บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ชุมนุมจอมยุทธ
แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (2)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13

หัวข้อ : ฟิคเรื่องแรกที่ลงในเน็ท อ่านดูนะ


บทที่ 1
ลาก่อนโลกใบนี้ สวัสดีโลกใหม่

เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งวัย17ปี ผมสีน้ำตาลธรรมชาตินัยน์ตาสีน้ำเงิน อาซาคุระ ฮิเดกิ ไฮสคูลปี2 เด็กหนุ่มอัจฉริยะผู้สอบวัดระดับความรู้ได้ที่1ของประเทศลูกชายคนโตของนักธุรกิจระดับแนวหน้าของประเทศอีกทั้งยังเป็นแชมป์เคนโด้3ปีซ้อน เป็นชีวิตที่แสนสมบูรณ์แบบที่ใครหลายคนเฝ้าปรารถนา....แต่ตัวเค้ากลับไม่คิดเช่นนั้นเลย

“อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่” อาซาคุระ ฮินะน้องสาววัย14ปีเธอผู้มีผมยาวสีน้ำตาลอ่อนดวงตาสีน้ำตาล สาวน้อยน่ารักที่แสนอ่อนโยนของฮิเดกิ อนิจจาเธอเกิดมาพร้อมโรคหลอดลมอักเสบทำให้ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เป็นนิจด้วยร่างกายที่ไม่แข็งแรงทำให้เธอไม่มีโอกาสไปเที่ยวกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน
“อรุณสวัสดิ์ วันนี้รู้สึกเป็นไงบ้าง”
“แข็งแรงดีค่ะ…พี่ค่ะ...คือว่า”
“หือ มีอะไรเหรอ”
“เอ่อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่คิดว่าคุณพ่อกับคุณแม่ เอ่อคือเราไม่ได้ทานข้าวด้วยกัน...นานแล้ว...”
ฮิเดกิเงียบไปชั่วครู่เค้ารู้ดีว่าน้องรู้สึกเช่นไร“ช่วงนี้พ่อกับแม่เค้างานยุ่งน่ะ แต่อีกไม่นานงานก็เสร็จแล้วล่ะ”เค้าพูดประโยคนี้กับฮินะกี่ครั้งแล้วนะแล้วกี่ครั้งแล้วที่เธอยิ้มรับอย่างเศร้าๆแบบนี้... “หรือว่าเบื่อกินข้าวกับพี่ชายแล้วเหรอ”ฮิเดกิแกล้งพูดประชดน้องสาวแล้วก็ขำที่เธอลนลานปฏิเสธ ดีจริงยิ้มออกแล้วสินะ...

ณ.โรงเรียนมัธยมเอกชนชื่อดัง...
“อาซาคุระ เหม่ออะไรอยู่น่ะตั้งใจเรียนหน่อยสิ การสอบวัดระดับความรู้ของปีนี้ใกล้เข้ามาแล้วนะ เธอน่ะเป็นหน้าเป็นตาของโรงเรียนนะ ตั้งใจหน่อยสิ”
“ครับ ครับ ทราบแล้วครับอาจารย์” เค้ารู้สึกได้เลยกระแสความอิจฉาของเพื่อนร่วมห้องนั้นสินะก็ในเมื่อเค้าได้ที่1 เพื่อนคนอื่นย่อมโดนเปรียบเทียบอยู่แล้วการที่จะอิจฉาปนเกลียดมันก็เป็นเรื่องปกติ...เป็นหน้าเป็นตาของโรงเรียน เหอะพูดซะหรูเลิศ ความจริงเค้าก็เป็นตัวสร้างชื่อเสียงให้ก็เท่านั้น...เป็นแค่เครื่องมือ เชอะน่าทุเรศเป็นบ้า

บ้านตระกูลอาซาคุระ...
และแล้วเย็นนี้เค้าก็ต้องทานข้าวกับน้องแค่สองคนอีกแล้ว...
“ราตรีสวัสดิ์ค่ะพี่ ฝันดีนะค่ะ”
“ราตรีสวัสดิ์ พักผ่อนมากๆนะ” ตอนนี้เค้ารู้สึกกระหายน้ำจึงคิดว่าจะลงไปดื่มน้ำเสียหน่อยแล้วค่อยนอน“อ่ะ สวัสดีครับพ่อแม่ ฮินะเพิ่งหลับไปเมื่อสักครู่เองครับ…พ่อฮะ แม่ฮะคือพรุ่งนี้อยู่ทานข้าวด้วยกันได้มั้ยฮะ”
“เอ่อ ขอโทษนะจ๊ะ ฮิเดะ คือพรุ่งนี้แม่กับพ่อต้องไปติดต่อธุรกิจที่สำคัญมากๆเลยล่ะจ๊ะ ต้องไปตั้งแต่เช้าเลยล่ะจ๊ะ แล้วก็คงไม่กลับบ้านจะไปค้างโรงแรมน่ะ”
“แต่ฮินะ ฮินะ อยากทานข้าวกับพ่อกับแม่ อยากมากเลยนะครับ ช่วยอยู่ทานข้าวก่อนค่อยไปไม่ได้เหรอครับ ไม่นานรับรองไม่นานหรอกครับ”
“ฮิเดกิ ลูกได้ยินที่แม่พูดแล้วนี่” เสียงของผู้เป็นพ่อตัดบทสนทนาก่อนจะหายลับไปในความมืด
อาซาคุระ ฮิเดกิ ยืนอยู่เดียวดายท่ามกลางความมืดสองมือกำมัดแน่น พรุ่งนี้เค้าจะบอกน้องว่ายังไง...ในมุมหนึ่งของความมืด อาซาคุระ ฮินะ ที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดเดินกลับเข้าห้องน้ำตาไหลอาบแก้ม...

สวนสาธารณะ...
สุดท้ายฮิเดกิก็ไม่ได้พูดถึงพ่อแม่ให้ฮินะฟัง เลิกเรียนแล้วแต่เค้าก็ยังไม่อยากกลับบ้าน เขานั่งเล่นอยู่บนชิงช้าในสวนสาธารณะ พลางคิดอะไรเรื่อยเปื่อย...
“ชิอง ชิอง มานี่เร็วสำเร็จงานนี้ต้องสำเร็จแน่ อ้าสุดยอดการทดลองของชั้น ชิองมานี่เร็วเรียกสายฟ้าให้ทีเวทสายฟ้าในHi-ancient น่ะเร็วๆ พ่อตื่นเต้นจะแย่แล้ว” ชายวัยกลางคนที่ท่าจะสติไม่สมประกอบกำลังยืนอยู่หน้าวงเวทขนาดใหญ่ การทดลองอะไรน่ะฮิเดกิไม่เข้าใจสิ่งที่เห็นเลย
“มาแล้วค่ะพ่อ” เด็กสาวใบหน้าสะสวยท่าทางจะอายุน้อยกว่าฮิเดกิ โผล่เข้ามาและเริ่มพูดภาษาแปลกๆ ที่ฟังแล้วไม่เข้าใจน่าจะเป็นละตินมั้ง “เคโนเททอส...”
“โอย อูย เจ็บ ว่าแต่เมื่อกี้เราฝันแปลกจังเลยแฮะ” เหมือนเขาจะเหนื่อยแล้วเผลอหลับไป แล้วก็ตกชิงช้า แต่ช่างเป็นฝันที่แปลกเหลือเกิน ระหว่างที่ฮิเดกิกำลังคิดถึงความฝันนั้นอยู่ สายตาเขาก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กวิ่งตัดถนนไปเก็บลูกบอลกลางถนน ทางซ้ายรถสปอร์ตสีแดงกำลังวิ่งมาด้วยความเร็วดูเหมือนคนขับจะไม่ได้ทันสังเกตุเห็นเด็กชาย ไม่ได้คิดเลยสักนิดถึงผลที่ตามมาฮิเดกิวิ่งไปทางเด็กชายสุดฝีเท้าสมองตื้อจนไม่ได้ยินเสียงหวีดหวิวที่ทำให้กายเย็นเฉียบของมัจจุราชความตายกำลังเพรียกหา ฮิเดกิกระโจนไปกลางถนนผลักเด็กชายผู้ไม่รู้เรื่องให้พ้นทาง เด็กชายกระเด็นออกนอกเส้นทางและ...โครม!!!…
“อ่ะ...กะ...เกิด เกิดอะไรขึ้น ที่นี่ ที่ไหน แล้วชั้น...เกิดอะไรขึ้น” ฮิเดกิลืมตาขึ้น ภาพที่เขาเห็นคือห้วงสีดำมืดเค้าไม่เข้าใจอะไรเลย นี่มันเกิดอะไรขึ้น???
“ที่นี่คือห้วงแห่งเวลา”
ฮิเดกิมองไปทางต้นเสียง ชายแก่ในชุดขาว ถือไม้เท้าชวนให้นึกถึงพ่อมดในการ์ตูนจริงๆ บนบ่าของชายแก่มีตัวสีขาวคล้ายๆเฟเร็ตเกาะอยู่ นี่เขากำลังฝันอยู่หรือไง
“คุณ...เป็นใคร”
“ข้าคือผู้เดินทางไปในห้วงแห่งเวลา อาซาคุระ ฮิเดกิฟังให้ดี เจ้า...ตาย...แล้ว”
“อึก!!!...ตาย...ชั้น...ตายแล้ว” เป็นเวลาหลายสิบวิกว่าเสียงนั้นจะทะลุโสตประสาทเข้าไป ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางใจฮิเดกิเขาตายแล้ว ตาย อา ตอนนี้ท้องไส้เขาบิดตัวเหมือนจะขาดเป็นเสี่ยงๆ อยากอาเจียน หัวเขามีแต่สีขาวโพลนหมุนติ้วอย่างประหลาด ทั้งมือทั้งขาสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เขาตายแล้ว ตายแล้ว อยากร้องไห้อยากร้องตะโกนแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา...เขา อาซาคุระ ฮิเดกิได้ตายไปแล้ว...ฉับพลันในหัวของเขามีแต่ภาพของคนรู้จัก พ่อแม่ ครู เพื่อน...ฮินะ ฮินะจะเป็นยังไงจะรู้สึกยังไง เสียใจ...แค่ไหน แล้วต่อจากนี้เธอจะทำยังไง...
“เจ้าเสียใจที่ช่วยเด็กหรือไม่” ชายผู้เดินทางไปในห้วงแห่งเวลาถาม
“.......ไม่รู้ แต่คงไม่ดีใจแน่ ฮ่ะ ฮ่ะเสียใจมั้ยก็ไม่รู้ ดีใจเสียใจมันสำคัญตรงไหน ก็ชั้น...ชั้น ตายแล้ว”
“เจ้าตอบได้ดีอาซาคุระฮิเดกิ ใช่!!เจ้าตายแล้ว ตายแล้วที่โลกนั้นแต่ในอีกโลกหนึ่งเจ้ากำลังจะมีชีวิตใหม่!! ”
“...หา!?? พูดอะ...ไรน่ะ ตายแล้วในโลกนั้นแล้วจะมีชีวิตใหม่ในอีกโลก ไม่เห็น...เข้าใจเลย” ฮิเดกิทวนคำอย่างงง นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน

“ฟังให้ดีอาซาคุระ ฮิเดกิ ตัวเจ้าในโลกนั้นตายไปแล้วเพราะอุบัติเหตุรถชน แต่ว่า...ในอีกโลกหนึ่งมี...เออ ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆก็ นักวิทยาศาสตร์ของโลกนั้นได้เขียนวงเวทอัญเชิญ วงเวทอัญเชิญคือการเรียกสิ่งมีชีวิตจากที่หนึ่งมาอีกที่แต่เป็นในโลกเดียวกันเท่านั้น แต่นักวิทยาศาสตร์คนนี้ได้เขียนวงเวทที่ไม่ธรรมดาตรงที่ไม่ได้เชิญสิ่งมีชีวิตในโลกเดียวกันแต่เป็นการอัญเชิญข้ามมิติ...”
“จะบอกว่าคนที่ถูกอัญเชิญมาคือผมเหรอ”
“เข้าใจอะไรเร็วดีนี่ ใช่เป็นเวลาเดียวกับที่เจ้าถูกรถชนช่วงเวลาที่วิญญาณกำลังจะหลุดออกจากร่างเนื้อ เจ้าก็ถูกเรียกไปด้วยเหตุนี้เจ้าถึงยังมีชีวิตอยู่…ข้ารู้ว่าใจเจ้าคิดอะไร เจ้าไม่สามารถกลับไปมีชีวิตที่โลกนั้นได้อีกแล้ว จิตใจวิญญาณ กายเนื้อยังมีอยู่ครบในอีกโลก แต่ในโลกของเจ้า...เจ้าก็เป็นซากศพที่มีแต่วิญญาณ เอาล่ะเจ้ามีตัวเลือก2ข้อ จะกลับไปเป็นซากศพที่โลกโน่นหรือจะมีชีวิตที่อีกโลกหนึ่ง ขอบอกไว้อย่างโลกที่เจ้าจะไปอยู่นั้นมีสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ทุกอย่างต่างกับโลกของเจ้าโดยสิ้นเชิงไม่แน่ว่าเจ้าไปอยู่โลกนั้นไม่นานเจ้าก็เอาตัวไม่รอดจนตายอีกนั้นแหละ เลือกมา!!!”
“...เฮอะ คำก็ตายสองคำก็ตาย ตายแล้วก็ตายอีก ยังไงยังไงก็ไม่มีทางพ้นความตายอยู่แล้วนี่มันเรื่องบ้าอะไรกันให้ไปอยู่โลกไหนก็ไม่รู้เนี่ยนะ โธ่เว้ยจะบ้าหรือไงทำไม ฮึ่ย.....ผมน่ะมีน้องสาวอยู่คนหนึ่งเธอเป็นคนที่น่ารักและอ่อนโยนมาก มากมากเลยล่ะเรามีกันสองคนถ้าผมตายเธอก็ต้องอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวเธอจะมีชีวิตต่อไปยังไงเธอจะเศร้าใจขนาดไหน ผม ผมจะทำยังไงดี นี่น่ะเหรอคือสิ่งที่แน่นอนที่สุดต้องตายเองถึงจะรู้ อา ตาย ผม…ผม” น้ำตาค่อยๆไหลรินหยดลงไปในฝ่ามือที่สั่นเทาเขาทรุดตัวลงพร่ำเพ้อประหนึ่งคนเสียสติ...ภาพความทรงจำเก่าๆปรากฎชัดในหัวอันว่างเปล่า...

“ฮินะ ห้ามทำแบบนี้อีกนะ รู้มั้ยพี่เป็นห่วงมากเลย ถ้า ถ้าเธอเป็นอะไรไป แล้ว แล้วพี่จะทำยังไง”
“หนูขอโทษ หนูรู้ว่าร่างกายไม่แข็งแรงแต่ แต่หนูปล่อยให้เจ้าตูบมันจมน้ำตายไม่ได้นี่ แถวนั้นก็ไม่มีใครหนูตะโกนเรียกคนมาช่วยตั้งนาน จนมันกำลังจะจมแล้วไม่มีทางเลือกนี่หนูก็ต้องโดดลงไปช่วย หนูปล่อยให้มันตายไม่ได้หรอก พี่ค่ะถึงหนูจะรอดมาได้แต่ต้องยืนดูมันตายไปต่อหน้าต่อตาหนูก็ไม่มีความสุขหรอกค่ะ”
“พี่ก็ไม่มีความสุขเหมือนกันถ้าต้องเสียเธอไป”
“พี่ค่ะ ขอบคุณนะคะหนูดีใจจริงๆที่พี่รักและเป็นห่วงหนูขนาดนี้ พี่ค่ะถึงหนูเป็นอะไรไปพี่ก็ต้องเข็มแข็งลุกขึ้นยืนก้าวเดินไปข้างหน้าอย่าตัดใจที่จะมีชีวิตอยู่ ฮิฮิ หนูจะเดินตามหลังเคียงข้างพี่เสมอ ”……..

