Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

รวมงานเขียนและแนวคิด
กระบี่ดาวแดง
leehonglong@hotmail.com

กระบวนทัศน์องค์รวมพหุภาพในกรอบ9มิติ

มิติที่8 พหุภาพเวลา...(ต่อ)
ตอนโลกแห่งอนุภาค
ในการวิเคราะห์จุดเริ่มต้นของเวลาหรือการก่อรูปการทางวัตถุของสิ่งต่างๆในระบบแห่งกาลาวกาศใดๆที่ตรวจวัดได้จากแบบวิธีการตรวจวัดที่แตกต่างกัน....สรุปแล้วก็คือ...การนับเวลาใดๆ...ล้วนต้องสัมพันธ์กับกรอบอ้างอิง...ขอบเขตุของการอ้างอิงหรือกรอบแห่งความสัมบูรณ์และกรอบแห่งความสัมพัทธ์ของรูปการทางวัตถุนั้นๆอันรวมไปถึงกระบวนการตรวจวัดนั้นๆ...เป็นเวลา 100 ปี นับตั้งแต่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป...และทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ.....ตลอดชั่วชีวิต ของไอน์สไตน์ กับความพยายามที่จะหาคำตอบให้กับ ในความเชื่อที่ว่า.....กฎเกณท์ทางฟิสิกส์ ย่อมเป็นแบบเดียวกันที่สามารถที่จะอธิบายปรากฎการณ์แก่สรรพสิ่งได้....หรือ Theory Of Everything......สิ่งที่ยังค้างคาใจของไอน์สไตน์ อยู่ก็คือ....การรวมสนามแรงแม่เหล็กไฟฟ้า เข้ากับสนามแรงโน้มถ่วงที่ยังไม่สามารถหาหลักการพื้นฐานได้ในการอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆของอนุภาค....ซึ่งไอน์สไตน์เชื่อว่า.....สิ่งต่างๆย่อมอยู่ภายใต้กฎเกณท์พื้นฐานเดียวกันกฎทางฟิสิกส์จะเหมือนกันไม่ว่าเวลาใดและพื้นที่ใดของเอกภพ....แต่สำหรับอนุภาคแล้วไอน์สไตน์ต้องยอมตัดเรื่องแรงโน้มถ่วงทิ้งไปในทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ...การอธิบายในแบบทฤษฎีควอนตัม อันเป็นการพัฒนาไปในรูปแบบการศึกษาในเชิงปรากฎการณ์ของเหตุการณ์หนึ่งๆ....และยึดถือหลักแห่งความไม่แน่นอน...รวมไปถึงแนวทางที่เป็นแบบกลศาสตร์ความน่าจะเป็นในเชิงสถิติ....และไม่ได้ถือว่าแรงโน้มถ่วงมีบทบาทในการวิเคราะห์ถึงอนุภาคต่างๆ...ความพยายามที่จะหาความสมมาตรพื้นฐาน (fundamental symmetry) ของบรรดานักฟิสิกส์ยุคปัจจุบัน...เพื่อต่อยอดองค์ความรู้...และพยายามที่จะเชื่อมให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ที่กล่าวถึงแรงโน้มถ่วง กับทฤษฎีควอนตัมที่ปัจจุบันเราใช้ในการศึกษาปรากฎการณ์ต่างๆในระดับอนุภาค เพื่อสร้างหลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์ จึงมีมาตลอดนับตั้งแต่...การตั้งสมมติฐานทดลองหาข้อสรุปในความผิดพลาดของทฤษฎีสัมพัทธภาพหรือที่เรียกว่าการละเมิดหลักการสัมพัทธภาพ มากมายหลายหัวข้อการทดลอง...ทฤษฎีสตริง (string theory)...หรือทฤษฎีเอ็ม (M-theory) ก็เป็นกรอบแนวคิดหนึ่งที่พัฒนามาจากแนวคิดของ ธีโอดอร์ คาลูซา และออสการ์ ไคลน์ ที่อยู่ในยุคไอน์สไตน์....ปัจจุบันมีการพัฒนาต่อยอดทางความคิดในบรรดานักฟิสิกส์ในหลายประเทศ....และพัฒนาไปในหลายเวอร์ชั่นในปัจจุบัน...จินตภาพ กว้างๆของทฤษฎี นี้กล่าวคือ...ในโลกของสิ่งที่เล็กลงไปของอนุภาคและปฏิอนุภาคนั้น...มีความสมมาตรในแบบที่เรียกว่า supersymmetry อวกาศที่ว่างจะมีค่าพลังงานเป็นศูนย์ โลกของอนุภาคจะประกอบไปด้วย...มิติพิเศษ...การตรวจวัดรูปทรงเรขาคณิต ได้แก่การตรวจวัดมุมระหว่างมิติพิเศษขนาดเล็ก และเส้นรอบวงของมิติพิเศษขนาดเล็กนี้
เส้นรอบวงจะเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างแรงแม่เหล็กไฟฟ้า กับแรงโน้มถ่วงในแนวคิดของทฤษฎีนี้เชื่อว่า...อนุภาคที่จริงแล้วก็คือเส้นรอบวง...หรือสตริงที่สั่นไหวตัวตลอดเวลา....และหากจะให้สมมาตรในทางคณิตศาสตร์จะต้องมีมิติพิเศษ อีก6 มิติเพิ่มขึ้น....เมื่อรวมกับ4มิติกาลาวกาศก็เป็น 10 มิติ แทรกอยู่บนแผ่นที่เรียกว่า เบรน( Brane) หรือเมมเบรน (Membranes)ที่ลอยตัวอยู่บนกาลาวกาศ...กล่าวโดยสรุปก็คือทฤษฎีนี้ต้องการที่จะเชื่อมทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเข้ากับทฤษฎีควอนตัมเพื่อหาหลักการพื้นฐานในทางฟิสิกส์ที่อธิบายสรรพสิ่ง....ภายใต้การต่อยอดทางความรู้โลกแห่งอนุภาค...อันพัฒนามาจากโครงสร้างอะตอมของ นิลล์ บอร์ห...และทฤษฎีควอนตัม จินตภาพโลกของอะตอม...และโครงสร้างรูปทรงทางเรขาคณิตเป็นเช่นนี้จริงหรือ...???!!ราวๆ5-6เดือนที่แล้ว...ผมได้อ่านเจอในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงข่าวสั้นๆว่า นักวิทยาศาสตร์รัสเซียได้ทำการทดลอง....นำเอาสารแม่เหล็กน้ำเข้าไปล้อมนิวเคลียสเซลล์มะเร็งเพื่อทำให้เกิดความร้อนขึ้นและทำลายเซลล์มะเร็ง....เนื้อข่าวก็รายงานสั้นๆแค่นี้เลยไม่รู้รายละเอียดว่ามีเท็คนิคแบบไหน....ก็เลยนึกไปถึงเรื่องราวประหลาดที่มีการเผยแพร่มานานทางสื่อต่างๆของต่างประเทศและในไทยเราที่มีการนำมาเสนอในทางนิตยสารและทีวีบางช่อง....เกี่ยวกับเรื่องราวของการเกิดการเผาไหม้แบบพิสดารของร่างกายคนที่ลุกไหม้ขึ้นมาจนร่างกายวอดวายไปกับไฟบัลลัยกัลป์....ในขณะที่นอนหลับและที่นอนหมอนมุ้งไม่ติดไฟลุกไหม้ตามไปด้วย...เรื่องราวแบบนี้จะเป็นจริงหรือเท็จปัจจุบันยังพิสูจน์ไม่ได้....และยังมีข้อสันนิษฐานหลายประการ และมีข้อสันนิษฐานประการหนึ่งคือ...Cold Fusion....
กระบวนการ cold fusion เกิดขึ้นได้หรือไม่ในระบบร่างกายที่เป็นองค์รวมย่อยหลายหมื่นหลายพันล้านองค์รวมของเซลล์....ที่มีระบบแห่งการปรับดุลยภาพได้อย่างยอดเยี่ยมของระบบร่างกาย....กระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์รัสเซียทดลอง....ก็น่าจะเป็นกระบวนการในแบบ cold fusion...เมื่อเทียบกับ กระบวนการfusionอื่นๆที่ต้องใช้พลังงานความร้อนเหนี่ยวนำให้เกิดการรวมตัว...
ความร้อนที่เกิดจากอันตรกิริยาจากการเปลี่ยนแปลงในสนามแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดเล็กของเซลล์นั้นๆ และการสูญสลายพันธะต่างๆ...
การทำความเข้าใจ โลกอันเร้นลับของส่วนประกอบโครงสร้างจักรวาล....และโครงสร้างสรรพสิ่ง...โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกายของคนเรา.....นั่นคือเรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจในโครงสร้างและความสัมพันธ์ต่างๆในระดับ...อนุภาค ที่ประกอบขึ้นเป็นสรรพสิ่ง...การก่อรูปการเบื้องต้นทางวัตถุ...ของสรรพสิ่งมีกระบวนการใหญ่อยู่ 2 ประเภทคือ...กระบวนการ ฟิชชั่น fission หรือกระบวนการแตกตัว.....และกระบวนการ fusion หรือกระบวนการรวมตัว..การแตกตัวออกไป...ในระดับอนุภาคก็ก่อให้เราเห็นถึงการเกิดขึ้นของปรากฎการณ์ของพลังงานในรูปแบบต่างๆ..ทั้ง ความร้อน แสง..สี...เสียง...ที่แปรเปลี่ยนไปจากการสูญสลายไปของพลังงานที่ยึดเหนี่ยวกันขององค์รวมทางวัตถุนั้น....พลังงานที่ใช้ในการสลายพันธะหลักต่างๆแม้ว่าจะใช้ไม่มากนัก...แต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาลูกโซ่ขององค์รวมนั้นก่อเกิดพลังงานมากมายขยายในวงที่กว้าง.....จนเราเห็นได้ถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสรรพสิ่งที่ต้องรับผลกระทบภายใต้การเปลี่ยนแปลงนั้นๆ...และที่สำคัญ...เป็นการเปลี่ยนแปลงในโลกที่เล็กที่สุดที่เราไม่อาจจะมองเห็นด้วยตาเปล่าได้..การก่อรูปการทางวัตถุ...อีกกระบวนการที่เป็นผลให้เกิดรูปการทางวัตถุที่มีคุณสมบัติทางองค์รวมแตกต่างออกไป....ก็คือ กระบวนการฟิวชั่น...หรือกระบวนแห่งการรวมตัว...การรวมตัวของโลกขนาดจิ๋ว...แต่ส่งผลแห่งพลังงานมหาศาลให้โลกทางวัตถุขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานการก่อรูปการทางวัตถุต่ำต้องกระเทือน....สามารถทลายภูผาที่ทอดยาวพังพินาศในพริบตา...จากการแปรรูปของพลังงานเป็น ความร้อน แสง สี เสียง .....การก่อรูปการใหม่ในทางวัตถุด้วยการรวมตัว....เป็นการใช้พลังงานที่สูงที่มาก...จากพลังงานภายนอกและพลังงานภายใน...หลอมรวมก่อรูปการแห่งความสัมพันธ์ใหม่...ก่อเกิดพันธะใหม่...ในโลกของวัตถุจิ๋ว...ยิ่งใหญ่เสมอก่อเกิดพลังงานมหาศาลสุดคณานับ หากเปรียบเทียบกับโลกวัตถุขนาดใหญ่...ทำให้ดวงอาทิตย์ลุกไหม้ได้ทั้งดวงและส่งพลังงานไปในจักรวาล.....ก่อเกิดพลังงานให้ใช้หลายหมื่นหลายล้านปีเมื่อเทียบกับเวลาชีวิตมนุษย์...โลกแห่งวัตถุจิ๋ว...ที่มีพลังงานไม่จิ๋วเลย...
และเป็นส่วนประกอบทุกส่วนของร่างกายเรา....
ที่เราจะต้องเข้าใจโครงสร้าง....แม้เพีบงเล็กน้อยก็ยังดี
อย่างน้อยก่อนที่จะไม่มีเวลาเข้าใจเลย...ในช่วงชีวิตที่สั้นๆในการก่อรูปการทางกายภาพของเรา....ของกลุ่มพลังงานเล็กๆเหล่านี้....โลกของวัตถุเล็กจิ๋วเหล่านี้....กลับไม่ใช่สิ่งที่เล็ก....วัตถุจิ๋วเหล่านี้....มีเสรีภาพในการดำรงอยู่ของตำแหน่งแห่งที่ที่กว้างขวาง....ด้วยขนาดของพลังงานอันมหึมา....จึงทำให้วิ่งผ่านสิ่งหนาๆได้ราวอากาศที่ว่างเปล่า...ปัจจุบันการค้นคว้าทางฟิสิกส์ เราพบว่า....วัตถุเล็กๆเหล่านี้...เชื่อมร้อยกันด้วยแรงยึดเหนี่ยวกันอันมหาศาล...ในฟิสิกส์แห่งยุคต่อๆไป....เราก็คงจะค้นพบว่า....ที่จริงแล้ว...สิ่งที่เราเรียกว่าจิตหรือพลังงานทางจิตแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานได้มหาศาลกว่าวัตถุจิ๋วเหล่านี้เสียอีก....เมื่อมองอย่างสัมพัทธ์และบนพื้นฐานแห่งความเป็นไปได้...ด้วยเหตุผลทางตรรกะของพลังงานในจักรวาล....สิ่งที่เร็วกว่าระบบวัตถุขนาดจิ๋ว....ย่อมสามารถวิ่งทะลุดวงอาทิตย์...ดวงดาว...ราววิ่งผ่านปุยเมฆบางๆ...และรังสีคลื่นความร้อนต่างๆเป็นเพียงแค่ลมหายใจแผ่วเบาที่แผ่วรดท้องทุ่งกว้าง...จินตนาการแห่งโลกวัตถุขนาดจิ๋วของอนุภาค...
ปัจจุบันเราต่อยอดจินตนาการเหล่านี้มาจากแบบจำลอง....อะตอมจากรัธเออร์ฟอร์ด...มาเป็นแบบของนิลล์ บอห์ร และแถลงออกมาเป็นกฎ 2ข้อ โดยมี อาร์โนลด์ โซมเมอร์เฟลด์ ช่วยขัดเกลาและแต่งเติมให้ใหม่ ก่อรูปร่างเป็น ตัวเลขชุด ควอนตัม อันได้แก่ เลขวงโคจร ความเอียงวงโคจร รูปร่างวงโคจร ต่อมาก็ได้รับการต่อยอดโดย โวลฟ์กัง พอลิ ที่ได้เสนอหลักการที่เรียกว่า หลักการไม่ยอมให้ของพอลิ อันเป็นกฎการเคลื่อนที่ในวงโคจรแต่ละวงของอิเล็กตรอน.....รวมทั้งนักฟิสิกส์อื่นๆอีกมากมายทั้งในอดีตมาจนถึงปัจจุบันที่ได้หาข้อสรุปเพิ่มเติมในรายละเอียดจากการค้นคว้าทดลอง...
โครงสร้างร่างกายมนุษย์ก็คือโครงสร้างอันเกิดจากการเกาะเกี่ยวของอนุภาค และเช่นกันกับสิ่งอื่นๆเช่นผนังคอนกรีต...เหล็ก..เป็นต้นผนังคอนกรีตเป็นการเกาะเกี่ยวกันของอนุภาค ที่เกาะเกี่ยวกันเป็นโมเลกุล อันมีโครงสร้างที่แตกต่างออกไปจากร่างกายมนุษย์...ภายใต้กฎเกณท์พื้นฐานทางฟิสิกส์....
กฎเกณท์แห่งสนามแรงที่ก่อเกิดพลังงานการยึดเหนี่ยวของอะตอม...และภายใต้โครงสร้างแห่งการประกอบกันขึ้นเป็นโมเลกุลของวัตถุเหล่านี้อันส่งก่อให้เกิดสนามแรงที่แตกต่างกันไปจึงทำให้เราไม่อาจจะเดินทะลุกำแพงคอนกรีตหรือพาองค์รวมทางกายภาพของเราฝ่าด่านแห่งสนามแรงเหล่านี้ไปได้...แต่องค์รวมทางกายภาพของเราที่เป็นองค์รวมแห่งอนุภาค...กลับสามารถเดินลุยองค์รวมโมเลกุลของน้ำได้....พลังงานที่ยึดเหนี่ยวกันของอะตอมเหล่านี้และประกอบเป็นโครงสร้างโมเลกุลของผืนน้ำ...ไม่อาจต้านทางแรงแห่งองค์รวมทางกายภาพของเรา....หรือไม่สามารถที่จะทำลายพันธะแห่งการเกาะเกี่ยวกันของแรงระหว่างเซลล์ที่ประกอบเป็นองค์รวมทางกายภาพของเรา...
แต่ถ้าเป็นกรด หรือเบส อย่างแรง...พันธะที่ยึดเหนี่ยวของเซลล์ร่างกายมนุษย์ย่อมแหลกสลาย...พลังงานแห่งโลกใบจิ๋ว...ก่อรูปการทางวัตถุที่แตกต่างกันออกไป...แม้ว่าต่างล้วนประกอบไปด้วยอะตอม...อันมีอนุภาคหลักๆคือ....โปรตรอน นิวตรอน และอิเล็กตรอนปัจจุบัน...สนามแรงที่เราค้นพบ...มีเพียง4สนามแรง...อันได้แก่ สนามแรงนิวเคลียร์พลังสูงอันเป็นแรงยึดเหนี่ยวของนิวเคลียสที่ประกอบไปด้วยโปรตรอนและนิวตรอน , สนามแรงนิวเคลียร์พลังต่ำอันได้แก่ พลังงานต่างๆที่มีการแผ่รังสีออกมาเช่นจากสารกัมมันตภาพรังสี เป็นต้น สนามแรงต่อมาก็คือสนามแรงแม่เหล็กไฟฟ้า และสนามแรงสุดท้ายคือสนามแรงโน้มถ่วง....สนามแรงโน้มถ่วง....อันเป็นสนามแรงที่มนุษย์สาวๆบนโลกรังเกียจยิ่งนักและสร้างปัญหาหนักอก...อันส่งผลให้เกิดอาการหนักใจแก่สาวๆในการพยายามหาวิธีการต้านแรงนี้...ด้วยสมุนไพรต่างๆเช่นกวาวเครือ...หรือครีมนานาชนิดเช่นปลาสโตแซงค์...เป็นต้น...หรือบางคนต้องใช้วิธีตบตีด้วยความชิงชัง....หากหนีไปอยู่โลกพระจันทร์ที่มีแรงโน้มถ่วงน้อยสาวๆเหล่านี้ก็คงยอม....และสนามแรงนี้...ไม่เพียงแต่มนุษย์สาวๆที่หนักอก...หนักใจ....ยังทำให้บรรดานักฟิสิกส์จากทั่วโลกไม่ว่าชายหรือหญิงนับแต่ 100 ปีกว่าจากยุคไอน์สไตน์...มาถึงปัจจุบันที่ยังปวดหัวกับการที่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนกับการหากฎมูลฐานหรือความสัมพันธ์ของสนามแรงนี้ที่มีต่อโลกใบจิ๋วแห่งอนุภาค...ยังมีสนามแรงอื่นอีกหรือไม่...??!!!
ตามข้อสันนิษฐาน...และด้วยเหตุผลทางตรรกะแล้วย่อมมีอย่างแน่นอน..กล่าวคือตามทฤษฎี ต่างๆเช่น....ทฤษฎีที่เชื่อว่าจักรวาลมีการหดตัว...มีการขยายตัวหรือการโป่งพองทฤษฎีบิ๊กแบงก์...การเกิดสภาวะ ซิงกูลาริตี้ (Singularity) ที่มวลสารรวมตัวอัดแน่นและระเบิด...และสภาวะที่มวลสารปลดปล่อยพลังงานออกไปและเกิดการยุบตัวลงเป็นหลุมดำ...หากไม่มีพลังงานที่สูงยิ่งยวด...ก็ไม่มีการคงรูปใดๆของพลังงานในระบบของ...ซิงกูลาริตี้...หลุมดำ...กาแลกซี่...เนบิวล่า...กระจุกดาวต่างๆ....และระบบสุริยะ เป็นต้นที่เราเห็นได้ในรูปทรงต่างๆในภาพขององค์รวมทางกายภาพของสิ่งเหล่านั้นความมืด...และความหนาวเย็นหากเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมของระบบสุริยะยังเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ในจักรวาล..... สนามแรงอันเป็นปฏิภาคเหล่านี้...ดำรงอยู่ในจักรวาล...สำหรับองค์รวมที่ประกอบขึ้นเป็นองค์รวมมนุษย์....นอกจากจะมีองค์รวมทางกายภาพ อันเป็นองค์รวมของอนุภาคต่างๆหรือการก่อรูปการทางวัตถุภายใต้ขอบเขตุของพลังงานแห่งระบบโลก...มนุษย์ยังมีองค์รวมทางด้านจิตใจ...หรือจิตวิญญาณ อันเป็นระบบการก่อรูปการทางวัตถุที่มีความเร็วแตกต่างไปจากระบบความเร็วทางกายภาพ...นั่นย่อมหมายถึงระบบแห่งพลังงานที่แตกต่างกันในการก่อรูปการทางวัตถุ...รูปการทางจิต...ดำรงอยู่ในสนามแรงเช่นไร...???ก่อเกิดขึ้นได้เช่นไร...ได้กล่าวมาบ้างแล้วในบล็อก...สายน้ำแห่งความรัก..แต่เพื่อที่จะทำความเข้าใจในการก่อรูปการทางวัตถุเบื้องต้น...ของระบบการก่อรูปการทางวัตถุแห่งโลกมนุษย์เราจึงขอทำความเข้าใจในบางประเด็นของโลกแห่งอะตอม...โลกใบเล็กที่ขนาดแค่จุดดินสอ...ประกอบไปด้วยประชากรอะตอม..มากเท่ากับมนุษย์บนโลกใบนี้...ในบรรดานักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงของโลกในยุคอดีต...ส่วนใหญ่จะเสนอความคิดทฤษฎีของตนเองออกมาขณะที่อายุยังน้อย...เช่นอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เสนอแนวคิดทฤษฎีออกมาตอนอายุ 16 ปี...ไอแซก นิวตัน ก็เมื่ออายุ 20 กว่าปี วอร์เนอร์ ไฮเซนเบอร์ก เสนอทฤษฎีความไม่แน่นอนเมื่ออายุ19ปี....เออร์วิน ชโรดิงเจอร์ นักฟิสิกส์โนเบลชาวออสเตรีย ผู้พัฒนากลศาสตร์ควอนตัม และสมการคลื่น..เมื่ออายุ23 ปี...เป็นต้นวัฒนธรรมของตะวันตก...มีข้อดีตรงที่การยอมรับต่อการเสนอองค์ความรู้ใหม่โดยไม่มีอุปสรรคแห่งวัฒนธรรมของระบบอาวุโสมาปิดกั้นมากมายนัก...จึงทำให้มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ตลอดเวลา..การสร้างองค์ความรู้ตามวัฒนธรรมแบบตะวันออกโดยมากมักจะยึดตามหลักที่มีอยู่แล้วภายใต้การเรียนรู้ในแบบระบบอาวุโส..และทำให้ขาดการกล้าแหวกกฎเกณท์เดิมที่มีอยู่ออกไป...ในการแสวงหาสัจจะที่ดำรงอยู่
จินตภาพโลกแห่งอะตอม
เออร์เนสท์ รัทเทอร์ฟอร์ด นักฟิสิกส์ชาวออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์และทีมงานได้ทดลองเพื่อที่จะตรวจวัดโครงสร้างของอะตอมแผ่นทองคำเปลว เพื่อจะพิสูจน์แบบจำลอง อะตอมของ เจ. เจ. ทอมสัน..นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษหัวหน้าห้องปฏิบัติการCavendish แห่งเคมบริดจ์ ผู้ที่ค้นพบอิเล็กตรอน ในปี พ.ศ.2440....ซึ่งได้จินตนาการสร้างแบบจำลองอะตอมเป็นแบบคล้ายๆก้อนขนมปังทรงกลมเป็นก้อนของประจุบวก โดยมีอิเล็กตรอนฝังตัวอยู่เหมือนลูกเกดในขนมปัง....รัทเทอร์ฟอร์ด ได้ใช้อนุภาคแอลฟา...จากเรเดียม ยิงเข้าไปในแผ่นทองคำเปลว...
และได้พบว่าอนุภาคแอลฟาที่มีประจุบวก กระจายตัวออกจากที่ว่างตรงศูนย์กลาง..
นั่นคือ...จะต้องมีสิ่งที่อยู่ตรงกลางในอะตอมและมีประจุบวกอยู่...
จึงเกิดแบบจำลอง อะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ดขึ้น เป็นแบบระบบสุริยะ โดยมีอิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียส แบบก้นหอยหมุนวนเข้าข้างในเมื่อสูญเสียพลังงาน...รัทเทอร์ฟอร์ด...ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ อังกฤษมหาอำนาจยุคนั้นแห่งฝ่ายสัมพันธมิตร
แต่แบบจำลองแบบนี้...มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์อื่นๆได้...เช่นสเปกตรัม ต่างๆ
แบบจำลอง นิลส์ บอห์รนิลส์ บอห์ร นักฟิสิกส์ชาวเดนมาร์ก....หลังจบปริญญาเอกก็ได้เดินทางไปอังกฤษและได้พบกับนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงของโลกยุคนั้น...คือ รัทเทอร์ฟอร์ด ที่แมนเชสเตอร์..ทั้งสองสนิทสนมกันมากและมีมิตรภาพที่ดีต่อกันมาตลอด....หลังจากนั้นไม่นาน เจมส์ แชดวิก เพื่อนร่วมงาน รัทเทอร์ฟอร์ด ได้ค้นพบ อนุภาคที่เป็นกลาง ที่เรียกว่านิวตรอน อยู่ในส่วนที่เป็นแกนกลางของอะตอม อันเป็นไปตามคำทำนายของรัทเทอร์ฟอร์ด....
ผู้ซึ่งกล่าวถ้อยคำอมตะว่า... “ คนโง่ๆในห้องปฏิบัติการ อาจจะระเบิดจักรวาลโดยไม่ตั้งใจก็ได้ ”
ในค่ายเยอรมัน นักฟิสิกส์ แมกซ์ แพลงค์ ก็ได้เสนอทฤษฎีควอนตัมของพลังงาน อันเป็นการอธิบายถึงการแผ่รังสีของอะตอมที่ออกมาเป็นก้อนของพลังงาน....หลังจากนั้นอีก5 ปีต่อมาในปี พ.ศ 2448 ...อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปในปี 2450 พ.ศ.2456 นิลส์ บอห์ร ซึ่งพำนักที่แมนเชสเตอร์...ก็ได้ตีพิมพ์ Bohr’s atomic theory หรือทฤษฎีอะตอมของบอห์ร เผยแพร่ในอังกฤษและยังร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับ...รัทเทอร์ฟอร์ดและด้วยมิตรภาพที่มีต่อกัน บอห์ร จึงตอบตกลงที่จะเป็นอาจารย์สอนที่แมนเชสเตอร์ ตามคำชักชวนของรัทเทอร์ฟอร์ด ขอกล่าวถึงประวัติศาสตร์ ในช่วงนี้หน่อยครับ เพื่อจะได้มองเห็นภาพรวมขององค์ความรู้ด้านอะตอมในยุคนั้น...และมีพัฒนาการมาอย่างไร...แนวคิดอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ด แห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ อังกฤษ ในปี ค.ศ 1911 จึงเป็นแนวคิดที่ทันสมัยที่สุดของโลกในยุคนั้นจากแนวคิดของรัทเทอร์ฟอร์ดที่ว่า โครงสร้างอะตอมเหมือนเช่นระบบสุริยะประกอบด้วยศูนย์กลางอะตอมที่เป็นนิวเคลียส มีมวลซึ่งเป็นประจุบวกที่หนัก และมีอิเล็กตรอนประจุลบโคจรรอบๆ...โดยมีแรงที่ยึดเหนี่ยวกันคือแรงแม่เหล็กไฟฟ้า.....หลังจากนั้นอีก 2 ปี...นิลส์ บอห์ร ก็ได้พัฒนาโครงสร้างอะตอมใหม่ ด้วยการอธิบายถึงกฎการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในวงโคจรต่างๆรวมไปถึงการแลกเปลี่ยนพลังงาน...อันเป็นทฤษฎีอะตอมของ บอห์ร...ในปีค.ศ.1918 บอห์ร ได้จัดตั้งสถาบันฟิสิกส์เชิงทฤษฎีขึ้น...โดยเป็นสาขาหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งโคเปนเฮเกน ....สถาบันของบอห์ร แห่งนี้จึงเป็นที่รวมของนักฟิสิกส์จากทั่วโลกในยุคนั้นจากทุกค่ายหลังสงครามโลกครั้งที่1เดนมาร์กซึ่งเป็นประเทศที่เป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่1 จึงเป็นแหล่งชุมนุมของนักวิทยาศาสตร์จากเยอรมนี ที่แพ้สงคราม เข้าร่วมงานในโคเปนเฮเกนกันคึกคัก.....รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์จากค่ายฝ่ายสัมพันธมิตรสมาชิกของสถาบันของบอห์รจึงคึกคักไปด้วยนักวิทยาศาสตร์โนเบล และบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากทั่วโลกหลายร้อยคนหมุนเวียนกันมาร่วมงานที่นี่ และร่วมการประชุมใหญ่เป็นประจำทุกปีของบรรดาสมาชิก...เช่น เวอร์เนอร์ ไฮเซนเบอร์ก จากเยอรมนีที่ร่วมงานกับบอห์ร และพักอยู่ที่โคเปนเฮเกนถึง 3 ปี,...เออร์วิน ชโรห์ดิงเจอร์จากออสเตรีย , โวลฟ์กัง พอลิ จากเยอรมนี , พอล ดิแรก จากอังกฤษ ,ลิเซอ ไมเนอร์จากเยอรมนี, อาร์ทัวร์ ซอมเมอร์เฟลด์ จากเยอรมนี ผู้ซึ่งได้พัฒนาทฤษฎีของบอห์รให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น,...ออทโท ฟริช จากเยอรมนี(ที่ร่วม กับ ลิเซอ ไมเนอร์ อธิบายปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่นเป็นรายแรกที่บัญญัติศัพท์การแตกตัวหรือ fissionและบอห์ร ให้การสนับสนุนเห็นชอบและให้นำเสนอผลงาน......เป็นการอธิบายจากการทดลองของ ออทโท ฮาห์น แห่งเยอรมนีในการทดลองยิงนิวตรอนไปที่ยูเรเนียม 238....ที่ทำการทดลองในแบบเดียวกับ...เอนรีโค เฟร์มี จากอิตาลี )
สถาบันของบอห์ร...จึงเป็นศูนย์กลางในการประสานงานให้นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองค่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีอังกฤษเป็นหัวหอก และฝ่ายอักษะที่มีเยอรมนีเป็นผู้นำ.....ด้วยอุดมการณ์แห่งความเป็นสากลนิยมของนักวิทยาศาสตร์....บนพื้นฐานแห่งมิตรภาพและความร่วมมือกันสร้างพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการแสวงหาสัจจธรรม
กำเนิดระเบิดนิวเคลียร์
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง....ฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีอังกฤษ และอเมริกา เป็นหลักได้ตกลงที่จะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ที่อเมริกา....ความร่วมมือพัฒนาแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิทยาศาสตร์ที่โคเปนเฮเกนได้สิ้นสุดลง....อเมริกา...ถือเป็นเรื่องของความลับ...สำนักของบอห์ร...ถูกยึดเยอรมนีจะระเบิดทิ้ง...แต่ได้รับการทัดทานจาก ไฮเซนเบอร์ก...ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ค่ายอักษะ....บทบาทอันเป็นสถานศึกษาของนักฟิสิกส์ทั่วโลกจึงยุติลงนักวิทยาศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือของผู้นำแต่ละฝ่ายในการคิดค้นอาวุธร้ายแรงเพื่อการเข่นฆ่ามนุษย์....แม้ว่าโดยจิตสำนึกแต่ละคนต้องการหากฎเกณท์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้แก่มวลมนุษยชาติ....นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงยุคนั้น...จึงถูกระดมกันเข้าไปพำนักใน...อเมริกา..ในหลายรูปแบบหลายคนก็หนีตายจากการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของลัทธินาซี....เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ , เอนรีโค เฟร์มี จากอิตาลี ...และนิลส์ บอห์ร เป็นต้น..ระหว่างอยู่ที่อเมริกา บอห์ร...เป็นผู้วางรากฐานทางทฤษฎีการแตกตัวของอะตอม และอธิบายถึงการแตกตัวในการทดลองว่า....ที่จริงแล้วไม่ใช่การแตกตัวของยูเรเนียม 238 ...ซึ่งมีความเสถียรสูง....และได้ระบุว่าหากใช้ไอโซโทปของยูเรเนียม หรือยูเรเนียม 235 จะก่อให้เกิดการแตกตัว...และก่อเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่....ในช่วงนี้...มีการค้นพบธาตุใหม่ตามทฤษฎีของ บอห์ร คือเนปทูเนียม และพลูโตเนียม (คือ บอห์ร ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1922 ถัดจากไอน์สไตน์..ในเรื่องที่เขาคิดขึ้นคือทฤษฎีระบบพีริออดิก ของธาตุ) บอห์ร เดินทางกลับเดนมาร์ก...หลังสิ้นสุดภารกิจในเชิงทฤษฎี...และกลับไปในการช่วยเหลือชาวยิวอพยพ....
หลังจากนั้นก็ต้องกลับมาที่อเมริกาใหม่...ในภารกิจร่วมขั้นสุดท้ายของภาคปฏิบัติ....และเพื่อหนีภัยจากนาซี...ออทโท ฟริช สมาชิกแห่งสถาบันของบอห์ร...ซึ่งบอห์ร ได้ให้ความเห็นชอบกับทฤษฎีการแตกตัว...เดินทางไปอังกฤษและได้ร่วมกับ ไพเอิร์ลส์ (Peierls) ....ทำบันทึกช่วยจำ ว่าด้วยพื้นฐานการสร้างระเบิด ด้วยยูเรเนียม 235 โดยยึดหลักทฤษฎีของบอห์ร...ที่อเมริกา...ในยุคนี้มีการค้นคว้ากันอย่างจริงจังเกี่ยวกับเรื่องอะตอม...ไอน์สไตน์ ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ฝ่ายสัมพันธมิตร...เร่งผลิตระเบิดปรมาณู...ก่อนที่ฝ่ายเยอรมนีจะทำสำเร็จเจ. โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ แห่งพรินซ์ตัน ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ควบคุมการสร้างระเบิด....( หลังจากทำระเบิดปรมาณูสำเร็จอเมริกา จะทำระเบิดไฮโดรเจนต่อ ออปเพนไฮเมอร์ คัดค้านและถูกปลดจากทุกตำแหน่งข้อหา...เป็นการกระทำผิดวิสัยของชาวอเมริกัน )นิลส์ บอห์ร หรือลุง นิค อันเป็นชื่อจัดตั้งในสถานที่ลับในการสร้างระเบิด ที่นักวิทยาศาสตร์แทบทุกคนรู้จักดี....มีส่วนในภารกิจหลักคือการวางรากฐานทางทฤษฎี...หลังจากนั้น....ระเบิดสองลูก...ก็ถูกทิ้งลงต้องทิ้งลงใส่ผู้คนถึงสองลูก...ตามบัญชาแห่งผู้นำสัมพันธมิตรยุคนั้น...ก็เพราะ..ต้องทดลองระเบิด 2 แบบ....คือแบบลูกแรกเป็น ยูเรเนียม 235 ส่วนอีกแบบเป็นพลูโตเนียม....โดยมีชีวิตมนุษย์หลายล้านคน...เป็นสนามทดลอง...
และนี่คือความเจ็บปวดรวดร้าวของนักวิทยาศาสตร์....
ที่ต้องกระทำตามคำบัญชาจากท่านผู้นำ....ในช่วงก่อนสงครามโลก...นักวิทยาศาสตร์ของชาติต่างๆมีการร่วมมือกันเป็นอย่างดีในการแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆให้กับมนุษยชาติและมีความเป็นสากลนิยมที่สูงมาก....เช่นการพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ เกี่ยวกับสนามแรงโน้มถ่วงที่โค้งงอทำให้แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง...บรรดานักวิทยาศาสตร์ของอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เคมบริดจ์ และแมนเชสเตอร์ อันเป็นศูนย์กลางการค้นคว้าวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของโลกในยุคนั้น...นักวิทยาศาสตร์2คนจากอังกฤษหลังการทดลองก็ได้โทรเลขให้ ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน และสมาชิกของสถาบันวิทยาศาสตร์ปรัสเซีย...อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้ทราบถึงผลการทดลองในปีค.ศ.1919......ด้วยสปิริตแห่งความเป็นนักวิทยาศาสตร์...ผลงานที่ตีพิมพ์ในอังกฤษ ถึงการทดลองนี้และเผยแพร่ไปทั่วโลก....ทฤษฎีไอน์สไตน์จึงโด่งดังกระหึ่ม....อีก 2 ปีต่อมา...ไอน์สไตน์ ได้เดินทางสหรัฐอเมริกา...เป็นครั้งแรกและได้รับการต้อนรับมีขบวนในการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ราววีรบุรุษในฐานะของนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่....อันมิได้มีกำแพงแห่งการเหยียดหยามทางเชื้อชาติมาขวางกั้น....ความบ้าคลั่งกระหายอำนาจของผู้นำประเทศและการเมืองระหว่างประเทศที่เบี่ยงเบนทิศทางโดยบรรดาผู้นำชาตินิยมสุดขั้วที่บ้าคลั่งอำนาจเหล่านี้ ไม่อาจขัดขวางมิตรภาพของเหล่านักวิทยาศาสตร์ในการมุ่งมั่นแสวงหาองค์ความรู้ร่วมกันเพื่อมวลมนุษยชาติที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน...ไม่ได้ขัดขวางต่อความเป็นสากลนิยมของนักวิทยาศาสตร์ยุคนั้น.....ในมิตรภาพและการร่วมมือกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์จากอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี สวีเดน เดนมาร์ก ที่เป็นแกนนำสำคัญในยุคนั้น...รวมไปถึงนักวิทยาศาสตร์จากเอเชีย และอเมริกา เช่น ไฮเดกิ ยูกาวา นักฟิสิกส์จากญี่ปุ่นที่พัฒนาต่อยอดแนวคิดของ เวอร์เนอร์ ไฮเซนเบอร์ก ในเรื่อง อนุภาคเสมือนและแรงแลกเปลี่ยนภายในอนุภาค ไฮเดกิ ยูกาวา คำนวนค้นพบ อนุภาคใหม่ขึ้นมา หลังจากนั้น1ปีนักวิทยาศาสตร์ อเมริกัน คาร์ล ดี. แอลเดอร์สัน ก็ค้นพบอนุภาคที่ยูกาวา พยากรณ์ไว้ ที่เรียกว่าอนุภาค เมซอน อันเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการต่อยอดร่วมกันพัฒนาความคิดหาองค์ความรู้ของโลกแห่งอนุภาค ของนักวิทยาศาสตร์นานาชาติเหล่านี้...มิตรภาพที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน กับประชาชนแห่งรัฐ....อันเป็นมิตรภาพแห่งมวลมนุษยชาติ......ทฤษฎี ควอนตัม ฟิสิกส์ จึงก่อเกิดขึ้นมาภายใต้การทลายกำแพงการเมืองที่มากีดกั้นของนักวิทยาศาสตร์จากนานาชาติเหล่านี้ร่วมกันสานต่อพัฒนาไป ในระยะก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะระเบิดขึ้น....นักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฝ่ายอักษะ ที่มี เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี เป็นหลัก.....ได้อพยพลี้ภัยกันมากมาย...ปี ค.ศ. 1939 หรือ 2ปีก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะระเบิดขึ้น ออตโต ฮาห์น ที่เคยทดลองยิงนิวตรอนไปที่นิวเคลียส ของยูเรเนียม 238 ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน...พร้อมกับ ลิส ไมท์เนอร์ ผู้ที่ร่วมกับ ออทโท ฟริช เขียนทฤษฎีการแตกตัว หรือนิวเคลียร์ฟิชชั่นตามหลักการของ นิลส์ บอห์ร....ได้อพยพไปอยู่ที่แคนาดาหนีภัยจากผู้นำลัทธินาซี...ไปเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยแม็คกิลล์ใน โตรอนโตอัลเบิร์ต ไอนสไตน์ หลังโอนสัญชาติเป็นสวิส ไปอยู่ที่ อเมริกา...เช่นเดียวกันกับ เอนริโก เฟร์มิ จากอิตาลีค่ายอักษะ...ผู้ทำการทดลองยิงนิวตรอนไปที่ U 238 เป็นรายแรก...ซึ่งในฝรั่งเศสก็มีการทดลอง ของ โชลิโย และกูรี แห่งฝรั่งเศส และ ออตโต ฮาห์น ที่เยอรมนี ดังได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดล้วนเป็นผู้ที่อยู่ในประเทศฝ่ายอักษะ....อเมริกาได้ประกาศผลการทดลองในเดือนมกราคม ค.ศ.1939...ในการยิงนิวตรอนครั้งนี้ตามสื่อมวลชนทั่วประเทศและเผยแพร่ต่อชาวโลกว่าเป็นผลงานของอเมริกา...ภายใต้สงครามแห่งการสร้างภาพความเป็นมหาอำนาจ....โดยไม่ได้ให้เครดิตกับ ฟริช และไมท์เนอร์ ผู้สร้างทฤษฎีการแตกตัวของอะตอม ที่ยุคนั้นยังไม่มีใครอธิบายได้ แม้จะมีการทดลองแบบนี้แล้วก็ตาม.....และอีกความจริงอีกประการก็คือ เอนริโก เฟร์มิ ยังไม่ได้รับการโอนสัญชาติเป็นอเมริกา...และผู้ให้คำอธิบาย และรายละเอียดทางทฤษฎีเหล่านี้ล้วนเป็นสมาชิกแห่งสำนักฟิสิกส์สากลนิมของบอห์ร....หลัง เอนริโก เฟร์มิ หลังได้รับโนเบล ได้ไปลี้ภัยอยู่ในอเมริกา...ตั้งแต่ก่อนสงครามโลก ในปี ค.ศ.1938ก็ได้ไปสอนที่ มหาวิทยาลัยชิคาโก...และได้เพิ่งจะได้รับการโอนสัญชาติเป็น อเมริกา ก็ในปีสุดท้ายของสงครามโลก...หรือปี ค.ศ.1945นั่นคือ อยู่อเมริกา 7ปี ก่อนที่จะได้สัญชาติ แม้ว่า เฟร์มิ จะมีคุโณปการอย่างยิ่งในการสร้างองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ฟิสิกส์กับอเมริกา...ในช่วงนั้น...เช่นการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ หรือเตาความร้อนจากนิวเคลียร์ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก ใน ปี 1942 อันเป็นปีที่สองของสงครามโลกได้สำเร็จอันเป็นต้นกำเนิดไปสู่การสร้างระเบิดนิวเคลียร์ การประยุกต์เหล่านี้ได้สำเร็จเป็นผลมาจากความร่วมมือร่วมใจกันของนักวิทยาศาสตร์นานาชาติพัฒนา ต่อยอดในการค้นคว้าแสวงหาองค์ความรู้อย่างไม่ขาดสายและที่สำคัญก็คือ....อย่างไร้สัญชาติ.....เหตุการณ์โลกในระยะนี้....ภายใต้ลัทธิคลั่งชาตินานาชนิด...ก็ได้แบ่งเป็นสองขั้วใหญ่..โลกแห่งที่เรียกตนเองว่าค่ายเสรีนิยม และค่ายสังคมนิยม....รัสเซียได้สถาปนาอำนาจรัฐแดงของชนชั้นกรรมาชีพขึ้นมา....ผู้นำของอเมริกา...ดิ้นรนทุกวิถีทางที่จะให้ได้มาซึ่งความเป็นมหาอำนาจใหม่....อังกฤษ...จากดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน....
กลายเป็น...มหาอำนาจใหม่...ที่เกิดจากเงื้อมมือผู้นำแต่ละฝ่ายในการกำหนดทิศทางประเทศ...หลังจาก 6 สิงหาคม 1944 ระเบิดลูกแรกที่ทำจากยูเรเนียม 235 โดยแยกยูเรเนียมไว้สองข้างและให้เคลื่อนมาตามท่อเพื่อให้มวลยูเรเนียมมารวมกันใจขนาดที่เรียกว่า...มวลวิกฤต(critical mass)และ ใช้หัวจุดระเบิด.....ก่อเกิดแรงระเบิดเท่ากับที่เอ็นที 20,000 ตัน....ทลาย ฮิโรชิมา ราบเป็นหน้ากลอง....และทรากศพนับล้านอีก 3 วันต่อมา 9 สิงหาคม 1944 ระเบิดลูกที่สอง....โดยมีกรรมวิธีผลิต โดยลดมวลของยูเรเนียม 235 ลง เพื่อลดสภาวะที่เรียกว่า มวลวิกฤต และใช้ พลูโตเนียม ที่เป็นไอโซโทป หุ้มไว้...ใช้หัวจุดระเบิดหลายชิ้นล้อมรอบไว้อีกที.....ก่อเกิดแรงระเบิด...เท่ากับที่เอ็นที 22,000 ตัน ....ทลายนางาซากิ ....และชีวิตอีกนับล้าน....และอีกหลายล้านที่รับรังสีโดยตรงและจากฝุ่นกัมมันตรังสีที่กระจายไปในอากาศ....ภาพของ หนูน้อย...ที่ต้องตกเป็นเหยื่อกัมมันตภาพรังสี....จากโรคมะเร็งร้ายจำนวนมากนั่งพับนกกระดาษ...ตัวแล้วตัวเล่าอย่างมานะพยายาม จาก 1 จนถึง 1,000 ตัว ด้วยความหวังหลังงานแห่งจักรวาลจักช่วยเยียวยาโรคร้าย.....เหยื่อจากความบ้าคลั่งของผู้ใหญ่....จากผู้นำที่บ้าคลั่งกระหายอำนาจ...จากนั้น อีก 7 ปี....ในเดือนพฤศจิกายน 1952 อเมริกา ก็สถาปนาอำนาจใหม่ ที่ก้าวข้ามผ่านจากยุคเรือปืนในอดีต...มาสู่ อำนาจแห่ง นโยบายการสั่งสม ศักยภาพ เทอร์โมนิวเคลียร์...การทดลองระเบิด ไฮโดรเจน ได้สำเร็จ ที่เกาะเอนิเวต็อก มหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีแรงระเบิดสูงลิ่ว เทียบเท่าทีเอ็นที 10 ล้านตันและที่ร้ายแรงกว่านั้น....ในปี 1961 จากการทดลอง..ที่เกาะโนวายา ซิมลียา ตอนเหนือของรัสเซีย แรงระเบิดเทียบเท่าทีเอ็นที 90 ล้านตัน เกิดคลื่นกระแทกหมุนวนรอบโลกถึง 3 รอบ..อันเป็นการสำแดงอำนาจข่มขวัญค่าย เสรีนโยบาย การสั่งสมศักยภาพนิวเคลียร์...จึงแพร่หลายออกไป ในแต่ละประเทศมีการสร้างเพื่อเอาไว้ข่มขวัญประเทศที่มีการพิพาทกัน....และถือเป็นยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศ...ผู้นำแต่ละประเทศนิวเคลียร์เหล่านี้...พร้อมที่จะระเบิดโลกทั้งใบให้แหลกเป็นจุล...ด้วยการกดปุ่มเท่านั้นเอง....แนวความคิดที่ขัดแย้งระหว่างทฤษฎีสัมพัทธภาพไอน์สไตน์ และทฤษฎี ควอนตัม นับตั้งแต่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้นำเสนอความคิดทฤษฎี สัมพัทธภาพพิเศษ และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป เมื่อ100ปีที่แล้ว...ก็ยังมีความขัดแย้งมาจนถึงปัจจุบันที่นักฟิสิกส์จากทั่วโลกพยายามหาเหตุผลมาอธิบายในการที่จะเชื่อมกรอบแนวคิดทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน....ดังนั้นจะขอกล่าวถึงประวัติย่อๆของไอน์สไตน์....และทฤษฎีสัมพัทธภาพคร่าวๆเพื่อเห็นความสัมพันธ์ของกระบวนการคิดในยุคนั้น...
ไอน์สไตน์ เกิดที่เมืองอูล์ม เยอรมนี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1879 จากนั้นย้ายไปอยู่เบอร์ลินและ ย้ายไปอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์....ค.ศ. 1895 อายุ 16 ปีได้เขียนบทความวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการศึกษาสภาวะอีเทอร์ในสนามแรงแม่เหล็กไฟฟ้า....หลังจากสอบเข้าเรียนสถาบันโปลีเทคนิคในซูริคในครั้งแรกไม่ได้และปีต่อมาจึงเข้าเรียนได้หลังจากไปเรียนที่อื่นจนได้รับประกาศนียบัตรความรู้ทั่วไป....และจบการศึกษาจากสถาบันนี้ในปี 1900...ปีค.ศ.1901 ได้รับการโอนสัญชาติเป็นสวิส.....
ปีค.ศ. 1902 เข้าทำงานในสำนักงานจดทะเบียนสิทธิบัตรกลางของสวิส...และที่นี่เขาต้องสัมผัสกับนวัตกรรมต่างๆที่นำมาจดทะเบียนสิทธิบัตร ไอน์สไตน์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคจะทำหน้าที่วิเคราะห์ถึงกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆของสิทธิบัตรเหล่านี้ เพื่อที่จะอนุมัติในการจดทะเบียนปี ค.ศ.1905 ระหว่างที่ทำงานอยู่สำนักงานนี้ ไอน์สไตน์ได้ เขียนงานวิจัยใน 4 เรื่องใหญ่ลงตีพิมพ์ในวารสารฟิสิกส์ของเยอรมนี...ที่ชื่อ Annalen der Physik ต่อเนื่องมาโดยตลอด....เรื่องที่ลงพิมพ์ ได้แก่......เรื่องแรกคือเรื่องเกี่ยวกับปรากฏการ์โฟโตอิเล็กตริก(ที่ไอน์สไตน์ได้รับโนเบล)......เรื่องที่สองคือเรื่องเกี่ยวกับการเคลื่อนที่บราวเนียน(อันเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของไอน์สไตน์ และได้รับการอนุมัติผ่านความเห็นชอบ เป็นการอธิบายถึงหลักการเคลื่อนที่อย่างไม่เป็นระเบียบของโมเลกุลที่เกิดการแพร่กระจาย).....เรื่องที่สามเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ....และเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษเกี่ยวกับการแปรเปลี่ยนของมวลและพลังงาน...หรือสูตรคณิตศาสตร์ที่โด่งดัง...คือ E=MCกำลังสองเรื่องที่นำเสนอต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1905 เป็นเนื้อหาหลักดังได้กล่าวมาข้างต้น....
ปี ค.ศ. 1909 ไอน์สไตน์ลาออกจากสำนักงานสิทธิบัตร....มาเป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์...ที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งเช่นที่ เบอร์น ที่ซูริค และ ที่ ปราก
ปี ค.ศ. 1914 มาเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน....ในเยอรมนี..ช่วงนี้เหตุการณ์เริ่มตึงเครียด....และเกิดสงครามโลกครั้งที่1 ขึ้น....เยอรมนี ออสเตรีย – ฮังการี พ่ายแพ้สงคราม...ให้กับฝ่ายสัมพันธมิตรที่มีอังกฤษเป็นแกนนำ....และต้องชดใช้ค่าปฏิกรณ์สงครามจำนวนมาก.....ปี ค.ศ.1916 ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่1 ยังดำเนินอยู่นั้น.....ไอน์สไตน์ ได้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ....ลงตีพิมพ์เผยแพร่...ปี ค.ศ. 1917 เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับหลักการเปล่งแสงของเลเซอร์.... ปี ค.ศ. 1919 หลังสงครามโลกครั้งที่1สิ้นสุดลง....ทีมงานนักวิทยาศาสตร์จากอังกฤษ ได้เดินทางไปที่เมืองโซบราล ประเทศบราซิล อันเป็นบริเวณใกล้แถบเส้นศูนย์สูตรเพื่อสังเกตุการณ์สุริยุปราคาในวันที่ 29 พฤษภาคม 1919 และทำการวัดตำแหน่งของดาวพุธ เมื่อผ่านสนามแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ว่าแสงที่เดินทางจะเบี่ยงเบนหรือไม่...เช่นกันกับคณะนักวิทยาศาสตร์ในเคมบริดจ์.....ที่ทำการตรวจวัดเช่นกัน...ในที่ประชุมของนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของอังกฤษ...ซึ่งเป็นมหาอำนาจของโลกในขณะนั้น....ที่ประชุม Royal Society และ Royal Astronomical Society อันประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของประเทศอังกฤษ ....ที่มี เจ. เจ. ทอมสัน ศาสตราจารย์แห่งเคมบริดจ์ เป็นประธานที่ประชุมรับทราบผลการตรวจวัด....ที่มีค่าเบี่ยงเบนของแสงใกล้เคียงจากที่ไอน์สไตน์คำนวนไว้...ที่ประชุมจึงลงมติ...ให้ความเห็นชอบและถือเป็นความเป็นจริงแท้ทางวัตถุวิสัย(objective reality ) และมีโทรเลข ของนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ ไปถึงไอน์สไตน์....
มีการตีพิมพ์ เผยแพร่ผลการตรวจวัดพิสูจน์ทฤษฎีไอน์สไตน์ไปทั่วโลก....ปี ค.ศ.1921 ไปเยือนสหรัฐอเมริกา...เป็นครั้งแรกและได้รับการต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษ...
ปี ค.ศ.1922 ได้รับรางวัลโนเบล...สาขาฟิสิกส์ ในเรื่อง ปรากฏการณ์โฟโต้อิเล็กตริก...อีก 10 ต่อมา คือในปี 1932 เดินทางไปที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐ...และเข้าทำงานในสถาบันการศึกษาขั้นสูง พรินท์ตัน รัฐนิวเจอร์ซี่....
ระยะนี้ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซี ขึ้นมามีอำนาจในเยอรมนี....ทำการกวาดล้างชาวยิวที่อยู่ในเยอรมนี บ้านของไอน์สไตน์ เป็นเป้าหมายทหารนาซีเข้ารื้อค้นเผาทำลายเอกสารหนังสือต่างๆของไอน์สไตน์...รวมทั้งการหาตัว ไอน์สไตน์ ที่นาซีกล่าวว่าเป็นผู้สนับสนุนลัทธิไซออนนิสม์...
1939 ไอน์สไตน์ยื่นจดหมายถึง ประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ เรียกร้องให้ สร้างระเบิดอะตอม..1940รับสัญชาติเป็นอเมริกัน...1941 สงครามโลกครั้งที่2ระเบิดขึ้น....และยุติในปลายปี 1944.....
ในช่วงบั้นปลายของชีวิต...ไอน์สไตน์ถูกจับตาจากเอฟบีไอ...ด้วยข้อหาว่าเอียงซ้าย.และ ในเดือนเมษายน 1955 ไอน์สไตน์ เสียชีวิตที่ พรินท์ตัน...รัฐนิวเจอร์ซี
อีก7 ปี ต่อมา
18 พฤศจิกายน 1962 ศาสตราจารย์ที่พรินท์ตัน อีกคน....นิลส์ บอห์ร ก็ได้เสียชีวิตลงที่ บ้านคาร์ลเบอร์ก ...ในเดนมาร์ก...อันเป็นการจบชีวิต....2 ผู้นำความคิดในทางทฤษฎีด้านวิทยาศาสตร์ผู้บุกเบิกทฤษฎีสัมพัทธภาพ และทฤษฎีควอนตัม...เมื่อพระเจ้ามิได้เล่นลูกเต๋ากับชีวิต......!!!
และกับการโต้แย้งด้วยมิตรภาพเพื่อขยายการรับรู้ของผู้เฒ่าสองต่อพรมแดนวิทยาศาสตร์....ที่ยังคาราคาซังอยู่จนถึงปัจจุบัน...!!!................................
จากผลของปฏิกิริยาในโลกจิ๋วแห่งอนุภาค......ส่งผลให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์บนโลกต้องกระเทือนและพลิกผันเปลี่ยนแปลง...อะตอม...พลิกผันประเทศอเมริกาทะยานขึ้นสู่มหาอำนาจของโลก...ก่อนที่จะมีการทิ้งระเบิดปรมาณูสองลูก....ในปลายปี 1945...
สงครามโลกในช่วงเวลานั้น....ฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายรุกอย่างทั่วด้านในทางยุทธศาสตร์.....แนวรบทั่วไปเช่นยุทธนาวีที่เกาะมิดเวย์สัมพันธมิตรถล่มกองเรือญี่ปุ่นแหลกยับเยิน....นายพล ยามาโมโต ที่เคยบัญชาการถล่มเพิร์ล ฮาร์เบอร์ เสียชีวิต สร้างความตื่นตระหนกให้กับกองทัพญี่ปุ่น...กองรถถังเยอรมนี ที่ถือว่าเป็นกำลังแข็งแกร่งที่สุดนำโดยนายพลรอมเมล ถูกกองกำลังสัมพันธมิตรถล่มยับเยิน....
กองทัพแดงของโซเวียต รุกคืบกำลังจะเข้ายึดเยอรมนี ฝ่ายอักษะก็แตกระส่ำ.....กองกำลังญี่ปุ่นก็ถูก กองกำลังของกองทัพแดงที่นำโดยเหมาเจ๋อตงและเป็นพันธมิตรชั่วคราวกับเจียงไคเช็ค...รุกตีโต้กองทัพญี่ปุ่น..ในเกาหลี ฝ่ายซ้ายมีกำลังที่เข้มแข็ง นำโดยกิมอิลซุง...กำลังขยายตัวไปสู่การตั้งสาธารณรัฐแดง....เวียดนาม....ลาว...เขมร...มีการเคลื่อนไหวปลดแอกจากจักรพรรดินิยม.....ในยุโรปตะวันออก...หลายประเทศ เช่น ออสเตรีย ฮังการี เช็กโกสโลวาเกีย ยูโกสลาเวีย โรมาเนีย เป็นต้นอิทธิพลของกระแสการต่อสู้เพื่อปลดแอกจากจักรพรรดินิยม...รุกลามไปทั่วหมดในโลก...ในจีน....เขตุอำนาจรัฐแดงกลายเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ...และกองทัพแดงใกล้จะได้ชัยชนะเด็ดขาด....สถานะการณ์เหล่านี้...จึงเป็นสถานการณ์ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรโดยเฉพาะ อเมริกา จึงต้องลงมือชิงชัย....และเป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งในการทิ้งระเบิด...ถึงสองลูก...
ที่ไม่เพียงแค่การทดลองระเบิดจากพลูโตเนียมและก็เป็นสาเหตุที่รวมไปถึงการพัฒนาระเบิดไฮโดรเจนต่อ.....ในความทะเยอทะยานของอเมริกา....ที่ดิ้นรนเพื่อการเป็นผู้นำของโลก....สัมพันธมิตร บุกยึดเยอรมนี....ขณะที่ฝ่ายโซเวียต บุกยึดอีกครึ่ง.....จึงเกิดเยอรมนีตะวันตก เบอร์ลินตะวันตก กับเยอรมนีตะวันออก และเบอร์ลิน ตะวันออกหลังสงคราม.....อะตอม ทำให้กองทัพอเมริกา...ขยายไปทั่วโลก...เช่นกันกับสินค้า....จากเมดอินเยอรมนี หรือไม่ก็เมดอินยูไนเต็ดคิงดอม ก็กลายเป็น เมดอินยูเอสเอ...ที่ดูแปลกหูแปลกตาคนไทย...วงไพบูลย์ในไทยที่แตกสลายลงหลังสงคราม ไทยเราก็มีมหามิตรใหม่..มาควบคุมในรูปที่ปรึกษาทุกอย่าง....แม้แต่การออกใบสั่งการปฏิวัติ...ทั้งหมดล้วนเกิดจากอำนาจ...อะตอม..!!!
สัมพัทธภาพ และ ควอนตัม
กรอบแนวคิดของทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์...อันมีการพัฒนามาจากทฤษฎีของนิวตันในการหากฎเกณท์การเคลื่อนที่ของสิ่งต่างๆ...ไอน์สไตน์ ได้ใช้ชุดสมการ การแปลงค่าของ....เอช. เอ. ลอเรนท์ซ ชาวเนเธอร์แลนด์ มาเป็นพื้นฐานในการอธิบาย ในทฤษฎีสัมพัทธภาพ ถึงความสัมพันธ์ต่างๆของ การเคลื่อนที่...ระหว่าง ความสัมพันธ์ของมวล พลังงาน และเวลา ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปภายใต้การเคลื่อนที่ และการสังเกตุของผู้สังเกตุที่อยู่ในกรอบอ้างอิงหนึ่ง ภายใต้การถือว่าความเร็วแสงเป็นค่าคงที่และเป็นความเร็วสูงสุด
จากความสัมพันธ์เหล่านั้น นำไปสู่...สมการ ที่โด่งดัง คือ E=MC²อันมีข้อสรุปกว้างๆกล่าวคือ...ขนาดของวัตถุ...ในระบบความเร็วสูง เมื่อเปรียบเทียบระบบความเร็วต่ำ จะหดสั้นลงหรือมีขนาดสั้นลง....มวล จะมีค่าสูงขึ้น..เมื่อมีความเร็วเพิ่มขึ้น...และจนถึงอนันต์เมื่อความเร็วเท่าแสงเวลา ของระบบที่มีความเร็วสูงจะช้าลงเมื่อเปรียบเทียบเวลาระบบความเร็วต่ำกว่า...หรือใช้เวลาน้อยกว่าและจากการทดลอง ปรากฏการณ์โฟโต้อิเล็กตริก ......ไอน์สไตน์ให้คำอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงระหว่างมวลและพลังงานที่แปรเปลี่ยนไปมา โดยอธิบายว่า มวลของอิเล็กตรอน เปลี่ยนแปลงเป็น พลังงาน หรือโฟตอน ภายหลังเกิดการชนกัน กับโพรสิตรอน หรือ อิเล็กตรอนที่มีประจุบวก....และทำนองเดียวกันโฟตอน ก็แปรเปลี่ยน กลับมาเป็นอิเล็กตรอนได้....และการทดลองนี้เพื่อยืนยันว่าแสงเป็นทั้งคลื่นและอนุภาค...ในกรอบ ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป...ไอน์สไตน์ ได้อธิบายถึงสนามแรงโน้มถ่วงว่า...เกิดขึ้นจากการที่วัตถุมีมวลที่ดำรงอยู่ในที่ว่าง และวัตถุเหล่านี้ก่อให้เกิดสนามแรงขึ้นในที่ว่างรอบตัว หรือก่อให้เกิดการโค้งงอในกาลาวกาศ เช่นเดียวกันกับสนามแรงแม่เหล็กไฟฟ้า....ดังนั้นการเคลื่อนที่ของวัตถุ ไม่มีการเคลื่อนที่สัมบูรณ์แบบนิวตัน เช่น การเคลื่อนที่ของดวงดาว ต่างๆ...จึงเป็นไปตาม การโค้งงอของสนามแรงเหล่านั้น....และตามการประกอบกันขึ้นเป็นคอนตินิวอัมของอวกาศและเวลาเหล่านั้น
( ยังมีต่อ)

รวมงานเขียนและแนวคิดของ กระบี่ดาวแดง

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com