Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

รวมงานเขียนและแนวคิด
กระบี่ดาวแดง
leehonglong@hotmail.com

องค์รวมพหุภาพทุนและระบอบทุนนิยมแห่งสังคม(ต่อ)

องค์รวมพหุภาพทุน
และระบอบทุนนิยมแห่งสังคม(ต่อ).............................................
ภายใต้การประยุกต์หลักการทฤษฎีของ คาร์ล มาร์กซ นำไปสู่การสร้างรูปแบบแห่งรัฐแบบใหม่ที่ วลาร์ดิมีย์ อิลยิส เลนิน นำไปต่อสู้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองสถาปนารัฐสังคมนิยมแห่งแรกคือสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต....หลังจากนั้น เหมาเจ๋อตง แห่งประเทศจีนก็นำไปประยุกต์ใช้ในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศจีน จากการครอบงำของมหาอำนาจและเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง....และอีกในหลายๆประเทศก็เจริญรอยตาม..... ดังนั้น...จินตภาพของคำว่า ระบอบทุนนิยม ในความเข้าใจในแบบการอธิบายแบบมาร์กซิสต์จึงแพร่หลาย....และ เป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อว่า ทุนนิยม ก็คือความเลวร้ายและต้องเป็นเป้าหมายแห่งการทำลายล้าง...รวมไปถึงความเชื่อที่เชื่อว่า...วิวัฒนาการของสังคมในโลก ระบอบแห่งทุนนิยมก็คือระบอบที่ล้าหลังจะต้องล่มสลาย โดยมีสังคมใหม่เข้าแทนที่.... ความโน้มเอียงแห่งการคัดค้านต่อการพัฒนา ทุน จึงเกิดขึ้นในรูปแนวทางนโยบายและระบบความคิดของคนทั่วไป...ที่เชื่อว่า ทุน คือสิ่งที่ชั่วร้าย จึงเป็นผลทำให้เกิดการคัดค้านต่อการขยายศักยภาพทุน ขาดการการส่งเสริม การพัฒนา แห่งศักยภาพทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการนำมารับใช้มนุษย์ที่อยู่บนโลกมนุษย์....หากมิใช่มารับใช้บนจินตนาการแห่งความฝันอันเลื่อนลอยของโลกอุดมคติที่ห่างเหินแบบวิธีปฏิบัติที่สามารถกระทำได้อันสอดคล้องกับความเป็นจริง.....หรือไม่ก็บนพื้นฐานการทำลายล้างอย่างสุดขั้วอย่างเสรีที่กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันบนโลก......ด้วยการทำลายล้างมนุษย์ผู้ซึ่งดำรงไว้ซึ่งศักยภาพทุน....นั่นก็คือการทำลายล้างทุนทั้งทางกายภาพและทางปัญญา-จิตวิญญาณ ..................................
วิวัฒนาการของ “ทุน”ในสังคมไทย กระบวนการพัฒนาของ ระบอบทุนในสังคมไทยเป็นไปในรูปแบบของการวิวัฒนาการในการปรับเปลี่ยนทางดุลยภาพของทุน โดยรูปแบบการเปลี่ยนแปลงที่มีการปรับเปลี่ยนภายใต้การควบคุมการแปรเปลี่ยนกลไกกลางการแลกเปลี่ยน
ในสังคมบรรพกาล ของชุมชนบรรพกาลที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ที่เป็นอาณาเขตุของประเทศไทยปัจจุบัน มีการเกิดขึ้นของชุมชนในหลายๆแห่ง เช่นในภาคกลางบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี,บริเวณภาคอีสานตอนกลาง และที่ติดแม่น้ำโขง หรือในบริเวณของภาคเหนือ ร่องรอยอารยธรรมเหล่านี้มีปรากฏให้เห็น เช่น ศักยภาพของทุนทางปัญญาในการทำเครื่องใช้สอย อันได้แก่เครื่องปั้นดินเผา เครื่องไม้เครื่องมือในการทำการผลิตต่างๆ ข้อสันนิษฐานแบบวิถีชีวิตของชาวชุมชนบรรพกาล สามารถเทียบเคียงได้จากแบบวิถีชีวิตของชนชาติส่วนน้อยที่ดำรงชีวิตโดยสัมพันธ์กับโลกภายนอกที่น้อยมาก จะเห็นได้ถึงแบบวิถีแห่งการใช้ทุน หรือระบอบของทุนในบรรพกาล ที่มีกลไกการแลกเปลี่ยน ทางศักยภาพของทุน ที่เกิดจากศักยภาพทางร่างกายหรือทางกายภาพ และศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณ ว่ามีความสัมพันธ์ และมีพัฒนาการเป็นไปอย่างไร จากได้กล่าวในรายละเอียดมาแล้วใน เรื่อง นิยามและความหมาย ของทุน การก้าวเข้าสู่สังคมที่มีรูปแบบของรัฐ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในยุคกว่า 1 พันปี ที่ผ่านมาหรือประมาณ พุทธศตวรรษที่ 11- 18 ได้เกิดมีเมือง หรือชุมชนเมืองขึ้น โดยมีเมืองเอกและเครือข่ายการขึ้นต่อหรือการยอมรับต่ออำนาจ โดยไม่มีอาณาเขตุหรือการครอบครองพื้นที่ที่แน่นอน ของรัฐนั้นๆ อันได้แก่ ทวารวดี , มอญ,ลพบุรี, ศรีวิชัย , ขอม, เจนละ,เชียงแสน,ศรีเทพ,โคราปุระ, สีโครตะบอง, ฯลฯ จนมาถึง ล้านช้าง,ล้านนา , พะเยา,สุโขทัย,ลพบุรี,สุพรรณบุรี , อยุธยาเป็นต้น โดยรัฐต่างๆต่างก็เป็นอิสระในการครอบครองทรัพยากรบริเวณนั้นชุมชนเมืองนั้นๆในการทำการผลิตและมีการแลกเปลี่ยนกับชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่น จีน,อินเดีย
ในยุคสุโขทัย ประมาณ ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 จากหลักฐานทางศิลาจารึก ของพ่อขุนรามคำแหง ( ซึ่ง ปัจจุบันมีการโต้แย้งของนักวิชาการทางด้านโบราณคดี กันอยู่ว่าเป็นการจารึกขึ้นมาใหม่หรือไม่... ผู้เขียน อ้างอิงตามที่บันทึกแม้ว่าจะเป็นการโต้แย้งกันอยู่แต่มิใช่ประเด็นสำคัญ...แต่สิ่งที่นำเสนอคือการสะท้อนภาพแบบวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนั้น...อันมีศิลาจารึกอีกหลายแห่งที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน...) จะเห็นได้ว่ามีการใช้นโยบายรูปแบบทางเศรษฐกิจ แบบเสรี ที่รัฐไม่ได้เก็บภาษี คือใครใคร่ค้าขายแลกเปลี่ยนก็ทำได้ โดย เจ้าเมืองไม่เอาจังกอบ ระบบกลไกกลางแห่งรัฐสุโขทัยที่เกิดขึ้นสามารถทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนที่เกิดดุลยภาพ ได้ดี เช่นประชาชนที่มีเรื่องเดือดร้อนก็สามารถร้องเรียนต่อ กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนหรือกลไกอำนาจรัฐได้ หรือมีเรื่องเดือดร้อนใดๆก็ตาม กลไกกลางสามารถแก้ไขปัญหา หรือแสดงบทบาทที่ทำให้การแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนเป็นไปอย่างมีดุลยภาพของชุมชนเมืองนั้นๆ การยอมรับต่อตัวแทนที่ควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนของประชาชน จึงเกิดขึ้นจากพื้นฐานของความเชื่อมั่นและความศรัทธาต่อการนำและการยอมรับต่อความมีอภิสิทธิ์ของผู้นำที่จะต้องเป็นไปของเงื่อนไขสถานการณ์ต่างๆในยุคนั้น ไพร่ฟ้าหน้าใส เป็นการสะท้อนถึงมาตรฐานชีวิตของประชาชน และความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่งของรายได้ประชาชาติยุคนั้นของรัฐสุโขทัย ที่ประชาชนมีดุลยภาพของการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนทางกาย และทางปัญญา ตราบจนปลาย พุทธศตวรรษ ที่ 19 ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ รัฐอยุธยาได้มี การสร้าง กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน ที่มีการรวมศูนย์สู่ส่วนกลางอย่างเป็นแบบแผน ในแนวทางนโยบายที่เสริมศักยภาพของกลไกกลางแห่งรัฐ หรือกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนแห่งรัฐให้เข้มแข็งและเป็นปึกแผ่นของประชาชนที่สังกัดภายในรัฐ

ภายใต้สถานการณ์ที่มีความตึงเครียด กับการรุกรานเพื่อแย่งชิงทรัพยากรของรัฐจากรัฐที่ใกล้เคียงภายนอก และการแผ่อิทธิพลเข้ามาของรัฐอื่นๆในโลกเช่นจากทางตะวันตก ที่มีการแลกเปลี่ยน ทองคำ กับเทคโนโลยีการป้องกัน เช่น อาวุธ รัฐต่างๆมีการพัฒนากองกำลังอาวุธในการบุกยึดแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความมั่งคั่งของรัฐ อยุธยา ที่อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยผ้าไหมชั้นดี , ข้าว,ดินประสิว,ดีบุก ฯลฯ ที่สำคัญที่สุด คือทองคำ อันเกิดจากการขุดค้นและการสะสมจากการแลกเปลี่ยน อยุธยาจึงเป็นอาณาจักรที่มี จีดีพี และจีเอ็นพี สูงสุดในภูมิภาคนี้ในยุคนั้น ดินประสิว อันเป็นส่วนสำคัญ ในการสะสมไว้ของรัฐต่างๆในการสร้างเสริมศักยภาพทางอาวุธที่ใช้บรรจุปืนใหญ่ และ ปืนคาบศิลา เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญสินค้าหนึ่งที่นำความมั่งคั่งมาสู่รัฐอยุธยา
ความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดของรัฐชาติสมัยอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับรัฐชาติ ที่มี ราชธานี หัวเมืองเอก หัวเมืองรองและเครือข่ายประเทศราช มีการสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศ ที่ขยายขอบเขตุที่กว้างไกลออกไปถึงดินแดนโพ้นทะเลเช่นมหาอำนาจฝรั่งเศส ในขณะที่เทคโนโลยีการคมนาคมทางเรือมีความก้าวหน้าขึ้นที่มีขีดความสามารถในการหาตำแหน่งทิศทางของแผ่นดินได้ถูกต้องในการเดินเรืออันเป็นผลจากวิทยาการด้านดาราศาสตร์ และการรู้จักใช้เข็มทิศในการเดินเรือ ภายใต้การค้าแลกเปลี่ยนที่เป็นไปอย่างกว้างขวางจึงก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและความก้าวหน้าด้านวิทยาการต่างๆเช่นด้านดาราศาสตร์,เทคโนโลยีด้านอาวุธ, การเดินเรือและกระบวนการผลิตต่างๆเช่นเครื่องปั้นดินเผา เป็นต้น
ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีอาวุธของรัฐอยุธยา ถึงขั้นมีการส่งปืนใหญ่ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นไปขายถึงญี่ปุ่น ในยุคนี้ มีการแต่งตั้ง ชาวต่างชาติ หลายประเทศเป็นที่ปรึกษา และดำรงตำแหน่งสำคัญในกิจการของรัฐ เช่น เจ้าพระยาวิชาเยนท์ จากโปรตุเกส ออกญาเสนาภิมุข จากญี่ปุ่น คณะที่ปรึกษาจากฝรั่งเศส คณะสอนศาสนาจากทางตะวันตก เป็นต้น จากอันตรกิริยาดังกล่าวจึงก่อให้ทุนแห่งรัฐอยุธยามีความแข็งแกร่งและเป็นรัฐที่มั่งคั่งที่มีการโยงใยไปในเอเชียแปซิฟิค ในเอเชียกลาง และในยุโรป

กรอบจริยธรรมทางพุทธศาสนาในสังคม ที่เผยแผ่เข้ามาในยุคนั้นโดยมีวัดเป็นสถาบันการถ่ายทอดทางปัญญา เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดศิลปวิทยาการทุกแขนง หรือการเสริมสร้างและการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนทางปัญญาของสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับพื้นฐาน แม้แต่เหล่าขุนนางก็มีการสร้างวัดเพื่อคนในสังกัดของตน จากการก่อรูปพื้นฐานทางวัฒนธรรมอันมีหลักแห่งพุทธศาสนาเป็นเครื่องชี้นำทั้งในระดับผู้กุมกลไกรัฐที่ต้องอาศัยเป็นที่ปรึกษาในราชการต่างๆ และรวมลงไปถึงระดับพื้นฐานที่ต้องอาศัยวัดเป็นที่เสริมสร้างภูมิปัญญา
จึงทำให้ไม่มีการเกิดขึ้นของทิศทางการพัฒนาระบบการซื้อขายมนุษย์เหมือนในทางสังคมตะวันตกหรือรัฐอื่นๆในโลกที่มีการผ่านของลักษณะสังคมทาสที่มีการเปิดตลาดซื้อขายมนุษย์เป็นสินค้า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของสังคมไทยลักษณะของสังคมไม่มีทิศทางการพัฒนาไปเช่นนั้นถ้าเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของสังคมทาสในทางภูมิภาคอื่นที่มีพัฒนาการไปเช่นนั้น เช่นการเกิดประเทศอเมริกาที่เกิดขึ้นหลังการเกิดรัฐสุโขทัยที่เกิดก่อนร่วม 5-6 ร้อยปี แต่ไม่มีระบบซื้อขายทาสเสรีเหมือนอเมริกาในรัฐสุโขทัย และยุคต่อๆมา เป็นต้น

ที่ตกเป็นทาสส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะเป็นเชลยศึก หรือไม่ก็เป็นการกวาดต้อนแรงงานเชลยศึกเพื่อมาสร้างเป็นรัฐกันชน หรือทำการผลิตในบริเวณรอบนอกเมือง หรือหัวเมืองชั้นรองลงไปโดยที่เชลยศึกเหล่านั้นยังมีอิสระในการดำรงชีพโดยมีสังกัดหรือตกเป็นไพร่ อีกทั้งลักษณะของเชลยศึกส่วนใหญ่จะเป็นวงศาคณาญาติของชนชั้นนำในรัฐที่พ่ายสงครามหรือไม่ก็เป็นปัญญาชนในยุคนั้นเช่นช่างฝีมือด้านต่างๆ การผ่อนคลายความเข้มงวด หรือการยอมรับในศักยภาพจึงมีสูงกว่าลักษณะที่ดูถูกเหยียดหยามว่าต่ำต้อยกว่าเชื้อชาติแห่งตน ผลที่เกิดขึ้นจึงเกิดเป็นการกว้านทุนทางปัญญาเพื่อมาสร้างความมั่งคั่งให้รัฐ จึงไม่เกิดลักษณะที่ว่ารัฐๆหนึ่งขายทาสให้อีกรัฐ หรือ มีการเปิดตลาดเสรีค้าทาสระหว่างรัฐ หรือการกระทำที่ยอมรับต่อการใช้อำนาจหรือการที่มีกองกำลังที่เหนือกว่ากวาดต้อนผู้คนไปขายอย่างเสรีเพื่อสร้างความมั่งคั่งแห่งรัฐ แม้แต่การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชนชาติอื่นในรัฐกลับได้รับการคุ้มครองหรือมีอิสระมากกว่าไพร่ในสังกัดของคนในรัฐเสียอีกเช่นกลุ่มคนชนเชื้อสายจีนที่ต้องค่าธรรมเนียมเท่านั้นหรือค่าผูกปี้... โดยไม่ต้องสังกัดไพร่ กลุ่มนี้จึงมี การสะสมทุนได้สูง กว่าคนท้องถิ่น... ในขณะที่ไพร่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน 6 เดือนเพื่อใช้แรงงานให้กับรัฐที่มีการกุมกลไกรัฐของชนชั้นนำ แรงงานที่ถูกเกณฑ์นอกจากทำการผลิตให้กับหน่วยที่ตนสังกัด ยังมีการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อประชาชนในรัฐได้ใช้ หรือไม่ก็เพื่อการป้องกันการรุกรานจากรัฐอื่น ไพร่จึงเหลือเวลาเพียงน้อยนิดในการสร้างผลผลิตและเพื่อการสะสมทุน...

ในยุครัตนโกสินทร์ สมัยที่มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ใน รัชกาลที่5 ได้ทรงให้มีการเลิกระบบการเป็นทาส ทาสในลักษณะที่แตกต่างจากสังคมทางยุโรปและอเมริกาที่ใช้กำลังไปกวาดต้อนเพื่อทำการค้าและเปิดตลาดค้าขายกันอย่างเสรี จะเป็นลักษณะทาสในเรือนเบี้ย หรือที่มาเป็นทาสในลักษณะการชดใช้มูลหนี้ต่างๆเป็นหลัก...ตามกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนในยุคนั้น ในสมัยนี้ได้มีการปรับปรุงกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนในทุกๆด้าน อันเป็นรากฐานต่อการแปรเปลี่ยนอย่างสันติหรือรักษาความมีดุลยภาพ เช่นการจัดตั้งสถานศึกษาต่างๆเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทุนทางปัญญา การปรับปรุงสาธารณูปโภคขั้นมูลฐาน
ขณะที่มีการแผ่อิทธิพลเข้ามาของรัฐชาติตะวันตก เทคโนโลยีภายหลังจากที่มีการการปฏิวัติอุตสาหกรรมในตะวันตกหลั่งไหลเข้ามา พร้อมๆกับอารยธรรมยุคใหม่จากทางตะวันตกของระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ที่มีอุดมการณ์การปกครองแบบประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ที่เกิดขึ้น แบบสันติจึงเป็นกระบวนการของวิวัฒนาการ ไม่ใช่ลักษณะของการพัฒนาในแบบที่เรียกว่าเป็นการปฏิวัติ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการเกิดขึ้นของความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนของกลุ่มชนชั้นนำที่ร่วมกับกลุ่มเท็คโนแครตซึ่งเป็นชนชั้นปกครองในสังคมเอง ที่จริงแล้วถึงไม่ใช้กำลังทหารยึดอำนาจ ก็จะต้องเกิดการปรับเปลี่ยนอยู่แล้วทั้งนี้เนื่องจาก ชนชั้นนำยุคนั้นล้วนมีรากฐานการศึกษาจากตะวันตกที่มีแนวคิดแบบประชาธิปไตย

การเปลี่ยนแปลงโดยโครงสร้างชั้นบนที่มีการควบคุมการแปรเปลี่ยนให้อยู่ในสภาวะที่มีดุลยภาพ โดยไม่ได้เป็นผลอันเกิดจากขบวนการลุกฮือเคลื่อนไหวของประชาชนทั้งประเทศหรือในสิ่งที่เรียกว่าการปฏิวัติ
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะมีการสูญเสียชีวิตเท่าไหร่ของการต่อสู้ทางความคิดและจากสภาวะปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นอันจะต้องเป็นไปในทิศทางที่ไร้ระเบียบ ถ้าหากขาดองค์กรนำ หรือมีการนำที่ไร้ทิศทางที่ถูกต้อง การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 จึงเป็นกระบวนการของวิวัฒนาการ ที่ เกิดจากกระบวนการสร้างตนเองขึ้นใหม่อันเป็นวิวัฒนาการของกลุ่มชนชั้นนำในสังคมจึงไม่ใช่เป็นกระบวนการปฏิวัติในทางการเมือง ที่มีลักษณะขบวนการล้มล้างแบบถอนรากถอนโคนของระบบองค์รวมทั้งระบบในประเทศอันรวมไปถึงรูปการจิตสำนึกต่างๆ... กระบวนการวิวัฒนาการของทุน ในไทยจึงมีการปรับเปลี่ยนภายใต้การเปลี่ยนถ่ายอำนาจอย่างสันติ กลุ่มที่มีการสะสมทุนมากก็คือกลุ่มชนชั้นนำในสังคม กลุ่มพ่อค้าจีนและต่างชาติอื่นๆที่มีการสะสมทุน จากการที่ไม่ต้องตกเป็นไพร่ คือจ่ายเฉพาะค่าธรรมเนียม นอกจากนั้นกลุ่มเหล่านี้ มี แนวคิด ของระบบอุปถัมภ์ ที่ไม่เหนียวแน่นเท่ากลุ่มที่เคยสังกัดไพร่ และมีแนวคิดที่ทันสมัยกว่ากลุ่มอื่น เช่นระบบการประมูลเป็นนายอากรบ่อนเบี้ย เมื่อมีการเรียกเก็บภาษีอากรที่สูงชนชั้นนำที่รับผิดชอบสามารถโยนความผิดมาให้นายอากรได้ เมื่อนายอากรเหล่านี้มีการสะสมทุนที่สูงมากต่อมาก็มีอำนาจทางการเมืองอันสามารถมีศักดินาในที่ดินและมีไพร่ในสังกัด รวมทั้งมีการดำเนินธุรกิจการเมืองแบบผูกขาด เช่นสัมปทานในด้านต่างๆที่มีสัมพันธ์กับทุนต่างชาติ และ เมื่อสังคมโลกเปลี่ยนไปทุนเหล่านี้จึงกลายมาเป็น ทุนของเอกชนที่มีขนาดใหญ่ในชาติ ในขณะที่กลุ่มที่ มีการครอบครองที่ดินไว้จำนวนมากและมีไพร่ในสังกัดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของระบอบการผลิต และทางการเมือง ศักดินาที่มีจึงเป็นเพียงตำแหน่งแต่มีระบบของเบี้ยหวัดหรือเงินเดือนแทนตามกลไกที่รับผิดชอบ จึงมีเพียงที่ดินในบางแห่งอันเป็นทำเลดี หรือมีทรัพยากรทางธรรมชาติที่ดียังมีการถือครองไว้ ทั้งนี้เนื่องจากภาระในการเลี้ยงดูคนจำนวนมากที่เป็นไพร่อันเป็นภาระหนัก ไพร่จึงได้รับการปลดปล่อย
ในขณะที่บางกลุ่มที่ต้องเลี้ยงดูคนในสังกัดที่ยังสมัครใจขออยู่ในสังกัด ตามความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ของไทย ย่อม สูญเสียศักยภาพแห่งการสะสมทุนหรือศักยภาพในการออม กลุ่มเหล่านี้จึงเป็นเติบโตมาเป็นกลุ่มทุนขนาดกลางในภูมิภาคและส่วนกลาง วัฒนธรรมระบอบอุปถัมภ์ประกอบกับวัฒนธรรม การมีภรรยาหลายคนของชนชั้นนำในยุคนั้น เช่นบางคนมีหลายสิบคน ย่อมก่อเกิดบุตรหลานมากมาย ซึ่งบางคนในยุคนั้นมีบุตรถึง 30 – 40 คน ที่จะต้องดูแลอยู่ในสังกัด ยังไม่รวมที่เกิดจากไพร่ในสังกัดอีก อันก่อเป็นระบบสายสัมพันธ์ของเครือญาติที่ขยายวงกว้างขวางออกไปอีก การกระจายของทุนจึงแตกตัวกว้างขวางออกไป เชื่อมโยงใยกับกลุ่มทุนที่มีเชื้อสายมาจากต่างชาติของยุคนั้น ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 การอพยพของชาวจีนกระจายไปทั่วโลก ในการมาตั้งถิ่นฐานในไทยมีจำนวนสูงมาก ภายใต้สายสัมพันธ์ทุนทางสังคมหรือการใช้ศักยภาพทางสังคมอันก่อให้เกิดทุนเช่น เชื้อชาติ ,แซ่ เดียวกัน วัฒนธรรมความเชื่อที่เป็นแบบเดียวกัน ในขณะที่ในจีนเองก็ถูกครอบครองจากจักรวรรดินิยมและมีกฎหมายที่รุนแรงกับคนจีนในการกลับคืนประเทศ เป็นสิ่งที่ผลักดันให้ชาวจีนโพ้นทะเล ร่วมมือและสนับสนุนซึ่งกันและกันในการทำการค้า อันมีพื้นฐานที่มีความเชี่ยวชาญกว่าคนท้องถิ่น จึงมีการสะสมทุนที่รวดเร็ว และเป็นกลุ่มทุนที่มีขนาดใหญ่ในประเทศและในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

และทุนส่วนนี้จึงกลายมาเป็นทุนขนาดใหญ่ในประเทศเมื่อมีสายสัมพันธ์ กับกลุ่มกลไกอำนาจรัฐ เพื่อให้ได้สิทธิในการผูกขาดด้านต่างๆยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งของทุน อันเป็นรากฐานของระบบธุรกิจการเมืองไทยปัจจุบัน การเกิดขึ้นของระบบเจ้าพ่อมาเฟียในส่วนกลางและภูมิภาค ก็เช่นกันเป็นผลพวงจากการหาช่องว่างของกฎหมาย หรือการร่วมมือของผู้กุมกลไกรัฐที่ไม่มีการควบคุมโดยให้อภิสิทธิ์ หรือมีการปรับเปลี่ยนกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน อันมีผลให้กลุ่มเหล่านี้ได้เปรียบในทางสังคม และปรับบทบาทแห่งทุนเหล่านั้นสู่การแสวงหาผลประโยชน์ด้วยอำนาจอิทธิพลทางการเมือง กลุ่มเหล่านี้เป็นสิ่งที่ขัดขวางต่อการสร้างดุลยภาพของทุนต่างๆในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตของทุนขนาดเล็ก และ ขนาดกลางในชนบท
กลุ่มเหล่านี้จึงเป็นเป้าหมายในการที่จะต้องจำกัดบทบาทและลดศักยภาพของทุนเหล่านี้ลง ทั้งนี้ศักยภาพเหล่านี้ล้วนเป็นศักยภาพที่สร้างผลลบที่สร้างปัญหาในด้านต่างๆให้กับสังคม เช่น ยาเสพติด โจรผู้ร้าย การคอร์รัปชั่น ฯลฯ และขัดขวางต่อการสร้างดุลยภาพของทุนในองค์รวมของระบบ

จากการพัฒนาของทุนที่ขาดดุลยภาพดังกล่าว ทุน ในสังคมไทยจึงมีการกระจุกตัวอยู่ที่คนจำนวนน้อยในสังคมที่มีบทบาทกุมกลไกกลางของการแลกเปลี่ยน ในขณะที่คนส่วนใหญ่ขาดโอกาสในการสะสมทุน หรือมีการสะสมได้น้อย จึงเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆมากมายในสังคมไทยปัจจุบัน อันเป็นผลพวงจากการขาดดุลยภาพของทุน โดยจะต้องมีนโยบายในการสร้างเสริมขึ้นในส่วนที่ขาดดุลยภาพ มีการจำกัดบทบาทศักยภาพทุนลักษณะที่เป็นพันธนาการขัดขวางหรือทุนที่ไร้ศีลธรรม และส่งเสริมต่อทุนขนาดใหญ่ในเวทีสากลเพื่อเปิดโอกาสให้ทุนระดับล่างได้งอกเงย ( ยังมีต่อไปเรื่อยๆ)

รวมงานเขียนและแนวคิดของ กระบี่ดาวแดง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com