Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

รวมงานเขียนและแนวคิด
กระบี่ดาวแดง
leehonglong@hotmail.com

ฟิสิกส์ระบำปลายเท้า(TOE)....ต่อ...

ฟิสิกส์สุนทรียภาพความงามความรักบนโลกเสมือน
ตอน..ทิศทางการก่อรูปของอารมณ์ ( ต่อจากตอนที่แล้ว) ผม...reddragon...ทำการผ่าตัดหัวใจซุปิน... ต่อ...ก็เอาหัวใจเสมือนใส่เข้าไปแทน...ไม่มีปฏิกิริยาในการต่อต้านใดๆจากระบบของร่างกายแถมยังใช้งานได้ดีกว่าเดิมเสียอีก....
งงเหมือนกันครับหัวใจเสมือนกลับใช้งานได้ดี.......อ่านบันทึกจากคลื่นหัวใจที่ผ่าออกดูต่อครับ....ที่บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับทิศทางการก่อรูปการ.... ผม...ซุนปิน..เมื่อครั้งเรียนหนังสือใต้ต้นหางนกยูง....ตอนเข้าเรียนวิชาปรัชญา ฟังอาจารย์ท่านหนึ่งบรรยาย...ก็วันๆเอาแต่นั่งจดว่าอาจารย์ที่บรรยายจะหัวเราะกี่ครั้ง.... และก็นั่งหัวเราะนับจำนวนครั้งกับเพื่อน....ชั่วโมงหนึ่งเป็นหลายร้อยครั้งครับ...เพราะท่านพูดไปหนึ่งคำ..หนึ่งประโยค..ก็หัวเราะตลอด...อืม อาจารย์ท่านอาจมีนิสัยของอารมณ์ดี...... ฟังแนวคิดหลากหลายของปรัชญาเมธีตะวันตกมากมายด้วยความสับสนและมึนงงจากท่านบรรยาย...ไม่ว่าจะเป็นความรักสารพัดแบบ....เพราะมันหลากหลายจนผมมึนงงหาหลักการทั่วไปไม่ได้.... และด้วยความขี้เกียจ...และไม่ใส่ใจเรียน...มาอ่านหนังสือก่อนวันสอบวันเดียว.....ผลยังไงครับสลึมสลือไปสอบเพราะไม่ได้นอนเลย....ผลไม่ต้องบอกก็คงทราบ...ตกแน่นอน..เพราะมันต้องตอบเป็นอัตนัย..ส่งกระดาษเปล่า....แฮ่...น้องๆอย่าเอาเยี่ยงอย่างละ....ก็เลยเปลี่ยนมาลงวิชาใหม่เพราะมันเป็นวิชาเลือกครับ.... หลังจาก...เหตุการณ์ที่ผันแปรที่ต้องมาศึกษาอย่างหนักอีกครั้งในรอบ4ปี...และไม่ใช่วิชาอะไรครับ....ก็ปรัชญาอีกแหละ....แต่เป็นปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ....คราวนี้ค่อยยังชั่วที่พอจะรู้หลักเกณท์....หรือแบบวิธีคิดหรือกฎเกณท์ทั่วไปในการคิดมั่ง.... ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องค้นคว้า....ในฐานะที่กฎเหล็กของจิตสำนึกมันบังคับ....ที่ว่าไม่กลัวลำบากไม่กลัวตาย...ของสมาชิกสันนิบาตเยาวชนและสมาชิกพรรค... ผม...อายุแค่20 กว่าปีต้องมารับภาระหน้าที่ในการ....เป็นผู้บรรยายทฤษฎี...เรียบเรียง...และนำการสัมมนา...ประจำโรงเรียนสำหรับผู้ปฏิบัติงานระดับสูงในเขตุหนึ่งร่วมกับเพื่อนอีก2คน.... ผู้ปฏิบัติงานระดับสูงในเขตุนี้จะต้องมาเข้าเรียน....เดิมที3เดือน...ต่อมาปรับใหม่เป็น1เดือน...หมุนเวียนไปเรื่อย....จนถึงบรรดาผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกพรรคซึ่งจะต้องมาเข้าเรียน... หลักสูตร...นอกจากปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี...ยังมีเรื่องยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของสงคราม...การวิเคราะห์สังคมไทยด้วยทฤษฎีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์....การสร้างพรรค...ประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์..ฯลฯ ภาระหน้าที่บนพื้นฐานของจิตสำนึก....ที่ต้องทำดังได้กล่าว.....ตั้งแต่เช้าจรด 3-4 ทุ่มเกือบทุกวัน...ในแต่ละรุ่น..ที่ต้องใช้เวลารุ่นละเดือน.... มีอยู่รุ่นหนึ่ง...เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย 3 คน...ที่เข้าร่วม....อืม..เด็ก 20 ปีบรรยายและนำสัมมนาอาจารย์ท่านเหล่านี้....เป็นบรรยากาศการศึกษาที่ดีครับ...ทุกท่านเข้าใจในภาระหน้าที่ของแต่ละคนและศึกษาซึ่งกันและกันเคารพเหตุและผลบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค....

นี่แหละ.....เป็นบรรยากาศเช่นเดียวกับบนโลกเสมือน......เสรีภาพในการคิดใดๆ...ก่อเกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆเสมอ... ตรงนี้แหละจึงทำให้ผม...ซุนปิน...เข้าใจคำว่าปรัชญาคืออะไร..... ปรัชญา...ก็คือหลักหรือกรอบในการคิด... ไม่มีหลักแห่งการคิด....ก็ไม่ต่างจากไม่มีอาวุธหรือเครื่องมือ(แฮ่...เปรียบเทียบเฉยๆ..อย่าไปคิดไกลถึงเรื่องฆ่าแกงกัน) มีหลักการคิดแล้ว....แต่ไม่มีทิศทาง...หรือวิเคราะห์กรอบแห่งทิศทางไม่ออก...แล้วจะยิงศรไปได้ตรงเป้าอย่างไร..... กระบวนทัศน์ใดๆ....ล้วนมีกรอบแห่งทิศทางกำกับ....อยู่ที่จะเลือกกรอบทิศทางไหน....

โธ่....ท่านกามเทพ...ทิศทางอื่นก็มี...ทำไมต้องมาเล็งศรตรงหัวใจผมด้วยละครับ... ทราบแล้วครับฝีมือท่านแม่นมาก....
อ้าว...ก็เปลี่ยนเป็นหัวใจเสมือนแล้วนี่...จะเจ็บได้ยังไง...!!!

..............................
ทิศทางการก่อรูปการของอารมณ์
จากทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษและทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์....ที่มีพัฒนาการมาถึงทฤษฎีควอนตัม....ที่ค้นคว้าทดลองหาข้อสรุปต่างๆเพื่อหากฎเกณท์ทั่วไปหรือค่าคงที่หรือค่าสัมบูรณ์ใดๆในกรอบอ้างอิง....เพื่อตรวจวัดการประมาณการในการตรวจวัดในสิ่งที่กว้างไกลออกไปในจักรวาล....และสิ่งที่เล็กลงไปในโลกทางวัตถุในฟิสิกส์อนุภาคเพื่อหาคำอธิบายในปรากฏการณ์เหล่านั้น....และนำมาประยุกต์รับใช้มนุษย์.... การวิเคราะห์ภายใต้กระบวนทัศน์แบบแยกส่วนเพื่อตรวจวัดปรากฎการณ์ต่างๆและกรอบแนวคิดแบบประจักษ์นิยมแบบกลไก...ทำให้เกิดการแยกโลกในทางจิตใจของมนุษย์กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าอยู่นอกเหนือฟิสิกส์ (meta-physic)....ทั้งๆที่ปรากฎการณ์ทางจิตเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในธรรมชาติ...และก็เป็นไปตามกฎเกณท์ทางธรรมชาติหรือหลักการทางฟิสิกส์.... ความงาม...ความรัก...ความเชื่อ...ศาสนา...ลัทธิ...อารมณ์ต่างนาๆ...ฯลฯ....ล้วนดำรงอยู่จริง...และเป็นไปตามกฎเกณท์ทางธรรมชาติ....ที่เป็นกฏเกณท์ทางฟิสิกส์เมื่อเราตรวจวัดในเชิงประจักษ์นิยม..... พลังงานต่างๆเหล่านี้ที่ดำรงอยู่ในธรรมชาติ....และภายใต้อันตรกิริยาที่เกิดขึ้นของมนุษย์...ในความหลากหลายแห่งอันตรกิริยากับ....ระบบรูปการทางวัตถุที่หลากหลายระบบความเร็ว...และมีการทับซ้อนกัน... ถ้าเราลองหลับตาลง...และจินตนาการดู....ขณะนี้ไม่มีแสงดวงอาทิตย์ที่สะท้อนกลับมายังสายตาเรา.....เราก็จะเห็นว่าดวงดาวบนท้องฟ้าที่เป็นดาวฤกษ์ต่างส่องแสงเดินทางมายังสายตาของเราที่แตกต่างกัน....บางดวงก็หลายล้านปีแสง..บางดวงก็สิบยี่สิบปีแสง...บางดวงก็สะท้อนแสงของดาวดวงอื่น.....แต่ ณ. เวลานี้เราที่ยืนดูเห็นเป็นองค์รวมเดียวกัน....ณ.เวลาอ้างอิงเดียวกันในปัจจุบันแห่งวัตถุ... และถ้าเราจินตนาการอีกว่าคราวนี้...มีดวงอาทิตย์....แสงที่เรามองเห็นยามค่ำคืนก็เป็นอันตรกิริยาของแสงดวงอาทิตย์และแสงจากดวงดาวเหล่านั้น....และถ้าเราจินตนาการลึกลงไปอีกเราก็จะเห็นว่า....ดวงอาทิตย์มีแสงอื่นอีกหรือไม่นอกเหนือจากคลื่นความถี่ที่ประกอบเป็นแสงสีขาว..... และเมื่อเรามองใกล้เข้ามาในสมองเรา....เราจะเห็นว่าข้อมูลที่เก็บบนสมอง...เหมือนกับดาวบนฟ้า...เป็นการบันทึกเรื่องราวมากมายหลากหลายทั้งร่องรอยแห่งอดีต...ยังรวมไปถึงความไฝ่ฝันแห่งอนาคต....ก่อเกิดรูปการใหม่ทางความคิด..ณ.เวลาอ้างอิงปัจจุบัน... ร่องรอยแห่งเหตุการณ์ของอดีต....และร่องรอยแห่งความคิดคำนึงของอนาคต....มันก่อรูปการได้อย่างไร...ในกระบวนการดำรงอยู่ทางความคิดของมนุษย์....

และด้วยหลักการทางฟิสิกส์....การก่อรูปการทางวัตถุ....ล้วนแล้วต้องสัมพันธ์กับพลังงานและทิศทางแห่งการเคลื่อนที่.... ไม่เว้นแม้แต่ระบบความเร็วต่ำ....หรือการเคลื่อนที่ในกรอบเฉื่อย....เช่นกฎของแบร์นุยยี...ที่นำมาประยุกต์หลักการสร้างปีกเครื่องบินในการไหลของไหลที่มีความเร็วต่างกัน....หรือในหลักการของแอโร่ไดนามิกส์....ฯลฯ....แม้แต่ในระบบสังคม..เราก็จะให้คำอธิบายที่ละเอียดเพิ่มขึ้น...ถึงการก่อรูปการทางวัตถุ....เช่นการหมุนตามร่องรอยเดิมของกรอบความคิดก็ทำให้เรากลายเป็นอดีตไปเมื่อรอบข้างมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง.... หลักการพื้นฐานของ...ทฤษฎีฟิสิกส์ระบำปลายเท้า(TOE) จะทำให้เราค้นคว้ารายละเอียดในสรรรพวิชาต่างๆ....บนทิศทางที่ถูกต้อง....และเข้าใจถึงองค์รวมแห่งสรรพสิ่งบนจักรวาลนี้....ที่ต่างล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน........................................
จดหมาย....ฉบับสุดท้าย
ผม reddragonค้นเจอจดหมายฉบับหนึ่งบนหัวใจ...เขียนด้วยลายมือซุนปิน..เขียนไว้ดังนี้ครับ...ถึง........ที่รัก...“ ผมเกลียดคุณที่สุดในโลก....
ผมอยากตะโกนออกไปดังๆ...ให้โลกรับรู้...
คำๆนี้สำหรับคุณที่ผม...รัก..
กับหัวใจที่มีแต่การหลอกลวง...โกหกและไร้ซึ่งความจริง..และ
จะไม่มี ออกไปจากปาก...จากหัวใจของผม...
กับคำว่า...รัก...ที่มีให้ต่อเธอ...
ตราบชั่วฟ้าดินสลาย....
และการโกหกบนหัวใจของตนเอง.....”
จาก...ซุนปิน...
......ผม reddragon...รู้สึกหดหู่ใจยิ่งนักกับจดหมายฉบับนี้ของซุนปิน....ที่เขียนไปถึงคนรักของเขา.. แย่มากเลย...ไม่คิดถึงความมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ต้องใช้เวลากว่าจะสร้างขึ้นได้...
......ผมก็ต้องโยนจดหมายนี้ทิ้งเสียความรู้สึกกับความเห็นแก่ตัวและรักจอมปลอมของซุนปิน... แต่ก็ต้องเปลี่ยนใจหยิบมาอ่านใหม่....เมื่อเปิดอ่านจดหมายอีกฉบับที่ผนึกซอง...ไว้...ส่งไปพร้อมกันแต่ไปไม่ถึงจดหมายตีกลับ....เขียนไว้ดังนี้ครับ..........ที่รัก...โปรดอ่านบรรทัดเว้นบรรทัด...รักเธอชั่วฟ้าดินสลาย....ลงชื่อซุนปิน..
บางครั้ง...เวลา...ความเร็วและความซับซ้อนของข้อมูล...มันฆ่าเราได้นะ...!!!
........................
ฟิสิกส์โลกแห่งนรก : ฟิสิกส์โลกแห่งสวรรค์
การอธิบายในตอนนี้เกี่ยวกับเรื่องสุนทรียภาพของอารมณ์ความงามความรัก...เพื่อให้ใจภาพรวม...คือผมใช้หลักการของกรอบมิติที่ 8 การทับซ้อนของเวลาหรือพหุภาพของเวลาและมิติที่9มิติองค์รวมพหุภาพมาอธิบาย....

หลักการของการวิเคราะห์ในกรอบนี้....จะทำให้เราทราบถึงโครงสร้างพื้นฐานในทางฟิสิกส์ทั้งการก่อรูปการทางวัตถุและการก่อรูปการทางจิตใจ...
หลักแห่งการก่อรูปการ: การอุบัติ,การบังเกิดขึ้น หรือการก่อขึ้นของรูปการใดๆ....ดังได้อธิบายมาแล้วล้วนเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในทางพลังงานของระบบหนึ่งไปสู่การก่อรูปการในอีกระบบหนึ่งอันสัมพันธ์กับพลังงานที่ใช้ไปในระบบ..... ในฟิสิกส์อนุภาค...เช่นตัวอย่างการทดลองปรากฏการณ์โฟโต้อิเล็กตริก...ของไอน์สไตน์ซึ่งให้คำอธิบายว่า แสงที่คุณสมบัติเป็นทั้งคลื่น...และเป็นอนุภาค..โดยให้คำอธิบายว่าเกิดจากการที่อิเล็กตรอนวิ่งชนกัน...และปลดปล่อยพลังงานออกเป็นรูปของอนุภาค..โฟตอน... ดังนั้นในส่วนสมการต่างๆจึงอธิบายว่า...มวลและพลังงานแปรเปลี่ยนไปมาซึ่งกันและกันได้....และเรียกรวมๆว่าพลังงาน....นั่นหมายความว่าพลังงานแปรเปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่มีมวลวัตถุได้..... มวลพลังงานเหล่านี้ยังมีการแปรเปลี่ยนอันสัมพันธ์กับความเร็วที่ใช้หรือพลังงานจลน์ที่ใช้ในการเคลื่อนที่...และมีการเปลี่ยนแปลงทั้งขนาดและเวลาของระบบภายใต้การเคลื่อนที่เหล่านั้น... ในทฤษฎีสัมพัทธภาพ ที่อธิบายถึงสนามแรงแห่งความโน้มถ่วง...เกิดการบิดเบี้ยวจากสนามแรงที่สูงกว่า...มีการพิสูจน์ในการทดลองหลายๆอย่างเช่นการตรวจวัดการโค้งงอของกาลาวกาศโดยตรวจจากตำแหน่งดวงดาวเมื่อผ่านสนามแรงของดวงอาทิตย์...มีการเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งเมื่อสังเกตุจากโลก....หรือการตรวจวัดความถี่ของคลื่นที่แผ่ออกจากวัตถุมีการเปลี่ยนแปลงขนาดความยาวคลื่นที่ที่ยาวขึ้นเมื่อห่างไกลออกไป....เป็นต้น...
เมื่อเรามองในกรอบแบบ9มิติ....เราจะเห็นว่าสิ่งที่ดำรงอยู่บนจักรวาลเป็นการทับซ้อนของกาลาวกาศในหลายระบบอ้างอิง...และในระบบแห่งความเร็วที่แตกต่างเหล่านั้น..การอุบัติ..หรือการบังเกิด....หรือการก่อรูปการทางวัตถุ...ล้วนเกิดภายใต้การเพิ่มขึ้น...หรือการลดลงของพลังงานในระบบอ้างอิงหนึ่งไปสู่ระบบอ้างอิงหนึ่ง.... ในการอธิบายแบบนี้...ทำให้เราเข้าใจในความสัมพันธ์ของระบบทางกายภาพของมนุษย์ว่ามีความสัมพันธ์กับระบบทางจิตใจอย่างไร...รวมไปถึงความเข้าใจที่ว่าจักรวาลล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน... เอาแค่เราดูหยาบๆ...เช่นสิ่งต่างๆล้วนประกอบไปด้วยโปรตรอน นิวตรอน อิเล็กตรอน... เมื่อเราใช้ในการทำความเข้าใจในห้องทดลองฟิสิกส์อนุภาค....เช่นปรากฏการณ์โฟโต้อิเล็กตริก...ก็จะให้คำอธิบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของการก่อรูปการ...... จากการเคลื่อนที่ของรูปการคลื่น....สู่การก่อรูปการวัตถุของระบบความเร็วแสง.... เราอาจทดลองตรวจวัดค่าประมาณการในการคำนวนทิศทางและขนาดปริมาณได้...โดยการทดลองจากเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อทำการวิเคราะห์....การก่อรูปการของระบบความเร็วที่แตกต่าง.... คำอธิบายของฟิสิกส์ระบำปลายเท้า....จะทำให้เราเปิดพรมแดนแห่งการรับรู้ไปสู่การประมาณการที่ใกล้ความจริงมากขึ้น....และไม่จำกัดกับกรอบของค่าสัมบูรณ์ในระบบใดระบบหนึ่ง... ในการทำความเข้าใจในวิทยาศาสตร์สังคม...ก็จะทำให้เข้าใจในทิศทางแห่งการพัฒนาเพื่อประโยชน์สูงสุดของมนุษยชาติ.... ในปรัชญา...ศาสนา...ความเชื่อ....ก็จะทำให้เราทราบว่า.....นิพพานในพุทธศาสนาคืออะไร....ปรัชญาความเชื่อมั่นแห่งพระเจ้า...คืออะไร......ซึ่งกล่าวโดยสรุปแล้วในการอธิบายทางฟิสิกส์แล้วก็คือการยืนยันว่ามีการดำรงอยู่จริงของพลังงานดังกล่าว....และก่อเกิดอันตรกิริยาภายใต้ระบบแห่งความคิดจิตวิญญาณของแต่ละคน......แต่ทิศทางของศาสนาใดๆ....ก็คือทิศทางแห่งความรักที่ออกไปจากตัวตน....นั่นคือการรักต่อสรรพสิ่ง......และชัยชนะหรือความเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่และสุดท้าย...ไม่มีชัยชนะใดๆของตัวตนนอกจาก.....ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแห่งพลังงานที่ดำรงอยู่ในจักรวาล.....
ทิศทางแห่งความรัก...อันตรงข้ามกับความโกรธเกลียดหรือเพื่อตัวตน......รักที่ออกไปจากตัวตนต่างหากจึงจะพัฒนาจิตใจมนุษย์ไปสู่ระบบที่สูงขึ้น.... ทิศทางแห่งการโกรธเกลียด...เพื่อตัวตน.....การเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยจิตใจที่โสมมและโหดเหี้ยมของจิตใจที่สกปรกเห็นแก่ตัวอย่างนี้...ผลที่เกิดการก่อรูปการทางฟิสิกส์....พิสูจน์ได้ในเชิงประจักษ์นิยมในแบบค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์......นรก...เท่านั้นครับ...ที่เกิดขึ้นกับเขาเหล่านั้นสิ่งที่พวกเขาทำก็คือสร้างนรกขึ้น....... พลังงานเหล่านั้นก็จะลงโทษพวกเขาอย่างสาสมเช่นกัน....ไม่ใช่ใครทำ.... แต่เป็นกฎเกณท์ทางฟิสิกส์....อันเป็นสากลของจักรวาล...


เราคงมองเห็นแล้วจากเรื่องโครงสร้างการก่อรูปของอารมณ์ความงาม ความรัก....ว่าในระบบความเร็วสูงหรือระบบของโลกทางจิตของมนุษย์มีความเร็วแตกต่างจากการก่อรูปของโลกในทางวัตถุ..... ในโลกทางจิตใจมีความเร็วสัมพัทธ์ที่สูงกว่า....ดังนั้นจึงมีขนาดของกาลาวกาศที่กว้างกว่าและเป็นไปตามหลักการของทฤษฎีสัมพัทธภาพ..... เราจะเห็นว่าโลกในทางจิตใจมีองค์ประกอบ...ของอดีต...ปัจจุบัน...และอนาคต...เมื่อเทียบกับโลกทางวัตถุ....และนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาก่อรูปการใหม่ในทางความคิดอันเป็นรูปการใหม่ที่เกิดขึ้น ภายใต้ร่องรอยแห่งอดีต...และทิศทางร่องรอยแห่งอนาคต.... การเกิดขึ้นของรูปการใดๆ....ล้วนเป็นไปในลักษณะเช่นนี้.... การค้นคิด...สร้างองค์ความรู้หรือเพื่อหากฎเกณท์....เราจะมีแบบวิธีการคือ.....จากทั่วไปสู่เฉพาะ...และจากเฉพาะสู่ทั่วไป.....นั่นคือหากฎเกณท์ได้ทั้งสองแบบ....ที่ผมนำเสนอคือแบบการหารูปการเฉพาะของเรื่องความงามความรัก...หาหลักการทั่วไปเพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบในสิ่งอื่นๆในการทำความเข้าใจหลักการทั่วไป....

ถ้าเรามามองดูโครงสร้างในการค้นคว้าสิ่งต่างๆของมนุษย์บนโลก.....เราจะเห็นได้ว่ามีการค้นคว้าแบบแยกส่วนโดยแยกเป็น กรอบโลกทางวัตถุ และโลกทางจิตใจและจิตวิญญาณ กรอบที่ ผมนำเสนอ....จะเป็นหลักการทั่วไปที่อธิบายถึงในการก่อรูปในทางฟิสิกส์.....นับตั้งแต่...มวลพลังงานที่ดำรงอยู่ในจักรวาล....เทหวัตถุขนาดใหญ่....กาแลกซี่....ดวงดาว...ระบบสุริยะ...ระบบโลก....สิ่งมีชีวิตบนโลก....(มนุษย์...สัตว์...พืช..) โลกวัตถุที่มีขนาดเล็ก เช่นโลกของอะตอม...โลกของหน่วยย่อยขนาดเล็กในทางชีวภาพ......และรวมไปถึงโลกทางจิตวิญญาณ.....หรือจากระดับมหภาค..ไปถึงจุลภาคและรวมไปถึงโลกทางจิตวิญญาณ..... ในตอนนี้ขอกล่าวถึง...โลกทางความเชื่อ...หรือทางจิตวิญญาณ.....ก่อนที่จะไปกล่าวถึงรายละเอียดในโลกทางวัตถุในเรื่องฟิสิกส์อนุภาค...ในโครงสร้างอะตอม...ไปจนถึงควาร์ก...ในภาคของการประยุกต์ในตอนต่อไป..... ความเชื่อในทางศาสนา.....ผมไม่ขออธิบายถึงประวัติศาสตร์การพัฒนามาเป็นเช่นไปในวิวัฒนาการของมนุษย์....แต่จะขอนำเสนอในการวิเคราะห์ในภาพรวมของความเชื่อใน 3 ศาสนาหลักเลย...กล่าวคือ...จะอธิบายถึงหลักการทางฟิสิกส์ในหัวข้อเหล่านี้คือ...
-ความเชื่อในเรื่อง...นิพพานของศาสนาพุทธ....กฎแห่งกรรม...ภพชาติต่างๆในพุทธและฮินดู....-ความเชื่อในพระเจ้า....การดำรงอยู่ที่เป็นนิรันดร์(ชั่วฟ้าดินสลาย)ของพระเจ้า...ความหมายของวันพิพากษา....เนื้อหาและเจตจำนง....การตีความหมายในทางฟิสิกส์ในเชิงประจักษ์นิยม.....-พลังงานในจักรวาล....ที่เป็นปัจจัยในการก่อรูปในระบบที่มีความเร็วแตกต่าง....ฟิสิกส์โลกของนรก...และฟิสิกส์โลกของสวรรค์ คืออะไร...
การกล่าวในหัวข้อเหล่านี้จะเป็นเพียงการทำความเข้าใจให้เห็นภาพรวมกว้างๆ.....ว่าที่จริงแล้วทั้งจักรวาล....สรรพสิ่งล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน....และขอกล่าวโดยรวมๆอาจไม่เน้นเป็นหัวข้อๆ...
ฟิสิกส์โลกของนรก
ความเชื่อในทางศาสนาใดๆของมนุษย์ล้วนเป็นการสะท้อนออกถึง...กระบวนการก่อรูปการทางวัตถุในอีกระบบความเร็วที่แตกต่างจากระบบความเร็วการก่อรูปการทางวัตถุ... พลังงาน ที่ดำรงอยู่ในจักรวาล.....อันเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดรูปการต่างๆของการก่อรูปการทางวัตถุในระบบใดๆ....... ในกระบวนการคิดของมนุษย์ที่มีอันตรกิริยากับพลังงานที่ดำรงอยู่นี้....รูปการที่เกิดขึ้นภายใต้ร่องรอยจากการกระทำของมนุษย์.... หากการกระทำอันมีทิศทางของการก่อรูปในกระบวนระบบที่มีทิศทางความเร็วต่ำ....เช่นการหมุนวนในร่องรอยที่ลึก...เมื่อกระการการระบบพัฒนาไปในทิศทางที่มีมวลพลังงานที่มีความเร็วสูงขึ้น...ก็ทำให้กระบวนการของคนๆนั้น...อยู่ในระบบของความเร็วที่ต่ำกว่าระบบรวม... นอกจากนั้น...หากการกระทำใดๆ...ของคนๆนั้น...ล้วนเป็นการกระทำอันสร้างร่องรอยของการก่อรูประบบความเร็วต่ำเกินกว่าระบบการก่อรูปการของมนุษย์.....เช่นการ เข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน....การดำรงชีพบนความทุกข์ยากของผู้อื่น...การยึดมั่นอย่างเหนียวแน่นแห่งตัวตนและก่อเกิดร่องรอยลึกแห่งตัวตนอันเป็นการคงรูปเดิมของตัวตนยากแก่การพัฒนาสูงขึ้นของมวลพลังงานระบบ....
ระบบชีวิตมนุษย์....ถือว่าโชคดีที่สุดแล้วครับในทางฟิสิกส์ของโลกจิตวิญญาณ.... มนุษย์สามารถที่จะเลือกสร้างเงื่อนไขแห่งการก่อรูปการทางวัตถุ...ในระบบที่แตกต่างได้... ว่าแต่จะเลือกในทิศทางไหน... หากมนุษย์เลือกในทิศทาง การก่อรูปการของโลกที่มีระบบความเร็วของมวลพลังงานที่ต่ำเกินกว่าก่อรูปการเป็นมนุษย์....หรือทิศทางที่โลกของระบบจิตใจที่มีแต่ ความโศกเศร้า..ความอาฆาตพยาบาท...ความเคียดแค้น...ความริษยา...ความชิงชัง...ฯลฯ หรือทิศทางอันตรงข้ามกับทิศทางแห่งความงาม....ความรัก..ความสุข...อันเป็นทิศทางของระบบพลังงานสูง... กว่าจะยกระดับการแปรเปลี่ยนมาสู่ระบบมนุษย์ได้....ไม่ทราบว่ากี่หมื่นกี่พันปีของการก่อรูปการทางวัตถุบนโลกนรกที่จะพัฒนาให้มวลพลังงานสูงขึ้นภายใต้สภาพการณ์แห่งนรกนั้น......เมื่อเทียบกับเวลาในระบบโลกมนุษย์.....อันเป็นไปตามหลักการของการก่อรูปการทางวัตถุในระบบใดๆในทางฟิสิกส์.... แม้แต่...บนโลกปัจจุบัน...ถ้าเราเองยังพยายามสร้างหรือก่อรูปการต่างๆ...เพื่อก่อเกิดนรกบนโลก...เช่นการขาดซึ่งความรักในเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง.....นรกก็เกิดขึ้นได้เช่นกันแม้จะเป็นระบบความเร็วของมนุษย์...เพราะมันเป็นหลักการทางฟิสิกส์ถึงทิศทางการก่อรูปการทางวัตถุ..... การขาดความรักความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน...
การเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน....
การทำลายสภาพแวดล้อมต่างๆนาๆ....ที่เร่งสร้างเงื่อนไขวันพิพากษามาถึงเร็วขึ้น... คิดหรือว่าจะได้พบพระเจ้า...ครับ.. พระเจ้าไม่เคยสอน...ไม่เคยรับหรือติดสินบนจากการเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์...จิตใจหยาบช้าเช่นนี้...ถ้าไม่กลับตัวใหม่....ปรับปรุงยกระดับจิตใจใหม่......
หนทางมีทางเดียวครับ...อยู่ในโลกแห่งนรกยาวนานกว่าบนโลกนี้ชั่วกัปป์กัลป์.... สำหรับเราที่ยังมีชีวิตอยู่....ก็จงใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท....หมายความว่าจงเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสถานะภาพที่ไปสู่ระบบใหม่.... เราจะสร้างเงื่อนไขไปสู่ระบบไหน....ก็เลือกเอา...
ระบบบนโลกทางวัตถุมนุษย์...ต่อให้ท่านร่ำรวยเป็นแสนล้าน...ท่านเอาไปได้อย่างเดียวคือ......
ร่องรอยแห่งความดีหรือความชั่วเท่านั้นเอง....
หลักการทางฟิสิกส์แล้ว...ระบบเวลามนุษย์สุดแสนจะสั้นมากๆ....ก็แค่ไม่กี่ชั่วโมงบนระบบความเร็วสูง....แต่ยาวนานมากหลายหมื่นปีบนระบบความเร็วต่ำ...หรือนรก... นี่เป็นหลักการทางฟิสิกส์...ล้วนๆเลยนะครับ...........................
การก่อรูปการทางวัตถุ....ในการอธิบายตามแบบแผนของรูปการแห่งความเชื่อของคนเราในรูปการหนึ่ง....เช่นความเชื่อในทางศาสนาอันมีรากฐานจากการก่อเกิดด้วยกระบวนการฟิวชั่น หรือการหลอมรวม หรือกระบวนการแห่งความศรัทธา อันเป็นรากฐานการก่อรูปการทางวัตถุของระบบความเร็วสูงทางระบบความคิด..... พิธีกรรมต่างๆล้วนเป็นแบบแผนในการก่อรูปการทางวัตถุของระบบความเร็วสูงในกรอบกระบวนการคิดหรือจิตใจ....กระบวนแห่งพิธีกรรมจึงเป็นกระบวนการฟิวชั่นในทางจิต.... และภายใต้รูปการทางจิตเหล่านั้น....ต่างล้วนมีร่องรอยแห่งทิศทางที่ชัดเจน.... ทิศทาง....ของศาสนาทุกศาสนา...มีทิศทางแห่งความรัก....อันตรงข้ามกับทิศทางแห่งความเกลียด.... ภาวะอันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในหลักความเชื่อแบบพุทธศาสนาก็คือนิพพาน....หลักการของนิพพานก็คือ...การตัดอารมณ์แห่งกิเลสทุกชนิดเพื่อนำไปสู่การดับสูญหรือการไม่เกิดขึ้นของกระบวนการทางจิต..... ในทางฟิสิกส์แล้วก็คือ....การดำรงอยู่ของพลังงานในจักรวาล....อันเป็นพลังงานที่ไม่ก่อเกิดรูปการทางวัตถุด้วยตนเองหรือไม่ได้มีความเอนเอียงในการให้คุณให้โทษแก่ผู้หนึ่งผู้ใด....ดำรงสถานะที่เป็นปัจจัยหนึ่งตามธรรมชาติ.....เป็นพลังงานที่สรรพสิ่งสามารถนำไปก่อรูปการทางวัตถุในความหลากหลายของระบบกาลาวกาศอันขึ้นกับร่องรอยแห่งการสารูป...ของสิ่งนั้นๆ... ในศาสนาคริสต์ และอิสลาม โดยเนื้อหาหลักก็คือหลักแห่งความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่ง.... และมีทิศทาง....ก็คือ...รักที่ออกไปจากตัวตน....อันมีจุดหมายสุดท้าย ก็เช่นเดียวกับภาวะนิพพานในพุทธศาสนา... เพราะในทางฟิสิกส์แล้ว....ทิศทางของความรักที่ออกไปจากตัวตน...จุดหมายก็คือการสูญสลายตัวตนนั่นเอง....หรือการดำรงอยู่ในจักรวาลอันเป็นพลังงานที่ไม่ก่อรูปการทางวัตถุได้ด้วยตัวเอง....เช่นเดียวกับพลังงานแห่งนิพพาน.... ภายใต้หลักการในทางฟิสิกส์...ที่ว่า...พลังงานใดๆไม่สูญสลายไปจากจักรวาล...
หากสูญหายไปจากจักรวาล....แล้วเราจะเชื่ออีกหรือว่ามีจักรวาล..ในการอธิบายในทางฟิสิกส์และความเชื่อใดๆของมนุษย์.... แนวความเชื่อที่ได้รับการปรุงแต่งด้วยกิเลสแห่งตัวตนอันพอกพูนหนาแน่น.... จึงทำให้....ความเชื่อในทางศาสนาต่างๆ....ได้รับการบิดเบือนจนกลายเป็นอวิชชา.... ศาสนา...ทุกศาสนาสอนให้มนุษย์ดำเนินชีวิตที่มีทิศทางการพัฒนายกระดับจิตใจสูงขึ้น..
และบรรลุในสิ่งที่เราเรียกกัน...ตามการอธิบายในรูปแบบความเชื่อทางศาสนาว่า...
จุดมุ่งหมาย....นิพพาน....จุดมุ่งหมายการเข้าถึงและไปพบพระเจ้า...

ในการอธิบายในทางฟิสิกส์แล้ว....ต่างก็คือจุดหมายเดียวกัน..นั่นคือ การสูญสลายและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพลังงานในจักรวาล.....
..........................
จากการวิเคราะห์โครงสร้างการก่อรูปการของอารมณ์แห่งความงามความรักบนการวิเคราะห์รูปธรรมแห่งอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกเสมือน...เป็นแบบวิธีวิเคราะห์แบบหนึ่งที่เรียกว่า...การวิเคราะห์สิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่างเป็นรูปธรรม.... ภายใต้การวิเคราะห์หากฎเกณท์...จากเฉพาะสู่ทั่วไป..... เราจะเห็นได้ว่ารูปธรรมต่างๆที่เพื่อนๆในบล็อกได้แสดงออกมาเป็นตัวอักษรในการสื่อถึงอารมณ์อันก่อเกิดสุนทรียภาพความงามความรัก....อันได้แก่....รูปการของความผูกพันต่างๆ....ความใกล้ชิดในรูปแบบต่างๆเช่นอารมณ์ความรู้สึกที่มีความคล้ายคลึงกัน..หรือการมีลักษณะร่วมกัน....มิตรภาพ...ความประทับใจต่างๆ....เป็นต้น จากการวิเคราะห์เราจะเห็นได้ว่า....การก่อรูปการทางวัตถุหรืออารมณ์บนโลกแห่งความคิดหรือจิตใจ...รูปการทางวัตถุที่เกิดขึ้นเป็นการเกิดขึ้นโดยมีการประกอบกันขึ้นมาใหม่จากอารมณ์ต่างๆในอดีต...ปัจจุบัน...และความไฝ่ฝันหรืออนาคต....เป็นรูปการใหม่ที่เกิดขึ้นของอารมณ์แห่งสุนทรียภาพความงามความรัก....การเกิดขึ้นของรูปการทางวัตถุบนระบบความคิดหรืออารมณ์.....เป็นการก่อรูปการในลักษณะของกระบวนการหลอมรวม....หรือกระบวนการฟิวชั่นโดยมีทิศทางแห่งการพัฒนาที่สูงขึ้น...
ในทางตรงข้าม....การก่อรูปการทางวัตถุที่มีทิศทางตรงข้ามเป็นการเกิดจากกระบวนการลดลงของพลังงานองค์รวมระบบและเป็นกระบวนการแยกย่อยลงขององค์รวมหรือกระบวนการฟิชชั่น.... นั่นคือ เราพอจะสรุปหลักการเบื้องต้นทั่วไปดังกล่าว....คือ...กระบวนทางด้านความคิดหรือจิตใจซึ่งเป็นกระบวนการก่อรูปการทางวัตถุของระบบที่มีความเร็วสูงกว่าระบบการก่อรูปการทางกายภาพ....การก่อรูปการของระบบความคิดที่มีทิศทางการพัฒนาสูงขึ้นของจิตใจหรือ...รูปการแห่งความรักที่ออกไปจากตัวตน...การก่อรูปการใหม่ที่สูงขึ้นเป็นผลจากการหลอมรวมของพลังงานทั้งระบบของกรอบการวิเคราะห์...... มนุษย์...สามารถที่จะพัฒนาและสร้างเสริมศักยภาพเพื่อสร้างเงื่อนไขแห่งการก่อรูปการในทิศทางที่ดีงามได้.... การก่อรูปการแห่งความเชื่อ...ทางศาสนาก็เช่นกัน... มนุษย์เมื่อ 2-3 พันปีที่แล้ว...ได้คำอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆในรูปของความเชื่อทางศาสนา...โดยมีการอธิบายในเชิงสัญญลักษณ์เปรียบเทียบ ในความหมายถึง...พลังงานต่างๆที่ดำรงอยู่ในทางธรรมชาติที่มนุษย์สัมผัสได้ด้วยจิตใจและจิตวิญญาณแต่ละคน....และได้ให้ความหมายในเชิงสัญญลักษณ์อันหมายถึงพระเจ้า... เช่นเดียวกันกับการอธิบายในทางฟิสิกส์ปัจจุบัน...เราทราบว่ามีพลังงานดำรงอยู่ในจักรวาล.. ในพระคัมภีร์ศาสนา...ที่มีบันทึกมาหลายพันปีจากอดีต...พระเจ้าย่อมหมายถึงพลังงานที่ดำรงอยู่ที่มนุษย์สัมผัสได้..... แบบวิธีการสัมผัสกับพลังงานในจักรวาลในการทำความเข้าใจทางฟิสิกส์เช่นการทดลองต่างๆ.......ในแบบวิธีทางศาสนาจะเป็นแบบพิธีกรรมเป็นรูปแบบหลักในการปฏิบัติ... พิธีกรรมต่างๆ....อันเป็นกระบวนแห่งการก่อรูปการทางจิตหรือการปฏิบัติการทางจิต...หรือกระบวนการฟิวชั่นทางจิตเพื่อหลอมรวมให้จิตใจของแต่ละคนเกิดคุณสมบัติพิเศษขึ้น....อันเกิดจากพลังงานแห่งกระบวนการฟิวชั่นในทางจิต.... อันได้แก่...การอธิษฐาน การอ่านทำความเข้าใจพระคัมภีร์ การนมัสการ หรือกระบวนการที่ในคัมภีร์ที่กล่าวถึงการยึดมั่นหรือติดสนิทกับพระเจ้า...ความศรัทธา ความยึดมั่น ความยำเกรงต่างๆล้วนเป็นกระบวนการที่ก่อรูปการแห่งความเชื่อมั่นในระบบจิตใจอันก่อเกิดพลังงานและความมีสมาธิ....ความสงบนิ่ง....ความปิติ...ความสงบเยือกเย็นในจิตใจ.....ให้เกิดการหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพลังงานต่างๆเหล่านั้น.... อันเป็นผลให้กระบวนการทางจิตคนๆนั้นก่อเกิดอันตรกิริยากับพลังงานที่ดำรงอยู่ในการก่อเกิดรูปการทางจิตที่มีพลังงานของระบบสูงขึ้น... ตัวอย่างเช่น...ในพระคัมภีร์ศาสนาคริสต์
ยากอบ 1:5 “ ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้าผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวง ด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ ” จะเห็นได้ว่า การสัมผัสในกระบวนการทางจิตของคนในยุคนั้นและมีการบันทึกไว้ หมายความว่าพลังงานที่ดำรงอยู่ในจักรวาล อันไม่จำกัดต่อผู้หนึ่งผู้ใด....หรือสัจจธรรมใดๆที่ดำรงอยู่...การก่อรูปการใดๆอยู่ที่คุณภาพในกระบวนการทางจิตของแต่ละคนที่จะนำเอาพลังงานที่ดำรงอยู่มาก่อรูปการให้เป็นประโยชน์แก่ตนได้อย่างไรเท่านั้น...หรือในการทำความเข้าใจในสิ่งที่เป็นไปเหล่านั้นในธรรมชาติ พระเจ้า...ก็เช่นเดียวกับ...นิพพาน ของพุทธศาสนา.....อันเป็นการดำรงอยู่ของพลังงานในธรรมชาติไม่เอนเอียงหรือมีอคติต่อผู้ใด... เพราะเป็นสภาวะที่กระบวนการทางจิตนั้นๆไม่สามารถก่อรูปการด้วยตนเองหรือเกิดการดับสูญแล้วซึ่งกิเลสต่างๆ....
แต่พลังงานเหล่านั้นยังดำรงอยู่เป็นบ่อเกิดแห่งการก่อรูปการต่างๆ.....ตามร่องรอยของสิ่งต่างๆ....หรือตามแต่กรรมหรือการกระทำ...ของสิ่งต่างๆ... มนุษย์...ย่อมเลือกทิศทางแห่งการกระทำของตนได้....ว่าจะสร้างร่องรอยแห่งการก่อรูปการของอนาคตอย่างไร....และย่อมที่จะเลือกทิศทางในทางที่พัฒนาสูงขึ้นอันสอดคล้องกับทิศทางขององค์รวมระบบ....หากเลือกทิศทางแห่งการก่อบาป...และพอกพูนกิเลส...แน่นอนที่สุดร่องรอยที่ก่อเกิดของรูปการใหม่ก็คือร่องรอยแห่งความทุกข์... เราเลือกที่จะมีความสุขหรือความทุกข์ได้....อยู่ที่ความพึงพอใจของเรา... นี่เป็นสิ่งพิเศษ...ที่ธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมา.... และอยู่ที่เราจะเลือกเป็นเดียรัจฉาน....หรือมนุษย์ที่มีทิศทางแห่งการพัฒนาของจิตใจที่สูงขึ้น... แบบวิธีในการทำความเข้าใจต่อความเป็นไปทางธรรมชาติของมนุษย์....ที่ประกอบเป็นรูปการแห่งความเชื่อในระบบความคิดของคนเรา....จากอดีตมาถึงปัจจุบันอาจจำแนกเป็นรูปการใหญ่ๆคือ.. แบบวิธีแรก..เช่น การทำความเข้าใจในกฎเกณท์ทางธรรมชาติด้วยรูปการภายใต้การตรวจวัดและการสัมผัสในทางกายภาพอันได้แก่รูปแบบแห่งการให้เหตุและผลในแบบที่เราเรียกกันว่าแบบวิธีทางวิทยาศาสตร์....ที่มีการทดลองปฏิบัติหาข้อสรุปจากการทดลองปฏิบัติ....ในการทำความเข้าใจโลกของจิตวิญญาณ.....เช่นแบบวิธีของพุทธศาสนา...จะใช้แบบวิธีนี้เป็นหลักในการทำความเข้าใจอันเป็นปฏิบัติการทางฟิสิกส์ของระบบจิตวิญญาณ.....ซึ่งจำแนกเป็นแบบชุดแห่งการปฏิบัติที่แตกต่างกันไป....
ในแบบแห่งการปฏิบัติทั่วไป....หรือที่เรียกว่าการดำเนินตามทางสายกลาง....สำหรับบุคคลทั่วไปอันได้แก่....การเจริญในอริยมรรค....หรือ มรรค 8 อันเป็นการดำเนินชีวิตที่อยู่ในทิศทางแห่งการไปสู่จุดมุ่งหมายนิพพาน.....หรือเกิดการก่อรูปการแห่งร่องรอยและทิศทางแห่งอนาคตเพื่อไปสู่จุดหมายนี้...ได้แก่...ความคิดเห็นที่ถูกต้อง....ความคิดที่ชอบ.....การพูดที่ชอบ....การทำงานที่ชอบ...การเลี้ยงชีพที่ชอบ....ความพยายามที่ชอบ....การมีสติที่ชอบ....การมีสมาธิที่ชอบ.....และในทั้งหมดจะมี สัมมาสมาธิเป็น องค์ประธานหรือเป็นหลักโดยมีอีก7 มรรค(หนทาง,วิถีทาง)เป็นองค์ประกอบ....
และยังต้องประกอบไปด้วย....จุดมุ่งหมาย...ความไฝ่ฝันแห่งอนาคต..หรือคุณธรรมหลักๆคือ...พรหมวิหาร 4 หรือการประพฤติตนเยี่ยงพรหม....อันได้แก่...เมตตา(ความรักที่บริสุทธิ์)...กรุณา(ความเกื้อกูล)...มุทิตา(ความสุข,ความเบิกบาน)....อุเบกขา(ความหนักแน่น,ความเที่ยงธรรม)....เป็นต้น... สำหรับแบบวิธีปฏิบัติในแบบวิธีทางพุทธศาสนา...มีการแยกย่อยละเอียดมากในการปฏิบัติสำหรับผู้ที่มุ่งมั่นบรรลุสู่จุดมุ่งหมายการหลุดพ้น.... แบบวิธีที่สอง....แบบวิธีการในเชิงกระบวนการรับรู้แห่งรหัสนัย....แบบวิธีของการก่อรูปการในทางความเชื่อในรูปแบบนี้....รูปแบบการทดลองปฏิบัติในทางจิตวิญญาณ...จะใช้รูปแบบแห่งการก่อกระบวนการทางจิตเพื่อที่จะสัมผัสกับสิ่งที่นอกเหนืออายตนะภายนอกหรือรูปการทางวัตถุสัมผัสได้... การก่อรูปการทางจิตโดยอาศัย...สัญลักษณ์...ความศรัทธา...หรือพิธีกรรมต่างๆ...เป็นรูปแบบหลักเพื่อให้กระบวนการในทางจิตเกิดการรวมตัว....และก่อเกิดพลังงานที่สูงขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบความเร็วที่สูงขึ้นตามปริมาณแห่งพลังงานที่เพิ่มขึ้นของระบบ.... การรับรู้ต่อระบบใดๆ...สิ่งที่ตรวจวัดได้ก็ต้องอยู่ในระบบเดียวกันจึงจะตรวจวัดและสัมผัสได้.... เช่น....เราจะตรวจวัดระบบที่เร็วกว่าความเร็วแสงได้เราด้วยอายตนะหรือเครื่องมือตรวจวัดต่างๆหรือการตรวจวัดในเชิงประจักษ์นิยมอย่างเป็นรูปธรรม....ซึ่งก็ต้องอยู่ในระบบแห่งการก่อรูปการเดียวกัน....ไม่เช่นนั้นก็ต้องอาศัยการอนุมาน..การคาดหมายการประมาณการในเชิงนามธรรม.... พลังงานของการก่อรูปการในระบบทางจิตวิญญาณ....ย่อมประกอบไปด้วยความหลากหลายในระบบแห่งความเร็ว.... เทคนิค...ในการตรวจวัดแบบนี้ได้แก่....กระบวนการยกระดับและเปลี่ยนแปลงพลังงานในทางจิตให้สัมผัสกับพลังงานในระบบที่เราสามารถก่อรูปการเพื่อให้สัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม.... เทคนิคการตรวจวัดแบบนี้....เช่นกระบวนการฟิวชั่น....และกระบวนการฟิชชั่น...ในทางจิต.. ภายใต้กระบวนการเช่นนี้....ก่อให้รูปการทางจิตที่ก่อขึ้นจากรูปการทางวัตถุในระบบความเร็วแสงเกิดการเปลี่ยนแปลง.... การลดลงของอัตตาใดๆหรือมวลแห่งกิเลสที่เกิดจากกระบวนการทางวัตถุ...เป็นผลให้เกิดการเพิ่มสูงขึ้นของพลังงานทางจิตในการที่จะก่อเกิดอันตรกิริยากับพลังงานภายนอกที่ดำรงอยู่ในจักรวาลและมีขนาดของขอบเขตุที่กว้างขึ้น....... โลกแห่งนรก...และโลกแห่งสวรรค์....ก็คือโลกที่ทิศทางแห่งจิตวิญญาณก่อรูปการขึ้นใหม่ภายใต้กระบวนการพัฒนาที่เป็นไปตามกฎเกณท์ทางธรรมชาติของมนุษย์....ทั้งในทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ.... การเกิดขึ้นของรูปการดังกล่าว....ก่อเกิดจาก...รูปการของร่องรอยแห่งอดีต...หรือกรรม...และรูปการของร่องรอยแห่งอนาคต...อันรวมไปถึงการกระทำแห่งปัจจุบัน..... ประกอบกันขึ้น...เป็นรูปการใหม่.....และมีทิศทางการพัฒนาไปตาม...กรรมเหล่านั้น....
ทิศทางหลักในสองทิศทาง....เมื่อกล่าวสำหรับในกรอบกระบวนทางจิตวิญญาณของมนุษย์ก็คือทิศทางที่มีการพัฒนาของพลังงานที่สูงขึ้น....และทิศทางที่มีการลดลงของพลังงาน.....เมื่อเปรียบเทียบกับการก่อรูปการทางวัตถุแห่งโลกของมนุษย์......
หลักการทั่วไปทางฟิสิกส์แห่งการก่อรูปการ...ก็คือ...
-สรรพสิ่งล้วนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน...และแยกไม่ออกจากกัน...แปรเปลี่ยนไปมา...-การเกิดขึ้นของรูปการใดๆ....ล้วนเป็นการก่อเกิดจากร่องรอยแห่งอดีต...และร่องรอยแห่งอนาคต.....-ระบบที่มีพัฒนาการสูงขึ้นหรือมีพลังงานที่สูงกว่า...ย่อมก่อเกิดจากร่องรอยอดีต...ปัจจุบัน...และอนาคต...ของระบบที่มีพลังงานต่ำกว่า....เมื่อเทียบอย่างสัมพัทธ์...-ระบบที่มีพลังงานต่ำกว่าใดๆ....การแปรเปลี่ยนไปสู่ระบบที่มีพลังงานสูงย่อมเกิดจากกระบวนการที่เกิดการหลอมรวมพลังงานในระบบที่สูงขึ้น...อันตรกิริยาที่ก่อเกิดกับพลังงานภายนอกจึงก่อเกิดการยกระดับสู่คุณภาพใหม่....-การลดลงของพลังงานในระบบพลังงานสูงไปสู่ระบบพลังงานต่ำ....หรือเกิดการก่อรูปการทางวัตถุในระบบความเร็วต่ำ....เกิดจากกระบวนการแตกตัวในองค์เอกภาพนั้นๆอันเป็นผลให้เกิดองค์รวมย่อยๆและเกิดการลดลงของพลังงานแห่งองค์รวมใหญ่.....และเกิดจากการเพิ่มพูนขึ้นในรูปการทางวัตถุขององค์รวมนั้นๆจนถึงระดับแห่งการลดลงของความเร็วในระบบ...
ระบบฟิสิกส์โลกแห่งนรก....และฟิสิกส์โลกแห่งสวรรค์....ล้วนมีการทับซ้อนของระบบความเร็วอันหลากหลาย....การก่อรูปการทางวัตถุแห่งระบบความเร็วใดๆหรือพลังงานใดๆ...เป็นไปตามกฎเกณท์ทางฟิสิกส์ดังกล่าว....
การก่อรูปการทางความเชื่อ....ในรูปการความเชื่อทางศาสนาอันเป็นรูปการหนึ่งของจิต...หรือรูปการทางความนึกคิดของคนเรา.... รูปการที่เกิดขึ้นของความคิด...ก็คือรูปการการก่อรูปทางวัตถุที่อยู่บนระบบแห่งความเร็วหรือระบบแห่งพลังงานที่แตกต่างจากการก่อรูปการทางวัตถุในระบบความหมายที่เราเข้าใจกันหรือระบบที่ความเร็วสูงสุดเท่าความเร็วแสง..... หากเราจินตภาพดูว่า...องค์รวมของสนามแรงที่ประกอบขึ้นอันก่อให้เกิดรูปการทางวัตถุที่เดินทางได้ด้วยความเร็วสูงสุดที่ความเร็วแสง....เราลองจินตภาพดูว่าเป็นเหมือนแม่น้ำสายหนึ่ง... ในแม่น้ำสายนี้...ยังมีระบบความเร็วที่หลากหลาย...แม่น้ำที่ไหลไปหาได้ไหลไปด้วยความเร็วเท่ากันไม่....ความเร็วของกลางลำแม่น้ำ...ริมฝั่ง....ในส่วนน้ำลึก...ในส่วนผิวแม่น้ำ...บางแห่งมีน้ำวนเล็กๆ...ความเร็วในแต่ละส่วนไม่เท่ากัน เราจะเห็นว่าความเร็วในระบบใหญ่ของแม่น้ำเราอาจประมาณการความเร็วได้เป็นค่า..ความเร็วเฉลี่ย...และความเร็วต่ำสุด...ความเร็วสูงสุด...เมื่อผู้ตรวจวัดหยุดนิ่งอยู่บนฝั่ง..... การตรวจวัดประมาณการในทางคณิตศาสตร์...มีหลายแบบ....เช่นเราอาจตรวจวัดความเร็วโดยผู้ที่ตรวจวัดอยู่บนสายน้ำ...แต่ก็ต้องมีจุดอ้างอิงที่หยุดนิ่งอย่างสัมพัทธ์ในการอ้างอิง....หรือการตรวจวัดโดยการเปรียบเทียบ...ระหว่างเช่นความเร็วของสายน้ำบริเวณเฉลี่ยความลึกที่สมมติเช่น3ฟุต...กับความเร็วในความลึกลงไปกว่านี้...เป็นต้นโดยมีผู้สังเกตุที่อยู่นอกระบบ..เป็นต้นความเร็วที่ได้อันเป็นความเร็วสัมพัทธ์ที่เกิดจากการเปรียบเทียบ.... การก่อเกิดรูปการทางความคิดใดๆ....ล้วนเกิดจากการเกิดขึ้นใหม่จากรูปการทางอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น.....และรูปการทางอารมณ์ต่างๆล้วนเป็นการสัมผัสกับองค์รวมต่างๆทางวัตถุจากภายนอก...เช่น..อารมณ์สุนทรียภาพความงามที่เราเห็นจากภาพวาด...เราจะเห็นว่าที่เรามองคือองค์รวมทั้งหมด.... สุนทรียภาพในด้านเสียงเพลง...ก็เกิดจากการรับฟังองค์รวมทั้งหมดของเพลง... องค์รวมต่างๆที่เรารับรู้จากอายตนะทั้งหมด....ก่อเกิดรูปการทางวัตถุในกระบวนการทางความคิดของคนเรา.... ในการแบบวิธีการปฏิบัติ...และปรัชญาทางพุทธศาสนา...มีการจำแนกในทางปริมาณและคุณภาพของจิตไว้หลายระดับ... เช่น...ในระดับต้น...หรือระดับพื้นฐานในการฝึกฝนการควบคุม...สติ..ให้ดำรงอยู่ในสมาธิตามแบบพุทธปรัชญาหรือที่เรียกว่าการเจริญสติปัฏฐานอันเป็นแบบวิธีการฝึกฝนเพื่อควบคุมจิตใจและตัดกิเลสที่มาปรุงแต่งจิตใจออก...ด้วยวิธีการในแบบวิปัสสนา...และสมาธิ.... ในแบบการปฏิบัติการทางจิตแบบนี้มีการจำแนกคุณภาพของจิต กว้างๆที่เกิดจากผลการปฏิบัติการทางจิต 2 ระดับใหญ่ๆคือรูปฌาน และอรูปฌาน รูปฌาน แบ่งเป็น ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน... อรูปฌาน แบ่งเป็น อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญาตนฌาน และ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาณ.... และขั้นสูงสุด คือ สัญญาเวทยิตนิโรธ.... จะไม่ขอกล่าวรายละเอียดสำหรับท่านที่สนใจศึกษาได้จากพระไตรปิฎกและตำราพุทธศาสนาต่างๆ..... ในแบบวิธีปฏิบัติการทางจิตแบบพุทธจะเห็นว่า.....ในแต่ระดับของจิต...ที่เข้าใกล้ค่าของ 0 แห่งระบบจิต...หรือในความหมายว่าบรรลุสู่การดับกิเลส...ในขั้นสูงสุดจะมีการ จำแนกแยกแยะตัดอารมณ์ต่างๆออก...สัญญาหรือข้อผูกพันใดๆออกหรือการตัดกิเลสใดๆออกจากระบบความคิด.....ภายใต้การวิเคราะห์การเปรียบเทียบการพิจารณาให้เห็นถึงความเป็นอนัตตา.... จิตในระดับนี้จึงเป็นระบบจิตที่ มีอีกคุณภาพหนึ่ง....อันแตกต่างจากระบบจิตที่อยู่ในระบบแห่งการพอกพูนของกิเลสอันเป็นร่องรอยแห่งการกระทำหรือการก่อรูปการทางวัตถุในระบบกายภาพ

การควบคุมสติ...หรือการมีสมาธิอย่างยิ่งยวด......เป็นผลให้ระบบแห่งการรับรู้ไม่ถูกจำกัดโดยการปรุงแต่งของกิเลสของโลกวัตถุทางกายภาพ....นั่นคือความมีเสรีภาพที่สูงขึ้นแห่งการรับรู้ทางอายตนะในอีกระบบความเร็ว...รวมไปถึงรูปธรรมแห่งการก่อรูปการของพลังงานในอีกระบบความเร็วที่แตกต่างจากความเร็วทางกายภาพ...... และนี่เป็นรูปการหนึ่งของกระบวนการทางจิต....อันควบคู่กับกระบวนการทางกายภาพของมนุษย์... เช่นเดียวกันกับเมื่อเรามองดูแท่งแม่เหล็ก....เราก็คงมองไม่เห็นสนามแรงของมัน... เว้นแต่เมื่อมีเหล็กเข้ามาใกล้.... กายภาพ ย่อม มีจิตใจ ที่ควบคู่กันไปอย่างแยกไม่ออกและประกอบเป็นองค์รวมเดียวกัน....ในการวิเคราะห์สิ่งมีชีวิตเช่นมนุษย์บนโลกใบนี้...
....................................
ฟิสิกส์โลกทางสังคมมนุษย์
ในการศึกษาในทางสังคมศาสตร์...มีการจำแนกการศึกษาออกเป็นหลากหลายสาขาวิชาการมากมายในการศึกษาปรากฎการณ์ในรูปแบบที่มนุษย์อยู่ร่วมกันก่อรูปการเป็นสังคมขึ้นมา.... ตัวแบบทางทฤษฎีในการศึกษาก็มีมากมายเช่นการวิเคราะห์ในลักษณะโครงสร้าง การวิเคราะห์กระบวนการที่ก่อเกิดพลวัตรหรือความขัดแย้งต่างๆ การวิเคราะห์แบบสัญญลักษณ์ต่างๆ การวิเคราะห์หาลักษณะปรากฎการณ์จากหน่วยพื้นฐานต่างๆ...การวิเคราะห์ในแบบกระบวนการวิวัฒนาการเป็นต้น...นับตั้งแต่เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ จิตวิทยาสังคม ฯลฯ อันเป็นการศึกษาเจาะลึกลงไปถึงพฤติกรรมและปรากฏการณ์ของมนุษย์ในสังคม สัมพันธภาพของความสัมพันธ์ต่างๆที่ก่อรูปการขึ้นภายใต้การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ นับตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน สังคมประเทศ และสังคมโลก....ก่อเกิดวัฒนธรรมอันหลากหลายที่เกิดจากกระบวนการก่อรูปการขึ้นมาของมนุษย์ในแต่ละท้องถิ่น...ในแต่ละสังคม.... สังคมมนุษย์ก็มีทิศทางแห่งการพัฒนาอันเป็นไปตามกฎเกณท์ทางฟิสิกส์....เช่นเดียวกันกับองค์รวมระดับโมเลกุล...ในสิ่งต่างๆอันมีคุณภาพองค์รวมแตกต่างจากองค์รวมย่อยของอนุภาค.... องค์รวมมนุษย์ หนึ่งคน..ย่อมแตกต่างจากลักษณะองค์รวมของมนุษย์หลายคนที่ประกอบเป็นสังคม...รวมทั้งกฎเกณท์การพัฒนาที่มีขอบเขตุของขนาดและคุณภาพที่แตกต่างออกไป.... การวิเคราะห์อย่างกว้างๆ....จะเห็นได้ว่าการก่อรูปการทางวัตถุใดๆในทางสังคมก็เป็นไปตามทิศทางแห่งการก่อรูปการนั้นๆ.....ทิศทางแห่งการพัฒนาไป และทิศทางแห่งการเสื่อมสลาย....หรือทิศทางแห่งการเพิ่มขึ้นของขอบเขต..ขนาด..ความเร็ว..และพลังงานต่างๆในการก่อรูปการทางสังคม....และทิศทางของการลดขอบเขต...ขนาด...ความเร็ว...และพลังงานต่างๆในการก่อรูปการทางสังคม.. สังคม...ณ.เวลาปัจจุบันใดๆ....ล้วนเป็นการก่อรูปการขึ้นใหม่...ภายใต้การแสวงหาดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่....โดยมีร่องรอยแห่งรูปการของอดีต(ประวัติศาสตร์,มรดกวัฒนธรรม,ประเพณี.ความเชื่อฯลฯ)...รูปการปัจจุบันแห่งสังคม(ปฏิบัติการต่างๆในปัจจุบัน)...และร่องรอยแห่งอนาคต(อุดมคติ,อุดมการณ์,จุดมุ่งหมาย,ทฤษฎี,วิทยาการและนวัตกรรม ฯลฯ )....ก่อรูปการใหม่เป็นทิศทางแห่งสังคมปัจจุบันที่กำลังก้าวไป.... ร่องรอยแห่งอดีต...มีบทบาทสูงมากในการก่อรูปการทางสังคม...และมีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางแห่งอนาคตของสังคมนั้นๆ.... สงครามก็คือตัวอย่างที่เด่นชัดแห่งการรุกรานทางวัฒนธรรมในทางสังคม....สงครามใดๆล้วนเกิดจากการขาดดุลยภาพในทางวัฒนธรรมของสังคมอันเนื่องจากอัตตาแห่งกลุ่มคนในสังคม.... วัฒนธรรมก็คือรากฐานแบบวิธีประพฤติปฏิบัติใดๆ...ของคนในสังคม... อันก่อเกิดจาก...ร่องรอยแห่งอดีต...และร่องรอยแห่งอนาคต...และก่อรูปการขึ้นใหม่ตามหลักการทางฟิสิกส์.....ที่เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ภายใต้กระบวนแห่งการพัฒนา....
แบบวิธีวิเคราะห์ทางสังคมเป็นการทำความเข้าใจในสัมพันธภาพของกระบวนการต่างๆทางสังคม...เพื่อทำความเข้าใจในการนำมาประยุกต์ใช้..... ในการประยุกต์เพื่อวิเคราะห์...คาดหมาย...พยากรณ์แนวโน้มหรือการสร้างแบบจำลองแห่งการพัฒนา....การปรับปรุงการสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆการปรับปรุงองค์กรต่างๆทางสังคม...ล้วนแล้วมีเรื่องหลักที่จะต้องวิเคราะห์......ก็คือการทำความเข้าใจในเรื่อง....ทิศทาง.....กล่าวคือ...ทิศทางใหญ่...ทิศทางเล็ก....และทิศทางย่อยๆลงที่กำกับการปฏิบัติในแต่ละระยะ.... จุดมุ่งหมาย...อุดมคติ...อุดมการณ์...แนวทาง...นโยบาย....เข็มมุ่ง...หนทาง...ยุทธศาสตร์...ยุทธวิธี...กลยุทธ์...มาตรการ....ฯลฯ.... ทั้งหมดล้วนแล้วเป็นการกำหนดทิศทางแห่งองค์รวมแต่ละองค์รวมจะต้องเดินไปภายใต้การคาดหมายและการกำหนดแบบวิธีปฏิบัติในทางสังคม...หรือกระบวนแห่งการสร้างร่องรอยเพื่อดำเนินไปสู่อนาคต..... จากเซลล์เดียวของไข่ที่ได้รับการผสมและพัฒนามาเป็นมนุษย์....สัตว์ที่เติบโตมาจากเซลล์เดียวเผ่าพันธุ์นี้....ที่มีส่วนประกอบของอนุภาคที่ไม่ต่างจากสิ่งอื่นๆภายยังมีลักษณะของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม...และมีการก่อรูปการทางสังคมขึ้นไม่ต่างจากโมเลกุลของอนุภาค..... ลักษณะสำคัญที่ทำให้ก่อเกิดระบบสังคม...ก็คือระบบองค์รวมของสิ่งต่างๆในธรรมชาติมีพัฒนาการไปบนพื้นฐานแห่งการปรับดุลยภาพตลอดเวลาเพื่อให้เกิดการดำรงอยู่และเกิดการเคลื่อนที่ไป....ภายใต้อันตรกิริยากับภายนอก...ที่มีการแปรเปลี่ยนไปเช่นกันตลอดเวลา โมเลกุลทางสังคม...หรือระบบความสัมพันธ์ทางชีวภาพของสังคมมนุษย์...มีระบบแห่งการสื่อสาร...ระบบเศรษฐกิจ...การเมือง...และระบบทางสังคมต่างๆ..เป็นส่วนเชื่อมความสัมพันธ์เช่นเดียวกันกับพันธะทางฟิสิกส์เคมี.....
ในการศึกษาในทางสังคมศาสตร์...มีการจำแนกการศึกษาออกเป็นหลากหลายสาขาวิชาการมากมายในการศึกษาปรากฎการณ์ในรูปแบบที่มนุษย์อยู่ร่วมกันก่อรูปการเป็นสังคมขึ้นมา.... ตัวแบบทางทฤษฎีในการศึกษาก็มีมากมายเช่นการวิเคราะห์ในลักษณะโครงสร้าง การวิเคราะห์กระบวนการที่ก่อเกิดพลวัตรหรือความขัดแย้งต่างๆ การวิเคราะห์แบบสัญญลักษณ์ต่างๆ การวิเคราะห์หาลักษณะปรากฎการณ์จากหน่วยพื้นฐานต่างๆ...การวิเคราะห์ในแบบกระบวนการวิวัฒนาการเป็นต้น...นับตั้งแต่เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ จิตวิทยาสังคม ฯลฯ อันเป็นการศึกษาเจาะลึกลงไปถึงพฤติกรรมและปรากฏการณ์ของมนุษย์ในสังคม สัมพันธภาพของความสัมพันธ์ต่างๆที่ก่อรูปการขึ้นภายใต้การอยู่ร่วมกันของมนุษย์ นับตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน สังคมประเทศ และสังคมโลก....ก่อเกิดวัฒนธรรมอันหลากหลายที่เกิดจากกระบวนการก่อรูปการขึ้นมาของมนุษย์ในแต่ละท้องถิ่น...ในแต่ละสังคม.... สังคมมนุษย์ก็มีทิศทางแห่งการพัฒนาอันเป็นไปตามกฎเกณท์ทางฟิสิกส์....เช่นเดียวกันกับองค์รวมระดับโมเลกุล...ในสิ่งต่างๆอันมีคุณภาพองค์รวมแตกต่างจากองค์รวมย่อยของอนุภาค.... องค์รวมมนุษย์ หนึ่งคน..ย่อมแตกต่างจากลักษณะองค์รวมของมนุษย์หลายคนที่ประกอบเป็นสังคม...รวมทั้งกฎเกณท์การพัฒนาที่มีขอบเขตุของขนาดและคุณภาพที่แตกต่างออกไป.... การวิเคราะห์อย่างกว้างๆ....จะเห็นได้ว่าการก่อรูปการทางวัตถุใดๆในทางสังคมก็เป็นไปตามทิศทางแห่งการก่อรูปการนั้นๆ.....ทิศทางแห่งการพัฒนาไป และทิศทางแห่งการเสื่อมสลาย....หรือทิศทางแห่งการเพิ่มขึ้นของขอบเขต..ขนาด..ความเร็ว..และพลังงานต่างๆในการก่อรูปการทางสังคม....และทิศทางของการลดขอบเขต...ขนาด...ความเร็ว...และพลังงานต่างๆในการก่อรูปการทางสังคม.. สังคม...ณ.เวลาปัจจุบันใดๆ....ล้วนเป็นการก่อรูปการขึ้นใหม่...ภายใต้การแสวงหาดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่....โดยมีร่องรอยแห่งรูปการของอดีต(ประวัติศาสตร์,มรดกวัฒนธรรม,ประเพณี.ความเชื่อฯลฯ)...รูปการปัจจุบันแห่งสังคม(ปฏิบัติการต่างๆในปัจจุบัน)...และร่องรอยแห่งอนาคต(อุดมคติ,อุดมการณ์,จุดมุ่งหมาย,ทฤษฎี,วิทยาการและนวัตกรรม ฯลฯ )....ก่อรูปการใหม่เป็นทิศทางแห่งสังคมปัจจุบันที่กำลังก้าวไป....
ร่องรอยแห่งอดีต...มีบทบาทสูงมากในการก่อรูปการทางสังคม...และมีบทบาทต่อการกำหนดทิศทางแห่งอนาคตของสังคมนั้นๆ....
สงครามก็คือตัวอย่างที่เด่นชัดแห่งการรุกรานทางวัฒนธรรมในทางสังคม....สงครามใดๆล้วนเกิดจากการขาดดุลยภาพในทางวัฒนธรรมของสังคมอันเนื่องจากอัตตาแห่งกลุ่มคนในสังคม....
วัฒนธรรมก็คือรากฐานแบบวิธีประพฤติปฏิบัติใดๆ...ของคนในสังคม...
อันก่อเกิดจาก...ร่องรอยแห่งอดีต...และร่องรอยแห่งอนาคต....
และก่อรูปการขึ้นใหม่ตามหลักการทางฟิสิกส์.....ที่เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ภายใต้กระบวนแห่งการพัฒนา....แบบวิธีวิเคราะห์ทางสังคม
เป็นแบบวิธีการการทำความเข้าใจในสัมพันธภาพของกระบวนการต่างๆทางสังคม...เพื่อทำความเข้าใจในการนำมาประยุกต์ใช้..... ในการประยุกต์เพื่อวิเคราะห์...คาดหมาย...พยากรณ์แนวโน้มหรือการสร้างแบบจำลองแห่งการพัฒนา....การปรับปรุงการสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆการปรับปรุงองค์กรต่างๆทางสังคม...ล้วนแล้วมีเรื่องหลักที่จะต้องวิเคราะห์......ก็คือการทำความเข้าใจในเรื่อง....ทิศทาง.....กล่าวคือ...ทิศทางใหญ่...ทิศทางเล็ก....และทิศทางย่อยๆลงที่กำกับการปฏิบัติในแต่ละระยะ.... จุดมุ่งหมาย...อุดมคติ...อุดมการณ์...แนวทาง...นโยบาย....เข็มมุ่ง...หนทาง...ยุทธศาสตร์...ยุทธวิธี...กลยุทธ์...มาตรการ....ฯลฯ....ทั้งหมดล้วนแล้วเป็นการกำหนดทิศทางแห่งองค์รวมแต่ละองค์รวมจะต้องเดินไปภายใต้การคาดหมายและการกำหนดแบบวิธีปฏิบัติในทางสังคม...หรือกระบวนแห่งการสร้างร่องรอยเพื่อดำเนินไปสู่อนาคต..... จากเซลล์เดียวของไข่ที่ได้รับการผสมและพัฒนามาเป็นมนุษย์....สัตว์ที่เติบโตมาจากเซลล์เดียวเผ่าพันธุ์นี้....ที่มีส่วนประกอบของอนุภาคที่ไม่ต่างจากสิ่งอื่นๆภายยังมีลักษณะของการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม...และมีการก่อรูปการทางสังคมขึ้นไม่ต่างจากโมเลกุลของอนุภาค..... ลักษณะสำคัญที่ทำให้ก่อเกิดระบบสังคม...ก็คือระบบองค์รวมของสิ่งต่างๆในธรรมชาติมีพัฒนาการไปบนพื้นฐานแห่งการปรับดุลยภาพตลอดเวลาเพื่อให้เกิดการดำรงอยู่และเกิดการเคลื่อนที่ไป....ภายใต้อันตรกิริยากับภายนอก...ที่มีการแปรเปลี่ยนไปเช่นกันตลอดเวลา โมเลกุลทางสังคม...หรือระบบความสัมพันธ์ทางชีวภาพของสังคมมนุษย์...มีระบบแห่งการสื่อสาร...ระบบเศรษฐกิจ...การเมือง...และระบบทางสังคมต่างๆ..เป็นส่วนเชื่อมความสัมพันธ์เช่นเดียวกันกับพันธะทางฟิสิกส์เคมีต่างๆที่เชื่อมอนุภาคเป็นโครงสร้างโมเลกุล....... ในการวิเคราะห์เพื่อหาทิศทางที่จะก่อให้เกิดทางเลือกที่ดีที่สุดกับการก่อรูปการทางสังคม...มีหัวข้อที่ต้องวิเคราะห์หลักๆดังนี้...
1.การวิเคราะห์ทิศทาง ....ได้แก่ทิศทางหลัก...ทิศทางย่อยๆ...ทิศทางเลือกต่างๆ...เป็นต้น อันประกอบไปด้วยการวิเคราะห์-ร่องรอยแห่งอดีต...อันเป็นส่วนที่จะบ่งบอกถึงทิศทาง-ร่องรอยแห่งอนาคต....อันบ่งบอกถึงทิศทางและแนวโน้ม-แบบวิธีปฏิบัติในปัจจุบัน.....อันบ่งบอกถึงข้อแห่งการกระทำปัจจุบัน-ศักย์ที่ดำรงอยู่......ได้แก่ค่าแห่งศักยภาพทางกายภาพทางสังคม และศักยภาพทางปัญญา,จิตวิญญาณทางสังคมนั้นๆ...อันก่อเกิดระบบแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพนั้นๆ...การประเมินคุณค่า...การเปรียบเทียบต่างๆ.....สัมพันธภาพต่างๆ...เป็นต้น-ลักษณะของความสัมพันธ์และระบบ....เช่นระบบสื่อสาร...-การเปลี่ยนแปลงและทิศทางภายใต้การเคลื่อนที่-มิติของเงา,มิติวงแหวน,มิติการทับซ้อน(พหุภาพกายภาพ),มิติการทับซ้อนเวลา(พหุภาพเวลา)และมิติองค์รวมพหุภาพ(องค์รวมทางกายภาพและจิตวิญญาณทางสังคม)2.หลักการทั่วไปทางฟิสิกส์ของการเปลี่ยนแปลง
( ดังได้กล่าวในรายละเอียดมาแล้ว...เช่นพลังงานความเร็วของระบบ..หรือศักยภาพต่างๆที่ดำรงอยู่ในทางสังคมอันเป็นเงื่อนไขการก่อรูปการทางวัตถุในระบบ )3.การประยุกต์ หรือการเลือกทิศทาง
เช่น...การสร้างองค์ความรู้ใหม่ใดๆ....ก็ต้องคำนึงถึงทิศทางอันก่อให้เกิดการพัฒนาสูงขึ้นของระบบที่สอดคล้องกับการพัฒนาไปของภายนอก...และองค์ความรู้ใดๆล้วนประกอบไปด้วย ร่องรอยอดีตหรือประวัติศาสตร์(ที่เก็บรับบทเรียน),ร่องรอยการกระทำปัจจุบัน(การลงมือทดลองปฏิบัติเพื่อหาข้อสรุป)และร่องรอยแห่งอนาคต(การสร้างสรรค์,การรังสรรค์,ทฤษฎี,จินตนาการ,นโยบายมาตรการทุกชนิดเป็นต้น)....
ศักยภาพแห่งทุน
หากจะกล่าวถึงทิศทางหลักแห่งการที่มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมแล้ว....ทิศทางหลักๆก็คือทิศทางแห่งความรัก....อันเป็นการก่อรูปการพันธะที่เชื่อมโยงมนุษย์กับมนุษย์ในสังคม

หากปราศจากความรักที่มนุษย์มีต่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากตนเองแล้ว.... การก่อรูปการทางสังคมคงไม่เกิดขึ้น.... จากความรัก...ระหว่างเพศ...สู่ครอบครัว....ชุมชน...สังคม..
ทิศทางแห่งความรักจึงเป็นการก่อรูปการแห่งพันธะที่เชื่อมเป็นโมเลกุลมนุษย์... ความเข้มแข็ง...แข็งแกร่งขึ้นกับความเหนียวแน่นแห่งพันธะเหล่านี้อันก่อเกิดรูปการการเรียงตัวหรือบนพื้นฐานแห่งการเกาะเกี่ยวกันด้วยความรัก...ความสมานฉันท์...ความเสมอภาค... ที่โมเลกุลในระดับต่างๆ...เกี่ยวร้อยเป็นองค์เอกภาพเดียวกัน... เมื่อมนุษย์ถือกำเนิดมา....สิ่งที่ดำรงอยู่ ณ.เวลาปัจจุบันในการวิเคราะห์...ก็คือ..

ศักยภาพทางกายภาพ....และศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณ

ระบบแห่งการประเมินคุณค่าศักยภาพเหล่านี้....เป็นผลมาจากร่องรอยอดีต...ปัจจุบัน..และร่องรอยแห่งอนาคต อันประกอบเป็นรูปการจิตสำนึกต่างๆในทางสังคม... ระบบการจัดการในทางสังคมใดๆ....เช่นระบบการเมือง...ระบบเศรษฐกิจ...ระบบทางสังคม...วัฒนธรรม...เป็นต้น ต่างล้วนพัฒนามาจาก....การก่อรูปการของกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพของทุน....

หากเราใช้แบบจำลองในการวิเคราะห์ในแบบเศรษฐศาสตร์การเมือง....เพื่อทำการวิเคราะห์แบบแยกส่วน.....อันมีข้อสรุปพื้นฐานว่า... โครงสร้างชั้นบนและรูปการจิตสำนึกทางสังคมต่างๆ....ก่อเกิดจากรากฐานทางเศรษฐกิจอันเป็นรากฐานแห่งการก่อเกิดขึ้นของโครงสร้างชั้นบน... และเมื่อแยกย่อยลงไป...ถึงกระบวนการพื้นฐานทางเศรษฐกิจ....เราก็จะพบว่า...หน่วยย่อยพื้นฐานก็คือคน... คน...ซึ่งก่อกำเนิดมาด้วยพื้นฐานที่แตกต่างกันและไม่มีใครเหมือนกันเลยทั้งโลกใบนี้.... หากมององค์รวมกว้างๆในระดับโมเลกุลหรือสังคมมนุษย์.....ก็จะเห็นลักษณะร่วมที่เหมือนกัน...
แต่เมื่อแยกย่อย...สู่ระดับอนุภาคหรือระดับมนุษย์แต่ละคน... แต่ละคน....มีการดำรงอยู่แห่งศักยภาพทางกายภาพ...และศักยภาพทางปัญญา...ไม่เท่ากัน..
เมื่อวิเคราะห์ในการก่อรูปการทางเศรษฐกิจ...อันมีการแลกเปลี่ยนของคนในสังคมภายใต้อันตรกิริยาต่างๆ... ศักยภาพที่ก่อเกิดทุน...ของแต่ละคนที่แตกต่างกันตามรูปการจิตสำนึกแห่งระบบคุณค่าทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป....

ศักยภาพทุนทางกายภาพ...และศักยภาพทุนทางปัญญา-จิตวิญญาณ...ที่ประกอบเป็นองค์รวมทางกายภาพแห่งทุน...ของแต่ละคน...แต่ละชุมชน...แต่ละสังคม... ความแตกต่างเหล่านี้....ล้วนเกิดขึ้นจาก...ดุลยภาพที่มีการเคลื่อนที่ของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพของทุน... รูปการแห่งกระบวนการใช้อำนาจในการจัดการในการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนเหล่านี้....ก็คือรูปการแห่งระบบการปกครองของสังคมนั้นๆ.... ระบบแห่งการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนที่ดำเนินไป...ในทิศทางหลัก 2 ทิศทาง..
ทิศทางแห่งความรัก....ของมนุษย์ต่อสรรพสิ่ง...
และทิศทางแห่งการสั่งสมเพื่อตัวตน.... การขาดดุลยภาพอันเกิดจากการเบี่ยงเบนทิศทางการพัฒนาไปของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพแห่งทุน... เป็นไปทั้งในรูปแบบที่เจตนา....และรูปแบบที่ไม่เจตนา....
ก่อเกิดการสูญเสียประสิทธิภาพสูงสุดแห่งการพัฒนาศักยภาพทุนขององค์รวม... ก่อเกิด...การแตกแยก..ความไม่เสมอภาคให้กับคนในสังคม... รวมไปถึง...ความเสมอภาคแบบกลไกและเสรีภาพแบบกลไก....อันเป็นเพียงรูปแบบที่เอื้อประโยชน์เพียงบางกลุ่มที่ควบคุมกลไกกลางเหล่านี้....และทิศทางแห่งความเสมอภาคแบบกลไก...จุดหมายปลายทางก็คือการแตกแยก...และแรงต้านทานต่างๆจากคนในสังคมที่มีต่อเนื่องไปตลอด.... ทิศทางที่ถูกต้องของกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน... ก็คือ...ทิศทางแห่งความรัก...ทิศทางแห่งสันติภาพ... อันเป็นทิศทางแห่งการนำใช้ศักยภาพทุนที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อมวลมนุษยชาติ...และต่อสรรพสิ่งที่แวดล้อมภายนอก...
ที่ประกอบขึ้นเป็นองค์รวมแห่งโลกใบนี้....
การวิเคราะห์แบบแยกส่วนย่อยลงไปถึงหน่วยพื้นฐานทางสังคม....ซึ่งก็คือคน...และคนซึ่งประกอบไปด้วย ศักยภาพทางกายภาพ และศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณ ที่ประกอบขึ้นเป็นองค์รวมของคน ในการวิเคราะห์ที่แยกส่วนเป็นสาขาวิชาต่างๆ....ในทางเศรษฐศาสตร์ คือการวิเคราะห์เรื่องของ ทุน..อันเป็นหน่วยย่อยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ....ในสาขารัฐศาสตร์ จะวิเคราะห์ถึง โครงสร้างการใช้อำนาจเป็นหลัก...และรวมถึงความสัมพันธ์แห่งอำนาจต่างๆในทางสังคม... ปัจจุบัน...จากตัวอย่างการพัฒนาทางสังคมมนุษย์นับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันจะเห็นได้ว่า....การพัฒนาทางสังคมล้วนเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางรากฐานทางเศรษฐกิจ....การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีทางการผลิต....เทคโนโลยีการสื่อสาร...เป็นต้น..อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างชั้นบน...

ในอดีต...แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีการพัฒนาสังคมทั้งเศรษฐกิจและการเมือง...อาจจะจำแนกเป็น2ค่ายใหญ่...คือ เสรีนิยม และสังคมนิยม ในกรอบแนวคิดของค่ายสังคมนิยม ในแนวคิดทางเศรษฐกิจ จะยึดหลักทฤษฎี ของมาร์กซ เป็นหลัก....อันมีข้อจำกัดในแบบการวิเคราะห์ที่เป็นไปแบบทวิลักษณะแบบกลไก ทุน...และมูลค่า ...ในทัศนะของค่ายนี้...จะมองว่า ก่อขึ้นเมื่อมนุษย์ใช้แรงงาน...และมีทัศนะที่เชื่อว่ามีแต่ชนชั้นแรงงานเท่านั้นจึงจะมีความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์....อีกทั้งยังพยากรณ์ว่าระบอบทุนนิยมเป็นระบอบที่ล้าหลัง....จะต้องพินาศในที่สุด... กรอบคิด...ก็มาจากแนวคิดแบบวิวัฒนาการที่เชื่อว่า...การพัฒนาของสังคม...ปรับเปลี่ยนจากระบอบที่เรียกว่าทุนนิยม...ไปสู่สังคมนิยม...และจุดมุ่งหมายสุดท้ายคือการสูญสลายรัฐ...

ในขณะที่กรอบแนวคิดของค่ายเสรีนิยม....ก็เสนอแนวคิดอันเป็นเสรีนิยมแบบกลไก...หรือเป็นเพียงรูปแบบเป็นเพียงรูปธรรมในทางลายลักษณ์อักษร แต่ในทางการปฏิบัติผู้ที่ได้เปรียบทางศักยภาพและการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนทางศักยภาพทุน....ล้วนเป็นผู้ที่มีเสรี...... ปัจจุบัน....เราจะเห็นว่า เพียงแค่ทารกแรกเกิด....เป็นเพศไหน...ก็จะมีศักยภาพทุนทางกายภาพแตกต่างกันไปตามคุณค่าที่เกิดขึ้นในทางสังคมนั้นๆ....เช่นในเมืองจีน...เพศชายมีคุณค่าทางศักยภาพทางกายภาพ อันเกิดจากอันตรกิริยาระหว่างทารก กับคุณค่าทางสังคมนั้นๆ .... แค่แรงงาน...ที่เด็กร้องหลังคลอดตามสัญชาติญาณเพื่อความอยู่รอด....ให้ปอดทำงานหลังออกมาสู่โลกที่มีอากาศ....จากที่อยู่ในน้ำคร่ำ...
แรงงานเป็นตัวกำหนดมูลค่า...จริงหรือ...?!! หากจะวิเคราะห์แบบแยกย่อยไปถึงหน่วยมูลฐาน...
ปัจจุบัน...สังคมมนุษย์ พัฒนาก้าวไกลไปสู่อีกระดับของความสัมพันธ์...อันมีความสัมพันธ์ในหลายระบบความสัมพันธ์ทางสังคม...เมื่อวิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์การเมือง...เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของรัฐ จะเห็นได้ว่ามีความสัมพันธ์ดังนี้-ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐชาติ
-ความสัมพันธ์ขององค์กรไร้รัฐ(องค์กรเสมือนแห่งรัฐ)
-ความสัมพันธ์เครือข่ายแห่งรัฐชาติ
-ความสัมพันธ์ของเครือข่ายองค์กรเสมือนแห่งรัฐ
ปัจจุบัน องค์กรเสมือนแห่งรัฐ...หรือองค์กรไร้รัฐ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของรัฐชาติต่างๆในโลก...เช่น บรรษัทข้ามชาติ...องค์กรเอกชนต่างๆ...กลุ่มทุนในระดับต่างๆภายในรัฐชาติ เป็นต้น แนวทาง...นโยบาย...ทิศทางการพัฒนาของรัฐชาติต่างๆล้วนอยู่บนพื้นฐาน การสนองตอบต่อการพัฒนา การขยายตัว ขององค์กรเหล่านี้.... รัฐชาติ...ในฐานะบทบาทที่เป็นกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุนของประชาชนและประชาชาติให้ก่อเกิดดุลยภาพ....จึงเป็นเพียงอุดมการณ์...อุดมคติ.... กรอบแนวคิด...ทฤษฎี...ทิศทาง...แนวทาง...แนวนโยบายแห่งรัฐชาติใดๆ...ล้วนอยู่บนพื้นฐานหลักการพัฒนาทุนบนพื้นฐานกรอบแห่งลัทธิบริโภคนิยม... การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์...เพื่อบรรลุเป้าหมายการสร้างแรงงานสำรองให้กับองค์กรเหล่านี้...และแต่ละรัฐชาติ...ต่างล้วนแก้ไขกฎระเบียบทางสังคมเพื่อดึงดูดเงินทุนจากองค์กรเหล่านี้ให้มาลงทุนในประเทศ...ซึ่งแต่ละรัฐชาติต่างล้วนแข่งขันกัน... อุดมคติ....ที่เคยมีต้องเก็บเอาไว้ในลิ้นชัก..... เศรษฐศาสตร์แห่งความสุข...การเมืองเพื่อความสุข..มีหรือไม่..?? คำตอบก็คือ...มี....แต่ไม่ทำ..!!! เลือกได้...แต่ไม่เลือก..!!
เมื่อ..องค์กรเสมือนของรัฐ...ต่างล้วนอิงแอบแนบชิดกับผู้กุมอำนาจแห่งรัฐชาติต่างๆ...และเป็นเสมือนจิตวิญญาณ ของผู้กุมกลไกอำนาจรัฐเหล่านี้.... เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ แห่งประชาชาติ ก็เป็นเพียง ลมปากจากนักสิทธิมนุษยชนจอมปลอมเหล่านี้....
การก่อรูปการทางสังคม หรือการก่อรูปการทางวัตถุของกระบวนการของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่งภายนอก... วัตถุ...ในความหมายในที่นี้หมายถึง....รูปการที่เกิดขึ้นของสิ่งต่างๆกระบวนการต่างๆความสัมพันธ์ต่างๆ...อันสามารถตรวจวัดได้ถึงความแตกต่างจากสิ่งอื่น... รูปการทางวัตถุที่เกิดขึ้นใดๆ...ล้วนมีหลักการพื้นฐานแห่งการก่อรูปการในทางฟิสิกส์....อันได้แก่

พลังงาน...ที่ดำรงอยู่ในระบบนั้นๆที่เป็นผลจากอันตรกิริยากับสิ่งต่างๆ ศักยภาพทางกายภาพ และศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณ ในมนุษย์ และในทางสังคมแต่ละสังคม...ก็คือการดำรงอยู่แห่งพลังงานในการก่อรูปการทางวัตถุนั้นๆ... เช่นในรูปแบบการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์...ก็ได้แก่ระบบทุน....ศักยภาพแห่งทุนที่ดำรงรงอยู่ของมนุษย์ และของสังคม....ในทางรัฐศาสตร์ ได้แก่ระบบการเมืองการปกครองต่างๆ....ในรูปการจิตสำนึกต่างๆก็ได้แก่...วัฒนธรรม ความเชื่อ ที่ดำรงอยู่ภายใต้การสั่งสมมายาวนานในทางประวัติศาสตร์แห่งการพัฒนาของมนุษยชาติ...

นอกจากจะตรวจวัดในความแตกต่างของระบบพลังงานที่ดำรงอยู่รวมทั้งความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากกลไกกลางแห่งการแลกเปลี่ยนศักยภาพ.... การเปลี่ยนแปลงของระบบสังคม....ยังมีการเปลี่ยนแปลงอันเป็นไปตามหลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์อีกประการหนึ่งกล่าวคือ...เป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนไปของระดับพลังงานทางสังคมที่ดำรงอยู่ในสังคมนั้น การเปลี่ยนแปลงในทางสังคม ที่มีวิวัฒนาการระบบการผลิตในทางสังคมและการพัฒนารูปการจิตสำนึก จากสังคมบรรพกาล สังคมทาส สังคมศักดินา สังคมทุนนิยม(สังคมที่มีความเข้มข้นแห่งการผูกขาดการควบคุมกลไกกลางการแลกเปลี่ยนศักยภาพทุน) และสู่ยุคปัจจุบัน สังคมบริโภคนิยม(สังคมการบริโภคแบบเสมือน)ล้วนแล้วเป็นการเปลี่ยนไปแห่งระดับของศักย์ ทางกายภาพ และระดับศักย์ทางปัญญา-จิตวิญญาณ ที่สังคมนั้นๆเกิดการเปลี่ยนแปลงไป

การประเมินศักยภาพทางกายภาพและศักยภาพทางปัญญา-จิตวิญญาณที่ดำรงอยู่ในสังคม อันประกอบเป็นองค์รวมทางสังคมหนึ่งสังคมใด....ล้วนเป็นไปอย่างมีการเปรียบเทียบ...หรือสัมพัทธ์ คุณค่า ที่ตรวจวัด ย่อมตรวจวัดได้จากขอบเขตุความสัมพันธ์ที่กว้างขวางขึ้น หรือมีขอบเขตุแห่งการขยายออกไปจากตัวตนกว้างขวางขึ้น.... ระบบคุณค่าทางสังคมใด...ที่มีกรอบกระบวนทัศน์อันขยายกว้างขวางขึ้นไปสู่การรับรู้แห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสรรพสิ่งที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน...ย่อมเป็นระบบที่มีทิศทางแห่งการยกระดับการพัฒนาที่สูงขึ้น...เมื่อเปรียบเทียบกับจุดเริ่มต้นแห่งการก่อรูปการทางสังคมมนุษย์และมีวิวัฒนาการมาตามลำดับ......

ระบบที่ก่อให้มนุษย์ในสังคมนั้นๆ....ดำรงชีวิตได้ด้วยความมีเสรี....แห่งดุลยภาพทางกายภาพและทางปัญญา....บนพื้นฐานแห่งความสุขที่ได้รับในกระบวนการทางสังคมนั้นๆพร้อมๆไปกับสังคมภายนอก..... ระบบสังคมที่ว่านี้....ย่อมเป็นสังคมที่มีขนาดและปริมาณของพลังงานที่สูงกว่าสังคมที่พัฒนาไปไม่ถึงขั้นนี้.... สังคมบางสังคม...แม้ว่าทางกายภาพจะพัฒนาสูงด้วยเทคโนโลยีทันสมัย...แต่มนุษย์ในสังคมก็ยังขาดเสรี....หมายถึงเสรีที่จะดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข... เมื่อกล่าวโดยองค์รวมแห่งสังคมแล้ว....สิ่งที่จะชี้วัดระดับขนาดปริมาณและคุณภาพของพลังงานแห่งระบบสังคมนั้นย่อมต้องประกอบไปด้วย องค์รวมศักยภาพที่ดำรงอยู่ทางกายภาพและทางจิตวิญญาณแห่งสังคมนั้นๆ เราไม่อาจกล่าวได้ว่า....สังคมโจร..ที่อาศัยการปล้นฆ่า และผลิตเทคโนโลยีแห่งการเข่นฆ่ามนุษย์ด้วยความทันสมัย....เป็นสังคมที่มีระบบพลังงานสูง.....เมื่อเรามองแบบองค์รวมถึงระดับการพัฒนาทางด้านจิตใจ....หรือจิตสำนึกในสังคม... การก่อรูปการทางสังคมแบบโจร...ก็เกิดจากทิศทางที่บิดเบี้ยวแห่งการก่อรูปการทางสังคมนั้น...

นอกจากนี้...หลักการทั่วไปในทางฟิสิกส์แห่งการก่อรูปการทางวัตถุใดๆ...ยังมีประเด็นที่ต้องวิเคราะห์คือ... รูปการทางวัตถุแห่งระบบปัจจุบันใดๆ....เป็นการก่อรูปการขึ้นมาใหม่ทั้งสิ้น...ณ.เวลาอ้างอิงปัจจุบัน.... การเกิดรูปการใหม่ในปัจจุบัน แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับรูปการของอดีต... หากแต่ว่าบทบาทของอดีต....มีส่วนสำคัญต่อทิศทางแห่งการพัฒนาไป ณ.เวลาปัจจุบัน... ดังนั้น....รูปการแห่งการพัฒนาไปในปัจจุบันของสังคม...จึงประกอบไปด้วย ทิศทางของร่องรอยแห่งอดีต....ทิศทางแห่งการกระทำการปฏิบัติทางสังคมแห่งปัจจุบัน...และรวมไปถึง ทิศทางแห่งความไฝ่ฝันหรือร่องรอยแห่งอนาคต.... ประกอบกันขึ้น...เป็นองค์รวมแห่งกระบวนทัศน์ของคนส่วนใหญ่ในทางสังคมปัจจุบัน...

รวมงานเขียนและแนวคิดของ กระบี่ดาวแดง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com