวิตที่เหลือเน้นหนักไปทางบุญหรือบาปมากกว่ากัน เหล่านี้กฎแห่งกรรมวิบากเอามามีส่วนในการตัดสินหมด
หากคุณประกอบบุญกองภูเขาได้ก่อนตาย โดยที่บุญกองภูเขานั้นมีอำนาจบันดาลให้เที่ยงที่จะต้องเกิดมา ‘ต่อบุญ’ ด้วยอาการครบ ๓๒ บาปจากการพาแฟนไปทำแท้งแต่หนหลังก็คงประมาณขัดขวางให้เกิดยากหน่อย อาจต้องใช้เครื่องมือช่วย แล้วกรรมที่ไม่รับผิดชอบชีวิตที่เกิดมาเพราะตน ก็อาจทำให้ต้องถูกทิ้งขว้าง ไม่มีใครอยากรับผิดชอบในวัยเด็ก อะไรทำนองนั้นครับ ชาตินี้ลองหาทางรับผิดชอบ ช่วยเหลือ ให้ความเอาใจใส่ผู้ด้อยโอกาสมากๆ ถ้าแรงขับทางบุญเหลือล้นจริงๆก็คงไม่มีอะไรในอนาคตให้น่าห่วงนัก
ถาม – เพื่อนยืมเงินไปทำแท้ง จำเป็นต้องให้เขาไปสี่พัน ให้ไปแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจค่ะ เพราะเรารู้ว่าเขาจะเอาเงินไปทำอะไร อย่างนี้ถือว่ามีส่วนบาปกับเพื่อนด้วยไหม? แล้วจะต้องได้รับผลอย่างไรคะ?
เจตนาคุณให้เงินเพื่อนยืม โดยที่ไม่มีความยินดีอยู่ด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้เป็นคนสมรู้ร่วมคิดหรือให้คำแนะนำเพื่อนไปทำแท้ง ก็ถือว่ามีส่วนด้วยเพียงนิดหน่อย คือหยิบยื่นโอกาสให้เขาทำสำเร็จ เพราะฉะนั้นกรรมที่เป็นเงาติดตามคุณ จะอยู่ในรูปของ ‘ความเป็นไปได้’ ที่จะโดนขัดขวางการเกิด คืออาจจะยังไม่ได้โดนทำแท้งตรงๆ แต่ถ้าไปบวกกับปัจจัยอื่น เช่นคุณฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไว้ แถมคุณไม่ได้ทำทานจนมีสิทธิ์เข้าท้องคนรวย ต้องเข้าท้องผู้หญิงจนๆ อย่างนั้นจึงมีโอกาสจะโดนครับ คือญาติของผู้หญิงจะยุยง หรือให้การสนับสนุนในการทำแท้งเพื่อไม่ต้องลำบาก
ยกตัวอย่างข้างต้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป๊ะๆนะครับ กรรมที่ฝืนใจช่วยมักไม่ให้ผลเต็มที่ แต่จะอยู่ในรูปของแนวโน้มหรือความเป็นไปได้ที่จะโดนคืนในแบบเดียวกัน ซึ่งระบุยากว่าจะออกหัวออกก้อยท่าไหน อย่างไรถ้าไม่หายกังวล ก็ขอให้ตั้งใจไว้ว่าต่อไปจะไม่ให้การช่วยเหลือ ไม่ส่งเสริมสนับสนุนให้ใครก่อบาปอีก อย่างนี้จะโล่งได้
สรุปรวมจากคำถามข้างต้นทั้งหมดคือ ‘กันไว้ดีกว่าแก้’ อย่าก่อปัญหาแล้วค่อยแก้ปัญหา และอย่าเห็นว่าเซ็กซ์เป็นเรื่องสบายๆ ทำได้ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องรอบคอบ ไม่ต้องพร้อมพอเสียก่อน ความเชื่อของคนสมัยนี้เหมือนกับดักที่ขุดล่อให้ตัวเองหล่นลงไปกันเกือบทั้งนั้นครับ
โดย : อินทรีย์เดี่ยวทรนง
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 3 ก.พ. ปี 2006 [ 21 : 6 ]

กรรมอยู่ที่เจตนา เหมือนเงาตามตัว มันจะหายไปเมื่อเราได้ชดใช้..............ถ้าไม่อยากชดใช้กรรม จงอยุดสร้างกรรม หมั่นสำรวมกาย วาจา ใจ ให้สงบ อยู่เสมอ
โดย : ฟางข้าว
เมื่อเวลา : พุธ ที่ 8 ก.พ. ปี 2006 [ 17 : 31 ]

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook