บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ชุมนุมจอมยุทธ
แลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างสรรค์สังคม เปิดโลกทัศน์ จัดระบบความคิด สื่อสารกับชาวโลก

แวดวงจอมยุทธ ตำนานจอมยุทธฯ

ชุมนุมจอมยุทธ (2)
ไปหน้า >> 1 - 2 - 3 - 4 - 5 - 6 - 7 - 8 - 9 - 10 - 11 - 12 - 13

หัวข้อ : เรื่องดี ๆ ระหว่างพี่ กะ น้อง (รับประกันความซึ่ง)
เรื่องดี ๆ ระหว่างพี่กะน้อง

6 ครั้งที่ฉันต้องหลั่งน้ำตาให้น้องชายของฉัน ...
>>
>>
>> ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
>>
>> แต่ละวัน พ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ
>>
>> ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี
>> วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ
ของฉันมีกัน
>> ... จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง
>>
>> พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
>> โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
>>
>> "ใครขโมยเงินไป" พ่อตวาด
>>
>> ฉันกลัวมาก ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า
>>
>> "ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"
>>
>> พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
>>
>> ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้ แล้วพูดว่า
>> "ผมขโมยเองครับ"
>>
>> ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
>>
>> พ่อโกรธมาก พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
>>
>> พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน "ของคนในบ้านแกเอง
แกยังขโมยได้
>> ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"
>>
>> คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้ หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
>> แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
>>
>> กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
>>
>> น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้ แล้วพูดว่า "พี่ครับ
>> ไม่ต้องร้องไห้นะ มันผ่านไปแล้ว"
>>
>> ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ
>>
>> หลายปีผ่านไป แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
>>
>> ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
>>
>> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี...
>> เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้น เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน
>> ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้ ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ ม.ปลาย
>> ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
>>
>> คืนนั้น พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
>>
>> ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า "ลูกเราทั้งคู่เรียนดี เรียนดีมากนะ"
>>
>> แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ ได้พูดว่า
>> "แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"
>>
>> ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
>> "ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"
>>
>>
>> พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
>>
>> "ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
>> พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"
>>
>> คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน
เพื่อขอยืมเงิน
>>
>> ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ และคิดว่า
>> "ต้องให้น้องได้เรียนต่อ
>> ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"
>>
>> แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้
>>
>> ใครจะรู้ได้ ... วันต่อมาในตอนเช้ามืด
>> น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น
>> และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
>> ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับ
>>
>> "พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ... ผมจะไปหางานทำ
>> แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"
>>
>> ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า ...
>> ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
>>
>> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี ...
>>
>> ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
>>
รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหาม
>> ที่ไซท์ก่อสร้าง ... ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
>>
>> วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
>> เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า "มีชาวบ้านมาหาเธอ
อยู่ข้างนอกแน่ะ"
>>
>> ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
>> ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง ...
ฉันถามเขาว่า
>> "ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"
>>
>> น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า "ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้
>> ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆ ก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"
>>
>> ฉันน้ำตานองหน้า ค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
>> และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ "พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง
>> เธอเป็นน้องของพี่ ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"
>>
>> จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
>> เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ ... เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า
"ผมเห็นสาวๆ
>> ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
>>
>> ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด
>> ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน
>>
>> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี ...
>> วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก ฉันสังเกตเห็นว่า
>> หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
>>
>> เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก
>>
>> หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า
>> "แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก
>> เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"
>>
>> แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า "แม่ไม่ได้จ้างหรอก น้องชายลูกต่างหาก
>> วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน
>> ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ
>> น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"
>>
>> ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา
>> ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ
>>
>> ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม
>>
>> "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ
>> มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ
>> และ..."
>>
>> น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด
เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
>> น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง
>>
>> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...
>> หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
>>
หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน
>> ... แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ
>>
>> ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว
>> ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
>>
>> น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...
>> เขาบอกกับฉันว่า "พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ
>> ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"
>>
>>
>> สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว
>> เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท ...
>> แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้
เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
>>
>> วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล
>> และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด ... เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล
>> ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
>> น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา ... ฉันโกรธมาก
จึงตวาดน้องไปว่า
>> "ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!
>> ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ ดูตัวเองซิ
>> เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"
>> คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด
ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
>> "พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
>> ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ
>> คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"
>>
>> น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย ... ฉันบอกกับน้องว่า
>> "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."
>>
>> "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"
น้องชายของฉันจับมือฉันไว้
>> ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...
>> เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
>> เขาได้แต่งงานกับสาวชาวนาในหมู่บ้านเดียวกัน
>>
>> ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
>> "ใครคือคนที่คุณรักและเคารพที่สุดในชีวิตนี้"
>> น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" ...
>> และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้
>>
>> "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
>> เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เพื่อเดินไปเรียน
และเดินกลับบ้าน
>> วันหนึ่งผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง
พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
>> และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
>> เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว
>> เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ ... นับจากวันนั้น
ผมสาบานกับตัวเอง
>> ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"
>> เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
>> คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ... "ในโลกใบนี้
>> คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด คือน้องชายของฉันค่ะ"
>> ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้
>> น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...
>> จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ วันในชีวิตของคุณและเขา
>> คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ
>> แต่สำหรับคนคนนั้น อาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง
>> ...ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
>> หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม...


โดย : ส.ข้าวเหนียวนึ่ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 11 เม.ย. ปี 2006 [ 9 : 27 ]

อ่านจบแล้วอย่าลืมแสดงความคิดเห็นด้วยนะคับ หรือทักท้าให้กำลังใจกันด้วยก็ได้
และอย่าลืมอ่านอีกเรื่องของผมข้างล่างนั้นนะคับ เรื่อง พ่อแม่ทำทุกอย่างได้เพื่อลูก...

โดย : ข้าน้อยเอง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 11 เม.ย. ปี 2006 [ 9 : 30 ]

สุดยอดไปเลยครับท่าน นานแล้วที่ผมไม่ได้อ่านเรื่องที่มีความซึ่งอย่างนี้ และการใช้ภาษาที่ถือว่าใช้ได้ลงตัวมากในการเขียน ขอบคุณมากเลยครับ คุณ ส.ข้าวเหนียวนึ่ง หวังว่าผมคงจะได้อ่านเรื่องดี ๆ แบบนี้จากคุณอีกนะครับ...

โดย : คนแปลกหน้า
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 11 เม.ย. ปี 2006 [ 9 : 39 ]

เห็นด้วยกับคุณ คนแปลกหน้านะครับ หลังจากที่ผมได้อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้ผมคิดถึงวันวานของผมขึ้นมาทันทีเลยครับ เรียกได้ว่าการใช้ภาษาในเรื่อง ไม่ยาวจนเกินไปและ ก็ไม่สั้นจนเกินไป ถือว่าพอดีมากเลยครับ ผมให้คะแนนเป็นล้านเลยครับ

โดย : จั่นเจ่า
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 11 เม.ย. ปี 2006 [ 9 : 45 ]


....
กินใจเฟสุดเลย...แงแง..
น้ำตาไหลเลยค่ะ....ซึ้งจริงๆ
ความรัก..การเสียสละที่ยิ่งใหญ่
....
....ปกติเฟไม่ค่อยอ่านเรื่องราวแนวนี้เท่าไหร่
กะลองอ่านแค่2-3บรรทัด
พออ่านแล้วอยากรู้ตอนจบหน่ะค่ะ...แล้วก็อ่านจนจบพร้อมน้ำตา
นองหน้าเลยค่ะ...

โดย : felix11
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 11 เม.ย. ปี 2006 [ 9 : 45 ]

รับประกันความซึ้งจากโบแดงด้วยคน


โดย : จอมยุทธ์โบแด๊ง-ผลักหน้าต่างชมจันทร์
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 11 เม.ย. ปี 2006 [ 10 : 48 ]

กำลัง.....ใจ........

โดย : ย.ยุ่ง
เมื่อเวลา : อังคาร ที่ 11 เม.ย. ปี 2006 [ 10 : 58 ]

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook