บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ชุมนุมจอมยุทธ
แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (2)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13

หัวข้อ : ย้อนอดีด บุรุษอมตะ ลี้คิมฮวง


ผมได้ยกตัวอย่างตอนเพื่อให้ทุกท่านได้ร่วมย้อนถึง ความพากเพียรของมังกรโบราณ นามว่า โกวเล้ง ที่ท่านได้บรรจงหมึกลงเขียน แต่ง เรื่อง และ บุรุษนายนี้ขึ้นมา

.
.
หิมะร่วงโรยลงสู่พื้นดิน
.
.
ใบไม้ร่วงโรยสู่พื้นพิภพ
.
.
สายฝนพรำลงสู่ผืนปถพี
.
.
ผู้คนใยมิใช่เช่นกัน มิว่าเคยยิ่งใหญ่ปานใด
เคยอาจหาญลำพองเพียงใด ท้ายที่สุดแล้ว ล้วนต้องจบลงที่หลุมเล็กๆ
.
.
ใต้พื้นดิน
.
.
ใต้พื้นพิภพ
.
.
ใต้ผืนปถพี
.
.
.

ฤทธิ์มีดสั้น ตอนที่1 โรงเตี๊ยมสามมังกร

หิมะปกคลุมทั่วผืนฟ้าจนมองเห็นเป็นผ้าขาวผืนใหญ่โอบล้อมผืนแผ่นดินไว้ในอ้อมกอดแห่งความหนาวเหน็บ
กระทั่งแสงตะวันอันยิ่งใหญ่ยังมิอาจลอดผ่านม่านขาวนี้ได้สักน้อยนิด

ท่ามกลางพื้นหิมะสีขาวยาวสุดตา แว่วเสียงรถม้าคันหนึ่งผ่านเข้ามาใกล้โรงเตี้ยมกลางหุบเขาเล้งซา(สามมังกร)
รถม้าคันนี้ดูไปซอมซ่ออย่างยิ่ง กระทั้งม้าก็คล้ายดั่งเพียงสะดุจยอดหญ้าก็จะล้มลงได้ทุกเมื่อ

สารถีรั้งม้าเข้าจอดยังหน้าคอกม้า จากนั้นมันจึงค่อยบรรจงเปิดประตูรถอย่างแผ่วเบา
“นายท่าน หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล หิมะก็คล้ายดั่งมิเห็นใจเรา ดั้งนั้นคืนเราคงต้องค้างที่นี้ก่อนแล้ว”
“…….อื่ม……”
เสียงคนภายในตอบกลับมา หากท่านได้ยินเสียงนี้จะรู้สึกว่าแม้จะกล่าวอยู่ใกล้ๆท่าน แต่พอได้ยินกลับคล้ายดั่งล่องลอยมาจากที่ไกลแสนไกล…
ชายวัยกลางคนเจ้าของเสียงอันแปลกพิศดาลนั้นก้าวเท้าลงจากรถม้าโดยมีสารถีร่างกำยำเดินนำหน้าเข้าไปยังโรงเตี๊ยมน้อยกลางหุบเขาสามมังกร
.
.
ได้เสียงผู้คนมากมายภายในโรงเตี๊ยมตั่งแต่ก้าวแรกที่ลงจากรถม้า ทำให้สารถีรู้สึกอดสงสัยมิใด้ว่าท่ามกลางสภาพอากาศอันโหดร้ายเช่นนี้ไฉนจึงมีผู้คนเดินทางกันมากมายนัก
ทั้งสองเลือกที่นั้งมุมห้องก่แนจะสั่งสุราอาหารดื่มกินกันอย่างเงียบๆ
“นายท่าน ข้าลอบสังเกตดูแล้ว ในนี้คนไม่ต่ำกว่า20คน ทุกผู้คนล้วนสะพายดาบกระบี่ หรือจะมีเรื่องราวอันใดเกิดขึ้นที่นี่..?”
ชายวัยกลางคนยกจอกสุราขึ้นกรอกเข้าท้องก่อนจะตอบกลับไปอย่างช้าๆ
“เอ็งซาน ตลอดชีวิตทุกผู้คนล้วนมีเรื่องที่ตัวเองต้องสะสาง เราใยมิใช่เช่นกัน จะหาเรื่องราวใส่ตัวเพิ่มขึ้นเพื่ออะไรกัน”
เอ็งซานพอได้ยินเช่นนั้นก็สงบคำลง แต่หาได้เลิกสนใจชนชาวยุทธรอบข้างไม่
ในขณะนั้นเอง ได้ยินเสียงชายชุดขาวจากโต๊ะใหญ่กลางห้องร้องโวยวายขึ้น
“บัดซบ นี้พวกมันเห็นข้าดาบพายุ ฮวงทิเกี้ยม เป็นตัวอะไร ให้ข้ามารอที่โรงเตี๊ยมซ่อมซ่อที่กระทั่งยาจกยังเมินเช่นนี้ตั้งสองชั้วยามแล้ว ยังไม่โผล่ศรีษะออกมาอีก”
ได้ยินชายร่างเล็กข้างกายมันพูดสบทบขึ้นอีกว่า
“ดูถ้าเจ้าสุนัขนั้นคงหลอกให้ท่านเสียเวลาอยู่ที่สกปรกนี่ ส่วนตัวมันคงหนีไปซุกหัวอยู่……มันมาแล้ว!!!”
ยังมิทันสิ้นคำ ร่างของมันพลันถลาไปเบื้องหลังสามก้าวlสายตาจับจ้องไปที่ประตู
.
.
ทุกสายตาล้วนมองไปยังประตูทางเข้า
.
.
ร่างสีดำร่างหนึ่งค่อยเดินผ่านประตูเข้ามาภายในห้อง
.
.
แสงที่สาดสอเข้ามาจากเบื่องนอกทำให้ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของบุรุษผู่นั้นใด้
.
.
ในมือของมันมีดาบเล่นหนึ่ง
.
.
ดาบที่ดำสนิท
.
.
บัดนี้กระทั่งลมหายใจของฮวงทิเกี้ยมก็คล้ายดั่งแผ่วเบาจนจะหยุดลงแล้ว แต่ทันใดมันก็รั้งสติกลับคืนมาได้ หันไปสั่งลูกน้องทั้งสามที่ข่างกาย
“จับตัวมันไว้!!!”
ทั้งสามต่างทะยานเข้าหาบุรุษผู้นั้นจากสามทิศทาง ดาบกระบี้ถูกดึงออกจากฝัก พุ่งเข่าหาคอหอยของเป้าหมายอย่างแม่นยำ
.
.
ประกายสีดำพลันวูบขึ้น
.
.
ได้ยินเสียงติงตัง เงาสีดำนั้นก็พลันหายไป ดาบกระบี่ของทั้งสามล้วนตกลงสู่พื้นพร้อมกับเจ้าของมันที่สิ้นลมตั้งแต่เงาดำยังมิทันจางหาย
.
.
บุรุษผู้นั้นมองไปที่ฮวงทิเกี่ยม ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า
“ท่านคือดาบพายุ ฮวงทิเกี่ยม?”
“เราใช่”
“ในสายตาพายุใหญ่อย่างท่าน ดาบเราใช่เรียกเป็นลมอันใด?”
“………………….”
ฮวงทิเกี่ยมบักนี้คล้ายดั่งมีคนบีบคอไว้ หน้าบัดเดี๋ยวแดงบัดเดี๋ยวคล้ำ กระทั้งคำพูดก็มิอาจวาจาก็มิอาจกล่าวอันใดแล้ว
ได้ยินเสียงดาบหลุดจากฝัก ฮวงทิเกี่ยมทะยานขึ้นรำดาบด้วยท่ามังกรทะยานฟ้าที่ทำให้มันยิ่งใหญ่ในบู้ลิ้ม เสียงหวีดหวีวแหวกอากาศของดาบพังไปคล้ายดั่งพายุใหญ่กำลังจะถล่มโรงเตี๊ยมน้อยนี้ลงในพริบตา
ฮวงทิเกี้ยมฟันใส่บุรุษนั้นถึงสิบเจ็ดดาบในคราเดียวที่มนุษย์ธรมมดาจะมองเห็นใด้ ทำให้ร่างของบุรุษหนุ่มคล้ายดั่งตกอยู่ในพายุดาบ
.
.
เงาดำสายหนึ่งวูบขึ้นคล้ายดั่งลมที่พัดมาเพียงชั่วครู่
.
.
จบตอน

สามนิ้วเจ็ดหุน

พายุใหญ่อย่างฮวงทิเกี้ยมสงบลงแล้ว

เสียงหวีดหวิวต่างสาบสูญไปจนสิ้น ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันวังเวง ทุกผู้คนในโรงเตี๊ยมต่างเงียบงันไม่ปริปากแม้แต่คำเดียว กระทั่งลมหายใจก็แผ่วเบารวยริน ทุกสายตามิได้จ้องมองไปที่ศพทั้งสี่บทพื้นโรงเตี๊ยม
แต่ทว่า

ทุกสายตาจ้องมองไปยังดาบสีดำในฝักของบุรุษหนุ่ม

แต่โบราณกาลมนุษย์ใช้สีดำแทนความหมายของความลึกลับและน่าสะพรึงกลัวและความตาย

ดาบนี้ก็มิอาจนอกเหนือกฎนี้ไปได้
.
.

ดาบที่ดำสนิท ฝักดาบที่ดำสนิท

ตั้งแต่บุรุษหนุ่มผู้นี้ก้าวเข้ามาในโรงเตี๊ยม จนกระทั่งบัดนี้มีคนตายไปสี่ศพ
ก็ยังไม่มีผู้ใดมองเห็นว่าดาบในมือของเขาเมื่อหลุดจากฝักแล้วมีลักษณะเช่นใด ยาวสั้นเพียงใด
แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นเพียงเงาดำวูบหนึ่ง
เงาดำที่คล้ายเงาของมัจจุราช

บุรุษหนุ่มเลือกนั่งโต๊ะที่เมื่อครู่พวกฮวงทิเกี้ยมใช่นั่งดื่มกิน ผู้คนในโรงเตี๊ยมก็มิทราบหนีหายไปตั้งแต่เมื่อใด ทิ้งไว้เพียงค่าอาหารที่ยังมิได้ชำระ
บัดนี้จากโรงเตี๊ยมที่เคยคับแคบ กลับดูโอ่งโถงขึ้นไม่น้อย เจ้าของโรงเตี๊ยมและผู้รับใช้ หลับหายลงใต้โต๊ะคิดเงิน ส่วนชายร่างยักษ์เฮ็งซาน และชายวัยกลางคน ยังคงนั่งกรอกสุราแก้หนาวกันอยู่มุมห้องอย่างเงียบงัน คล้ายดั่งมิทราบว่าที่นี้เกิดมีเรื่อง

ราวใดขึ้นก็ปาน
กระทั่งเมื่อบุรุษหนุ่มหย่อนกายลงนั่ง มันก็รินสุราโดยสายตาจ้องมองไปยังศพทั้งสี่ก่อนจะยกขึ้นกรอกลงท้องอย่างรวดเร็ว
บุรุษวัยกลางคนที่นั่งเงียบงันอยู่มุมห้องเป็นเวลาเนิ่นนาน บัดนี้คล้ายดั่งเพิ่งพบเห็นชายหนุ่มผู้นั้น ลุกขึ้นเดินไปหาบุรุษหนุ่มที่ข้างโต๊ะ พลันกล่าวขึ้น

“น้องท่าน ดูท่าฝีมือการดื่มสุราของท่านจะไม่เชื่องช้ากว่าฝีมือข้าเลย ชั่วชีวิตข้าใฝ่หาสุราและยอดคอสุรา วันนี้มีโอกาสได้พบน้องท่านผู้เยี่ยมยอดในเชิงสุรา มิทราบข้าผู้เฒ่าจะพอประลองด้วยสักจอกสองจอกได้หรือไม่?”

บุรุษหนุ่มกวาดสายตามองชายผู้นั้นครู่หนึ่ง พลันรู้สึกคล้ายดั่งกำลังจ้องมองบรรพตใหญ่อยู่ก็มิปาน ทั้งใบหน้าที่คมสันได้รูป แม่จะมีผมขาวและรอยตีนกาแทรกอยู่ไม่น้อยแต่นั้นก็คล้ายดั่งเป็นร่องรอยแห่งประสพการอันโชคโชนของชายกลางคนผู้นี้

ดังนั้นมันจึงเอ่ยปากขึ้นสั้นๆ

“…..เชิญ…”

ทั้งคู่นั่งจิบสุรากันอย่างเงียบงันอยู่เนิ่นนาน ชายวัยกลางคนก็พลันเอ่ยขึ้นก่อน

“น้องท่าน สุราจอกแรกที่ท่านดื่ม ใช้ดื่มให้ศพเหล่านั้นหรือไม่?”
บุรุษหนุ่มเหลียวหน้าไปมองผู้ตั้งคำถามนั้น เนื่องเพราะมันไม่คิดว่าจะมีผู้ใดสังเกตการกระทำของมันออก
“น้องท่านความจริงไม่ควรทำเช่นนี้ก็ได้ ดาบพายุแม้เป็นผู้มีฝีมือและชื่อเสียง แต่กลับเคยทำความชั่วช้าก่อนเข้าวงการไว้ไม่น้อย ฟังว่ากระทั่งวิชาดาบที่มันใช้ ก็ขโมยมาจากตำราวิชาของผู้อื่น”
กระทั่งบัดนี้บุรุษหนุ่มก็ยังคงสงวนวาจา ไม่กล่าวโต้ตอบอันใด
“ร่วมดื่มกันหลายจอกแล้ว มิทราบน้องท่านมีชื่อแซ่อันใด?”
“ข้าชื่อ…โป้วอั้งเสาะ (หิมะแดง) ”
“น้อง โป้ว ข้า ลี้คิมฮวง ยินดีที่ได้ร่วมดื่มสุรากับยอดคนเช่นท่านยิ่งนัก เสียดายเวลาแห่งความสุขของคนเรามักผ่านไปโดยรวดเร็วยิ่งนัก พรุ่งนี้ข้าต้องรีบออกเดินทางแต่เช้า คงต้องขอลาไปพักผ่อนกายแล้ว”

“งั้น…จอกนี้จอกสุดท้าย เชิญพี่ลี้ดื่ม…”

ทั้งคู่ยกจอกสุราขึ้นกรอก ในขณะนั้นเองได้ยิน เสียงม้าจากเบื้องนอกจอดที่หน้าโรงเตี๊ยม ชายชุดขาวสองคนหนึ่งสูงใหญ่ หนึ่งเตี้ยเล็ก เดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมดั่งบิดากับบุตรกำลังมาหาที่พักกายจากความหนาวเหน็บที่เบื่องนอก
ทั้งคู่จ้องมองศพทั้งสี่บนพื้นห้อง ชายร่างเล็กเอ่ยปากขี้นเบาๆ

“อู๋เสิน นำศพพวกมันไปฝัง”

ชายร่างยักษ์ ยกศพทั้งสี้ขึ้นในคราเดียวคล้ายดั่งกับว่าศพทั้งสี้เป็นเพียงหมอนสี้ใบเท่านั่น พลันหายออกไปเบื่องนอก ส่วนชายร่างเล็กเอ่ยถามขึ้น
“ท่านทั้งสามคนในที่นี้ ใช่เป็นผู้ใด ยัดเยียดความอัปยศให้แก่ลูกน้องทั้งสี้ของข้า”

“เป็นข้าเอง”

โป่วอั้งเสาะตอบกลับ พลางลุกขึ้นยืน ในมือกุมดาบดำไว้แน่นขึ้นกว่าเดิม
“ ไฮ้!! อาศัยเจ้าคนเดียว ล้มดาบพายุลงได้ ดูท่าคงจะมีฝีมือไม่น้อย ข้าลั่วเอี้ยทำการค้าเล็กน้อย เสาะหาคนที่พอมีฝีมือมาช่วยคุ้มกันสินค้า บัดนี้เจ้ากลับฆ่าคนของข้าไปสี่ มิทราบเจ้าต้องชดใช้เท่าใด?”

“ข้า….ท่านต้องการให้ข่าชดใช้อันใด”

“ ไม่มากมาย ขอแค่เจ้ามาทำงานให้ข้าแทนสี้คนที่ตายไป เท่านี้ก็เพียงพอ รับประกันทำงานกับข้าแล้ว เจ้าจะอยู่กินอย่างสบายไปชั่วชีวิต ”

“ ข้าเพียงคนเดียวคงมิอาจแทนคนสี่คนได้ ขออภัย ”

“ บังอาจ ข้าเสนอหนทางรอดให้ เจ้ากลับเบี่ยงบ่ายไม่ยอมรับ สุราคาราวะไม่รับ จะรับสุราลงทัน ตายซะเถอะ!!! “

เถ้าแก่ลั่วเอี้ยชักปืนออกจากในอกเสื้อ เล็งยิงไปที่โป่วอั่งเสาะ
ระยะห่างระหว่างโป้วอั่งเสาะและลั่วเอี้ยเวลานี้นับว่าเกินกว่าที่โป้วอั้งเสาะจะใช้ดาบออกแทงได้
“ เปรี้ยง “
ในขณะที่กระสุนกำลังจะหลุดออกจากตัวปืนนั้น
.
.

ประกายสีเงินพลันวูบขึ้นแล้วหายไป
.
.
กระสุนและตัวถูกผ่าออกจากกัน ร่างของลั่วเอี้ยพุ่งทะยานกลับหลังไปติดอยู่ที่ประตูไม้ สายตาของมันจับจ้องที่ใบหน้าลี้คิมฮวง ที่คอหอยมันมิทราบมีมีดสั้นเล่มหนึ่งปักคาอยู่ตั้งแต่เมื่อใด

มีดสั้นที่ยาวเพียงสามนิ้วเจ็ดหุน
.
.
หากลั้วเอี้ยรู้ว่าลี้คิมฮวงอยู่ที่นี่ บางทีมันอาจไม่กล้ามาทวงหนี้แค้นเลย เสียดาย กว่าที่มันจะรู้ตัว ชีวิตของมันก็ได้จบสิ้นลงแล้ว

ชีวิตคนมักเป็นเช่นนี้ กว่าจะรู้ตัวว่าผิด ก็ได้กระทำผิดลงไปแล้ว หากรอจนรู้ตัว ใช่ต้องตายเช่นเถ้าแก่ลั้วเอี้ยทุกผู้คนหรือไม่?
.
.
จบตอน

คำตอบ
ไม่ว่าผู้ใด เมื่อฆ่าคนแล้วย่อมต้องมีเรื่องวุ่นวาย ลี้คิมฮวงเป็นผู้เป็นผู้รักสงบ
ไม่นิยมหาเรื่องวุ่นวายใส่ตัวแต่เหตุใด เรื่องวุ่นวายกลับพาลชอบวิ่งมาหาเสมอ

“น้องโป้ว ดูท่าวันนี้เราสองก่อเรื่องไม่น้อย หากยังคงอยู่ที่นี่สืบต่อไป ความสงบคงไม่เหลือแล้ว”
โป้วอั้งเสาะเหลียวมองหน้าลี้คิมฮวง จากนั้นพลันถลันกายออกจากโรงเตี๊ยมไป
เอ็งซานมองเงาหลังของโป้วอั่งเสาะที่จากไปอย่างไร้คำขอบคุณ
“เฮอะ นายท่านอุตส่าห์ช่วยชีวิตมัน แต่มันกลับหาได้ซาบซึ้งในน้ำใจท่านไม่”
“เอ็งซาน เจ้าจงดูบุรุษหนุ่มผู้นี้คล้ายเป็นหมาป่าเดียวดาย
กลางพายุหิมะมันยังสวมเพียงชุดบางๆ เดินอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บ
ด้วยนิสัยเยี่ยงนี้มันต้องเป็นผู้ที่ทระนงตนยิ่ง และไม่ยินดีรับไมตรีจากผู้ใด เราช่วยมัน
ก็คล้ายดั่งหลบหลู่ฝีมือมันแล้ว”

“ เช่นนั้น ในเมื่อมันไม่ยินดีรับไมตรีจิตจากผู้ใด เหตุใดมันจึงยอมร่วมดื่มสุรากับนายท่านเล่า”

“นี้เป็นความสามารถที่พิศดาลอย่างหนึ่งของสุรา ขอเพียงท่านติดมันแล้ว ขอเพียงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุรา ท่านก็มิอาจใช้นิสัยส่วนตัวไปหลบเลี่ยงไมตรีผู้ใดได้”
.
.
.
.
รถม้าของลี้คิมฮวงวิ่งออกจากโรงเตี๊ยมสามมังกรมาประมาณสามสี่ลี้ ก็ถึงหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งที่พอมีโรงเตี๊ยมเล็กๆอยู่กลางเมือง

ลี้คิมฮวงกับเอ็งซานเข้าพักที่ห้องใหญ่ชั้นสองของโรงเตี๊ยม พอถึงห้องพัก ทั้งสองต่างไม่กล่าววาจาใด ลี้มคิมฮวงอยู่นอนบนเตียงส่วน เอ็งซานนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะกลางห้องจนหลับไปเมื่อใดไม่ทราบ พอตื่นขึ้นพบว่ารุ่งเช้าแล้ว ตนเองนอนอยู่ที่เตียง

ส่วนลี้คิมฮวงนั้นกลับนั่งแกะสลักท่อนไม่อยู่ที่โต๊ะกลางห้อง
เอ็งซานยังคงแกล้งนอนหลับอยู่ สายตาลอบชำเลียงมองไปยังตุ๊กตาไม้ในมือลี้คิมฮวงพลางลอบถอนหายใจ
“นายท่าน จนกระทั่งป่านนี้ ยังมิอาจลืมเลือนนางได้ รึชาตินี้ทั้งชาติ
ท่านจะต้องมีบาดแผลนี้ติดตัวไปกระทั่งวันตาย ผู้อื่นต่างว่าท่านเป็นปิศาจสุรานารี แต่จะมีผู้บ้างเล่า
ที่จะทราบความจริงอันเจ็บปวดในใจท่าน”

พายุหิมะเริ่มซาแล้ว ที่นอกหน้าต่างลี้คิมฮวงมองเห็นหิมะตกลงบนดอกเหมยดอกหนึ่ง จากนั้นพลันกลับมามองดูตุ๊กตาไม้ในมือ ดวงตาของตุ๊กตาไม้ คล้ายดั่งนำพาลี้คิมฮวงฮวนคืนสู้อดีตที่เจ็บช้ำอีกครา

ยังจำได้ ยามหิมะตก
นางมักจะนั่งอยู่ในเก๊งกลางสวน
เฝ้านับหิมะบนดอกเหมย นั่งหนับดอกเหมยใต้หิมะ
ยังจำได้ ยามที่ลี้คิมฮวงกลับจากเมืองหลวง
นางมักจะยืนรอคอยอยู่ที่ประตูใหญ่หน้าบ้านเสมอ
ยังจำได้ วันที่ลี้คิมฮวงบาดเจ็บจากการถูกลอบทำร้าย
และได้รับการช่วยเหลือจากเซี่ยงกัวโซนิค
ยังจำได้ วันที่นางแต่งกับสหายรักซี่ยงกัวโซนิค
ความปวดร้าวนั้นคล้ายดั่งมิมีใครสามารถทราบได้

ตอนนี้ นางใช่ยังคงนั่งนับหิมมะบนดอกเหมย ดอกเหมยใต้หิมะอยู่หรือไม่
คำตอบนี้รอลี้คิมฮวงอยู่
อีกสี่สิบลี้จากเมืองน้อยแห่งนี้ไปทางใต้
คำตอบนี้เฝ่ารอลี้คิมฮวงอยู่
.
.
.
จอบตอน

เวลาที่ผันผ่าน

เบื่องหน้าของลี้คิมฮวงยามนี้คือประตูของบ้านตระกูลลี้ ปัจจุบันมันกลายเป็นของผู้อื่นไปแล้ว
เป็นความประสงค์ของลี้คิมฮวงเอง

เมื่อสิบเจ็ดปีก่อนลี้คิมฮวงบาดเจ็บจากการถูกรอบทำร้าย อิจินทิงผ่านมาพบเข้าจึงเข้าช่วยเหลือไว้
จากนั้นทั้งสองจึงสาบานเป็นพี่น้องกัน ต่อมมาลี้คิมฮวงทราบว่าอิจินทิงหลงรักลิ่มซีอิม ญาติสายเลือดของลี้คิมฮวง มันจึงตกลงใจยกลิ่มซีอิมให้กับพี่ร่วมสาบาน รวมทั้งยกบ้านตระกูลลี้และทรัพย์สินทั้งหมดให้เป็นของขวัญแต่งงาน ส่วนตัวมันเองนั้น

แต่งกับหญิงคณิกาลือชื่อ แต่จากนั้นไม่นานลี้คิมฮวงก็ทำตัวเป็นปีศาจสุรานารี
และหายไปจากยุทธภพ
.
.
กระทั่งบัดนี้
หิมะหยุดตกไปนานแล้ว
แลเห็นชาวบ้านออกมากวาดหิมะตามทางเดินหน้าบ้านของตน
กระทั้งประตูบ้านตระกูลลี้ก็เปิดออกแลเห็นชายหนวดเคราครึ้มผู้หนึ่งเดินถือไม้กวาดหิมะออกมาจากประตู
พอมันเหลือบเห็นลี้คิมฮวงและสารถีเอ็งซานที่แต่งตัวซอมซ่อก็แสดงสีหน้าไม่พอใจ

" เจ้าทั้งสองมายืนทำอะไรที่หน้าประ รู้รึไม่ว่าที่นี้คือตึกตระกูลทิง หากไม่อยากเจ็บตัวก็ย้ายร่างกายขยะของเจ้าออกไปซะ "

เอ็งซานใคร่จะตวาดออกไปให้มันรู้ว่าเจ้าของตึกตัวจริงที่มันใช้อยู่อาศัยกำลังยืนอยู่เบื่องหน้ามัน แต่ลี้คิมฮวงยกมือขึ้นปรามไว้

" พี่ชาย ขออภัยด้วย ข้าทั้งสองจะย้ายร่างขยะออกไปเดี๋ยวนี้ ขออภัยที่รบกวน "

ลี้คิมฮวงหันหลังเดินจากไป บัดนี้ที่นี้กลายเป็นตึกตระกูลทิงหาใช่ตึกตระกูลลี้ดังเช่นกาลก่อน เองซานได้แต่ถอนใจ กระทั้งเจ้าองบ้านยังมิอาจกลับเข้าบ้านได้ ตัวมันก็คงมิอาจเช่นกัน

ลี้คิมฮวงเดินไปเพียงสามก้าว ที่ประตูมีชายชุดขาวเดินออกมาพร้อมกับเด็กรับใช้สองคน ชายชุดขาวพอเห็นเงาหลังก็ร้องตะโกนให้ลี้คิมฮวงหยุด

พอลี้คิมฮวงหันกลับมา ทั้งสองพี่น้องยามนี้สบตากัน คล้ายดั่งมีเรื่องราวมากมายที่มิอาจบอกกล่าวได้วิ่งผ่านมาทางสายตา

" ลี้คิมฮวง นี่เจ้า... ในที่สุดเจ้าก็กลับมา"
" พี่ทิง ข้ากลับมาแล้ว "

อิจินทิงวิ่งเข้ากอดน้องชายร่วมสาบานไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ลี้คิมฮวงยังคงยืนเหม่อลอยอยู่เช่นเดิม อิจินทิงหันกลับไปมองชายหนวดเคราครึ้มที่ยืนถือไม้อยู่ข้างประตู

"เจ้า เหตุใดไม่เชื้อเชิญน้องข้าเข้าบ้าน รึเจ้าไม่ปารถนาอยู่อาศัยในหมูตึกนี้แล้ว "

" ข้า ข้าน้อย....."

" ช่างเถอะท่านพี่ ข้าไม่ถือสาหรอก ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด เรื่องเล็กน้อยขอท่านอย่าใส่ใจ "

" ช่างเถอะ เจ้าเดินมาไกลคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย เข้าไปข้างในกับข้า สุราในบ้านรอคอยการกลับมาของเจ้าอยู่นานหลายปีแล้ว "

ลี้คิมฮวงและเอ็งชานเดินตามลี้คิมฮวงเข้าบ้านไป ทิ้งชายกวาดพื้นให้ยืนตะลึงอยู่ หน้าประตู วันนี้มันถึงกลับไล้เจ้าของบ้านไม่ให้กลับเข้าบ้าน มันใช่เป็นคนรับใช้ระเภทใดกัน?


บัดนี้สุราอาหารต่างถูกยกมาเลี้ยงรับลี้คิมฮวงและเอ็งซานที่ห้องโถงใหญ่ แต่สิ่งเดียวที่ลี้คิมฮวงแตะต้องคือสุรา
สุราเก่าที่จากกันไปถึงสิบเจ็ดปี

รสชาติของสุราที่ผ่านกาลเวลาอันยาวนานย่อมหอมหวนกว่าสุราใหม่มากมายนัก
เฉกเช่นมนุษย์ ยิ่งผ่านกาลเวลามายาวนานเท่าใด ความฉลาดรอบคอบย่อมมีมากมายกว่าบุรุษหนุ่มมากนัก

" ลี้คิมฮวง ตลอดสิบสองปีมานี้ เจ้าหนีหายไปที่ใดข้าไม่ว่า แต่เหตุใดเจ้าจึงไม่คิดกลับมาเยี่ยมเยียนข้าบ้าง "

ลี้คิมฮวงได้แต่ก้มหน้ายิ้มและยกจอกสุราขึ้นดื่มอย่างรวดเร็ว

"เจ้าไม่ตอบข้าก็ไม่ว่า ยังไงวันนี้เจ้าก็กลับมาแล้ว อีกสองเดือนลูกสาวข้าลิ้มเซียนยี่จะมีอายุครบสิบเจ็ดปี ก่อนอายุลูกข้าจะถึงสิบเจ็ด ข้าต้องการหาชายที่เหมาะสมทั้งพลังและสติปัญญามาเป็นครู่ครองของลูกสาวข้า ดังนั้นเจ้าในถานะน้องข้า ต้องอยู่

เป็นพยานด้วย "

สิ้นเสียงของอิจินทิง สตรีชุดเขียวนางหนึ่งเดินเข้ามาภายในห้องพร้อมด้วยดรุณีน้อยชุดขาวนวล ทั้งสองมีใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกันมาก เพียงมองปราดเดียวก็รู้ได้ว่าทั้งสองเป็นมารดากับบุตรีที่งดงามคู่หนึ่ง

ใบหน้าของของสตรีชุดเขียวนับว่าเป็นหญิงงามแห่งยุคก็ว่าได้ เสียดายที่กาลเวลาไม่ปราณีสาวงาม ร่องรอยตีนกาเริ่มปรากฏขึ้นบนหางตาของนางบ้างแล้ว แต่ก็มิอาจบั่นทอนความงดงามของนางลงได้

ลี้คิมฮวงพอเห็นใบหน้านาง ดั่งร่างกายคล้ายถูกหิมะทับถม แข็งทื่อจนมิอาจขยับ กระทั่งลมหายใจก็คล้ายดั่งแผ่วเบาลง

" อาซ้อ ท่านสบายดี "

สารถีเอ็งซานพอได้ยินคำจากปากลี้คิมฮวง บุรุษแข็งแกร่งเช่นมันก็คล้ายดังจะหลั่งน้ำตาออกมาแล้ว บัดนี้คล้ายดั่งมีเพียงมันที่ทราบว่า วาจา อาซ้อ ที่ลี้คิมฮวงเอ่ยออกมานั้น
คล้ายดั่งเข็มนับพันที่ทิ่มแทงกลับใส่ตัวลี้คิมฮวงเอง


โดย : สาวกมีดสั้น
เมื่อเวลา : พุธ ที่ 15 มี.ค. ปี 2006 [ 19 : 40 ]



โดย : uthen
เมื่อเวลา : พุธ ที่ 15 มี.ค. ปี 2006 [ 20 : 38 ]


สุดยอด..ในความพยายามเขียน...
นับถือ...ความตั้งใจ..ดีมากๆๆ


โดย : สร้างสรรค์ฯ
เมื่อเวลา : พุธ ที่ 15 มี.ค. ปี 2006 [ 22 : 35 ]

เยี่ยมนักเมื่ออ่านแล้วข้ารู้สึกสนุกมาก

โดย : เสือขาว
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 16 มี.ค. ปี 2006 [ 0 : 26 ]

ข้าพเจ้าชอบชื่อนี้นะ " เซี่ยงกัวโซนิค "
ท่านสาวกมีดสั้นมีแรงบันดาลใจจากไหนหรือ

โดย : จอมยุทธ์โบแด๊ง-ผลักหน้าต่างชมจันทร์
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 16 มี.ค. ปี 2006 [ 10 : 8 ]

.........ลิ่มซีอิม ...ลิ่มซีอิม
.........
.........ร้อยพัน หญิงงามเลิศ ล้วน.. พานพบเพื่อผ่านเลย
.........กว่าสิบปีผ่านพ้น ฝ่าคมดาบ ข้ามภูเขากระบี่ แม้นม่านตายังไม่กระพริบ..
.........เพียงสิ่งเดียว ที่ค้างคา รอการพิสูจน์ ......
.........มรรคากระบี่จะผ่านพ้น หรือไม่?......
.........ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไร? จะเลย.ละ...ได้...มรรคาใจ.....
.........
.........ลี้คิมฮวง ...ลี้คิมฮวง

โดย : ถั่วทอด
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 16 มี.ค. ปี 2006 [ 10 : 30 ]

เมื่อใดถึงฉากข้า
วานเรียกด้วยนะท่านสาวกฯ นับถือๆ

โดย : อาฮุย
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 16 มี.ค. ปี 2006 [ 12 : 42 ]

.........อาฮุย...ดาบไม้ไร้ฝัก.....ท่านสบาย?
.........ได้ยินเรื่องราว ของท่าน นานมา ตั้งแต่ข้าพเจ้า ยังเป็นหนุ่มกระทง......ป่านนี้.... ท่าน...งามสง่า เฉกเดิม?

โดย : ถั่วทอด
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 16 มี.ค. ปี 2006 [ 13 : 2 ]

ข้าน้อยก็แค่ ผู้ที่ชื่นชอบเรื่องนี้เป็นอุดมคติเท่านั้น ...

โดย : สาวกมีดสั้น
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 16 มี.ค. ปี 2006 [ 15 : 42 ]

อันตัวข้า .. อกหัก รักไม่ยืน
และต้องมา ขมขี่น กับความเศร้า
ที่เพื่อนข้า ต้องมา รักนางเรา
ตัวข้านี้ อับเฉา เฉกเช่นกัน...

ข้ารู้ว่า.. นางรักข้า สุดจะรัก
แต่แล้วคง .. ประจักษ์ ต่อหน้าเจ้า
ข้าไม่อยาก เห็นเพื่อน มามัวเมา
อยู่ในความ ทุกข์เศร้า เคล้าสุรา..

อันตัวข้า... รักนาง ช่างเฉิดฉาย...
แต่สหาย ดันมาทุกข์ สุขไร้สิ้น...
ตัวข้ารัก.. นางมาก ก็จริง ๆ
แต่สหาย... ข้าไม่ทิ้ง ให้เจ็บตาย...

สหายข้า... ได้นาง คงสร่างเศร้า...
ความเจ็บปวด .. รวดร้าว หายไปสิ้น
ให้สหาย... อยู่กับนาง เป็นอาจิน
ส่วนตัวข้า... จะสิ้นไป ไม่อาวรณ์...

......







โดย : สาวกมีดสั้น
เมื่อเวลา : พฤหัสบดี ที่ 16 มี.ค. ปี 2006 [ 15 : 54 ]

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook