บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ชุมนุมจอมยุทธ
แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (2)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13

หัวข้อ : ข้ารู้..วันหนึ่ง ข้าจะแพ้


หัวหน้าเผ่าซีแอตเติลกล่าวไว้ว่า...
หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตันได้แจ้งมาว่า เขาต้องการที่จะซื้อดินแดนของพวกเรา ท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่ยังได้กล่าวแสดงความเป็นมิตรและความมีน้ำใจต่อเราอีกด้วย
นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง เพราะเรารู้ดีว่า มิตรภาพจากเรานั้น ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรสำหรับเขาเลย แต่เราพิจารณาข้อเสนอของท่านเพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ขาย พวกคนขาวก็อาจจะขนปืนมายึดดินแดนของพวกเราอยู่ดี

แต่ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดเช่นนี้เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา หากความสดชื่นของอากาศและความใสสะอาดของธารน้ำนั้นมิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 0 ]

ทุกส่วนของแผ่นดินนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ต่อชนเผ่าของเรา ใบสนทุกใบ หาดทรายทุกแห่ง ป่าไม้ ทุ่งโล่ง และแมลงเล็กๆทุกตัว คือความทรงจำ คือประสบการณ์อันศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เรา อดีตของชาวอินเดียนแดงนั้น ไหลซึมวนเวียนอยู่ในยางไม้ทั่วทั้งป่านี้
วิญญานของคนขาวนั้นไม่มีความผูกพันกับถิ่นกำเนิดของเขา แต่วิญญานของพวกเราไม่มีวันรู้ลืมแผ่นดินอันแสนงดงาม และเปรียบเสมือนเป็นแม่ของชาวอินเดียนแดง เราเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน และแผ่นดินก็เป็นส่วนหนึ่งของเราเช่นกัน

กลิ่นหอมของดอกไม้นั้น เปรียบเสมือนพี่สาวน้องสาวของเรา สัตว์ต่างๆเช่น กวาง นกอินทรี คือพี่น้องของเรา
ขุนเขาและความชุ่มชื้นของทุ่งหญ้า และไออุ่นจากม้าที่เราเลี้ยงไว้ ก็คือส่วนหนึ่งของครอบครัวเราเช่นกัน

ดังนั้น การที่หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งวอชิงตันขอซื้อดินแดนของเรา จึงเป็นข้อเรียกร้องที่ใหญ่หลวงนัก


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 2 ]

หัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่แจ้งมาว่า เขาจะจัดที่อยู่ใหม่ให้พวกเราอยู่ตามลำพังอย่างสุขสบาย และเขาจะทำตัวเสมือนพ่อ และเราก็จะเป็นเหมือนลูกๆของเขา.
ดังนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอที่ท่านขอซื้อแผ่นดินของเรา แต่ไม่ใช่ของง่าย เพราะแผ่นดินนี้คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา

กระแสน้ำระยิบระยับที่ไหลไปตามลำธาร แม่น้ำและทะเลสาบที่ใสสะอาดนั้น เต็มไปด้วยอดีตและความทรงจำของชาวอินเดียนแดง เสียงกระซิบแห่งน้ำคือเสียงของบรรพบุรุษของเรา.
แม่น้ำคือสายเลือดของเรา เราอาศัยเป็นทางสัญจร เป็นที่ดับกระหายและเป็นแหล่งอาหารสำหรับลูกหลานของเรา
ถ้าเราขายดินแดนนี้ให้ท่าน ท่านจะต้องจดจำและสั่งสอนลูกหลานของท่านด้วยว่า
แม่น้ำคือสายเลือดของเราและท่าน ท่านจะต้องปฏิบัติกับแม่น้ำเสมือนเป็นญาติพี่น้องของท่าน


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 4 ]

ชาวอินเดียนแดงมักจะหลีกทางให้กับคนผิวขาวเสมอมา เหมือนกับหมอกบนขุนเขาที่ร่นหนีแสงแดดในยามรุ่งอรุณ

แต่เถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา เป็นสิ่งซึ่งเราสักการะบูชา และหลุมฝังศพของท่านเหล่านั้นเป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ เช่นเดียวกับเทือกเขาและป่าไม้ เทพเจ้าประทานแผ่นดินส่วนนี้ไว้ให้กับพวกเรา

เรารู้ดีว่าคนผิวขาวไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเรา สำหรับเขาแล้ว แผ่นดินไหนๆก็ตามก็เหมือนกันหมด เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่นที่เข้ามากอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาอยากได้

คนผิวข่าวไม่ได้ถือว่าแผ่นดินเป็นเลือดเนื้อของเขา แต่เป็นศัตรู และเมื่อเขาเอาชนะได้แล้วเขาก็จะทิ้งแผ่นดินนั้นไป แล้วก็ทิ้งเถ้าถ่านเอาไว้เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

เถ้าถ่านบรรพบุรุษและถิ่นกำเนิดของลูกหลานไม่มีอยู่ในความทรงจำของพวกคนผิวขาว เขาปฏิบัติต่อผู้ให้กำเนิด ญาติพี่น้อง แผ่นดิน และท้องฟ้า เสมือนสิ่งของที่มีไว้ซื้อขายได้

มันเป็นราวกับฝูงแกะหรือสายลูกประคำ. ความหิวกระหายของคนผิวขาวจะสูบความอุดมสมบูรณ์จากแผ่นดิน และเหลือไว้แต่ทะเลทรายอันแห้งผาก


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 6 ]

ข้าฯไม่เข้าใจ เพราะวิถีชีวิตของเรานั้นต่างกับของท่าน
สภาพบ้านเมืองท่านเป็นสิ่งที่บาดตาของชาวอินเดียนแดง
แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพวกเราเป็นคนป่าเถื่อนและไม่รู้จักอะไร.

ในบ้านของคนผิวขาวไม่มีที่ใดเลยที่เงียบสงบ ไม่มีที่ที่จะได้ฟังเสียงใบไม้พัดด้วยกระแสลมในฤดูใบไม้ผลิ หรือเสียงปีกแมลงที่บินไปมา
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพวกข้าฯเป็นคนป่าเถื่อนไม่รู้จักอะไร เสียงในเมืองทำให้รู้สึกแสบแก้วหู ชีวิตจะมีความหมายอะไรเมื่อปราศจากเสียงนกและเสียงกบเขียดร้องโต้ตอบกันในยามค่ำคืน

ข้าฯเป็นอินเดียนแดง ข้าฯไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ ชาวอินเดียนแดงรักที่จะอยู่กับเสียงและกลิ่นของสายลม สายฝน และกลิ่นไอของป่าไม้.
สายลมนั้นเป็นสิ่งที่ล้ำค่าของพวกเรา เพราะทุกชีวิตร่วมสัมผัสกระแสลมเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ต้นไม้ หรือมนุษย์

คนผิวขาวคงจะไม่สังเกตุหรือนึกถึงลมที่เขาหายใจอยู่
เหมือนกับคนที่ใกล้ตายมาหลายวัน ย่อมตายด้านต่อกลิ่นอาย และไอรอบๆตัวเขา

ถ้าเราขายดินแดนให้ท่าน ท่านจะต้องตระหนักเสมอว่า กลิ่นไออันบริสุทธิ์นี้ เป็นสิ่งที่เรารักและหวงแหน และกลิ่นไอนี้มีชีวิตและ
วิญญาน เป็นส่วนหนึ่งของมวลชีวิตทั้งหลายที่อยู่ร่วมกัน


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 10 ]

สายลมซึ่งเป็นทั้งลมหายใจเรา และสุดท้ายของเหล่าบรรพบุรุษของเรา จะต้องเป็นสิ่งเริ่มต้นชีวิตให้ลูกหลานของเราเช่นกัน

ฉะนั้น หากเราขายแผ่นดินนี้ไป ท่านจะต้องแยกดินแดนส่วนนี้ไว้เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งแม้แต่คนผิวขาวก็จะสามารถมาสัมผัสกับกลิ่นไออันหอมหวานไปด้วยดอกไม้ในท้องทุ่งได้

ด้วยเหตุนี้ เราจึงจะพิจารณาข้อเสนอของท่าน ที่ท่านจะขอซื้อดินแดนแห่งนี้ และหากเรายอมรับข้อเสนอของท่าน เราจะมีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่งคือ คนผิวขาวจะต้องปฏิบัติต่อสัตว์ต่างๆเยี่ยงญาติพี่น้องของเขา

ข้าฯเป็นคนป่าเถื่อน และไม่สามารถที่จะเข้าใจวิถีชีวิตอื่นได้ ข้าฯเคยเห็นซากศพของควายป่า นับพันตัวเน่าเหม็นอยู่กลางทุ่งกว้าง ควายป่าเหล่านี้ต้องตายเพราะถูกคนผิวขาวที่นั่งรถไฟวิ่งผ่านมายิงเล่น.

ข้าฯเป็นคนป่าเถื่อน ข้าฯจึงไม่อาจเข้าใจได้ว่า ทำไมม้าเหล็กที่พ่นควันโขมงนี้ จึงสำคัญกว่าควายป่าที่เราฆ่าใช้เป็นอาหารเลี้ยงชีวิต


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 12 ]

หากปราศจากสัตว์แล้ว มนุษย์จะมีความหมายอะไร หากสัตว์ทุกชนิดสูญสิ้นไปจากโลกนี้ มนุษย์ก็จะต้องตายไปด้วยความว้าเหว่

ความพินาศที่เกิดขึ้นกับมวลสัตว์ทั้งหลาย จะตามมาผลาญชีวิตมนุษย์ เพราะทุกชีวิตมีส่วนสัมพันธ์และเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน

ท่านต้องสอนลูกหลานของท่านว่า แผ่นดินที่เขาเหยียบอยู่คือเถ้าถ่านของบรรพบุรุษของเรา เพื่อเขาจะได้เคารพแผ่นดินนี้
บอกลูกหลานของท่านด้วยว่า โลกนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยชีวิตอันเป็นญาติพี่น้องของพวกเรา.

สั่งสอนลูกหลานของท่านเช่นเดียวกับที่เราสอนลูกหลานของเราเสมอมาว่า โลกนี้คือแม่ของเรา ความวิบัติใดๆที่เกิดขึ้นกับโลก ก็จะเกิดกับเราด้วย หากมนุษย์ถ่มน้ำลายรดแผ่นดิน ก็เท่ากับมนุษย์ถ่มน้ำลายรดตัวเอง

เรารู้ดีว่า โลกนี้ไม่ได้เป็นของมนุษย์ แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับสายเลือดที่สร้างความผูกพันในครอบครัว

ทุกสิ่งทุกอย่างมีส่วนสัมพันธ์ต่อกัน ความวิบัติที่เกิดขึ้นกับโลกนี้ จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เช่นกัน. มนุษย์มิได้เป็นผู้สร้างเส้นใยแห่งมวลชีวิต แต่มนุษย์เป็นเพียงเส้นใยเส้นหนึ่งเท่านั้น หากเขาทำลายเส้นใยเหล่านี้ เขาก็จะทำลายชีวิตของตัวเอง


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 14 ]

....................คลื่นแทรกรบกวน..................ซ่า...............//*

โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 16 ]

อย่างไรก็ดี เราจะพิจารณารับข้อเสนอที่จะเข้าไปอยู่ในค่ายที่ท่านได้จัดไว้ให้กับพวกเรา
เราจะต่างคนต่างอยู่อย่างสงบสุข เราจะใช้ชีวิตในบั้นปลายของเราที่ไหนนั้น มาถึงตอนนี้ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรอีกต่อไปแล้ว
เพราะลูกหลานของเราได้เห็นความพ่ายแพ้ของพ่อของเขาในสนามรบ
นักรบของเรามีชีวิตอยู่ด้วยความละอายและไร้ศักดิ์ศรี
ทุกวันนี้ วันหนึ่งๆ พวกนักรบของเราไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากกินและดื่มของมึนเมา
ฉะนั้น การที่เราจะใช้วาระสุดท้ายของเราที่ไหนก็ช่างเถอะ เพราะวันเวลาของพวกเราก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว

เวลาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรืออีกกี่ปีข้างหน้า สายเลือดแห่งเผ่าพันธุ์อันยิ่งใหญ่ของเราที่เคยอยู่ในโลกนี้ก็จะสูญสิ้นไป
ไม่มีใครเหลือที่จะคารวะเถ้าถ่านของชาวอินเดียนแดง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยแข็งแกร่งและเต็มไปด้วยความมุ่งหวังไม่น้อยไปกว่าคนผิวขาว
แต่ข้าฯจะมานั่งโศกเศร้ากับอดีตของเผ่าพันธุ์เราทำไม
เผ่าพันธุ์คือมนุษย์ธรรมดา
ไม่มีอะไรพิเศษกว่านั้น มนุษย์เกิดมาแล้วก็ตาย ไม่ต่างอะไรกับคลื่นในมหาสมุทร


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 21 ]

แม้ว่าคนผิวขาว ซึ่งดูเหมือนว่ามีพระผู้เป็นเจ้าเป็นเพื่อนสนิท ก็จะหนีไม่พ้นจุดจบอันเป็นธรรมดาโลก.
ที่จริงแล้ว เราอาจจะเป็นพี่น้องกันก็ได้ แล้วเราอาจจะเข้าใจกันก็ได้
สิ่งที่พวกเรารู้ๆกันอยู่ และสักวันหนึ่ง คนผิวขาวก็จะต้องค้นพบเช่นกันว่า
พระเจ้าของเราและพระเจ้าของท่าน คือพระเจ้าองค์เดียวกัน.

ท่านอาจคิดไปว่า พระเจ้านั้นเป็นทรัพย์สมบัติของท่าน เช่นเดียวกับที่ท่านคิดว่าแผ่นดินนี้เป็นของท่าน

แต่ท่านเข้าใจผิด
พระเจ้าเป็นของมนุษย์ ท่านรักและเมตตาคนผิวขาวและคนผิวแดงเท่าเทียมกัน
โลกนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าหวงแหน การทำร้ายแผ่นดินคือการท้าทายต่อพระผู้เป็นเจ้า
เผ่าพันธุ์ของคนผิวขาวก็จะต้องสูญสิ้นไปจากโลกนี้เช่นกัน
และอาจจะเร็วกว่าเผ่าพันธุ์อื่นๆเสียอีก
จงสร้างความโสโครกให้ตัวเองต่อไปเถอะ ท่านจะจมสิ่งปฏิกูลของตัวเองตาย


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 23 ]

แต่เมื่อท่านตาย ท่านจะตายอย่างมีเกียรติ อย่างผู้ทรงพลังที่พระเจ้าบันดาลให้มาสู่แผ่นดินนี้ มามีอำนาจเหนือแผ่นดินและคนผิวแดง

ชะตาชีวิตอันนี้เป็นสิ่งที่เร้นลับสำหรับเรา เราไม่อาจเข้าใจได้เมื่อควายทุ่งถูกฆ่าหมด เมื่อม้าทุกตัวสิ้นความพยศ เมื่อป่าเขาอันเร้นลับเต็มไปด้วยมนุษย์ผู้บุกรุกเข้าไป และเทือกเขาต่างๆระโยงไปด้วยเสาและสายโทรเลข ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะหมดสิ้นไป ทั้งป่าทั้งนกอินทรีก็จะไม่เหลือ
การขี่ม้าล่าสัตว์อันเป็นวิถีชีวิตของพวกอินเดียนแดงก็จะสิ้นสุดลง ความเป็นอยู่อันผาสุกก็จะไม่มีอีกต่อไป เหลือแต่การต่อสู้เพื่อการอยู่รอดเท่านั้น

เป็นอันว่าเรารับพิจารณาข้อเสนอให้พวกเราเข้าไปอยู่ในค่าย. ณ ที่นั่น เราอาจจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไม่นานนักได้ตามความพอใจ

เมื่อคนผิวแดงคนสุดท้ายจากโลกนี้ไป และความทรงจำของเขาก็คือเงาของก้อนเมฆที่ลอยผ่านทุ่งหญ้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแผ่นดินของเขา
แต่วิญญานของชาวอินเดียนแดงจะยังคงสถิตย์อยู่กับป่าเขาและท้องทะเลนี้
เพราะเรารักแผ่นดินนี้เช่นเดียวกับทารกรักเสียงเต้นของหัวใจของผู้เป็นแม่

ดังนั้น เมื่อเราขายแผ่นดินให้ท่านแล้ว จงรักมันเหมือนกับที่เราเคยรัก ทนุถนอมเหมือนที่เราเคยทนุถนอม


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 25 ]

ขอให้บันทึกสภาพปัจจุบันของแผ่นดินนี้ไว้
ในขณะที่ท่านได้กรรมสิทธิ์ไปไว้ในจิตใจและความทรงจำของท่าน และด้วยพลังกายและพลังใจของท่าน จงรักแผ่นดินนี้เพื่อมอบให้ลูกหลานของท่านต่อไป จงรักแผ่นดินนี้ดุจเดียวกับที่พระผู้เป็นเจ้ารักเราทุกคน

สิ่งหนึ่งที่เรารู้แน่ก็คือ พระเจ้าของเราและของท่านคือ พระเจ้าองค์เดียวกัน
ท่านหวงแหนโลกนี้. คนผิวขาวก็จะหนีไม่พ้นชะตากรรมอันเป็นจุดจบของทุกคนไปได้

ที่แท้จริงแล้ว เราทุกคนอาจเป็นสายเลือดเดียวกันทั้งนั้น แล้วสักวันหนึ่ง เราจะได้เห็นกัน



โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 27 ]

บทความเพื่อความรักและหวงแหนสิ่งแวดล้อมนี้ แปลโดย พิสิษฐ์ ณ พัทลุง

ในปี พ.ศ.2397 ที่ซีแอตเติล หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงในรัฐวอชิงตัน ได้กล่าวสุนทรพจน์เป็นการตอบข้อเรียกร้องจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ขอซื้อดินแดนจากเผ่าอินเดียนแดง สุนทรพจน์นี้มีความหมายลึกซึ้งและคมคายมากจนได้รับการยกย่องว่า “เป็นการบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมที่ประทับใจที่สุดเท่าที่เคยปรากฎ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน” ขณะปัจจุบัน เอกสารฉบับนี้ได้รับการเก็บรักษาเอาไว้ในกรุงวอชิงตัน


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 30 ]

ประเสริฐมาก นับถือมานาน...

โดย : เต็งลิ้ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 18 : 3 ]

ฮ่าฮ่าท่านกู่-------------------------คลื่นแทรก---------------------------

โดย : จอมยุทธน้อยแห่งวัดเส้าหลิน
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 18 : 40 ]

แทรกเข้าไปในหัวใจ...ใช่มะ


แต่ถ้าอ่านไม่จบ...มันจะแทรกลงกระเพาะ
ในอีก 5 นาที
ข้ารู้ เจ้าวิญญาณ ไม่ชอบอ่านงานยาวๆ
จริงมะ จริงมะ...ตอบมา

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 18 : 46 ]



ข้าไม่ใช่วิญญาณพเนจร...ข้าเป็นเพียงความทรงจำ......



โดย : เมฆ
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 22 : 41 ]

ท่านเต็งลิ้ง...เราเคยเจอกันมาก่อนหรือไม่
โปรดแจ้ง..

ท่านเมฆ...ความทรงจำที่ลบเลือนยากที่สุดของท่าน
คือสิ่งใด...
หากท่านมิใช่วิญญาณพเนจร
ความคุ้นเคยเดิมๆ จะเรียกว่า ความทรงจำได้หรือไม่


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อาทิตย์ ที่ 5 ก.พ. ปี 2006 [ 22 : 54 ]

คนขาวมักจะพยายามทำให้พวกอินเดียนละทิ้งแนวทางชีวิตของตน
มาใช้ชีวิตแบบคนขาว เช่น ทำฟาร์ม ทำงานหนัก
และทำทุกอย่างเหมือนพวกเขา
แต่คนอินเดียนก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร
และก็ไม่อยากทำด้วย........
ถ้าคนอินเดียนพยายามบังคับให้พวกคนขาวทำเช่นพวกตนบ้าง
คนขาวก็จะต้องต่อต้าน และนั่นแหละ
คือสิ่งที่อินเดียนเป็นอันมากได้ทำลงไป

วัมดิตันคา (บิกอีเกิล) แห่งเผ่าซันตีซู

โดย : Low
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 3 ]

เสียงของใครที่ดังก้องอยู่ในแผ่นดินนี้เป็นครั้งแรก?
นั่นคือเสียงของประชาชนผิวแดง ซึ่งมีเพียงธนูและลูกศร.......
....สิ่งที่ถูกกระทำในถิ่นของข้านั้น ข้าไม่ได้ต้องการ
ไม่ได้ถามหามัน
คนขาวเดินทางผ่านถิ่นของข้า.....
เมื่อคนขาวมาถึงดินแดนของข้า
เขาก็ทิ้งรอยเลือดเป็นทางเอาไว้เบื้องหลัง........

มาห์ปิอัจ ลูตา(เร็ดคลาวด์) แห่งเผ่าซู สาขาโอกลาลา

โดย : Low
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 3 ]

ตอนที่ข้าเป็นเด็ก ข้าเคยเดินท่องเที่ยวจนทั่วถิ่นนี้
ทั้งตะวันตกและตะวันออก
และข้าไม่เคยเห็นคนอื่นเลย นอกจากชาวอะแพ็ชชี
หลังจากฤดูร้อนผ่านไป ข้าก็ออกเดินท่องเที่ยวอีก
และพบผู้คนชาติพันธุ์อื่น มาครอบครองถิ่นนี้
เป็นไปได้อย่างไร? ทำไมอะแพ็ชชีจึงรอวันตาย....
ทำไมพวกเขาจึงต้องมีชีวิตอยู่บนปลายเล็บของตนเอง?
พวกเขาเคยตระเวนไปทั่วแถบเทือกเขาและที่ราบเหล่านี้
และต้องการให้สวรรค์เป็นของพวกเขา
ชาวอะแพ็ชชี ครั้งหนึ่งเคยเป็นชาติพันธุ์อันยิ่งใหญ่
แต่บัดนี้ เหลือจำนวนอยู่ไม่เท่าไหร่แล้ว
และเนื่องจากเหตุนั้น พวกเขาจึงต้องการตาย
และวางชีวิตอยู่บนปลายเล็บมือของตนเอง

โคชีส แห่งสาขาชิริคาฮัว ของเผ่าอะแพ็ชชี

โดย : Low
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 4 ]

ข้าไม่ต้องการวิ่งพล่านอยู่บนภูเขาอีกแล้ว
ข้าต้องการทำสัญญาฉบับสำคัญ........
ข้าจะรักษาคำพูด จนกว่าโขดหินจะละลาย
พระเจ้าสร้างคนขาว และพระเจ้าก็สร้างชาวอะแพ็ชชี
ชาวอะแพ็ชชี ย่อมมีสิทธิ์เหนือดินแดนนี้พอๆ กับคนขาว

เด็ลเชย์ แห่งสาขาต็อนโต ของเผ่าอะแพ็ชชี

โดย : Low
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 4 ]

ข้าไม่เคยปรารถนาจะทิ้งถิ่นนี้ไป
ญาติของข้าทั้งหมด นอนอยู่ใต้พื้นดินที่นี่
และถ้าข้าจะต้องแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ
ข้าก็จะขอแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ที่นี่

ชุนคาฮา นาบิน(วูลฟ์เน็คเลซ)

โดย : Low
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 5 ]

ข้าไม่เคยปรารถนาจะทิ้งถิ่นนี้ไป
ญาติของข้าทั้งหมด นอนอยู่ใต้พื้นดินที่นี่
และถ้าข้าจะต้องแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ
ข้าก็จะขอแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ที่นี่

ชุนคาฮา นาบิน(วูลฟ์เน็คเลซ)

โดย : Low
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 5 ]

..หากวิญญาณอันยิ่งใหญ่ต้องการให้มนุษย์อยู่ที่เดียวตลอดชีวิต ท่านคงให้โลกนี้หยุดอยู่กับที่
แต่ในความเป็นจริง โลกนี้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น ฝูงนกและสัตว์จึงสามารถเคลื่อนไหวได้
จึงมีลูกเบอรี่สุก และต้นหญ้าเขียวชอุ่มให้กินอยู่เสมอ
มีแสงแดดสำหรับการทำงานและการละเล่น
มีกลางคืนสำหรับพักผ่อน มีฤดูร้อนไว้ให้ดอกไม้ผลิบาน
มีฤดูหนาวสำหรับการหลับนอนอันยาวนานของต้นไม้
สิ่งเหล่านี้ล้วนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
มีสิ่งหนึ่งสำหรับอีกสิ่งหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล...

หัวหน้าฟลายอิ้ง ฮอร์ค แห่งเผ่าซูส เครือโอกลาล่า

โดย : low
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 5 ]

โลกนี้ถูกสร้างด้วยความอนุเคราะห์ของดวงตะวัน
และมันน่าจะถูกทิ้งเอาไว้อย่างที่เป็นอยู่นี้.......
พื้นดินถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มีเส้นแบ่งเขตแดน
และไม่ใช่ธุระกงการอะไรของมนุษย์ ที่จะไปแบ่งเขตแดนมันออกจากกัน.....

เฮอินม็อต ตูยาลาเค็ต(หัวหน้าโจเซฟ) แห่งเผ่าเน็ซเพียซ

จงฟังข้า หัวหน้าทั้งหลายของข้า หัวใจข้าอ่อนล้าและโศกเศร้า
ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป"

เฮอินม็อต ตูยาลาเค็ต(หัวหน้าโจเซฟ) แห่งเผ่าเน็ซเพียซ

โดย : Low
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 6 ]

กู่เอ๊ย....
คัดมานิดหน่อย ไม่รู้จะมีใครอ่านหรือเปล่า
แต่ที่ข้าชอบที่สุด น่าจะเป็นบทนี้ฟ่ะ

พวกมันสัญญาไว้เยอะแยะ
เยอะจนข้าเองจำไม่ได้
แต่มันก็ไม่เคยรักษาสัญญาซักที

พวกมันรักษาคำพูดเหมือนกัน
แต่รักษาอยู่เรื่องเดียว
พวกมันสัญญาว่าจะเอาดินแดนของพวกเราไป
แล้วพวกมันก็ยึดดินแดนของเราไปหมด

อ่านแล้วมันทำให้นึกถึงพวกคนมอญ กระเหรี่ยง ไต
คงมีสักวัน ที่ข้าต้องมานั่งลอกคำเหล่านี้ของคนพวกนั้น


โดย : Low
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 10 ]

อิ่มใจ.... ในความเศร้า
เข้าใจไหมท่านอาจารย์ (อุวะ บังอาจถาม)
ข้าเองคงใกล้คลาน..ก้มลงกราบแทบเท้ามัน


"ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป"
สักวัน...ข้ารู้ วันหนึ่ง ข้าจะแพ้



โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 16 ]

ดี....ถามได้ดี
ไม่เข้าใจฟ่ะ

เป็นประเภทบับว่า
ชัยชนะของผู้แพ้ อะไรอย่างงั้นป่ะ

อาคิวบอกว่า ลูกมันตีพ่อมัน

โลกนี้ล้วนมีดุลถ่วงกัน มันต้องมีแพ้ด้าน ชนะด้านล่ะว้า..

ฮ่ะๆๆๆๆ เลือกเอา

จะ ชนะด้าน หรือ ด้านชนะ หรือมันต้องด้านจึงชนะ



โดย : Low
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 45 ]

คงไม่ได้ถามข้าใช่ปะ
ท่านอาจารย์




โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 9 : 10 ]


โดนจับได้ซะแล้ว.........แทรกลงดิน....................ซ่า......



โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 9 : 26 ]

นับถือทุกท่าน
ดีใจที่ในบ้านจอมยุทธมีบุคคลเยี่ยงพวกท่าน
คิดว่าคงไม่สามารถหาได้จากที่อื่น
นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ข้ารักบ้านจอมยุทธ
เสียนักหนา

โดย : ลี้น้อยมีดบิ่น
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 11 : 0 ]

แทรกลงดิน....น่าน...ผิดซะแล้ว
นี่มันหัวใจข้าเว้ย...แทรกผิดที่
ซวย ไม่ได้ไปเกิดแน่ๆ เจ้าวิญญาณไร้ศาล

ท่านลี้น้อย..
รักบ้านนี้ ก็ดีแล้ว
ช่วยถูพิ้นหน่อยดิ...มันลื่น
ไม่รู้ใครเอาน้ำมันมาราด
อ้อ...ไฟไม่ต้อง...ใช้ผ้าเช็ดก็พอ


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 11 : 26 ]

สิทธิของชนเผ่า ผู้เป็นเจ้าของ
ได้แต่ เฝ่ามอง เขาเข้าครองแผ่นดิน
ย่ำเหยียบธรรมชาติ ชนชาติจากไหน
ตัวโตสูงใหญ่ หัวใจไม่มี
..................................................................

เจ้าไม่รู้ หรอกบุตรแห่งข้าฯ
มันกินแผ่นดินเกิด
มันกินป่าสน
มันกินอารยธรรมของเรา
บทเพลงมันโหยหวน
เหมือนเสียงสุนักจิ้งจอก ที่เราเกลียดชัง
ธนูไฟของมัน ร้อนแรงกว่าไฟจากฟืน
เด็ก ๆ ในเผ่าเปลี่ยนสี
และกินอาหารก้อนกลม ย้อมผมสีทอง
ที่มันทำลาย ยิ่งกว่า ป่า น้ำ ที่ข้าฯหวงแหน
มันพราก คนในเผ่า มันทำลายรากเหง้าวัฒนธรรม
ลูกข้าฯ ไม่ได้ยินเสียงภูเขา
ลูกข้าฯ ไม่เข้าใจรหัสในเสียงนกกีบิรูร้อง
บทเพลงในกระโจม เคยกล่อมนอน
พวกเขาไม่ฟังมันอีกต่อไปแล้ว
ไม้ ทิ้งราก ก็นับวันจะเหี่ยวเฉา
พวกเด็ก ๆ ของเรา เขาไม่เข้าใจ
ทำตัวเป็น กาฝาก เกาะไม้พันธุ์ใหม่
ข้าฯเอง เมื่อตายไป จะมองหาบรรพบุรุษได้หรือ
ตาข้าฯเลือน ...ชีวิตข้าเหลือน้อยแล้ว
ควันจากกองไฟ ล่องลอยขึ้นไป สู่ที่ที่ปู่ทวด และพ่อ ข้าฯอยู่
ข้าฯจะตามมันไปละนะ
ฮาเลกิ บุตรแห่งข้าฯ ดูแลตัวเจ้า
และวิญญาณใหม่ ให้ดีดี ....."











โดย : กวี พิณ ภาพ หมากล้อม จอมดาบ
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 20 ]

สหายข้า แผ่นที่ท่านเดินย่ำ
ใช่ว่าจะปลอดภัยจากการข่มเหง
เสียงเล็กๆ ที่รอเวลาปรากฏ เมื่อมันขยายไปทั่วทั้งแผ่นดิน
http://www.thaico.net/phpcode/book_pnn.php

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 34 ]

คนมีเงินที่เรียกตัวเองว่านักการเมือง ของประเทศแห่งหนึ่งที่ฉันอาศัยอยู่นำเงินจำนวนหนึ่งมาให้ฉันและญาติๆ พร้อมกับบอกว่า
ให้เลือกเขาเป็นตัวแทน ฉันก็รับเงินนั้นมาโดยไม่ต้องคิดเพราะฉันรู้ดีว่าไม่ว่าฉันจะขายแผ่นดินให้กับคนไหน มันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย


.........................................................
สักวันเผ่าพันธุ์ยากจนคงไม่ต่างจากเผ่าพันธุ์อินเดียนแดงหรอก



โดย : เอ้อระเหย
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 15 : 26 ]

ท่านอาจารย์เฒ่าโล้ว และสหายรักของข้า
ช่วยข้าด้วย ช่วยอ่าน...แล้วบอกข้าที
ว่าข้าจะทำอย่างไรกับเงื้อมมือนั้น

http://www.mots.go.th/document/document49.pdf

มันมาถึงประตูบ้านข้าแล้ว

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 15 : 42 ]

............สีผิว....ชาติพันธ์......ล้วนเป็นความเข้าใจผิดของผู้คน
............เรา ท่านล้วนไม่ต่างกัน ล้วนเสาะหา ลมหายใจ อันโปร่งเบา...ที่ที่อันสงบ เย็น...
............ผู้ที่เหยียบย่ำบีฑา เบียดเบียนผู้อื่นด้วยกำลังความอยาก
ที่เหนือกว่า.....ชีวิตใต้ฝ่าเท้าที่สูญไป ย่อมฉุดรั้ง ยืดเวลาการกลับ....................................สู่....ลมหายใจ อันแผ่ว..เบา ...........
เวลาที่ต้องเสียไป น่าสงสาร เสียจริง จริง.........

โดย : ถั่วทอด
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 16 : 35 ]

เรียนท่านกู่ก่งก๊ง เราไม่เคยพบกันมาก่อนแน่ เพียงแต่เราเลื่อมใสในตัวท่านจริงๆ บทความท่านน่าสนใจยิ่ง ตัวท่านไยมิใช่เป็นเฉกเช่นกัน

โดย : เต็งลิ้ง
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 20 : 33 ]

ข้าซาบซึ้ง ที่มีสหายร่วมลมหายใจเช่นท่าน

ยินดี ที่ได้รู้จัก นับเป็นวาสนา

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 20 : 50 ]

เข้ามาอ่าน...คำรำพัน...กู่ก่งก๊ง
ไม่มึนงง......และเข้าใจ....ในคำถาม
อินเดียแดง...คนผิวขาว....ช่างพยายาม
ผูกก่อเรื่อง...ให้ติดตาม...ตอนต่อไป

ณ ที่ดวง.....ตะวันแดง....ฉายแสงกล้า
กู่จะไม่.......สู้ไขว่คว้า........อาวุธใหม่
กู่รู้ดี..........ว่าต้องแพ้........ต้องปราชัย
สู้ต่อไป.......เพื่อมวลชน......คนแผ่นดิน

เหงื่อรินหยด....ปัฏพี........ฤดีสะท้อน
เสลดเหนียว......เป็นก้อน.........ไม่ถวิล
มือกำแน่น........ตะโกนร้อง.........ก้องธรณิน
ขอฝากชื่อ...........ให้ไหลริน.........พระคงคา

กู่เอ๊ย ยามเหนื่อยจงพัก
มีพลังจึงเดินต่อ
ขอเป็นกำลังใจ แม้รู้ว่าเจ้ากำลังเริ่มท้อ


โดย : นายมะอึก
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 23 : 8 ]

พระสุเมรุ สงบสง่า เพี้ยง สรวงสวรรค์
คืนเพ็ญจันทร์เจ้าจ้า เจิดแจ่ม
ยามเย็นสายลมพริ้ว พรายแช่ม
ยามเช้าอรุณรุ่งสดชื่น ฉ่ำใจ

ท่านพี่มะอึก...ข้าพูดอะไรไม่ออก
นอกจาก ขอบพระคุณ


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : จันทร์ ที่ 6 ก.พ. ปี 2006 [ 23 : 34 ]


องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ชื่อเพราะดีนะ ยาวดีด้วย แต่งงไปหน่อย

มีใครสักคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า

ดูๆ ไป พระเจ้าก็แค่ศิลปินพื้นๆ เท่านั้น
ดูสิ สร้างคนสร้างสัตว์มามากมายก็จริง
แต่ก็มีสองตา สองหู หนึ่งปาก สองรูจมูก ก็แค่นั้น

เสียงค่อนขอดคงได้ยินถึงพระเจ้ากระมัง
ท่านก็เลยเริ่มขี้เกียจดีไซน์เรื่องของโลกใบนี้แล้ว
เลยเพิ่มมันสมองให้มนุษย์ แล้วโอนหน้าที่จัดการธรรมชาติใหม่ให้
เออเอ็งเก่ง งั้นพวกเอ็งก็ไปทำกันเอาเองแล้วกัน

ธรรมชาติยุคใหม่ ภูเขาจึงอาจจะดูเหลี่ยมไปบ้าง
หมอกอาจจะดูสีคล้ำไปหน่อย
เสียงหริ่งหรีดเรไร รับรองไม่ผิดคีย์
น้ำตกอยากจะตกเมื่อไหร่ก็ได้ เบื่อนักหยุดตกก็ประหยัดอีกนิด

องค์การของรัฐ รัฐของชาติ ชาติของเรา

ดีไม่ดีข้าไม่รู้หรอก รู้แต่ถ้าอยากให้ดี ก็หาทางเข้าไปมีส่วน
คืบคลานแล้วครอบครอง ล้ำมาก็ไหลไป
ข้าไม่เชื่อ ในนั้นจะไม่มีคนคิดคล้ายเรา
ข้าไม่เชื่อ ถ้าความคิดที่ดี จะมีอยู่แต่เราเท่านั้น

แต่ข้าเชื่อว่า ไม่มีอะไรง่าย
และข้าก็เชื่อว่า ง่ายๆ เจ้าก็ไม่อยากทำ
การยอมรับและศรัทธา มาจากการฝ่าฟันสิ่งยาก มิใช่หยิบฉวยสิ่งง่าย

มองโลกในแง่ดีสิ แล้วเจ้าจะได้เห็นจันทร์เพ็ญทุกคืน คืนละกี่ดวงก็ได้

จงสบายใจที่ได้ทำ
ทำอย่างที่ตัวเองอยากทำ ก็สมหวังไปส่วนหนึ่งแล้ว
ทำอย่างที่ตัวเองอยากทำ ชนะไปรอบนึงแล้ว
ทำอย่างที่ตัวเองอยากทำ ถามว่า มีกี่คนกันที่ได้ทำ

แพ้ชนะ อยู่ที่การตั้งเป้าแล้วยิง
ไม่ใช่ลูบคลำเป้าแล้วถอนหายใจ

หาแนวศิลป์ของตัว อย่ามัวหลงอยู่แต่ในเงา
นะพ่อศิลปินพื้นๆ


โดย : Low
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 17 ]

ถ้าเลือกได้ ข้าจะไม่ยุ่งกับใครเลย
ข้าจะปิดหู ปิดตา ปิดปาก ปิดจมูก

แต่ข้าปิดใจตัวเองไม่เป็น...ท่านอาจารย์
ศิษย์โง่...สมควรตาย


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 28 ]

ปิดหู ปิดตา ยังพอแก้ไข
ปิดใจน่ะ ลำบากแล้ว

ดีนะที่ไม่ปิดใจตัวเอง เปิดไว้ เปิดกว้างๆ ไว้
อีกไม่กี่ปี เจ้าก็จะเห็น

น้ำบนภูเขา ไม่มีทางไปมันก็ตกลงมา มันก็เป็นอย่างนั้นเอง น้ำตก
น้ำมีทางไหลไป เลาะไปตามรูร่อง ห้วย ละหาน ธารน้ำไหล ก็เป็นเช่นนั้นเอง
ต้นไม้ต้องออกดอก คนต้องออกลูก แล้วไง

จงทำอย่างที่เจ้าอยากทำ
จงสบายใจในสิ่งที่ได้ทำ



โดย : Low
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 48 ]

ข้าไม่ได้อยากทำ
มันบังคับให้ข้าทำ
เพราะมันอาจนำความตายมาสู่ข้าและพี่น้องข้า
ภูเขาที่นักธรณีวิทยาเตือนว่า มีแนวโน้มที่จะสไลด์ตามธรรมชาติ
(ซึ่งพังให้เห็นๆ ทุกฤดูฝน อยู่แล้ว)
และต้องเฝ้าระวัง....มันก็ยังดันทุรังทำ
เพราะบ้านมันไม่ได้อยู่ตรงเชิงเขานี้...มันเห็นแก่เงินจนละเลยความตายของคนอื่น..มันปล้นบ้านข้า อย่างชอบธรรม
คารวะ....

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 0 : 55 ]

อ้าว...ไม่ได้อยากทำหรอกรึ ข้าก็นึกว่าอยากทำ
ไม่อยากทำ แต่ต้องทำ จึงไม่ได้ทำอย่างที่อยากทำ

คนเมืองกาญจน์ คงนั่งมองเขื่อนศรีฯ ด้วยใจระทึก
เท่าๆ กับคนเกาะหลัก นั่งมองทะเลด้วยใจเลื่อนลอย
ผิดกับคนกรุงเทพฯ ที่นั่งรถไฟฟ้า ลอดไปลอดมาผ่านตึกสูงระฟ้านับจำนวนไม่ถ้วน อย่างชาชินที่จะรู้สึกรู้สา

ข้าไม่รู้อะไรหรอก วันดีคืนดีก็พาครอบครัวอพยพหลบลูกปืนใหญ่ที่หล่นมาตูมๆ

เป็นอย่างที่มันเป็น เพื่อนร่วมทุกข์ล้วนมีอยู่เกลื่อนกล่น
อยากสู้ก็สู้ อยากอยู่ก็อยู่ อยากหนีก็หนี
ทำทุกอย่างด้วยใจเบิกบานและรู้เท่าทัน

อยู่มาถึงวันนี้ก็กำไรมากแล้ว

โดย : Low
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 1 : 18 ]

คารวะ...
ข้าเพียงผูกใบไม้ถามทาง

ไปก็ตาย ไม่ไปก็ตาย ข้ารู้
ไม่มีความหมายอะไร....มากไปกว่านี้



โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 7 : 51 ]

ก็ว่าอย่างนั้น

ช้าก็ตาย เร็วก็ตาย

ความตายไม่น่ากลัว กลัวที่ต้องรอความตายต่างหาก

รู้เท่าทัน ทำเท่าไหร่เท่ากัน
จิตแจ่มใส หัวใจเบิกบาน

ก็บอกแล้วโลกก็แค่นี้ มนุษย์ตัวดี ขีดเส้นแบ่งแดน
ความรื่นรมย์ ไม่สำคัญหรอกว่าอยู่ที่ไหน สำคัญว่าอยู่กับใครต่างหาก

บ้านนั้นมีคนทำร้าย ก็แวะมาปะชุนหัวใจที่บ้านนี้
เห็นมะ รู้จักค้นหา มุมหรรษาในชีวิต ยังมีอยู่เสมอ



โดย : Low
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 8 : 11 ]

มีสหายกลุ่มหนึ่ง ต้องข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งหนึ่ง
ในแม่น้ำ มีจระเข้ ชุกชุม
ต่างคนต่างลอยคอว่ายข้ามกันไป

...ในใจ ต่างคนต่างคิดว่า
จระเข้..คงอยากกินคนอื่น ไม่ใช่ตนเอง

คารวะ....

สัญชาตญาณสัตว์ป่า ย่อมไวต่อการเปลี่ยนแปลงของป่า
แม้เพียงนิดเดียว..

คารวะ

ข้าไม่เชื่อว่าคนเมืองกาญจน์ทั้งหมดจะนั่งมองเขื่อน รอคอยความตาย
แต่เพราะเขื่อนเคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ถ้าเขามีโอกาส มีเงิน คงนั่งคิดเรื่องที่จะย้ายหนีหายนะ

อาการนั่งนิ่ง....ใช่ว่า ในใจจะเหมือนกันทุกคน

สงครามหยิบยื่นลูกระเบิดมาให้ท่าน....นั่น
ถูกแล้ว ที่ต้องวิ่งหนี ไม่หนีก็โง่

คารวะ


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 8 : 13 ]

ท่านกู่ฯ.......14.02
อะไร ๆ ก็ของเรา
อะไร ๆ ก็ของเรา
อ่านแล้วมันบีบรัดหัวใจจัง

ท่านโล้วฯ.........0.06
พื้นดินถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มีเส้นแบ่งเขตแดน
และไม่ใช่ธุระกงการอะไรของมนุษย์ ที่จะไปแบ่งเขตแดนมันออกจากกัน.....

อืม............

"ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป"
อืม.............

ท่านกู่ฯ
กล่าวในด้านดี พวกเขารักธรรมชาติ
อีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็สู้รบเข่นฆ่าเพื่อแย่งชิง /กับรักษา
คงเป็นเช่นนั้นไม่รู้จบ

แม้เราไม่รุก...ก็มีคนมารุก
เมื่อมีคนมารุก...เราจึงต้องรักษา
เมื่อเราคิดจะรักษา....ก็ต้องเสียสละกายใจหมายปกป้อง
วนเวียน....ก่อกรรม...ต่อเนื่อง...โดยบางทีไม่รู้ตัวว่าเราได้สร้างสานต่อไปแล้ว อีกหลายภพชาติ

ตราบใดที่หัวใจทุกผู้ยังไม่มีธรรมสถิตแน่น
ตราบนั้น.......คงไม่มีวันจบสิ้นสักที
ท่านว่าเช่นนั้นไหม

เห็นแล้วเหนื่อย.....
หมากล้อมกระดานหนึ่ง
หมากดำวางมาแล้ว เหมือนบีบให้หมากขาวลง
หมากขาวจะเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เบื้องหน้า
หรือจะเปิดฉาก ลงหมากเดินสักเกมส์

ภาวนา ให้หมากทุกตัวบนกระดานกลายเป็นสีขาว

โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 11 : 18 ]

การแพ้หรือชนะเป็นเพียงด้านบนเหริยญเดียวกันเท่านั้น.....
การพบหรือการจากใยมิใช่สิ่งเดียวกัน.....
การครอบครองหรือสูญเสียล้วนแต่เป็นสัจธรรม.....
มีผู้คนเพียงนิด ที่มองสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเหรียญในกระเป๋า....

ดีใจที่มีสหายเช่นพวกท่าน.... สาธุ



โดย : กระบี่คลุมวรุณ
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 11 : 36 ]

สำหรับเสียงเพลงปู่คือผู้ชนะเสมอ ปู่คือหญิงเหล็กในความรู้สึกของเสียงเพลง

คนเราตายไปก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ ขนาดสังขารยังกลายเป็นเศษขี้เถ้า ขอพูดแค่นี้แหละปู่

โดย : เสียงเพลง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 11 : 37 ]

ข้าสายตาไม่ดี..อ่านอะไรยาวๆก้อไม่ดี..แค่ได้อ่านของ"เสียงเพลง"
อืม..สั้นดีอ่านง่ายไม่ปวดตา

โดย : กายใจฯ
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 12 : 43 ]

วิญญาณพเนจร สหายข้า
ช่วยภาวนาให้หัวใจข้า เป็นสีขาวด้วยเถิด
......
ท่านกระบี่คลุมวรุณ
ดีใจที่มีสหายเช่นท่าน...

เสียงเพลงหลานปู่
ข้าทำตามสัญชาตญาณเท่านั้น

"เผ่ามาไซ...เมื่อถูกคุมขัง ในที่คับแคบ เขารู้สึกว่าเขากำลังจะตายในทันที"

"สุนัขเร่ร่อน ที่ไม่เคยถูกล่ามโซ่ ...ย่อมทรมาน เมื่อถูกล่าม "

"ราชสีห์ที่เติบโตอยู่ในป่า ย่อมโหยหาป่า ยามถูกพรากมาจากป่า"

เสรีภาพ...แบบฉบับโง่ๆของข้า คือ...."ที่นี่ และเดี๋ยวนี้"
แพ้หรือชนะ ไม่สำคัญ

สหายรัก


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 12 : 59 ]

กายฯ

(อันนี้สั้นกว่า )

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 13 : 0 ]

กู่ฯ
(อันนี้สั้นกว่านะ)

โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 13 : 17 ]


สั้นกว่า ใจความสมบูรณ์


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 13 : 33 ]



โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 13 : 44 ]



โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 13 : 47 ]



โดย : เสียงเพลง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 21 ]



โดย : กายใจฯ
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 48 ]

อย่ามองงั้นดิ...


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 14 : 56 ]

รู้นะ คิดอะไรอยู่


วางแล้วจ้า


โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 15 : 2 ]

อ้าว...มันกลับมาอยู่ในมืออีกหล่ะ

มามะ มาดื่มกัน



โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 15 : 10 ]



โดย : จอมยุทธ
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 15 : 15 ]



โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 15 : 15 ]

ประกาศ...ประกาศ
ปิดกระทู้ ทรมานสายตา...หัวใจ.และอื่นๆ..นี้ซะที

เรียน ท่านอาจารย์ ท่านพี่ เหล่าสหาย และวิญญาณบ้า
เนื่องจากกระทู้ของข้า ทรมานจิตใจที่ไม่ชอบการอ่านอะไรยาวๆของท่านบางคน และบางตน

และรบกวนชีวิต อันปกติสุขของบางท่าน โดยเฉพาะท่านอาจารย์เฒ่า ท่านพี่มะอึกและท่านLOTH (อันไม่ปรากฏนามในนี้แต่อย่างใด) ข้าขอขอบพระคุณยิ่งในคำแนะนำทั้งหลาย ซึ่งได้นำไปใช้ประโยชน์แล้ว ในชีวิตจริง

เรียนท่านสมาชิก ผู้เข้ามาตอบกระทู้ทั้งหลาย ข้าซาบซึ้งใจยิ่ง ที่ท่านมีเมตตาจิตต่อข้า และปรารถนาดีต่อข้า อย่างจริงใจ

ต่อแต่นี้ไปข้าจะไม่บังอาจ ทำความทรมานสายตา หัวใจและอื่นๆ ต่อท่านอีก

พิเศษอย่างยิ่งแด่ ท่านเจ้าของบ้าน แม้ท่านจะไม่เอ่ยสำเนียงใดๆออกมา แต่ข้าประมาณได้ว่า ท่านกำลังเดินยามอยู่
ข้าจึง มิกล้าบังอาจ มาสร้างความแตกแยกใดๆ ในบ้านนี้ได้

คารวะ...ปิดกระทู้

อ้อ...เรื่องแผ่นดินที่ถูกปล้น...ภูเขาที่ถูกแย่งชิง ไม่มีอะไรเกี่ยวกับบ้านนี้ก็จริง แต่ข้าเอาเกี่ยว จนได้หลายกระทู้สินา....ฮิ ฮิ ฮิ ฮิ

คารวะ...ปิดแล้วจริงๆ

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 16 : 17 ]



โดย : จอมยุทธ
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 16 : 43 ]

บอกว่าปิดแล้ว ยังเข้ามาอีก
ใครเนี่ย..

อ้าว...ท่านเจ้าของบ้าน
งั้นตามสบายนะ....ข้าไปก่อนล่ะ
ผีหลอกไม่รู้ด้วย

บาย

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 16 : 54 ]

มาหลอกมาหลอนตอนเย็น ๆ

โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 17 : 13 ]

แพ้รึ
อึด
อึด
อึด
ช่างมันช๊านไม่ยี่หระ
..
..
..
..
..
..
ยิ้ม
ยิ้ม
สดใส
กว้างใหญ่
55
55
..
..
..
ตาย
แอ๊ก

โดย : ห่านหิมาลัย
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 19 : 7 ]

กอดหน่อย กอดหน่อย
คิดถึงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง



โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 19 : 27 ]

ท่านกู่ไปเล่นแดนสนทนาบ้างนะข้าคิดถึงคนแก่อิอิ

โดย : จอมยุทธน้อยแห่งวัดเส้าหลิน(กระป๋อง)
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 21 : 0 ]

อากอะออกอ่าอิอึ๋งอ๊ะ.....

โดย : กายใจฯ
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 7 ก.พ. ปี 2006 [ 21 : 3 ]

แพ้เป็นมาร ชนะก็เป็นมาร

ก็ข้าคือจ้าวตำหนักมารไง ฮิฮิ

โดย : จ้าวตำหนักมาร
เมื่อเวลา : พุธ ที่ 8 ก.พ. ปี 2006 [ 9 : 59 ]

อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง ประกอบด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์หลากหลายรูปแบบ
ได้แก่ สภาพป่าเขาซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ
จึงมีจุดเด่นซึ่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้หลายจุด

1 ยอดเขาเหมน เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง
สูงประมาณ 1,235 เมตร จากระดับน้ำทะเลเป็นป่าดิบเขา เป็นยอดเขาชมวิวที่สวยงามคล้ายภูกระดึง
2. น้ำตกโยงมีทั้งหมด 7 ชั้น มีน้ำไหลตลอดทั้งปีและมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติอยู่บริเวณที่ทำการฯ
3. น้ำตกคลองจัง มี 5 ชั้น สายน้ำไหลลดหลั่นลงมาจากชั้นแรกสูงประมาณ 10 เมตร
4. น้ำตกปลิว มีชั้นน้ำตกทั้งหมด 8 ชั้น แต่ละชั้นจะมีความสวยงามที่แตกต่างกัน
5. น้ำตกหนานเตย มีชั้นน้ำตกทั้งหมด 3 ชั้น มีต้นเตยเป็นลักษณะเด่นบนชั้นน้ำตก
6. น้ำตกหนานปลิว 1 เป็นน้ำตกที่มีความสูงประมาณ 20 เมตร กว้าง 12 เมตร มีน้ำไหลทั้งปีและปริมาณน้ำมากที่สุด
7. น้ำตกหนานปลิวมี 2 ชั้น เรียกว่า หนานตากผ้าในน้ำตกหนานปลิว
8. น้ำตกหนานโจร เป็นน้ำตก 7 ชั้นมีปาล์มร๊อค (ต้นลานสกา) เป็นลักษณะเด่นมีน้ำไหล ทั้งปี
9. น้ำตกวังปลิง มีน้ำตกที่สวยงามและมีลานหินเป็นบริเวณกว้างเหมาะสำหรับการพักผ่อน
10. น้ำตกคูหาสวรรค์ มีน้ำตก 7 ชั้น มีหินก้อนใหญ่มหึมาตั้งอยู่กลางน้ำไหลออกทั้งสองข้าง
11. บริเวณค่ายผู้ก่อการร้ายในอดีตมีหลุมหลบภัยและบังเกอร์ ลานประชุมเป็นจุดเด่น
12. จุดชมวิวยอดเขาคูหา เป็นป่าดิบเขาจะมองเห็นทิวทัศน์ อำเภอทุ่งสง ตัวเมืองนครศรีธรรมราช และชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก อำเภอปากพนัง ถึงแหลมตะลุมพุก มีทะเลหมอกและชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินสวยงามมาก

ยอดเขาพระสุเมรุ (ยอดเขาเหมน) ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ต.นาบอน อ. นาบอน จ. นครศรีธรรมราช
สภาพโดยทั่วไป

เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด ประมาณ 1,235 เมตร (เป็นยอดเขาที่สูงทีสุดในเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง)
ซึ่งมีสภาพป่าที่สมบูรณ์และสวยงาม ประดับไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิ
โดยเฉพาะกล้วยไม้ป่า (รองเท้านารี)
มองลงมาจะเห็นสภาพพื้นที่คล้ายทะเลหมอก และสามรถมองพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก
จะเห็นท้องที่อำเภอนาบอนและอำเภอทุ่งสงอย่างเด่นชัด
โดยเดินทางจากอำเภอทุ่งสงตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข A 18 ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร ถึงที่ทำการหน่วยพิทักษ์ ฯ
แต่ถ้าเดินทางด้วยเท้าจากน้ำตกคลองจัง ถึงยอดเขาพระสุเมรุ (ยอดเขาเหมน) ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร

ตามรายละเอียดได้ที่
http://www.tungsong.com/Yong_Nation/Data/Travel.html

http://www.dnp.go.th/parkreserve/asp/style1/default.asp?npid=206&lg=1


โดย : Low
เมื่อเวลา : พุธ ที่ 8 ก.พ. ปี 2006 [ 23 : 27 ]


วันที่4 lยื่นจดหมายลงนามคัดค้านร่วมกันหลายฝ่าย (รวมมั้งอบต.ช้างกลาง สภาทนายความท้องถิ่น) ให้ผู้ว่าทราบ

วันที่ 8 ป่าไม้ขอนัดชี้แจง ชาวบ้านบ้านท้ายเหมืองรอฟังประมาณ 100 คน (รวมทั้งนักข่าวท้องถิ่น)

เจ้าหน้าที่ไม่มา แต่มีฮิลิคอปเตอร์ บินวนแทน

วันที่ 12 และ.13 14 .... สำรวจความเป็นจริงอีกครั้ง (ชาวบ้าน นักวิชาการ ภูมิปัญญาชนท้องถิ่น เยาวชน) เดินทางขึ้นถึงยอด ถ่ายรูปมาบอกเล่าคนที่ไม่ได้ขึ้นไป ให้เห็นถึงความเปราะบางของยอดเขา

กลุ่มชาวบ้านเชิงเขา มีความเห็นแตกแยกเป็นสองฝ่าย แต่ยังไม่มีอะไรรุรแรง

เจ้าหน้าธรณีวิทยายืนยันอันตรายมาก แนะนำให้ฟ้องศาลปกครอง และพร้อมจะเป็นพยานให้

เอกสารสำรวจของทางธรณีวิทยา สดๆร้อนๆ และภาพถ่ายตอนที่หมู่บ้านคีรีวงศ์ อำเภอลานสกา ถล่ม ตายนับร้อย ทำให้ชาวบ้านเข้าร่วมคัดค้าน

คารวะ.....

โดย : กู่ก่งก๊ง
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 9 ก.พ. ปี 2006 [ 8 : 31 ]

อืม//ขอคุณพระคุ้มครองคนดี

โดย : วิญญาณพเนจร
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 9 ก.พ. ปี 2006 [ 19 : 22 ]

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook