Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

รวมงานเขียนและแนวคิด
กระบี่ดาวแดง
leehonglong@hotmail.com

กระบวนทัศน์ประชาธิปไตยแบบกลไก

การเสนอแนวทางนโยบายในการพัฒนาประเทศนอกจากจะต้องพิจารณาความเป็นจริงทางเศรษฐกิจในสังคมไทย.... สิ่งที่สำคัญอีกประการ...คือความเป็นจริงทางวัฒนธรรม-สังคม....ของผู้คนบนผืนดินแห่งนี้ที่มีมายาวนาน...อันเป็นรากฐานแห่งความคิดจิตวิญญาณ..... กระบวนทัศน์ประชาธิปไตยแบบกลไก.....อันเกิดจากความคิดแบบสุดขั้วสองด้าน....
ระหว่างรากฐานกระบวนคิดแบบวัฒนธรรมแบบไพร่โบราณ....กับวัฒนธรรมแบบไพร่แห่งยุคโลกาภิวัตน์... ระหว่างความคิดของคนที่ไม่มีอิสระภาพและทรัพย์สินที่อุทิศแรงงานทุกอย่างให้ผู้เป็นเจ้าของชีวิต....และเมื่อมีอิสระภาพก็ยังคงอยู่ภายใต้ระบบแห่งผู้มีพระคุณ.... อีกขั้วของความคิดที่บูชานายทาสทางปัญญาแห่งยุคโลกาภิวัตน์อย่างหลับหูหลับตาจนหาความคิดที่เป็นของตนเองที่มองสิ่งต่างรอบตัวจากความเป็นจริงไม่มี.....และความจงรักภักดีแห่งผู้มีพระคุณทางเงินตราอำนาจวาสนาที่พร้อมแปรเปลี่ยนความคิดได้ตามมูลค่าเศษเงินที่โยนให้....และยึดมั่นถือมั่นศรัทธาต่อความคิดต่างๆของนายทาสทางปัญญาว่าคือคัมภีร์แห่งทางปัญญาที่ต้องจงรักภักดีด้วยจิตวิญญาณ...โดยหามองความเป็นจริงหรือกฎเกณฑ์แห่งความเป็นจริงรอบตัวเองไม่....ไม่ต่างจากทาสทางปัญญาที่นายทาสล่ามโซ่ตรวนไว้.....
กระบวนทัศน์เหล่านี้วิวัฒนาการเรื่อยมาถึงปัจจุบันในสังคมไทย....

กระบวนทัศน์เหล่านี้....ย่อมมองไม่เห็นถึงองค์รวมแห่งองคาพยพที่ประกอบเป็นรัฐแห่งประชาชาติ.....มองไม่เห็นถึงจุดมุ่งหมายของรัฐที่เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายแห่งความเป็นเอกภาพ....ความสมานฉันท์....ความร่วมมือ....ความเสมอภาค...ภราดรภาพ....ภายใต้ความแตกต่าง...ความหลากหลายทางวัฒนธรรม.....อันก่อเกิดจากกระบวนการ...กฎกติกาตามระบอบแห่งประชาธิปไตย..... รากเหง้าทางความคิดแบบแยกส่วนและกลไก.... ก่อเกิดกระบวนการทำลายล้างตนเองขึ้น.....
การทำลายองค์รวมแห่งองคาพยพของรัฐแห่งประชาชาติไทย.....

ในทางการเมือง....กระบวนทัศน์เหล่านี้ไม่ยอมรับต่อกติกาใดๆ..... ด้านหนึ่ง...ความคิดแบบวิญญาณกบฏเข้าสิง....ที่เป็นกบฎต่อกฎเกณท์ใดๆทุกเรื่องหากกฎเกณฑ์นั้นไม่สอดคล้องหรือกลุ่มตนเองสูญเสียผลประโยชน์อันจำเป็นต้องเสียเพื่อคงรักษาไว้ซึ่งเอกภาพของส่วนรวม......หรือความคิดแบบอนาธิปไตยบนรากฐานที่มีเสรีภาพอย่างเห็นแก่ตัว...มีเสรีภาพเฉพาะกลุ่มตน....เรียกร้องเฉพาะกลุ่มตน...โดยกลุ่มตนเพื่อกลุ่มตน.....และทำลายล้างกลุ่มที่มีความคิดเห็นไม่เหมือนกับตนทุกวิถีทาง....โดยไม่คำนึงว่าไม่ว่าจะถูกหรือจะผิดจริยธรรมและมนุษยธรรมอย่างไรก็ตาม.....ขอเพียงให้กลุ่มตนได้รับชัยชนะ......และ มีเพียงความคิดของตนและกลุ่มตนเท่านั้นที่ถูกต้องและฉลาดเฉลียวที่สุด.....นอกนั้นคือศัตรูที่ต้องทำลายล้าง....ก่อเกิดระบบมาเฟียต่างๆนานาแม้กระทั่งกระบวนการผูกขาดทางความคิดและการโน้มน้าวจูงใจ..... อีกขั้วของความคิด....ที่ยอมทุกอย่าง...ความคิดแบบไพร่ที่ติดที่ดินอันไม่เคยมีที่ทำกินของตน....อุทิศแรงงานแรงกายให้ทุกอย่าง....พยักหน้าได้ทุกเรื่อง....นายว่าขี้ข้าพลอยพยัก....
วัฒนธรรมสอพลอประชาธิปไตยแห่งโลกาภิวัตน์ที่วิวัฒนาการมาก่อรูปการระบอบอุปถัมภ์แบบไทยๆ....ที่มีไพร่ทาสยุคใหม่...และบรรดาศักดิ์แห่งท่านขุนพลอยพยัก.... รากเหง้าวัฒนธรรม....ความคิด...จิตวิญญาณเหล่านี้ยังคงมีหนาแน่นในสังคมไทย....
เป็นรากฐานกระบวนการคิดของผู้คน....ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ.... วัฒนธรรมการทำลายล้างการนำองค์กร...ทำลายล้างการบริหาร...คัดค้านรัฐบาลของตนเองที่ตนเป็นผู้เลือกมากับมือ.....ไม่ยอมรับกติกา....หากไม่ใช่ไพร่พล.... ภายใต้การผสมผสานกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของวัฒนธรรมความคิดสุดขั้วทั้งสองแบบ...
การทำลายตนเองจึงเกิดขึ้น....มาจากตนเอง...โดยเงื้อมมือของตนเอง...และเพื่อจุดจบของตนเอง... และหาได้บรรลุเอกภาพ....ความสามัคคี...ความสมานฉันท์...ขององค์รวมองคาพยพต่างๆที่ต้องการความสมานฉันท์อย่างยิ่งยวดในการรักษาเอกภาพแห่งองค์รวมอันพึ่งพาอาศัยกันของทุกๆส่วน อันเป็นเจตนารมณ์แห่งการปกครองในประชาธิปไตยแต่อย่างใดไม่...... และทำให้กระบวนการพัฒนาใดๆในทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม....ต้องสะดุดและเกิดสภาวะชะงักงันตลอดมา...... และที่สำคัญ....เมื่อได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนที่ทำหน้าที่บริหาร.....หรือเป็นผู้กุมกลไกอำนาจรัฐในองค์กรต่างๆ.... การขัดขวางต่อความมีเสรีภาพ...การขยายเสรีภาพ...ของประชาชนและประชาชาติ....จึงเกิดขึ้น....
และเฉื่อยชา...ต่อการกระจายอำนาจรัฐ....หรือการลดทอนอำนาจรัฐที่รวมศูนย์สู่ส่วนกลางที่ใหญ่โตเทอะทะและประสิทธิภาพต่ำต่อการบริการให้กับประชาชาติไทย......
การกระจายอำนาจรัฐจากการรวมศูนย์ส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น....มีความจำเป็นอย่างยิ่งภายใต้การเปลี่ยนแปลงไปของสภาวการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคม... การสร้างนวัตกรรมใหม่ทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคม....ล้วนต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงทางสังคมไทย....
รัฐบาล...ในฐานะผู้กุมกลไกอำนาจรัฐ...และทำหน้าที่บริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินบริหารการเงินการคลังแห่งรัฐ......
ข้อเท็จจริงของงบประมาณที่รวมศูนย์ส่วนกลาง....คือ...
รายได้จากงบประมาณทั้งหมด....ที่มาจากภาษีอากร...โดยมีรายจ่ายหลักๆดังนี้.... กว่า45%.....เป็นรายจ่ายเงินเดือนข้าราชการ...ที่มีอยู่3ล้านคน...จากเฉลี่ยอายุ20ปีไปถึงรับบำนาญเฉลี่ยจนถึง80ปี...... 30 %จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้....และคืนเงินกู้ต่างประเทศ.... เหลือเพียง....25%.....เท่านั้น...ที่จัดสรรให้กระทรวงทบวงกรมไปพัฒนาประเทศ..... และใน 25 % นี้....ยังมีการคอรัปชั่น...ทุกรูปแบบ...จากกระทรวงไปถึงหย่อมหญ้า....คิดว่าสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย....ประมาณอย่างน้อย10 %.....จึงคงเหลืองบพัฒนาประเทศชาติ....อย่างมากก็แค่15%...... เมื่อรายจ่ายที่จ่ายให้กับกลไกที่ไร้ประสิทธิภาพเทอะทะเชื่องช้า....ขนาดมหึมา.......
และรายได้ก็มาจากภาษีเป็นหลัก......
แล้วจะแก้ปัญหาประเทศชาติอย่างไรให้มีการพัฒนาไปอย่างมีประสิทธิภาพ..... ย่อมแยกไม่ออกจาก.....การสร้างนวัตกรรมใหม่ในการบริหารงาน....การจัดการด้านองค์กร...ฯลฯโดยเฉพาะอย่างยิ่ง.....การกระจายอำนาจรัฐ.....
แม้กระทั่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ.....ที่จะต้องระดมทุนในการขยายบริการประชาชน.. เมื่อคนส่วนใหญ่ยากจน.....รายได้ของรัฐก็ต้องน้อยลง....
รายได้ของรัฐจะมากขึ้นก็ต่อเมื่อรายได้ของคนสูงขึ้น.....ซึ่งก็มีทั้งจากการประหยัด....และการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น..... นโยบายรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าอันแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมเฉพาะหน้าในสังคม...มักจะถูกมองจากนักวิชาการว่าเป็นนโยบายประชานิยม...... สมมติว่าประเทศไทย....มีอยู่ 65 ครอบครัว....มีเพียง5 ครอบครัวที่ร่ำรวย...และอีก15 ครอบครัวอยู่ในระดับปานกลาง....อีก 50 ครอบครัวระดับกลางค่อนข้างยากจน....และอีก30ครอบครัวยากจน... เงินกองกลางของหมู่บ้านแห่งนี้....ได้มาจากครอบครัวทั้งหมด....เมื่อแต่ละครอบครัวย่ำแย่รายได้กองกลางก็ลดลง.....ตลอดเวลาเพราะต้องมาชดเชยกับความยากจนลงเหล่านี้..... การขาดดุลยภาพของทุน....ภายในหมู่บ้านแห่งนี้....จึงจำเป็นจะต้องสร้างรายได้ให้มีเพิ่มขึ้นกับทุกกลุ่ม.... ดังนั้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าที่ผ่านมาจึงดำเนินไปในแบบคู่ขนาน....ทั้งรากหญ้าและระดับบนหรือภาคอุตสาหกรรมต่างๆ.... ตราบใดที่ครอบครัวต่างๆจนลง...รายได้กองกลางก็ลดลง....ปัญหาต่างๆทางสังคมก็จะเพิ่มขึ้นทวีคูณ.....จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กับการปรับเศรษฐกิจระดับกลางและล่าง...ให้มีการยกระดับรายได้สูงขึ้น.... และในกระบวนการทำงาน....การแก้ปัญหา...ก็ย่อมมีทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาระยะยาว..... การอัดฉีดระดับล่างตามปัญหาเฉพาะหน้าจึงถูกมองว่า.....ประชานิยม...และถูกโจมตีหนักจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย.....ที่มีเพียงงานสร้างสรรค์ถ้อยคำว่า..ประชานิยม... และก็หามีผู้หนึ่งผู้ใดที่มีการเสนองานสร้างสรรค์ที่เป็นรูปธรรมใดๆในการนำเสนอแนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นเหล่านั้นแต่อย่างใดไม่....ดังนั้นจึงมีเพียงงานสร้างสรรค์ถ้อยคำอันงดงามว่าประชานิยม.... หากมิมีการแก้ปัญหาอันเกิดวิกฤติการณ์ในเฉพาะหน้า...ปัญหายาวไกลก็ต้องเลิกพูด...เพราะมันเกิดกระบวนการใหม่แล้วคือกระบวนการแห่งการถอยหลังลงนรกอันเกิดจากวิกฤติการณ์ การสร้างนวัตกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างดุลยภาพให้กับกลุ่มต่างๆในสังคม....โดยเฉพาะคนกลุ่มใหญ่ในสังคม.... มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับกระบวนทัศน์ในทุกๆด้าน..... การยกระดับผลิตภัณฑ์....ก็ต้องยกระดับเทคโนโลยีการผลิตในทุกด้าน.... การตลาด...การจัดการสมัยใหม่....การบริหารงานแบบใหม่.... การยกระดับวัฒนธรรม...ความคิด....จิตวิญญาณ...ก็ย่อมได้รับการยกระดับไปด้วย.... และในกระบวนการต่างๆนาๆเหล่านี้.....มันไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ....ล้วนแล้วต้องใช้ทุน.... ทั้งทุนทางกายภาพและทุนทางปัญญา.......หรือการองค์รวมพหุภาพทุน
การกระจายอำนาจรัฐที่รวมศูนย์ของกระทรวง...ทบวงกรมไปสู่ท้องถิ่น....และการสร้างองค์กรในการจัดการตนเองของประชาชน....ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา.....ที่นับเพิ่มขึ้นทั้งในขอบเขตุปริมาณ...และระดับของคุณภาพ....ในการให้บริการอย่างทั่วถึงด้วยประสิทธิภาพต่อประชาชน

นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจ.....การจัดการด้านการเมืองสังคม.....สวัสดิภาพทางสังคม.. ปัญหาหลักประกันกระบวนการแห่งความยุติธรรมขั้นต้นของประชาชน...ดังได้กล่าวมาในตอนที่แล้ว.....กระบวนการไกล่เกลี่ยปรองดองขั้นต้นของประชาชนในส่วนท้องถิ่นที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตอยู่ของผู้คนในสังคม.....ที่ไม่อาจรอกลไกกลางรวมศูนย์แห่งรัฐที่อืดอาดเทอะทะเมไปด้วยพิธีกรรมขั้นตอนมากมายมหาศาลจัดการแก้ไขให้ได้ทันท่วงที.... เมื่อจุดมุ่งหมายแห่งรัฐ...คือความเสมอภาค...สันติภาพ...ภราดรภาพของประชาชน.. แล้วจะขัดขวางอะไรกัน....กับการมีส่วนร่วมและพึ่งพาตนเองของชุมชน....ภายใต้บทบัญญัติตามแนวทางนโยบายแห่งรัฐที่มีบัญญํติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย...... เพราะมีแต่จะต้องส่งเสริมและขยายให้กว้างขวาง....
จึงจะบรรลุตามเจตนารมณ์ที่มีในรัฐธรรมนูญ..... หากไม่จำกัดกรอบความคิดของตนเองไว้และมีกระบวนทัศน์แบบกลไก....
การสร้างนวัตกรรมใหม่ในทางเศรษฐกิจ....การเมือง....วัฒนธรรม...สังคม...ย่อมมีมากมาย... หากทางการเมือง....ยังมีกระบวนทัศน์ประชาธิปไตยแบบกลไก.... เราก็มีเพียงนักคัดค้านแบบกลไก.....anti-thesis .....
และไม่เข้าใจองค์รวมแห่งเจตจำนงค์การคัดค้านถ่วงดุล....คืออะไรในเนื้อหาสาระ.... ถ้าไม่เข้าใจว่าการคัดค้าน....คือการเสนอสิ่งที่เป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรมและดีกว่า....ด้วยวิธีการสร้างสรรค์และบรรลุผลแห่งความสมานฉันท์ เราก็มีเพียงนักถ่วงความเจริญ....หาได้ถ่วงดุล.... การเกิดขึ้นขององค์กรประชาชนในรูปแบบกระจายอำนาจรัฐก็ยากยิ่งที่จะเกิดขึ้นได้....
ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องการแก้ไข....และการวางรากฐานแนวทางนโยบายในระยะยาว...เช่น... องค์กรจัดการบริหารด้านพลังงานและทรัพยากร....ของชุมชน... องค์กรจัดการด้านหลักประกันกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น....ของชุมชน.. องค์กรจัดการด้านเศรษฐกิจ....และกลไกแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน.....ของชุมชน.... และอีกฯลฯฯลฯฯลฯ..... ถ้ากระบวนทัศน์ยังคงเป็น....
กระบวนทัศน์ประชาธิปไตยแบบกลไก....อย่างที่เห็นอยู่ดาษดื่นในปัจจุบัน....
ในช่วงฤดูกาลหาเสียงช่วงที่ผ่านมาของบรรดาผู้ทรงเกียรติทั้งหลายต่างก็เสนอแนวนโยบาบแบบ เกทับบลัฟแหลกแจกแถมกันอุตลุต....สร้างความมึนงงและความสับสนให้กับผู้คนได้อย่างน่าเวียนหัว....ในทิศทางของประเทศจากจินตนาการอันบรรเจิดของบรรดานักเลือกตั้งอาชีพ.... บางพรรคปรับเปลี่ยนอุดมการณ์ได้ราวกิ้งก่าเปลี่ยนสี....จากที่ไม่เคยมีสัจจะวาจาก็มีสัจจนิยม....และพร้อมที่รักษาสัจจะต่อไปในการให้ได้มาซึ่งสัมปทานโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐที่เคยได้รับมานานอย่างต่อเนื่องจนหายอดอยากปากแห้ง..... บางพรรคนโยบายก็สร้างจินตนาการไว้ริมถนนติดกันไว้เป็นระยะ...ฟรีทุกอย่าง...จนถึง...60 ปี มีเงินเดือนให้...อีกพรรคก็เช่นกันนโยบายยังกะลอกกันมา..... แต่ที่ประหลาดใจและสับสนในนโยบาย2พรรคนี้ที่มีระบบความคิดสุดขั้วทั้งสองด้านในการนำเสนอประชาชนคือ....นโยบายรัฐเอื้ออาทร..ฟรีทุกอย่างเพื่อประชาชน และอีกขั้วanti-thesis คือการดำรงเป็นฝ่ายค้านหัวชนฝาถ้าพรรคหนึ่งบอกว่าสวรรค์ก็จะต้องเลือกทางตรงข้ามคือนรก...เป็นต้น..คือเลิกทุกอย่างที่พรรคตรงข้ามเขาทำไว้เพราะต้องถือว่าผิดทุกอย่าง....
นโยบายนี้กลับมิได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากปัญญาชนแห่งประเทศไทยว่าเป็นนโยบายประชานิยม....เป็นสิ่งเหลือเชื่อและมหัศจรรย์ยิ่งนักกับกระบวนทัศน์ทางวิชาการ... นี่เป็นส่วนหนึ่งในความสับสนอลหม่านทางความคิด......หรือว่าเป็นระบบความคิดใหม่แห่งยุคที่เผ่าพันธุ์มนุษย์มีการแปรเปลี่ยนทางพันธุกรรมที่นับวันคล้ายไส้เดือน....ที่มีสองขั้วอยู่ในตัวเดียวกัน... หากเคนเนดี้กลับชาติมาเกิดก็คงต้องพูดว่า......" จงแบมือเถิดประชาชนแห่งรัฐ.......รัฐจะให้ท่านทุกอย่างแม้แต่ลมหายใจ......ท่านไม่ต้องถามว่าจะให้อะไรแก่รัฐ...เพราะสิ่งที่ท่านจะให้...รัฐจะให้ท่านมากกว่าหลายเท่าพันทวี..." ในแนวคิดนักวิชาการหลายคน...ก็สับสนอลหม่านไม่ต่างจากทฤษฎีไร้ระเบียบ...บางพรรคที่เสนอนโยบายที่สร้างเสริมความแข็งแกร่งให้กับประชาชนให้หัดเดินได้ด้วยขาตนเอง...ลดทอนอำนาจรัฐไปสู่จุดมุ่งหมายแห่งประชาสังคมแม้ว่าจะนำเสนอในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของสังคมที่เป็นรูปธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม.....เพื่อที่จะวากรากฐานในแนวนโยบายระยะยาวไกล... นโยบายเหล่านี้กลับตกเป็นเป้าโจมตีในเปอร์เซ็นต์ที่สูงยิ่ง...ทั้งจากนักวิชาการและสื่อมวลชนต่างๆ......อย่างเหลือเชื่อราวโลกพิศวงมิติลี้ลับ.....
ขอวกเข้าเรื่อง...สู่กระบวนทัศน์ใหม่ต่อ....จากที่ได้กล่าวมาแล้วจุดมุ่งหมายการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมก็เพื่อบรรลุ ความสุขที่สมดุลแห่งมวลมนุษยชาติ.... การปรับเปลี่ยนกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน....เป็นปัญหาสำคัญ....กลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนในรูปแบบหนึ่งซึ่งพัฒนาเป็นกลไกรัฐกลไกแห่งรัฐ....และที่แน่นอนที่สุดจะต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการทำให้บรรลุสู่จุดมุ่งหมายแห่งความสุขที่สมดุลของคนในรัฐชาตินั้นๆ.... กระบวนการคิดใดๆของมนุษย์ล้วนแยกไม่ออกจากกรอบอ้างอิงในการคิด.... การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆทางความคิดก็เช่นกัน....
จะต้องคิดบนหลักการใหม่....จึงจะเกิดนวัตกรรมใหม่...ในการแก้ไขปัญหาใหม่ๆที่เกิดจากความไม่คงที่ของขนาดและขอบเขตุที่ขยายตัวไปตามกระบวนการพัฒนาของสรรพสิ่ง... กรอบอ้างอิงใดๆในระบบความคิดของมนุษย์ยุคปัจจุบันล้วนอยู่บนพื้นฐานแห่งระบบกรอบอ้างอิง4มิติ คือความกว้าง ความหนา ความยาว และกรอบเวลา....หรือที่เรียกว่ากาลาวกาศ (space-time)และดำเนินไปเป็นความต่อเนื่องของกาลาวกาศในรูปแบบ4มิติตามความเข้าใจจากผู้สังเกตุคือมนุษย์ยุคปัจจุบัน.... กรอบอ้างอิงที่ว่ามานี้....เพียงพอแล้วหรือในการที่จะทำความเข้าใจในสัจจธรรมที่ดำรงอยู่บนจักวาล.....คำตอบก็คือน้อยสุดแสนน้อยเกินไป... ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไทย....หากไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ทุกองคาพยพ...ก็ยากยิ่งที่จะพัฒนาไปในรูปแบบดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่...
ระบบเตือนภัยล่วงหน้า....ทางการเมือง
ระบบเตือนภัยล่วงหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ล้วนแยกไม่ออกจากการกระจายอำนาจรัฐที่รวมศูนย์กระจุกตัวจากส่วนกลาง.... นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าปัจจุบัน....ในปัญหาหลักคือเรื่องพลังงานของชุมชนด้วยการจัดตั้งองค์กรจัดการพลังงานของชุมชน... การนำใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม(appropriate technology) ไม่ได้หมายความว่า....ชุมชนท้องถิ่นต่างๆจะหันไปใช้เทคโนโลยีที่ล้าหลัง....เทคโนโลยีที่เหมาะสมย่อมหมายถึงเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานน้อย...ก่อเกิดมลภาวะน้อย....นั่นย่อมอาจเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยแห่งยุคก็ได้.... เทคโนโลยี...ไม่ได้ก่อให้เกิดมลภาวะหรือเป็นตัวทำลายล้างสภาพแวดล้อมแต่เพียงอย่างเดียวตามมุมมองแนวคิดของนักคิดในอดีตเช่น..แนวคิดของ อีเอฟ ชูมักเกอร์....หรือกลุ่มอนุรักษ์ต่างๆ....แต่เทคโนโลยียังมีบทบาทในการก่อให้เกิดดุลยภาพในกระบวนการผลิตเพื่อยังชีพของสังคมมนุษย์....ที่มีการเพิ่มขึ้นของประชากร....มีการบริโภคทรัพยากรต่างๆเพิ่มขึ้น...ภายใต้ระบบที่มีการแบ่งงานกันทำและการลดลงของทรัพยากรต่างๆ...... “ เปลี่ยนท้องนาเป็นมหาวิทยาลัย ” ก็คือการกระจายอำนาจสู่ชุมชนในการจัดการปัญหาต่างๆให้เกิดสภาวะที่สมดุล....การค้นคิดและนำใช้พลังงานสะอาด....ในชุมชนย่อมมีขนาดเล็ก...และกระจายกันไปทั่วประเทศ....พลังงานแสงอาทิตย์...พลังงานน้ำ...พลังงานลม...ฯลฯ...ย่อมไม่ต้องลงทุนสูงเพราะมีหน่วยขนาดเล็ก...การก่อมลภาวะก็น้อย...อีกทั้งเป็นการลงทุนอย่างยั่งยืนของชุมชน...
การสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าทางการเมือง
ปัญหาความขัดแย้งต่างๆในสังคม...ที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม...นอกจากจะมีการสร้างกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนที่มีประสิทธิภาพ.... กลไกที่พัฒนามาเป็นกลไกรัฐ.....จะต้องขยายบทบาทรัฐแห่งชุมชนหรืออำนาจในการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพของชุมชนให้แต่ละชุมชนมีบทบาทในการจัดการด้วยตนเอง...อันเป็นองค์กรกลางแห่งความสมานฉันท์ของชุมชนในการคลี่คลายปัญหา....การแก้ไขปัญหา.... การจัดตั้งองค์กรชุมชนทำหน้าที่ให้หลักประกันแห่งความยุติธรรมเบื้องต้นของชุมชนในการไกล่เกลี่ยและคลี่คลายปัญหาของคนในชุมชน.....จึงเป็นการระงับข้อพิพาท...ระงับชนวน..อันอาจลุกลามไปสู่ระดับที่สูงขึ้นจนเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมือง....ภายใต้การฉวยโอกาสของผู้กุมกลไกรัฐฉ้อฉลการใช้อำนาจเหล่านั้นกระทำต่อผู้คน...และก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำจนไม่มีความเสมอภาค...ทั้งกายภาพและจิตใจ....หรือไร้มนุษยธรรมใดๆ... องค์กรกลางของรัฐซึ่งทำหน้าที่จัดการให้เกิดความเสมอภาคในขอบเขตทั่วประเทศ...ทำหน้าที่หลักในการประสานงาน....การประสานเครือข่ายท้องถิ่นต่างๆให้เป็นเอกภาพ....ภายใต้ความแตกต่างของแต่ละชุมชนที่มีอิสระในการบริหารชุมชนของตนเอง และภายใต้การส่งเสริมหนุนช่วยพัฒนาจากองค์กรกลางแห่งรัฐอย่างเต็มที่......

สงครามและสันติภาพ
สงคราม....ดังนิยามที่นักทฤษฎีสงคราม....เหมาเจ๋อตงกล่าวก็คือความต่อเนื่องทางการเมือง......สงครามก็คือการเมืองที่หลั่งเลือด.... การปรองดอง...ความสมานฉันท์...อันไม่อาจตกลงกันได้....ก็ย่อมต้องมีสาเหตุของปัญหา.... ปัญหาการเกิดสงครามกลางเมืองใดๆ.....ล้วนมีสาเหตุหลักๆมาจาก.... ความไร้ประสิทธิภาพของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน.... ทุน...ทางกายภาพและทางปัญญา...ทางจิตวิญญาณ..ของมนุษย์ในสังคมนั้นๆ... และเป็นต้นตอก่อเกิด...ปัญหาต่างๆทุกด้าน... เมื่อในทางการเมืองได้พัฒนาถึงขั้นการใช้รูปแบบสูงสุดในการปะทะกัน....หรือสงคราม.. รูปแบบในการต่อสู้กัน...ในการวางแผนการการสู้รบจึงประกอบไปด้วยยุทธศาสตร์...และยุทธวิธี.. ลักษณะการทำการสู้รบ....จะประกอบไปด้วย...การรุก...และการรับ... การรุก....จะประกอบด้วย...การตามตี หรือความต่อเนื่องของการรุก....
ความต่อเนื่องของการรับ...ก็คือการถอย....

การสู้รบ...การวางแผนการสู้รบ..จะต้องมีการกำหนดที่ถูกต้องจึงจะได้รับชัยชนะ....
ยุทธศาสตร์....ก็คือการกำหนดถึงส่วนทั้งหมดหรือลักษณะสัมบูรณ์...หรือองค์รวมแห่งการยุทธ์นั้นๆ....
ยุทธวิธี....ก็การกำหนดส่วนย่อยในการกระทำที่เพื่อบรรลุผลในทางยุทธศาสตร์.... ผู้ที่จะพิชิตชัยชนะ....ก็คือผู้ที่สามารถกำชัยชนะในทางยุทธศาสตร์ทุกๆด้านหรือ...เป็นผู้ที่รุกในทางยุทธศาสตร์ทั่วด้าน....หรือเป็นฝ่ายกระทำในทางยุทธศาสตร์....
ผู้แพ้...ก็คือผู้ที่ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ...และเป็นฝ่ายถอยในทางยุทธศาสตร์....

แต่หัวใจหลักในการต่อสู้....อะไรคือความเป็นธรรม....
ความเป็นธรรมอันเป็นสากลของมนุษยชาติ....
ความมีมนุษยภาพ....มนุษยธรรม...เสมอภาค....
ความสมานฉันท์....ความรักแห่งมวลมนุษย์......
และ....สันติภาพไม่ใช่หรือ....ที่เป็นจุดมุ่งหมายแต่ละฝ่ายต้องการ.... หาใช่....สันติภาพแบบกลไก...บนซากศพมนุษยชาติเป็นฐานรองให้ไขว่คว้าแต่อย่างใดไม่...
ตราบใดที่มนุษย์ยังมีสมอง....และไม่ใช่เดียรัจฉาน..!!
( หมายเหตุ บันทึกไว้ราวปลายปี47 ในหัวข้อระบบเตือนภัยล่วงหน้า...เอามาลงอีกครั้งเพื่อจุดประกายแนวคิด)

รวมงานเขียนและแนวคิดของ กระบี่ดาวแดง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com