“...อย่าตัดใจที่จะมีชีวิตอยู่…เคียงข้างพี่เสมอ…” เสียงของฮินะดังก้องซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวฮิเดกิ เขาเช็ดน้ำตาลุกขึ้นยืน ใช่ อย่าตัดใจที่จะมีชีวิตอยู่ ฮินะขอบใจนะเธอเข็มแข็งจริงๆพี่ไม่ยอมตายอยู่ตรงนี้หรอก ฮินะพี่จะไม่พูดว่าลาก่อนหรอกนะ เราจะอยู่เคียงข้างกันเสมอ ไม่ว่าอะไรรออยู่พี่จะไม่ยอมแพ้หรอก
“ดูเหมือนจะตัดสินใจได้แล้วสินะ ช่างเข็มแข็งทั้งพี่ทั้งน้องเลย ฮึ ข้าชักถูกใจเจ้าแล้วสิ”
“ตอนแรกนึกว่าจะเสียสติไปแล้วซะอีก” ตัวที่น่าจะเป็นเฟเร็ตพูดขึ้น


“อึ่ย เฟ เฟเร็ตพูดได้ด้วย” ฮิเดกิมองไปที่เฟเร็ตอย่างงงๆ พูดได้เฟเร็ตพูดได้ อะไรกันนี่
“ข้าไม่ใช่เฟเร็ตนะ หนอยเจ้าเด็กบ้า ข้ามีนามว่า ปาคาโอเรียกคาโอเฉยๆก็ได้ ”
“…………”
“เราเสียเวลามามากแล้วอาซาคุระ ฮิเดกิ เจ้าพร้อมแล้วใช่มั้ย ถ้าเช่นนั้นปาคาโอเจ้าไปคอยช่วยเขาก็แล้วกัน”
“เอาเฟเร็ตไปช่วย แล้วมันจะทำอะไรได้เหรอครับ”
“หนอยเจ้าเด็กบ้า บอกแล้วไงข้าไม่ใช่เฟเร็ต เชอะถ้าไม่มีข้าเจ้าก็ไม่มีทางหลุดจากห้วงมิตินี้ได้หรอก” ปาคาโอกระโดดออกจากบ่าของชายชราไปเกาะอยู่บนหัวของฮิเดกิ “งั้นข้าน้อยไปล่ะนะขอรับ”
“ทั้งสองคนโชคดีนะ”
ฉับพลันบังเกิดแสงสว่างโอบล้อมทั้งสองคนไว้ แสงนั้นสว่างเสียจนฮิเดกิตาพร่าสติค่อยๆเลือนลางหายไป...ฮิเดกิลืมตาขึ้นอีกครั้งรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวเหมือนวิ่งมาสัก2กิโล เมื่อปรับสายตาจากให้ภาพที่เห็นชัดเจนได้เขาพบว่าตัวเขาได้มาอีกโลกนึงแล้ว เขามองไปรอบตัวเขากำลังนอนอยู่บนเตียงสีขาวบรรยากาศรอบตัวดูมืดทึบมีแต่แสงสลัวๆ จมูกเขานอกจากกลิ่นอับชื้นแล้วยังได้กลิ่นไหมืเหมือนอะไรเพิ่งระเบิดออก เขาได้ยินเสียงฝีเท้าคนกำลังเข้ามาในห้องนี้พร้อมกลิ่นหอมๆของอาหาร ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา เด็กหญิงผมทองยาวสยายนัยน์ตาสีเขียวมรกตเสียงใสก้องกังวาน สาวน้อยที่เห็นในความฝันที่โลกของเขาก่อนที่เขาจะตาย!!
“สวัสดี รู้สึกเป็นยังไงบ้าง”
......การผจญภัยในต่างโลกเริ่มขึ้นแล้ว สิ่งที่รออยู่คืออะไร.......



คือเรื่องนี้ลงไว้ในห้องร้อยบุปผา แต่อยากฟังคำวิจารณ์เลยลงห้องนี้ด้วย ไงก็ช่วยวิจารณ์หน่อยนะ

โดย : LEOON
เมื่อเวลา : พุธ ที่ 8 มี.ค. ปี 2006 [ 11 : 12 ]

..........ภาระหนักอึ้ง บนไหล่ อันบอบบาง.....
..........ไม่มีคำอธิบาย เพราะผู้ใหญ่ เองก็ ไม่เข้าใจ....
..........ร่ำเรียนให้เป็นหนึ่ง เพียงแค่เป็นหน้าเป็นตา ของผู้ใหญ่ ใจมืดบอด....
..........สุดท้าย การตัดสินใจ วูบแรกแห่งจิคใจ ของสองเด็กน้อย..กลับ ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด...ตบหน้าผู้ใหญ่ที่ใจไร้แก่นสาร.....

โดย : ถั่วทอด
เมื่อเวลา : พุธ ที่ 8 มี.ค. ปี 2006 [ 15 : 1 ]

ถ้าจะให้วิจารณ์ ทำไม? ชื่อ ไทยๆ ไม่มีหรือ?
จินตนาการ ถ้าไม่ได้แปลมา ถือว่า ใช้ได้
เป้าหมาย ต้องการสื่อ อะไร? โลกหลังความตาย
ความรัก ของพี่กับน้อง หรือ ประท้วง การไม่สนใจจิตใจ ของพ่อแม่
ต่อ ลูกๆ
แต่อย่างไร? ถือว่า มีความพยายาม

นักวิจารณ์ ทำเอง ก็ไม่ได้ เข้าท่า หรอก แต่วิจารณ์ ผู้อื่น นี่มันง่ายกว่า ทำเอง เพราะ ฉะนั้น อย่าเกรง กับ คำวิจารณ์

โดย : วาสิน ไทยแท้
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 9 มี.ค. ปี 2006 [ 21 : 9 ]

บทที่ 2
ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งเวทย์มนต์


“สวัสดี รู้สึกเป็นยังไงบ้าง” เสียงใสๆของเด็กสาวในความฝันถามขึ้นเธอถือชามซุปร้อนๆที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนมาให้เขา เขาดื่มไปคำหนึ่งซุปร้อนๆไหลผ่านไปตามคอเรียกกำลังวังชาความรู้สึกต่างๆของเขาให้กลับมาอีกครั้ง
“เอ่อ สะ...สวัสดี...ครับ”
“ปาคาโอจังเล่าทุกอย่างให้ฟังหมดแล้ว เธอมาจากต่างโลกจริงๆสินะไม่อยากเชื่อเลย อ้อชั้นชื่อ ชิอง ชิอง ไดอะเลส ยินดีที่ได้รู้จัก” สาวน้อยในความฝันแนะนำตัวเองพร้อมยื่นมือมาให้จับ ท่าทางการทักทายของที่นี่จะเหมือนกันกับที่โลกสินะนั่นสิซุปที่ให้กินถึงจะไม่รู้ว่าทำจากอะไรแต่ก็คล้ายๆที่โลกแล้วยังบอกชื่อก่อนนามสกุลอีก
มันก็เหมือนประเทศทางตะวันตกนั้นแหละ
“ผมชื่อ...อ่ะ จะ จะทำอะไร...” จู่ๆชิองก็เอามือมาแตะหน้าผากเขาแล้วยืนหน้าเข้ามาเสียจนเห็นดวงตาสีเขียวนั้นอย่างชัดเจน เขารู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวยังไงชอบกล
“ฮิฮิ ดูเหมือนเธอจะไม่มีไข้นะ หน้าเธอซีดมากเลยรู้มั้ยแต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงแล้ว ฮิฮิ อ่ะเมื่อกี๊เธอบอกว่าชื่อเธออะไรนะ”
“ผะ...ผมชื่อฮิเดกิ ฮิเดกิ อาซาคุระ” พูดพลางยืนมือไป
แล้วทั้งสองคนจับมือกันอยู่นั้น ชายวัยกลางคนที่ฮิเดกิเห็นในความฝันก็เดินเข้ามาในห้อง ชายผู้นี้มีผม
ยาวสีน้ำตาลทองรวบไว้ข้างหลังมีดวงตาอ่อนโยนสีเดียวกับสีผมเขานั่งลงบนเก้าอี้ที่ใกล้ที่สุดชิองก็นั่งลงบนปลายเตียงที่ฮิเดกินอนอยู่ ฮิเดกิกระเถิบไปเล็กน้อยให้เธอนั่ง
“ไง พ่อหนุ่มฟื้นแล้วสินะ ก่อนอื่น อาชั้นยังไม่ทันแนะนำตัวเลยสินะ ชั้นชื่อว่า โฮราจ ไดอะเลส เป็นพ่อของชิองและเป็นคนเขียนวงเวทอัญเชิญพาตัวเธอมาที่นี่ ฮิเดกิคุงชั้นขอโทษจริงๆที่พาตัวเธอมาแบบนี้อย่าห่วงเลยนะชั้นจะรับผิดชอบเธอเองเรื่องปัจจัย4ของเธอชั้นจะจัดการให้ ก่อนอื่นเลยเธอพักอยู่กับเราที่นี่ได้เรามีห้องว่างอยู่พอดีเรื่องอื่นๆนอกจากนี้ชิองกับชั้นจะบอกเองส่วนเธอก็ค่อยๆเรียนรู้ค่อยๆเป็นค่อยไปล่ะกันนะ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วเธอพักผ่อนเสียเถอะ ที่เหลือค่อยว่ากันพรุ่งนี้” ว่าแล้วเขาก็เดินออกไป
“นี่!! พรุ่งนี้ชั้นจะพาเธอไปชมรอบๆนะ เธอนอนห้องนี้แหละ ราตรีสวัสดิ์” ชิองยิ้มให้แล้วเดินจากไป คาโอกระโดดลงจากบ่าชิองมายืนตรงหน้าเขา
“ไง เจ้าหนู ไม่ว่านายจะรู้เรื่องหรือไม่แต่ตอนนี้ทั้งชั้นทั้งนายมาอยู่อีกโลกนึงแล้วนะเท่าที่ดูสองพ่อลูกนั่นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ชั้นว่าตอนนี้เราพัก...เฮ้!!จะไปไหนน่ะเจ้าหนู เฮ้!!”
ฮิเดกิลุกออกจากเตียงเดินไปจากห้องบ้านนี้ไม่ได้กว้างอะไรเลย เดินไม่นานก็ถึงทางออกเขาจะต้องไปให้เห็นกับตาว่าโลกนี้เป็นยังไงกันแน่ เมื่อออกจากประตูเขาถึงกับตะลึงกับภาพเบื้องหน้าที่เห็น บ้านของสองพ่อลูกนั่นเป็นถ้ำอยู่บนเนินเขา สายลมเย็นๆมาปะทะตัวเขามองไปรอบๆไกลเท่าที่สายตาของเขาจะมองเห็น ถึงแม้ว่าจะมืดแล้วแต่ก็ยังเห็นป่าไม้ไกลออกไป เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด เขาเดินออกไปตามทางที่ยืนออกมาจากตัวถ้ำลมชักแรงขึ้นเรื่อยๆ ฮิเดกิมองออกไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้าตัวของเขาสั่นอย่างประหลาด ไม่ใช่เพราะลมที่แรงขึ้นแต่เขากำลังกลัว กลัวสิ่งที่เขากำลังเผชิญกลัวในสิ่งที่เขาเองยังไม่รู้ เขายกมือขึ้นกอดอกกัดริมฝีปากแน่น อีกด้านชิองที่แอบมองอยู่เธอพอเข้าใจว่าฮิเดกิรู้สึกเช่นไรกับการที่ต้องอยู่คนเดียวท่ามกลางโลกที่ไม่รู้จักเธอรู้สึกสงสารเขาจับใจ ชิองเดินออกไปหมายจะพูดปลอบใจเขาสักนิด แต่มือแข็งแรงที่อบอุ่นของพ่อจับไหล่เธอไว้พร้อมสายหน้า นี่เป็นเรื่องที่ฮิเดกิจะต้องยืนหยัดให้ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นสองพ่อลูกไดอะเลสและปาคาโอจึงได้แต่เฝ้ามองอยู่ใกล้ๆ ปล่อยให้ฮิเดกิยืนหยัดขึ้นผ่านพ้นด้วยตัวของเขาเอง

เช้าตรู่วันต่อมา ฮิเดกิพบว่าเสื้อผ้าใหม่ได้กองอยู่ปลายเตียงเขา ชิองเอามาให้บอกว่าเป็นของพ่อ
“ลองใส่ดูว่าพอดีมั้ย ส่วนเสื้อผ้าเธอเดียวชั้นซักให้ถอดแล้ววางไว้ตรงนั้นแหละ อ้อ เปลี่ยนชุดเสร็จก็มาทานข้าวเช้าได้เลยนะ”
ฮิเดกิเปลี่ยนชุดเสร็จพบว่าชุดที่ใส่นั้นพอดีเลย เขาเดินออกไปพบสิ่งที่เหลือเชื่อเป็นที่สุด!!? มีเปลวไฟ!?ออกมาจากมาจากปลายนิ้วของชิอง!? นี่มันอะไรกันเธอทำได้ไง เดี่ยวก่อน!!สังเกตดีๆเปลวไฟนั่นพุ่งไปยังใต้หม้อแกงมันเหมือนกับปืนที่ยิงแล้วมีไฟออกมาเพื่อจุดเตาเลย แต่นี่ไม่มีที่จุด ยะ อย่าบอกนะว่าเป็น...
“แปลกใจล่ะสิ!! ในโลกของเจ้าคงทำแบบนี้ไม่ได้สิท่า” โฮราจ ไดอะเลสพูดขึ้น “นี่น่ะคือเวทมนต์ทุกคนในโลกนี้สามารถทำได้ถ้าได้รับการฝึก แน่นอนว่ารวมทั้งเจ้าด้วย”
เวทมนต์จริงๆสินะ แต่ แต่เรื่องเหลื่อเชื่อแบบนี้มัน...
“เรื่องอื่นเดี่ยวค่อยคุย ตอนนี้ทานข้าวก่อนเถอะ” ชิองตัดบท
เมื่อทานข้าวเสร็จโฮราจได้เล่าเรื่องราวทั้งหลายให้ฟัง...ตัวข้าน่ะเป็นจอมปราชญ์เวทหมายถึงผู้มีความสามารถพลิกแผลงการใช้เวทมนต์ไปในลักษณะต่างๆ หลักๆก็คือการเขียนวงเวทเช่นการเขียนวงเวทอัญเชิญนั้นแหละ ชั้นจะถนัดในการเขียนวงเวทจากวงเวทแบบปกติก็พลิกแผลงให้หลากหลาย จะต่างกับชิองที่เป็นผู้ใช้เวทมนต์เธอจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเมื่อกี๊ที่จุดไฟอุ่นอาหาร หรือใช้ในการต่อสู้หรือการรักษารูปแบบนี้ก็จะต้องร่ายเวทแต่ถ้าเชี่ยวชาญอย่างชิองบางบทก็ไม่จำเป็นต้องร่ายเวทหรอกนะ เอ่อ ดังนั้นชั้นต้องขอโทษเธออีกครั้งที่เรียกเธอมาในโลกที่ต่างกับโลกของเธออย่างสุดขั้วแบบนี้ แต่ก็นะระหว่างนี้ก็ค่อยๆปรับตัวไปล่ะกันชิองจะแนะนำช่วยเหลือเธอเอง ตอนนี้ชั้นจะขอไปทำการทดลองของชั้นต่อ ชิองพาฮิเดกิไปดูรอบๆนี่สิ เฮ้อ ฮิเดกิคิดในใจว่าขอโทษขอโพยซะขนาดนั้นแล้วทำไมถึงพยายามเรียกตัวใครต่อใครมานะ
“ฮิเดกิคุง มาทางนี้สิชั้นจะให้เธอดูเวทมนต์” แล้วชิองก็เสกน้ำออกมาซักเสื้อให้เขาแล้วทำให้แห้งด้วยการเสกไฟ เธอทำได้เนียนมากจริงๆเสื้อแห้งอย่างรวดเร็วอีกทั้งไม่มีรอยไหม้เลยสักนิด “นี่เราออกไปเที่ยวข้างนอกกันเถอะ” ว่าแล้วเธอก็ลากแขนฮิเดกิออกไปข้างนอกบ้าน ทั้งสองยืนอยู่บนปลายของหน้าผา มันสูงมาก
“อย่าบอกนะว่าเราจะปีนลงไป” ถ้าต้องปีนลงไปจากความสูงขนาดนี้เขาขออยู่ข้างบนตลอดดีกว่า
“โง่นา เราไม่ปีนลงไปหรอกเราจะใช้ไม้เท้าเหาะลงไปต่างหาก จงมา” พริบตานั้นไม้เท้าสีเงินตรงหัวมีปีกสีทองก็พุ่งด้วยความเร็วมาทางคนทั้งสองแล้วหยุดลงตรงหน้า ชิองนั่งลงไปบนไม้เท้าแล้วหันมาทางเพื่อนใหม่จากต่างโลกเหมือนจะบอกว่านั่งลงซะทีเราจะไปกันแล้วนะ ฮิเดกิได้แต่เก้ๆกังๆ นั่งคร่อมไปบนไม้เท้าสองมือจับไม้ไว้แน่น
“จะไปกันล่ะนะ จับดีๆอย่าให้ตกล่ะ” แล้วทั้งสองก็เหินขึ้นบนอากาศฮิเดกิร้องมาด้วยความตกใจ อา นี่เขากำลังบินอยู่บนฟ้า บินบนฟ้ากับไม้เท้าอันเดียวไม่ใช่เครื่องบินไม่ใช่เครื่องร่อนแค่ไม้เท้าอันเดียว ด้วยความสูงอันน่าเวียนหัวฮิเดกินั่งตัวแข็งไม่กล้าขยับเพราะกลัวตก ชิองพาเขาไปเที่ยวรอบๆด้วยทัศนียภาพอันน่าตื่นตาถึงกับทำให้ฮิเดกิลืมความกลัวไปทีเดียวต้นไม้เขียวชอุ่มเรียงเป็นตับแบบนี้ได้ยินเสียงนกร้องแบบนี้ ช่างหาได้ยากจนแทบไม่มีในโลกของเขาเลย ชิองพาเขาบินเลียบไปตามแม่น้ำ น้ำช่างเสียนี่กระไรจนฮิเดกิอดใจปล่อยมือที่จับไม้เท้าข้างนึงไปสัมผัสไม่ได้ ช่างเย็นดีจริงๆฮิเดกิวักน้ำมาหน่อยนึงไม่ลังเลเลยที่จะดื่มเพราะรู้ว่าไม่มีสารพิษเจือปนอยู่แน่นอน อ้าความรู้สึกชุ่มปอดมันเป็นอย่างงี้เองสินะ ชิองพาบินเลียบหุบเขาตั้งแต่เกิดมาฮิเดกิเพิ่งเคยเห็นหุบเขาใกล้ขนาดนี้ชวนให้รู้สึกถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติจริงๆ...
…….“อาซาคุระ ฮิเดกิ” .........
“หือ!? คาโอ ชิองพวกเธอเรียกชั้นเหรอ” แล้วฮิเดกิก็งงเล็กน้อยเมื่อทั้งปาคาโอและชิองบอกว่าไม่ได้เรียก สงสัยเขาจะหูแว่วไป...
.“อาซาคุระ ฮิเดกิ ทางนี้…มาทางนี้”
เขาไม่ได้หูแว่ว มีคนเรียกเขาจริงๆ เสียงนั่นมีมนต์คลังอย่างประหลาดจนทำให้ฮิเดกิลืมนึกไปว่าที่แบบนี้ไม่มีทางจะมีคนรู้จักเขา ฮิเดกิตะโกนบอกชิองให้เลี้ยวไปทางช่องเขาพลางชี้มืออย่างบ้าคลั่งจนตัวเองเกือบตก ชิองที่ไม่เข้าใจอะไรเลยแต่ก็ต้องยอมพาไปทางที่ฮิเดกิชี้เพราะกลัวเขาจะโม่งโลกเนื่องจากตอนนี้เขาทำท่าจะโดดลงไปเองถ้าชิองไม่พาไป เสียงนั่นยิ่งดังขึ้น ดังขึ้นเรื่อยๆเมื่อพวกเขาเข้าไปใกล้
“ที่นี่คือผาราชันย์” ชิองบอกเมื่อเห็นทิศทางที่สหายต่างมิติชี้ไป “ที่ผาราชันย์น่ะนะมีดาบเวทมนต์ในตำนานปักอยู่ในหิน ตำนานเล่าว่ามีแต่ผู้ที่ถูกเลือกจากดาบเท่านั้นที่จะดึงออกได้....ว่าแต่นายรู้ได้ยังไงว่าในหุบเขานี้มีอะไรอยู่...นี่ฮิเดกิ ฟังชั้นอยู่รึปล่าวเนี่ย นี่”
ตอนนี้ในหัวฮิเดกิไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น เมื่อชิองพาร่อนลงกับพื้นห่างจากผาราชันย์ที่มีดาบเวทมนต์อยู่เล็กน้อย ฮิเดกิกระโจนไปทางที่มีดาบเวทมนต์จนทำให้ปาคาโอที่เกาะไหล่เขาหล่นลงกับพื้น สร้างความประหลาดใจให้ชิองเป็นอย่างมากฮิเดกิรู้ได้ยังไงว่าดาบเวทมนต์อยู่ทางนั้น ฮิเดกิเองก็ไม่รู้แต่ขามันขยับไปเองเขาวิ่งเต็มกำลังไปทางผาราชันย์ เขายืนหอบเล็กน้อยจากการวิ่งเต็มกำลังเบื้องหน้าคือผาราชันย์ ฮิเดกิเดินช้าๆไปทางผาแล้วค่อยๆปีนขึ้นไป ตอนนี้เขาได้มายืนอยู่ตรงหน้าดาบเวทมนต์ นี่น่ะเหรอดาบเวทมนต์ด้ามจับเป็นสีเดียวกับตัวดาบ เป็นดาบที่ธรรมดามากแต่เมื่อมองใกล้ๆจะรู้สึกถึงพลังอันยิ่งใหญ่บางอย่างแผ่ออกมาจากดาบ ตัวดาบปักอยู่ในชั้นหินไปกว่าครึ่งปักอย่างมั่นคงอย่างนี้มากี่ร้อยปีแล้วนะ ฮิเดกิยืนมือขวาออกไปจับด้ามดาบ...ชิองที่วิ่งตามฮิเดกิมาหยุดยืนอยู่ที่ตีนผาขาไม่สามารถขยับไปไหนได้ปากที่อ้าค้างอยู่ไม่มีเสียงเปล่งออกมา...อาซาคุระ ฮิเดกิ เด็กหนุ่มจากต่างโลกสามารถดึงดาบที่คนทั้งหลายไม่สามารถดึงได้ ฮิเดกิดึงดาบออกจากชั้นหินง่ายมากเหมือนมันหลุดออกมาให้เองโดยที่เขาไม่ต้องออกแรงดึง ช่างเป็นดาบที่เบาเหลือเกินตอนอยู่โลกเดิมฮิเดกิที่เรียนทั้งเคนโด้และอิไอ เคยเห็นดาบจริงที่ดีมาก็มากแต่ไม่มีดาบอันไหนเหมือนอันนี้ เมื่อฮิเดกิดึงดาบขึ้นก็เกิดแสงสว่างขึ้นรอบๆชั้นหินที่ดาบเคยปักอยู่รวมตัวกันกลายเป็นฝักดาบสีเงิน ฝักดาบค่อยปกป้องดาบไม่ให้คนที่ไม่คู่ควรเอาไปซินะฮิเดกิพูดกับฝักดาบเบาๆแล้วสอดดาบกลับเข้าฝัก....
“เธอ...ไม่เป็นไรนะ...” ฮิเดกิถามอย่างไม่แน่ใจเมื่อเขาลงจากผาราชันย์มาหาชิอง เธอตะลึงกับภาพที่เห็นถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้น
“.....นาย...นายทำได้ไง” เธอพูดได้แค่นี้เอง
“เหลื่อเชื่อจริงๆ เจ้าหนูนายดึงดาบออกมาได้ไงเนี่ย” ปาคาโอพูดอย่างชื่นชมปนตกใจ
“ไม่รู้สิชั้นเอง...ก็ยัง...งงๆอยู่เลย” ฮิเดกิที่เหมือนสติจะกลับมาครบแล้วได้แต่เกาหัวแล้วหัวเราะเท่านั้น “ลุกไหวมั้ย ชั้นกลับเองไม่ได้นาถ้าไม่มีเธอ” เขาพูดติดตลกพร้อมส่งมือไปให้ชิองจับแล้วแทบไม่ต้องออกแรงก็ดึงตัว
ชิองขึ้นมาได้อย่างง่ายดายตัวเธอเบาจริงๆ แต่ขาของชิองยังไม่สามารถตั้งหลักยืนด้วยตัวเองได้ดีนัก เธอจึงเซไปตามแรงดึงของฮิเดกิ ซบลงบนแผ่นอกอันแข็งแรงของฮิเดกิพอดี ชิองรีบผละออกจากฮิเดกิทันที ทั้งสองคนหน้าแดงเป็นลูกตำลึงหัวใจของชิองเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ฮิเดกิเองถึงจะหน้าตาหล่อเหลามีผู้หญิงมาติดพันเยอะแต่ก็ไม่ค่อยพูดคุยสนิทสนมกับเพศตรงข้ามทำผู้หญิงน้ำตาตกมาก็มาก แทบไม่เคยรู้สึกแปลกๆกับผู้หญิงเลยแต่นี่ทำไมกันนะ
“...กลับ กลับบ้านกันเถอะ” ชิองพูดตัดบท


บนภูเขา บ้านไดอะเลส
“แล้ว...สรุปว่าฮิเดกิเป็นเจ้าของดาบเวทมนต์งั้นสินะ” โฮราจ ไดอะเลส ถามขึ้นหลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด
“แล้ว...มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรเหรอครับ”
“ปล่าวหรอก วันนี้ก็เจออะไรๆมามากแล้วไปพักผ่อนเสียเถอะ” หลังจากที่ฮิเดกิและชิองไปนอนแล้ว โฮราจได้ออกมาดูดาวคนเดียวข้างนอกคิดถึงเรื่องที่ได้ฟัง...กับเรื่องของฮิเดกิ พลางพูดกับตัวเองเบาๆ “นี่มันเรื่องบังเอิญ...หรือเป็นชะตากรรมกันแน่นะ”
……ความบังเอิญไม่มีในโลก มีแต่พรหมลิขิตเส้นด้ายแห่งชะตากรรมของแต่ล่ะคน......


โดย : LEOON
เมื่อเวลา : ศุกร์ ที่ 10 มี.ค. ปี 2006 [ 14 : 11 ]

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook