Baanjomyut.com ☰

ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ

[ X ] ⇛ หน้าแรก ⇛ ความรู้ทั่วไป ⇛ ปรัชญา ⇛ ศาสนา ความเชื่อ ⇛ สังคมศาสตร์ ⇛ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ⇛ วิทยาศาสตร์ ⇛ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ ⇛ ศิลปกรรม ⇛ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ⇛ วรรณกรรม สำนวน โวหาร ⇛ สุขภาพ อาหารและยา

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน

ห้องร้อยบุปผา

กระบี่มังกรดำ ดาบมังกรทอง

CK   W. : เขียน   gggggade@hotmail.com

3

หน้า1      หน้า2      หน้า3    หน้า4     หน้า5

(ตอน  วันแรกแห่งการเดินทาง)

ขอทานเฒ่ายิ้ม
“เด็กน้อยเจ้าเป็นคนดี สายตาของเจ็งโจในตอนนั้นก็เหมือนสายตาของเจ้าเจ็งจื่อโจในตอนนี้   เอาละ..อย่ามาพูดเรื่องประเทศชาตินานนักเลย ข้าเป็นพวกไม่ค่อยถูกกับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เรามาพูดเรื่องท่านป้าเหลียงของเจ้าดีกว่า   นางมีชื่อว่าเหลียงเซียวใช่หรือไม่”
เจงจื่อโจรู้สึกตกใจที่ขอทานเฒ่ารู้จักชื่อของนาง
“ท่านผู้เฒ่า ท่านรู้จักท่านป้าเหลียงหรือ”
“แล้วทำไมข้าจะไม่รู้จักละ   สมัยก่อนพวกเราชอบเล่นด้วยกันสามคนบ่อยๆ นางเป็นคนที่ร่าเริงน่ารักมาก   เจ้ารู้ไหมว่าอุโมงค์นั้นไปโผล่ที่ไหน ?”
เจ็งจื่อโจพยักหน้าตอบ   เขาจึงพูดต่อว่า
“ถูกแล้วมันไปโผล่ที่บ้านร้างหลังหนึ่งที่อยู่นอกกำแพงวังหลวง แล้วเจ้ารู้หรือเปล่าว่านั้นเป็นบ้านของนาง   ตอนที่พวกเรากำลังช่วยกันขุดอุโมงค์อยู่ นางซึ่งเป็นบุตรีของพ่อครัวมาพบเข้า   จึงขอร่วมมือด้วย พอดีตอนนั้นเรามีปัญหาว่าจะเอาอุโมงค์ไปโผล่ที่ไหนถึงจะปลอดภัยที่สุด ก็ได้เหลียงน้อยนี่แหละที่คลายปมให้   นางบอกให้ไปโผล่ที่ห้องนอนของนาง   ทีแรกเราก็ตกใจ ที่ไหนได้บ้านหลังนั้นเป็นบ้านร้างมานานแล้ว   พ่อพานางเข้ามาอยู่ในวังหลวง แล้วบ้านนั้นก็ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ไร้ผู้คนคอยดูแล เวลาพวกเราออกไปเที่ยวเล่นก็ได้นางอีกนั่นแหละคอยดูต้นทางให้ และบางทีเวลาเจ้าแอบออกมาทางอุโมงค์เหลียงน้อยก็คงนำเรื่องไปบอกเสด็จพ่อของเจ้าด้วยเช่นกัน” เด็กทุกคนมักจะภูมิใจในสิ่งที่ตนทำได้สำเร็จโดยไม่มีผู้ใหญ่รู้เห็นด้วย และเจ็งจื่อโจก็อดภูมิใจเล็กๆมิได้ที่แอบหนีออกมาเที่ยวนอกวังได้เองโดยไม่มีผู้ใดรู้ หรือองค์รักษ์คอยตามคุ้มกัน   แต่เมื่อเขาได้ฟังดังนั้นถึงกับทำสีหน้าผิดหวัง พูดว่า
“ถ้าที่ท่านผู้เฒ่ากล่าวมาเป็นความจริงแสดงว่า เวลาที่ข้าแอบออกมาข้างนอกเสด็จพ่อทรงทราบทุกครั้ง”
ขอทานเฒ่าเลิกคิ้วมองเจ็งจื่อโจ  
“จะมีเรื่องใดที่พ่อเจ้ามิรู้บ้างล่ะ”
เจ็งจื่อโจมองหน้าขอทานเฒ่าแล้วยิ้มประจบ  
“ท่านผู้เฒ่า...”
                         เขายังพูดมิทันจบ รู้สึกตัวลอยขึ้นไปกลางอากาศแล้วกลับลงมานั่งที่เดิม   ข้างหน้าเขามีเข็มหยกเขียว ปักอยู่บนพื้นใกล้ๆกับเท้าของเขา   เขาเห็นดังนั้นถึงกับตระหนก   คิดในใจว่า “เข็มพวกนี้ท่าทางจะฉาบพิษร้ายแรงไว้     ถ้าท่านผู้เฒ่ามิใช้ลมปราณยกตัวข้าให้ลอยขึ้น เข็มเหล่านี้คงแทงทะลุกลางหลังของข้าเป็นแน่” เจ็งจื่อโจถึงแม้จะถูกห้ามฝึกวรยุทธ แต่เขาก็พอจะรู้อยู่บ้างว่าในโลกนี้นอกจากมีวิชาหมัด   มวย  ทวน  หอก  ดาบ  กระบี่ อะไรพวกนั้นยังมีวิชาที่ไว้ฝึกปรือลมปราณด้วย   แต่ที่เขามิทราบคือ   คนส่วนใหญ่ เวลายกคนมักจะเอาไปวางไว้อีกที่หนึ่ง การใช้ลมปราณยกคนให้ลอยขึ้นแล้ววางลงไว้ที่เดิมนั้น เป็นการยากมาก เพราะต้องบังคับพลังที่ปล่อยออกไปมิให้เบาไปหรือหนักไป การทำเช่นนี้ได้จะมีก็แต่ยอดฝีมือเท่านั้น คนร้ายเมื่อได้เห็นฝีมือเช่นนั้นของขอทานเฒ่า รู้ว่าตนมิใช่คู่ต่อสู้ของเฒ่าชราผู้นี้จึงรีบหนีไปอย่างว่องไว ฝ่ายขอทานเฒ่าไม่แม้แต่จะแลสายตาไปยังเข็มหยกเหล่านั้น สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่เงาร่างสีดำที่พุ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็วพอที่สายตาคนธรรมดาจะมองไม่เห็น แต่มิใช่เขา  พลางคิดในใจว่า
“คนผู้นี้มีวิชาตัวเบาอันล้ำลึกยิ่งนัก สะกดลอยตามเจ็งจื่อโจตั้งแต่เมืองหลวง ช่วงเวลาที่พวกเราคุยกันข้าลอบใช้ลมปราณคลุมบริเวณรอบตัวทำให้มันมิได้ยินเสียงอันใด มันถึงได้ลองใช้เข็มพิษซักออกมา เพราะเข็มเป็นสิ่งที่ทะลวงกำแพงลมปราณได้ดีที่สุด แต่พอล้มเหลวก็รีบหนีทันทีโดยมิรีรอ   นับว่าเป็นนักฆ่ามืออาชีพจริงๆ ความจริงข้ามีธุระที่เมืองหลวง   แต่พอเห็นคนชุดดำสะกดรอยตามเด็ก นับเป็นเรื่องประหลาดนักจึงลองตามมาดู คิดมิถึงว่าเจ้าเด็กน้อยคนนี้ดันเป็นลูกชายของเจ็งโจสหายข้า   แถมเป็นยังองค์รัชทายาท เมื่อนักฆ่าผู้นั้นฆ่าเจ็งจื่อโจมิสำเร็จคงต้องกลับมาอีกแน่ เห็นทีข้าต้องช่วยลูกเจ้าซักครั้งแล้วเจ็งโจ จะให้ข้าเห็นเด็กที่กำลังตกอยู่ในอันตรายแล้วมิช่วยได้อย่างไร อีกอย่างเด็กน้อยคนนี้เป็นคนดี ข้ามิต้องการให้แกต้องมาตายเพราะเรื่องราชบังลังค์ของเจ้า   สหายข้า”
คิดได้ดังนั้นขอทานเฒ่าก็พูดขึ้นว่า  


“เจ้าหนูถ้าข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์   เจ้าจะรังเกียจไหมที่มีขอทานเฒ่าอย่างข้าเป็นอาจารย์”
เจ็งจื่อโจตกตะลึงกับคำพูดของขอทานเฒ่า   เขาพูดออกไปอย่างลืมตัวว่า
“ท่านจะสอนวิชาให้ข้า   ท่านจะเป็นอาจารย์ให้ข้า   ท่านจะรับข้าเป็นศิษย์ ข้ามิได้ฟังผิดไปใช่ไหม   ท่านคงมิได้ล้อข้าเล่นหรอกกระมัง”
ขอทานเฒ่าเหม่อมองบนท้องฟ้า   ปากกล่าวว่า“อืม...ข้ามิได้ล้อเจ้าเล่น   ข้าพูดจริง ถ้าเจ้ามิรังเกียจที่มีขอทานเป็นอาจารย์” เจ็งจื่อโจดีใจยิ่ง
“มีหรือที่ข้าจะรังเกียจ   ข้าฝันอยากเรียนวรยุทธมานานแล้ว การที่ท่านผู้เฒ่ารับข้าเป็นศิษย์   เปรียบเหมือนพระโพธิสัตว์ลงมาโปรด มิว่าท่านผู้เฒ่าจะเป็นขอทาน   หูหนวก  ตาบอด   หรือพิการเดินไม่ได้ ขอเพียงท่านยินยอมรับข้าเป็นศิษย์ ข้าก็ยินดีเคารพเชื่อฟังอาจารย์และตั้งใจศึกษาเต็มที่   มิทำให้อาจารย์ต้องผิดหวัง มีใครเคยพูดหรือว่าขอทานเป็นอาจารย์องค์ชายไม่ได้ และข้าก็มาเคยพูดว่าข้าไม่รับขอทานเป็นอาจารย์ ยิ่งไปกว่านั้นในเมื่อท่านผู้เฒ่าเป็นคนดี   เป็นผู้มีฝีมือท่านหนึ่ง มีเหตุผลอันไม่สมควรข้อใดหรือ   ที่ทำให้ข้ามิควรกราบท่านเป็นอาจารย์”
พูดจบเจ้าตัวโขกศีรษะคำนับขอทานเฒ่า   เรียกอาจารย์อยู่หลายคำ ขอทานเฒ่าพยุงเจ็งจื่อโจขึ้น   ถามว่า
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นคนดี ถ้าข้ามิใช่คนดี   เจ้ามิกราบคนชั่วเป็นอาจารย์หรือ”
เจ็งจื่อโจยิ้มกว้าง  
“ถ้าท่านผู้เฒ่ามิใช่คนดี   เสด็จพ่อคงมิคบท่านเป็นสหาย ถ้าท่านผู้เฒ่าเป็นคนชั่ว   ท่านคงไม่บอกให้ข้าตั้งใจศึกษาตำราพิชัยสงคราม ถ้าท่านผู้เฒ่าคิดร้ายต่อข้า   ท่านคงมิคิดรับข้าเป็นศิษย์   ถ่ายทอดวรยุทธให้ ไว้ป้องกันตัว ยิ่งไปกว่านั้น   ท่านผู้เฒ่าช่วยชีวิตข้าไว้   ถ้าไม่มีท่านผู้เฒ่า ป่านนี้ข้าคงได้ไปคุยเล่นกับยมบาลในนรกนานแล้ว ท่านทำถึงขนาดนี้ ถ้าข้าไม่ถือท่านเป็นจอมยุทธผู้กล้า ท่านจะให้ข้าไปถือใครที่ไหนเป็นท่านจอมยุทธอีกเล่า”
ขอทานเฒ่าหัวเราะ
“เจ้าเด็กน้อย   เจ้าเป็นเด็กฉลาด   แต่เหตุไฉนเรียกข้า คำก็ท่านผู้เฒ่า   สองคำก็ท่านผู้เฒ่า   ยังมิรีบเรียกข้าว่าอาจารย์   หรือเจ้าเปลี่ยนใจ ไม่อยากได้ข้าเป็นอาจารย์แล้ว”
เจ็งจื่อโจรีบยิ้มประจบ   กล่าวว่า
“ ท่านอาจารย์   ท่านอาจารย์อย่าได้โมโหไปเลย ศิษย์ไม่มีทางเปลี่ยนใจอย่างเด็ดขาด   นี่นับว่าสวรรค์ทรงเมตตาโดยแท้ ที่ประทานท่านอาจารย์มาสอนวิทยายุทธแก่ศิษย์   ศิษย์ดีใจจนเนื้อเต้นหมดแล้ว อยากฝึกวิชาเร็วๆ   ท่านอาจารย์รีบสอนวิชาแก่ศิษย์เถอะ   ไม่ว่าท่านอาจารย์สอนวิชาอะไร ศิษย์ก็จะเรียน   ถึงจะเหนื่อยยากลำบากเพียงใดศิษย์มิย่อท้อเด็ดขาด”
ขอทานเฒ่าเอ็นดูเจ็งจื่อโจยิ่งนัก ยกมือขึ้นลูบหัวเขาเบาๆ   
“ใจเย็นๆ เรายังไม่เรียนกันเดี๋ยวนี้   ท่านอาจารย์จะเริ่มสอนท่านศิษย์พรุ่งนี้ การฝึกวิชาจะรีบร้อนไม่ได้   เราต้องฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป วิชาไหนยิ่งชำนาญมากก็ยิ่งสามารถแสดงอนุภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าเราฝึกวิชาอย่างรีบร้อน   อาจทำให้ธาตุไฟเข้าแทรกได้   หรือมิฉะนั้น วิชาที่ฝึกมาก็ไม่สามารถแสดงอนุภาพได้เท่าที่ควร ท่านศิษย์จงจำคำท่านอาจารย์ไว้ให้ดี เวลาฝึกต้องมีสมาธิที่แน่วแน่   จิตใจอย่าวอกแวก   เคล็ดวิชาเป็นเรื่องสำคัญ ท่าร่างเป็นเรื่องรอง   สามารถแปรเปลี่ยนกลับกลายได้ไม่สิ้นสุด รู้จักประยุกต์สิ่งที่รู้อยู่แล้วให้เกิดสิ่งใหม่ แล้วท่านศิษย์จะสามารถใช้วิชามรรคไร้พรมแดน ซึ่งเป็นพื้นฐานของวิชาทั้งมวลได้สำเร็จ หลังจากที่ท่านศิษย์ฝึกวิชานี้สำเร็จแล้ว ท่านอาจารย์จึงจะเริ่มสอนวิชาอื่นๆให้ท่านศิษย์ได้ ท่านศิษย์เข้าใจที่ท่านอาจารย์พูดไหม ท่านอาจารย์ของท่านศิษย์ก็ไม่เคยสอนวิชาให้ใครเสียด้วย อาจมีอะไรที่ท่านศิษย์เข้าใจยากสักนิด   ท่านอาจารย์ก็ขออภัยด้วยนา   ท่านศิษย์นา”
ขอทานเฒ่าพูดล้อเลียนเจ็งจื่อโจที่พูดประจบตนอย่างสนุกปาก   ทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ต่างก็หัวเราะกันจนตัวงอหงาย   หลังจากพยายามกั้นหัวเราะได้สำเร็จซึ่งอาจยากสักนิดสำหรับขอทานเฒ่า   เขาก็พูดต่อไปว่า
“ตั้งแต่พรุ่งนี้เจ้าจงมาพบข้าที่นี่ ข้าจะสอนวิทยายุทธให้เจ้าจนกว่าข้าจะเห็นว่า เจ้าสามารถเอาตัวรอดจากนักฆ่าที่หมายเอาชีวิตเจ้าได้แล้ว   ข้าก็จะไป และยิ่งไปกว่านั้น   เจ้าต้องรับปากกับข้าว่า จะไม่บอกใครเรื่องที่ข้ารับเจ้าเป็นศิษย์    เจ้าจะรับปากหรือไม่”
“แม้แต่เสด็จพ่อหรืออาจารย์”
“อืม..แม้แต่เสด็จพ่อของเจ้าก็ห้ามบอก   เรื่องที่ข้ารับเจ้าเป็นศิษย์”
เจ็งจื่อโจยิ้ม
“แต่ข้าเล่าเรื่องที่พบท่านให้เสด็จพ่อฟังได้   ใช่ไหม?”
ขอทานเฒ่ายิ้มอย่างอ่อนโยนให้เจ็งจื่อโจก่อนตอบว่า
“เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในข้อตกลง ตามใจเจ้าว่าจะเล่าเรื่องของข้าให้เสด็จพ่อของเจ้าฟังหรือไม่   แต่ข้าคิดว่า เจ้าคงมิอยากเห็นอาจารย์ของเจ้า   เล่นซ่อนหากับทหารทั้งเมืองหลวงหรอกนะ และต่อให้ทหารพวกนั้นวิ่งกันจนเหนื่อย   พวกเขาก็ไม่มีทางตามข้าทัน เจ้าอยากให้ทหารพวกนั้นปฏิบัติภารกิจล้มเหลว เพียงเพราะเสด็จพ่อของเจ้าต้องการให้ข้าไปนั่งจิบน้ำชากับเขาไม่กี่ถ้วย   หรืออย่างไร”
เจ็งจื่อโจทำท่าตริตรองอยู่ครู่หนึ่ง   ก่อนรับปากอาจารย์ของเขา
  “ข้ารับปากท่าน ข้าจะไม่บอกใครว่าท่านรับข้าเป็นศิษย์    เว้นแต่ท่านจะอนุญาต   แต่อาจารย์ ข้ายังมิรู้จักนามของท่านเลย”
“เจ้ามิจำเป็นต้องรู้จักชื่อของข้าหรอก   ชื่อเขามีไว้เพื่อเรียกหากัน แต่ในเมื่อเจ้าเรียกข้าว่า   อาจารย์แล้ว   เจ้ายังจะอยากรู้ชื่อของข้าไปใย”
ขอทานเฒ่าลุกขึ้นปัดฝุ่นที่กางเกง   พลางกล่าวว่า
“เอาละ..อาจารย์ต้องไปทำธุระที่ค้างไว้ก่อน   พรุ่งนี้เรามาพบกันที่นี่   อย่าลืมเสียล่ะ”

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา | วัตถุประสงค์ | ติดต่อ : baanjomyut@yahoo.com